Category: วัฒนธรรม

  • สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    เศรษฐกิจ

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สนข.เร่งศึกษาสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานการสัมมนาแนะนำโครงการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง กรุงเทพมหานคร ว่าสนข.ได้ดำเนินการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ต่อเนื่อง กรุงเทพมหานคร มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    ตามเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและปัจจุบันการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 18.4 คิดเป็น 5.29 ล้านคน – เที่ยว/วัน โดยแบ่งออกเป็นรถไฟฟ้า 5.4% หรือ 1.55 ล้านคน – เที่ยว/วัน รถโดยสารประจำทาง 6.4% หรือ 1.84 ล้านคน – เที่ยว/วัน 

    และอื่น ๆ อีก 6.6% หรือ 1.89 ล้านคน – เที่ยว/วัน ซึ่งโครงการจะดำเนินภายใต้กรอบแนวคิด 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ความครอบคลุม ลดความทับซ้อนของรถโดยสารสาธารณะ และเพิ่มความครอบคลุมของโครงข่าย 2)การให้บริการและความเพียงพอ โดยเพิ่มความถี่ของรถโดยสาร เพิ่มจำนวนตู้ขบวนโดยสาร จัดบริหารรถโดยสารด่วน (Express service) 3) การเข้าถึงการจัดบริการรถโดยสารประจำทางระบบเสริม (Feeder) มีอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม และ 4) การปรับปรุงทางเท้า การเชื่อมต่อ – มีจุดเชื่อมต่อและสิ่งอำนวยการเชื่อมต่อการเดินทาง (ITF) ลดเวลาในระบบเปลี่ยนถ่ายระบบเก็บค่าโดยสารที่ใช้ร่วมกันได้หรือระบบตั๋วร่วม

    นายปัญญา กล่าวว่า การศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักของประชาชน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หากสามารถลดจำนวนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้จะช่วยบรรเทาปัญหาที่หลากหลายในปัจจุบันลงได้ เช่น ช่วยบรรเทาปัญหา

    เรื่องการจราจรหนาแน่นและติดขัดโดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับประชาชนในเขตเมือง สำหรับการสัมมนาฯ ที่ สนข. จัดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อแนะนำโครงการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง และเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น จากการเดินทางแบบไร้รอยต่อให้สามารถเชื่อมโยงสถานที่ต่าง ๆ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบ เพิ่มความสะดวก รวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/448403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_6TVbiKZz1Mg00j2jDQ4S

  • ปลดล็อค 8 Green Skills ที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

    ปลดล็อค 8 Green Skills ที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

    จากรายงาน Global Green Skills Report 2024 ระบุว่า แนวโน้มความต้องการในตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะความยั่งยืนและความสำคัญของทักษะสีเขียว ซึ่งจัดทำโดย Linkedin Economy Graph พบว่าระหว่างปี 2023 – 2024 ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสีเขียว (Green Talent Demand) ทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 11.6% ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของจำนวนบุคลากรทักษะสีเขียว (Green Talent Supply) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 5.6%


    นอกจากนี้อัตราการจ้างงาน (Hiring rate) บุคลากรในด้านนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานทั่วไปถึง 54.6% โดยตัวเลขนี้สูงขึ้นไปอีกในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา 80.3% และไอร์แลนด์ 79.8% สะท้อนถึงความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสีเขียว ซึ่งยังมีปริมาณไม่เพียงพอ อีกทั้ง การพัฒนาหลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจล่าช้าเกินไป จำเป็นจะต้องมีการเสริมทักษะและพัฒนาทักษะด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับบุคลากรวัยทำงานในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างงานสีเขียวที่เป็นงานใหม่และงามเดิมที่เพิ่มเติมทักษะสีเขียว
    ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้จัดทำข้อมูลศึกษาทักษะและองค์ความรู้ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวที่พึงประสงค์ในบริบทของอุตสาหกรรมไทย เพื่อวางยุทธศาสตร์และนโยบายด้าน อววน. ตอบเป้าหมายประเทศและสามารถปรับตัวประเทศไทยกับแนวโน้มในอนาคตได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งวางกรอบแนวทางให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในหลายมิติ

    หนึ่งในผลการศึกษาที่น่าสนใจ คือ 8 ความรู้และทักษะที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย
    1. การคิดเชิงระบบ : ความสามารถในการเข้าใจว่าปัญหาหรือโอกาสที่เกิดขึ้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งขององค์รวมที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาใด ๆ จำเป็นจะต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างแต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นระบบใหญ่
    2. การคิดเชิงอนาคต : ความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการดำเนินการในปัจจุบัน แม้จะไม่สามารถคาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ทำให้มีความพร้อมและสามารถวางแผนการจัดการได้ดีขึ้น
    3. การคิดแบบเชิงหมุนเวียน : เห็นว่าของเสียและมลภาวะ ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เกิดในกระบวนการผลิต แต่สามารถนำกลับมาผลิตเป็นวัสดุหรือสร้างทรัพยากรขึ้นมาใหม่ได้
    4. การคิดเชิงออกแบบ : ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานและแก้ปัญหาโดยมองผู้ใช้เป็นจุดศูนย์กลาง เปิดใจและพร้อมเรียนรู้ หาโอกาสจากความคลุมเครือของปัญหา
    5. ศาสตร์แห่งความยั่งยืน : เข้าใจระบบของโลก สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์และสังคม เข้าใจการเปลี่ยนแปลงและการพยากรณ์สภาพอากาศ อุทกวิทยา สิ่งแวดล้อม บัญชีและระบบนิเวศ
    6. ทักษะดิจิทัล : สามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร เข้าถึงและจัดการข้อมูล
    7. สหสาขาวิชา : ความสามารถในการทำงาน สื่อสารกับบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทำงานต่างสาขากัน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำไปใช้ออกแบบและหาทางออกร่วมกัน
    8. การจัดการความเปลี่ยนแปลง : ทักษะที่ใช้ในการสร้างและชี้นำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดในองค์กร รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อเหตุสุดวิสัย ความไม่ย่อท้อ รู้จักสร้างชัยชนะในระยะสั้น และสร้างพันธมิตรเพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลง
    โดยทักษะ 8 ข้อข้างต้น เป็นส่วนของ Green Skills หรือทักษะที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความเข้าใจเนื้องานควบคู่ไปด้วย
    ECOXPERT
    และตัวอย่างทักษะที่ต้องการเร่งด่วนและสำคัญต่อการลดคาร์บอนในระยะสั้นเฉพาะภาคส่วน (Top 3 Sector-specific) เช่น
    1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า : ต้องการทักษะเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motors) เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)
    2. อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต : ต้องการทักษะเกี่ยวกับเกษตรอัจฉริยะเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) กลยุทธ์การลดขยะอาหาร (Food Waste Reduction Strategies) และระบบพลังงานอาหารแบบบูรณาการ (Integrated Food-energy Systems)
    3. อุตสาหกรรมดิจิทัล : ต้องการทักษะเกี่ยวกับการประมวลผลแบบสีเขียว (Green Computing) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grids Systems) และการติดตามการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Monitors)
    การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) จำเป็นต้องอาศัยทักษะและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Skills and Knowledge Concepts) เพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ลดการปลดปล่อยคาร์บอน การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และการปกป้องธรรมชาติรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนแล้ว ยังตอบโจทย์แนวโน้มอาชีพและทักษะสีเขียวที่เป็นที่ต้องการในอนาคตด้วย

    ที่มา บทความเรื่อง “8 Green Skills” ทักษะและองค์ความรู้สำคัญในยุคเศรษฐกิจสีเขียว” จาก Facebook : สอวช.

    การพัฒนาทักษะกำลังคนในด้านต่างๆ

    AIS อัปเดตผล Thailand Cyber Wellness Index 2025 ชี้เด็ก-ผู้สูงอายุ คือ กลุ่มเสี่ยง ต้องเร่งพัฒนาทักษะ Digital Rights และ AI Literacy เร่งด่วน

    สำรวจอินเนอร์ คนทำงาน ปี 2025 บริษัทไหนที่คนรุ่นใหม่อยากทำงาน vs. ไม่อยากทำงานมากที่สุด พร้อมอัปเดตทักษะสำคัญที่ควรมีในยุคนี้

    WEF เผยรายงาน Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะแห่งอนาคต พร้อมแนะกลยุทธ์สร้าง Future Human สำหรับประเทศไทย

    Post Views: 73

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/29/8-green-skills-needed-for-industry/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WCOFc5Il403lDfWI8iPFX

  • ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยเดือดร้อนมากสุด

    ชี้ผลกระทบ ควบรวมมือถือกระทบกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนรายได้น้อยมากสุด เผชิญค่าครองชีพสุดแพง ต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่สภาผู้บริโภค ยื่นให้มีการยื่นให้เพิกถอนมติที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้มีมติรับทราบในการควบรวม ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู (TRUE) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค (DTAC)  ทำให้การรวมธุรกิจนี้ยังคงมีผลตามมติ กสทช. แต่ทั้งนี้ในการพิจารณาคดียังไม่ถึงที่สุด โดยสภาผู้บริโภคเตรียมพิจารณาหารือในการยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด เพื่อปกป้องคนไทยไม่ให้ต้องใช้มือถือและอินเทอร์เน็ตในราคาแพงต่อไป

    ทั้งนี้เมื่อประเมินผลกระทบต่อผู้บริโภค จากมติของ กสทช. ในครั้งนี้ ทำให้เกิดควบรวมกิจการของค่ายโทรศัพท์มือถือใหญ่ในประเทศไทยในปี 2565 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย กลุ่มคนที่เปราะบางต้องเผชิญกับค่าบริการที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จากมติของ กสทช. ที่ทำให้เกิดการควบรวมทรู-ดีแทค โดยในปัจจุบันเกือบเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว แต่จากข้อมูลการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่าภาคประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากแพ็กเกจราคาประหยัดถูกปรับค่าบริการสูงขึ้น

    ทั้งนี้จากการติดตามผลกระทบสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่าภาคประชาชนได้แบกรับทั้งปัญหาค่าบริการที่สูงขึ้นและคุณภาพบริการที่ต่ำลง โดยภายหลังการควบรวมค่ายมือถือ ยังไม่พบว่ามีผู้บริโภครายใดที่แจ้งว่าตนจ่ายค่าบริการลดลง ทั้งที่ กสทช. กำหนดเงื่อนไขให้ค่าบริการลดลงเฉลี่ย 12% ภายใน 90 วัน ตรงกันข้าม มีข้อมูลว่าผู้ประกอบการเลือกใช้วิธีเพิ่มอินเทอร์เน็ตฟรีให้ชั่วคราว เช่น 5-7 วันแทน ซึ่งสะท้อนชัดว่าไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขเดิมของ กสทช. และหากประชาชนไม่ได้สนใจเลือกกดรับบริการอินเทอร์เน็ตฟรีก็จะไม่ได้รับสิทธินี้ด้วย

    ซิมเทพราคาพุ่ง 100%

    รวมถึงยังมีกรณี “ซิมเทพ” หรือซิมเน็ตรายปีซึ่งไม่มีวางขายทั่วไปต้องซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ช้อปปี้ หรือลาซาด้า แต่เดิมสามารถหาซื้อได้ที่ราคาประมาณ 1,000 บาทต่อปี เมื่อสำรวจราคาในปัจจุบันกลับมีราคาสูงกว่า 2,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 100% หลังการควบรวม ส่งผลกระทบหนักต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการแพ็กเกจราคาประหยัด          

    อีกทั้งกลุ่มลูกค้าเปราะบางที่ กสทช. กำหนดให้ต้องมีแพ็กเกจราคาต่ำเป็นพิเศษ ก็ยังเข้าไม่ถึงแพ็กเกจแบบนี้ เพราะขาดการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ไปสอบถามที่ศูนย์บริการบางแห่งก็ไม่มีข้อมูล ขณะที่แรงงานต่างด้าวสามารถซื้อแพ็กเกจราคาต่ำกว่าได้ แต่คนไทยรายได้น้อยกลับเข้าถึงได้ลำบาก กลายเป็นภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

    โปรโมชันรายเดือนปรับขึ้นอัตโนมัติ

    ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการแพ็กเกจราคาประหยัดระบบรายเดือนยังเผชิญกับปัญหาเมื่อโปรโมชั่นสิ้นสุดลง ผู้ให้บริการกลับเสนอแพ็กเกจใหม่ที่แพงขึ้นประมาณ 100 บาท/เดือนทันที โดยไม่ต่อแพ็กเกจเดิมให้อัตโนมัติหากไม่แจ้งค่ายมือถือ ทั้งที่เป็นกติกาที่ กสทช. กำหนดให้ต่อแพ็กเกจเดิมที่เคยใช้งานอยู่ก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนแพ็กเกจโดยผู้บริโภคไม่ยินยอม ดังนั้นหากมีผู้ใช้บริการต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 2 ล้านคน ผู้ให้บริการจะมีรายรับเพิ่มปีละ 2,400 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    การแข่งขันหายไป ผู้บริโภคไร้อำนาจต่อรอง

    ผลจากการเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย ทำให้การแข่งขันในตลาดแทบไม่เหลืออีกต่อไป เช่น กรณีการย้ายค่าย ที่จากเดิมผู้ประกอบการจะเสนอโปรโมชันลด 50% นาน 12 เดือนเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อ แต่หลังการควบรวม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ก็หายไป สุดท้ายผู้บริโภคจึงไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ เหลืออยู่

    สัญญาณอินเทอร์เน็ตคุณภาพลดลง

    นอกจากนี้ยังพบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แย่ลงอย่าง จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และจากความสนใจดูโทรทัศน์หรือวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่มีการลงทุนขยายโครงข่ายให้ทันกับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจึงควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่าผู้ประกอบการได้ลงทุนขยายโครงข่ายตามแผนที่กำหนดหรือไม่

    อีกทั้งโปรโมชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่โฆษณาไว้ แต่เมื่อตรวจสอบการใช้งานจริงกลับไม่เป็นไปตามที่ระบุ สะท้อนถึงการโฆษณาและสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและสร้างภาระให้ผู้บริโภคอีกชั้นหนึ่ง

    กลุ่มเปราะบาง-กลุ่มรายได้น้อยรับผลหนักที่สุด

    นพ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปีนี้อยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตปรับเพิ่มสวนทางกับรายรับ ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ต้องเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงรายจ่ายด้านมือถือและอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ปัญหาการผูกขาดในตลาดมือถือร่วมตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชนในประเทศไทย ทำให้กลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางได้รับความเดือดมากยิ่งขึ้น จนเหมือนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งจะยิ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมให้เปราะบางมากขึ้น

    “ในปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีทำให้กลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบมากสุด เห็นได้ชัดเจน การปิดร้านอาหารต่าง ๆ สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางมีมากสุด เพราะคนที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางต่างประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการทานอาหารนอกบ้าน และเลือกที่จะปรุงอาหารที่บ้านแทน” นพ.ประวิทย์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/telco-merger-hits-vulnerable/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15rtQNVgcqs-4KEpe6hIte

  • ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาสถาบัน ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รศ.นพ.กําจร ตติยกวี ทําหน้าที่ประธานจัดการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งเป็นการดําเนินการตามนโยบายสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ ทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ กรรมการที่ปรึกษา ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล กรรมการที่ปรึกษา ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กรรมการ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการ และผศ.นพ.ไชยวิทย์ ธนไพศาล เลขานุการ พร้อมด้วย นางสาวกรรณิกา ไตรภาดา ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการฯ ร่วมการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญ
    อาทิ คณะกรรมการได้ติดตามความคืบหน้าวิธีประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนงาน รวมทั้งการจัดกลุ่มสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประชุมคณะกรรมการฯ เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ เพื่อประโยชน์ให้สอดคล้องกับนโยบายสภาสถาบันฯ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมวิชาการวิชาชีพชั้นสูง และทักษะเทคโนโลยีบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิชาการ อื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 4/2568 — 29 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115580/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ou-4HrBZV2kGXlQFtC8De

  • ถนนชีวิต “มานิจ สุขสมจิตร” บนกระดาษขาว-หยาดหมึก “คนข่าวสู่ราชบัณฑิต” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ถนนชีวิต “มานิจ สุขสมจิตร” บนกระดาษขาว-หยาดหมึก “คนข่าวสู่ราชบัณฑิต” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    รายงานพิเศษ 

    ——————

    15กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชบัณฑิต รวมทั้งสิ้น 14 ราย 

    โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘มานิจ สุขสมจิตร’ นักวิชาการและผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชน ได้รับแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

    “มานิจ”นับเป็นสื่อมวลชนไทยรายเเรกที่ได้รับเกียรติประวัติในการเข้ารับตำเเหน่งหน้าที่ดังกล่าว โอกาสนี้ “มานิจ”ให้เวลากับกองบรรณาธิการในการเปิดเผยประวัติเเละเเนวทางการทำงานรวมทั้งมุมมองในการประกอบวิชาชีพให้อนุชน

    “พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นราชบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ผมเป็นคนแรกและคนเดียวในวงการนสพ. ผมภาคภูมิใจมาก      

    เพราะกว่าจะได้เป็นราชบัณฑิต ต้องสมัครเป็นภาคีสมาชิกเมื่อมีตำแหน่งว่าง และต้องเข้ารับการอบรมพร้อมกับต้องคันคว้าสรรพวิชาไปบรรยายให้คนอื่นฟังหลายต่อหลายครั้ง

    ราชบัณฑิตยสภาจึงตรวจสอบผลงานทางวิชาการ /การเขียนตำรา  เมื่อเห็นสมควร  ราชบัณฑิตยสภาจึงลงมติให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาหกปี“มานิจระบุ

    “ราชบัณฑิตยสภาเป็นหน่วยงานของรัฐ  ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี  มีหน้าที่ค้นคว้า บำรุง รักษาเผยแพร่สรรพวิชาต่างๆแยกเป็น3สำนักตามความถนัดของสมาชิกคือ 1.สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง 2.สำนักวิทยาศาสตร์3.สำนักศิลปกรรม”มานิจอธิบายความ

    บุรุษจากหลังเขา

    “ผมเกิดที่อ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน คุณพ่อเป็นกำนัน คุณเเม่เป็นครูประชาบาล  ผมจบม.5 (มัธยมศึกษาปีที่5) จากโรงเรียนบริพัตรศึกษาเเละได้ทุนเรียนดี (ปัจจุบันคือโรงเรียนเเม่สะเรียงบริพัตรศึกษา)ตอนจบตอนม.5เเละจะขึ้น ม.6นั้น  ผมมาเรียนม.6ที่โรงเรียนวัดราชบพิธ กทม.”มานิจย้อนปูมหลังชีวิตให้ฟัง

    “ ผมพักอยู่วัดบวรนิเวศฯ เเต่ผมมาจากต่างจังหวัดช้า ตอนเเรกจะเรียนที่โรงเรียนวัดบวรฯ เเต่นักเรียนเต็ม  หลวงพ่อจึงฝากไปวัดราชบพิธเเละเรียนที่นั่น   โรงเรีบนวัดราชบพิธในตอนนั้น (ก่อนย้ายโรงเรียนมาตั้งใกล้กับกรมการรักษาดินเเดนในปัจจุบัน) พวกผมนั่งเรียนรอบๆโบสถ์    ผมนั่งรถรางเที่ยวละ 20 สตางค์จากวัดบวรฯไปเรียนที่วัดราชบพิธ

    จากนั้นผมเข้าสอบที่โรงเรียนเตรียมอุดม พญาไท ชั้นม.7-ม.8 (สมัยนั้นเรียกว่า เตรียมอุดมศึกษาชั้นปีที่1เเละชั้นปีที่2) เเละมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รุ่นนิติฯ01 (บุคคลสำคัญในรุ่นนี้คือ ชวน หลีกภัย ,สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี/มีชัย ฤชุพันธุ์  อดีตรองนายกฯเเละนักกฎหมายชั้นนำ )”มานิจ  กล่าว

    มานิจย้อนวันวานในช่วงเป็นเด็กหนุ่มจากหลังเขาเพื่อมาเรียนหนังสือในเมืองหลวง เส้นทางชีวิตเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ถัดจากบรรทัดนี้

    “สมัยนั้น ผมใช้เวลาห้าวันเดินทางจากอ.เเม่สะเรียงมายังอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มาขึ้นรถคอกหมู(รถโดยสารสองชั้น ชั้นบนให้ประชาชนนั่ง ชั้นล่างบรรทุกหมู/สัตว์เลี้ยง)ไปอ.เมืองเชียงใหม่เพื่อขึ้นรถไฟเข้ากทม.

    นักเรียนม.6รุ่นเดียวกันที่โรงเรียนวัดราชบพิธสอบเข้าเตรียมอุดมได้สามคน  เเต่มีผมที่มาจากบ้านอกแล้วสอบเข้าได้ เพื่อนๆถามว่า“เอ็งมีเส้นหรือ ? ”ผมตอบว่า ”จะมีได้อย่างไร ข้ามาจากบ้านนอก “ เเละตอนนั้นมีคนเเซวผมว่า “สอบได้ที่กทม.มีเงินมาเรียนด้วยหรือ มาจากต่างจังหวัดเเบบนี้? ”เเต่ตอนนั้นผมอ่านหนังสือเยอะ จึงสอบได้

    หลังจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เเละเริ่มเป็นนักข่าว เมื่อพอมีรายได้บ้าง  ครั้นจะอาศัยวัดต่อก็ดูกระไรอยู่ ผมจึงไปเช่าหอพัก“มานิจระบุ

    ผู้สื่อข่าวในเครื่องเเบบนักศึกษา

    “ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ปี2501 จบปี2505 

    ผมทำนสพ.ขายในมธ. ตอนนั้นนสพ.ในมธ.ออกทุกวันเเบบไม่ซ้ำหัวเลย  นสพ.จะวิจารณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในมธ.เเละสังคม

     จากนั้นผมสมัครทำงานเป็นผู้สื่อข่าวตั้งเเต่เป็นนักศึกษาปี1-จบการศึกษา ประจำสายศาลยุติธรรม  (มานิจทำงานที่เเรกคือ หนังสือพิมพ์กรุงเทพรายวัน เเห่งที่สองคือหนังสือพิมพ์หลักเมือง ต่อมาย้ายไปหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเเห่งที่สาม   (หลังจากเปลี่ยนชื่อจากนสพ.เสียงอ่างทองเป็นนสพ.ไทยรัฐ)

    ตอนเป็นนักข่าว ได้เบี้ยเลี้ยงวันละหกบาท เงินเดือน 1200 บาท นับว่าสูง เพราะข้าราชการตอนนั้นเงินเดือน 900 บาท 

    หัวหน้ากองนสพ.ไทยรัฐคือ“ วิมล พลกุล” ส่งผมทำงานเป็นนักข่าวสายศาลยุติธรรม   หน้าที่คือ ผมเขียนข่าวคดีต่างๆที่สำคัญส่งโรงพิมพ์ โดยตอนเช้าจะเเวะไปดูว่าวันนี้ศาลจะตัดสินคดีอะไรบ้าง เเละเข้าฟังการตัดสิน   บางครัังตอนออกจากศาลกลับมาเรียน อาจารย์(ผู้พิพากษา)ที่สอนพวกผมเพิ่งลงบัลลังก์เพื่อข้ามสนามหลวงมาสอนหนังสือ

    ผมก็เดินตามหลังเเละสอบถามอาจารย์ว่าคดีนั้นคดีนี้ทำไมตัดสินเเบบนั้น อาจารย์ก็อธิบายความ ผมก็นำคำพิพากษาเเละคำอธิบายของอาจารย์มาเทียบกับข้อกฎหมายที่เรียนอยู่ เพื่อสังเคราะห์เเล้วก็พิมพ์ข่าวส่งโรงพิมพ์ ทำงานเเบบทุกวันช่วงที่เรียน สูงสุดส่งไปห้าข่าว/วัน 

    ช่วงนั้นสนุก(ยิ้ม)ทำงานด้วย/เรียนด้วย เพราะได้เงินใช้ บางวันเบี้ยเลี้ยงจากโรงพิมพ์ไม่ออกก็หน้าเเห้ง กระเป๋าเเฟบ(ยิ้ม)พร้อมเพื่อนนักข่าว

    ข่วงที่จบการศึกษา  ผมสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศได้(เงื่อนไขคือหากสำเร็จการศึกษาเเล้วต้องกลับมาใช้ทุน โดยมธ.จะบรรจุเป็นอาจารย์) เเต่ผมสละสิทธิ 

    อาจารย์อดุลย์ วิเชียรเจริญ  ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยในตอนนั้นเรียกผมไปสอบถามว่า “สอบชิงทุนได้ สละสิทธิทำไม? ” ผมตอบไปว่า “ผมสอบวัดความรู้ที่ได้เรียนมาเเละผมมีเงินเดือนจากการเป็นผู้สื่อข่าวเเล้วครับ”

    ”ตอนนั้นผมรับเงินเดือนนักข่าว1200บาท เบี้ยเลี้ยงรายวันอีกต่างหาก มันเยอะกว่าเงินเดือน900บาทของข้าราชการนะในสมัยนั้น(ยิ้ม) ทำข่าวเรื่อยมา เเละอายุ 37 ปีรับหน้าที่นายกสมาคมนักข่าวเเห่งประเทศไทย เเละอื่นๆ“มานิจกล่าว

    เส้นทางวิชาชีพ ปากกา/กระดาษ/กล้องถ่ายรูป

    มานิจเล่าต่อว่า”ผมไปทำงานกับคุณกำพล วัชรพล(นสพ.ไทยรัฐ)เป็นเเห่งที่สามจนเกษียณ

    เพื่อนผู้สื่อข่าวรุ่นเดียวกับผมในตอนนั้นมีหลายคนเช่น เเถมสิน รัตนพันธุ์ (คอลัมน์ลัดดาซุบซิบ)ระวิ โหลทอง (นสพ.สยามกีฬารายวัน) โรจน์ งามเเม้น(นสพ.ไทยโพสต์เเละคอลัมน์เปลว สีเงิน) เพื่อนๆพี่ๆนักข่าวรู้จักเเละสนิทกันตอนทำงานที่นสพ.หลักเมืองรายวัน

    หลักการทำงานนั้น ผมเเจ้งกองบรรณาธิการว่า ยึดหลักจรรยาบรรณในวิชาชีพ เเละนักข่าวควรอ่านหนังสือให้เยอะๆหลากประเภทเพื่อเสริมความรู้รอบตัว เวลาทำงานจะได้มีองค์ความรู้ วิเคราะห์เเละสังเคราะห์ข่าวได้

    การเสนอข่าวต้องรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เเละนักข่าวต้องเสนอมุมมองว่าทางออกของข่าวนั้นคืออะไรเพื่อให้ประชาชนช่วยกันคิดเเก้ไขไปด้วย“

    นสพ.ไทยรัฐในตอนนั้นนับเป็นพี่ใหญ่วงการสื่อมวลชนเเละเเนวทางการทำงานนั้น มานิจเล่าว่า

    “ข่าวเเละภาพของเราต้องเอ็กซ์คลูซีฟ คือข่าวนี้มีที่นี่ที่เดียว   นสพ.ไทยรัฐลงทุนเพื่อเสนอข่าวเป็นอย่างมาก  ทั้งอุปกรณ์ เเท่นพิมพ์  ระบบสื่อสาร งบประมาณการทำข่าว เช่น หากมีการเเข่งขันชกมวยระดับโลกที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นระบบการโทรคมนาคม/สื่อสารไม่ทันสมัยเเบบวันนี้ 

    ไทยรัฐลงทุนเช่าเหมาลำเครื่องบิน เที่ยวละสองเเสนบาทเพื่อส่งนักข่าว/ช่างภาพไปทำงาน เมื่อชกมวยเสร็จ นักข่าว/ช่างภาพรีบกลับมาขึ้นเครื่องบิน เพื่อเขียนข่าว/ล้างรูป/อัดรูป โดยทำงานบนเครื่องบินเลย 

    เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินดอนเมือง เราส่งจักรยานยนต์ไปรับรูปเเละข่าวเพื่อมาขึ้นเเท่นตีพิมพ์/ปิดกรอบนสพ.เพื่อให้ทันจำหน่าย(สมัยนั้นนสพ.ไทยรัฐมี6กรอบ)ชนิดที่เรียกว่าข่าวเเละภาพเเบบนี้มีเพียงนสพ.ไทยรัฐเจ้าเดียว(ยิ้ม)

    ต้นทุนการทำข่าวนับว่าสูงมาก เเต่เรามีเทคนิคประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เเจ้งภาคเอกชนว่าไทยรัฐจะเสนอข่าวนี้ในวันนี้ สนใจจะเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ หากตอบรับ เราก็จะฝังโลโก้ของเอกชนรายนั้นๆบนภาพข่าวที่ตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง เท่ากับว่าเราลดต้นทุนไปได้มาก เอกชนก็ได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัวกับภาพข่าวบนกรอบนั้นๆของนสพ.ไทยรัฐ

    ข่าวเเละภาพคือความสำคัญของสื่อมวลชนที่ทุกคนควรยึดหลักว่าได้มาโดยสุจริต เที่ยงตรง เเละเกิดประโยชน์กับสาธารณะ ตัวอย่างหนึ่งตอนที่ผมต้องคุมปิดกรอบหน้าหนึ่ง นสพ.ไทยรัฐ กรอบสุดท้าย  เวลาปิดต้นฉบับคือ 24.00น. ตอนนั้นในต่างจังหวัดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตเยอะ นักข่าวทยอยส่งภาพเเละข่าวเป็นระยะเพื่อให้กองบรรณาธิการเรียบเรียง 

    ตอนใกล้เวลาปิดกรอบ นักข่าวเเจ้งว่าตอนนี้มีผู้เสียชีวิตเเล้ว9ราย อีก1รายสาหัสเเละน่าจะเสียชีวิตในเร็วๆนี้ จะให้เขียนข่าวว่า”เสียชีวิตรวมสิบราย“หรือไม่ ผมบอกไปว่า ”เขียนข่าวตามข้อเท็จจริง(เสียชีวิต9ราย)เพื่อปิดกรอบนี้ก่อนเเล้วค่อยรายงานความคืบหน้าของข่าวนี้ในกรอบต่อไป “

    บทสรุป คือ นักข่าวต้องยึดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นัันๆเป็นหลักในการเสนอข่าว หากข่าวนั้นมีความคืบหน้าเเล้วค่อยเสนอในลำดับต่อไป จะอนุมานเอาเองไม่ได้”

    ปลดโซ่ตรวนกฎหมายล็อกคอสื่อ

    สมัยก่อนนั้น กฎหมายปิดปากสื่อ/คำสั่งปิดนสพ.นับว่ารุนเเรงมาก หากวิจารณ์รัฐบาล(รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – จอมพลถนอม กิตติขจร – ธานินทร์ กรัยวิเชียร)  มีผ่อนปรนบ้างในยุครัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ – มรว.เสนีย์ ปราโมช – มรว.คึกฤทธิ์  ปราโมช

    เเละช่วงรัฐบาลหอย(ธานินทร์ กรัยวิเชียร) สร.1บอกสังคมหลังผ่านเหตุการณ์14ตุลาคม2516เเละ6ตุลาคม2519ว่า รัฐบาลจะใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ12ปีในการเดินสู่ถนนประชาธิปไตย จนสื่อมวลชนยุคนั้นวิจารณ์กันหนัก 

    เครื่องพันธการสื่อไม่ให้มีเสรีภาพนั้นมีสองชนิดคือ1. “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่17(ออกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์คือประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2517)

    2.คำสั่ง ปร.42 (ออกโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) โดย“จอวส์ใหญ่(ฉายาของพลเอกเริอเอกสงัด)”คือเเบ็กอัพตั้งรัฐบาลหอย  ทำให้รัฐบาลหอยมีเครื่องมือคุมสื่อคือคำสั่งฉบับนี้(ต่อมาจอวส์ใหญ่ก็ล้มรัฐบาลหอย เพราะกระเเสสังคมไม่ยอมรับ  โดยส่งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นเเท่นสร.1เเทน)

    มานิจเล่าว่า

    “ยุครัฐบาลหอยนั้น  มท.1(สมัคร สุนทรเวช รมว.มหาดไทย) สั่งปิดนสพ.หลายฉบับ โดยอาศัยปร.42 เพราะมท.1คุมความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเอาโซ่ล่ามเเท่นพิมพ์  เเละออกคำสั่งปิดนสพ. โดยอ้างว่านสพ.ทำผิดกฎหมาย เป็นภัยความมั่นคงเพราะวิจารณ์รัฐบาล  คือใช้คำว่า”นสพ.ทำให้รัฐบาลเกิดความเสื่อมเสีย/เสียความนิยมในสายตาประชาชน“เพียงเท่านี้ก็ปิดนสพ.ได้เลย

    หากโดนคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยสั่งปิดก็พิมพ์นสพ.ไม่ได้ นสพ.จะจดทะเบียนหัวใหม่ก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายล็อกไว้  เจ้าของนสพ.ต้องซื้อหัวนสพ.จากต่างจังหวัดมาใช้

    นสพ.เสียงอ่างทอง(นสพ.ไทยรัฐในวันนี้)นั้น คุณกำพลซื้อหัวนสพ.มาจากจ.อ่างทอง ราคาสองเเสนบาทนะ  ยุคนั้นนับว่าเเพงมาก“

    หลังภาวะบ้านเมือง/เหตุวุ่นวายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มคลี่คลายจากหลายปัจจัย เช่น สงครามเวียดนามเเละสงครามในเขมร/คำสั่งสำนักนายกฯที่66/2523  /วิกฤตน้ำมันเเพง /การเดินผ่านยุค“ประชาธิปไตยครึ่งใบ”ของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เข้าสู่ยุค“เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณนั้น

    คราวนั้นพบว่า สื่อมวลชนเริ่มมีอิสระ กฎหมาย/คำสั่งคณะปฏิวัติถูกยกเลิกหลายฉบับ เเต่มีหนึ่งคำสั่งที่ยังล่ามอิสระของสื่อมวลชนไว้คือ “ปร.42”

    นักข่าวในยุคนั้น เรียกร้องรัฐบาลพรรคชาติไทยให้ปลดล็อกปร.42 โดยมีการเเถลงข่าวที่นำโดย“สุทธิชัย หยุ่น  จากเครือเนชั่น /มานิจเเละไพฑูรย์ สุนทร อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย  ” เเถลงข่าวเเสดงจุดยืน เเละขอเข้าพบพลเอกชาติชายซึ่งเป็นนายกฯในตอนนั้น เพื่ออธิบายความจำเป็นในการปลดล็อกครั้งนั้น

    มานิจย้อนเวลาให้ฟังว่า”น้าชาติ(พลเอกชาติชาย) ในตอนนั้นรับฟังข้อเรียกร้องของตัวเเทนสื่อ เเละน้าชาติเขียนหนังสือเเจ้งไปกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิก  ปร.42 ผมถ่ายภาพหนังสือฉบับนั้นเอาไว้เเละทำสำเนาพกติดตัวไว้ด้วย เพราะมท.1(บรรหาร ศิลปอาชา) ในช่วงนั้นไม่เห็นด้วย เเม้เเต่บวรศักดิ์ อุวรรโณ ในตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของน้าชาติก็ค้านนะ ต่อมาผมก็คุยกับบวรศักดิ์รวมทั้งช่วงเป็นกรรมาการร่างรธน.2550 ก็เข้าใจตรงกัน(ยิ้ม)“

    “ต่อมาน้าชาติไปเป็นประธานเปิดโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในต่างจังหวัด   มท.1ก็ไปด้วย ผมไปกระซิบถามน้าชาติว่า “ได้เเจ้งมท.1เเล้วหรือไม่ ”น้าชาติบอกว่า”เเจ้งไปเเล้ว“ ผมจึงขออนุญาตน้าชาตินำสำเนาหนังสือฉบับนัันไปมอบให้มท.1 ในงานนั้นเลย มท.1เห็นหนังสือเเล้วมองหน้าน้าชาติในทำนองสอบถามว่า “เอาเเบบนี้หรือ? ”น้าชาติพยักหน้า จากนั้นคำสั่งยกเลิกปร.42ก็ประกาศใช้(ยิ้ม)”

    “วันนั้นพวกผมต่อสู้เพื่อสิทธิของสื่อมวลชน ดังนั้นขอให้นักข่าวทุกคนทำงานบนหลักการว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ คือเคารพกฎหมายเเละจริยธรรมในวิชาชีพ” มานิจสรุป

    เเพลตฟอร์มออนไลน์“โลกใหม่ของสื่อมวลชนวันนี้”กับเสรีภาพเสมือนไร้กำเเพง

    มานิจมองการเปลี่ยนเเปลงของสนามข่าวในวันนี้กับวันวานว่า

    ”ยุคนี้ระบบสื่อสารดีกว่ายุคของผมเยอะ   ผู้สื่อข่าวสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ/คอมพิวเตอร์/เเทบเล็ตใช้รายงานสด(live)จากพื้นที่ได้ทันทึ  ค้นข้อมูลจากระบบออนไลน์ได้ทันทีเช่นกัน

    ตอนนี้สื่อหลายสำนักเเข่งขันกันที่ความเร็วในการเสนอข่าวเพื่อดึงยอดผู้ชมเเละเรตติ้งในเเพลตฟอร์มออนไลน์

    ขอเเนะนำว่า ข่าวที่ดีนั้นคือ ข่าวที่รายงานได้รวดเร็ว ครบถ้วน ถูกต้อง  เเต่สภาพการเเข่งขันของสื่อมวลชนวันนี้(เเพลตฟอร์มออนไลน์เเละรายงานสด)พบว่าเเข่งขันกันที่ความเร็ว จนขาดความลุ่มลึก

    สมมติว่า หากเรารายงานสด/เสนอข่าวออกไปเเล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น  สังคมจะจดจำว่า นักข่าวคนนี้เเละสื่อสังกัดนี้รายงานผิด/คลาดเคลื่อน จนเสียเครดิตไปฟรีๆ เพราะสังคมจดจำ

    ฉะนั้นหากเรารายงานข่าวช้ากว่าเพื่อนสักนิด  เเต่เรารายงานถูกต้อง ครบถ้วน  เเนะนำว่า ควรยึดหลักการนี้ดีกว่า เพราะสังคมจะเชื่อมั่นว่า เรายึดหลักการทำงานตามเเนวทางวิชาชีพที่ถูกต้อง

    สมัยผมนะ (ยิ้ม) ห้องทำงานของนักข่าวภาคสนาม จะประจำกันที่กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนิน(ตรงข้ามโรงเเรมรัตนโกสินทร์ ) หน่วยราชการจะมีเอกสารข่าวมาวางในตะกร้า  ใครสนใจก็หยิบไปอ่านเเละเเจ้งโรงพิมพ์ บางคนไปทำข่าวข้างนอกเสร็จเเล้วจะเเวะมาพิมพ์ข่าวที่นี่

    เพื่อนนักข่าว2-3คนไม่ค่อยออกไปทำข่าวข้างนอก คราวหนึ่งพวกผมเเกล้งเพื่อนกลุ่มนี้ (ศัพท์ในวงการนักข่าวคือวางยา) โดยพิมพ์ข่าวว่า “มีรายงานจาก…ว่า เมื่อวันที่… เวลา… เรือหลวงของกองทัพเรือไทยสองลำ ชื่อ… มีลูกเรือจำนวน…. กัปตันเรือชื่อ….ถูกเรือไม่ทราบฝ่ายยิงจนเสียหายเเละอับปางที่…”เเล้วไปวางไว้ในตะกร้าข่าว เพื่อนเหล่านั้นเห็นข่าวนี้ก็ส่งโรงพิมพ์ ”

    “วันรุ่งขึ้นทร.เเถลงว่าไม่มีเหตุตามที่บางสื่อเสนอข่าวนี้เกิดขึ้น….(ยิ้ม) นิทานเริ่องนี้สอนให้รู้ว่า…(ยิ้ม)”มานิจเล่าประสบการณ์จริงให้นักข่าววันนี้ไว้เป็นหลักคิด

    ส่วนการสร้างคนข่าวรุ่นใหม่นั้น มานิจมีมุมมองว่า“ขอฝากสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาสื่อมวลชนว่าควรให้นักศึกษาติดตามข่าวสาร/อ่านหนังสือเยอะๆหลากประเภทจะได้มีองค์ความรู้รอบด้าน

    เเละฝากนักข่าวยุคนี้ด้วยว่า  ต้องอ่านหนังสือ/อ่านข่าวเยอะๆ ความรู้เรียนได้ทุกวันเเละมันจะติดตัวเรา

    เวลารายงานข่าวนั้น นักข่าวควรทำการบ้านให้มากๆ คืออ่านข่าวจากทุกเเหล่งข้อมูลเเล้ววิเคราะห์/สังเคราะห์ก่อนปฏิบัติหน้าทึ่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการเสนอข่าวนั้นๆ ด้วย 

    หากสื่อมวลชนรายงานแต่ปัญหา / เหตุการณ์ข่าวนั้นๆ โดยไม่เสนอต้นสายปลายเหตุ / ทางออกของข่าวให้ประชาชน / ผู้ชม / ผู้อ่านพิจารณาไปด้วยนั้น ผมมองว่าขาดตกบกพร่องไประดับหนึ่งในการทำหน้าที่สื่อมวลชน“มานิจกล่าว

    เส้นทางชีวิต-วิชาชีพ-วิชาการ

    ชีวิต

    มานิจ  สุขสมจิตร ชาวอ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน

    สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูงจากสหราชอาณาจักร 

    * ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2506)

    * ประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูง ร.ร.วิชาการหนังสือพิมพ์ เมืองคาร์ดีฟ สหราชอาณาจักร รุ่น J22 (พ.ศ. 2513)

    วิชาชีพ

    มานิจเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน ในฐานะผู้สื่อข่าวและอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายและจริยธรรมสื่อให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง

    นามปากกาที่ใช้ในการเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์

    1.”เสมา วิจิตรรัตนา“ ใช้เวลาเขียนบทความทางการศึกษาหรือทางการเมือง

    2.”สีสด“ ใช้ตอบปัญหาสารพันแทนผู้ใช้นามปากกา” สีเสียด “

    3.“นายเมือง เพื่อนนายเถื่อน” ใช้เวลาเขียนเรื่องสัพเพเหระ

    4.”  พงศ์อมร ทนายชาวบ้าน”เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับกฏหมาย

    มานิจ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย /ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน /ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ /ประธานมูลนิธิพัฒนาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย /บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    วิชาการ

    ราชบัณฑิต

    ภาคีสมาชิก  แต่งตั้งเมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2563 สาขาวิชานิเทศศาสตร์    ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง 

    ราชบัณทิต มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเเต่งตั้ง เมิ่อวันที่ 15กันยายน 2568  ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

    ภาคกฎหมายเเละการเมือง

    สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1455734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CBzXT2h-XVImtrAFevkDG

  • ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าว ศธ. 360 องศา

    29 กันยายน 2568 / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนายสมใจ วิเศษทักษิณ นายสุภชัย จันปุ่ม ผู้ตรวจราชการ ศธ. นางสาวปรัชญวรรณ วนานันท์ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารจัดการศึกษา สป. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา

    ปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการเราต้องเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบราชการให้ทันสมัย การประกวดสื่อสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีแห่งการสร้างสรรค์ ที่ให้โอกาสบุคลากรในสังกัดแสดงศักยภาพ

    งานด้านระบบราชการเป็นภารกิจที่ประชาชนให้ความคาดหวัง ขณะที่การบริการของภาครัฐมักถูกมองว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการรวมถึงหน่วยงานภาครัฐก็มีความพยายามในการปรับปรุงรูปแบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบ One Stop Service ระบบออนไลน์ หรือการลดการใช้กระดาษ

    ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐจึงต้องเร่งพัฒนาตนเอง โดยนำนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในบทบาทของระบบราชการสมัยใหม่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน่วยงานและภารกิจที่หลากหลาย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ต้องให้บริการแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง

    โดยคำนึกถึง Service Mind ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรไปในตัวเป็นสำคัญ พร้อมด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็น “ฐานข้อมูลกลาง” เดียวกัน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การบริการภาครัฐมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    “ด้วยผลงานนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้กระทรวงศึกษาธิการ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลที่เป็นแบบอย่างให้ส่วนราชการอื่น และหวังว่าผลงานที่ได้รับรางวัลในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอด เพื่อให้การศึกษาไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่สำคัญขอให้งานในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบราชการ ด้วยพลังแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างระบบราชการที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน“

    ในการนี้ ปลัด ศธ. ได้ให้เกียรติมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่

    รางวัลชนะเลิศ
    อาชีวะสกิลพร้อม E-Portfolio โดย วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
    การพัฒนาแบบคู่ขนาน : ยกระดับการปฏิบัติราชการสู่การบริการที่เป็นเลิศ โดย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู กรมส่งเสริมการเรียนรู้

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
    สพม.เชียงราย One Click Smart future โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    รางวัลชมเชย 2 รางวัล
    1. Vocational 2025 : จากทางเลือกสุดท้าย สู่ตัวเลือกอันดับหนึ่ง โดย วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
    2. OVEC : Credit Bank โดย สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
    ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
    ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-service-mind/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S9FCw9h20gZIQyKxCCt63

  • มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    วันนี้ (วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

    นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม

    โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

    รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,880,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GrayU28YUGxPkfH2m7MxJ

  • กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอนยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์

    กรณี “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ที่มีสารอันตราย แต่ อย. ใช้เวลานาน เกือบ 3 ปี กว่าจะเพิกถอนทะเบียน สะท้อนปัญหา ข้อจำกัดทางกฎหมาย และขั้นตอนที่ล่าช้า ผู้บริโภคจึงรับความเสี่ยงต่อเนื่อง แม้เพิกถอนแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังขายบนออนไลน์ เสนอให้เร่งปรับปรุงกลไกและเฝ้าระวังเชิงรุก

    จากกรณีการตรวจพบยาสมุนไพรจีนยี่ห้อดังมีการลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันที่อาจทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย จนนำมาสู่การเพิกถอนทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงประสิทธิภาพและความรวดเร็วของกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิ ทำไมผลิตภัณฑ์ที่อาจเป็นอันตรายจึงยังคงวางจำหน่ายได้เป็นเวลานาน บ้างกินเวลายาวนานข้ามปี กว่าจะมีการประกาศเตือนหรือเรียกเก็บ? และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคจะป้องกันตนเองจากภัยเงียบเหล่านี้ได้อย่างไร?

    เมื่อ “พิธีรีตองทางกฎหมาย” มาก่อน “สุขภาพประชาชน”

    ความเห็นจาก ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้กระบวนการของ อย. ล่าช้า โดยชี้ว่าข้อจำกัดไม่ได้เป็นความตั้งใจ ของ อย. แต่เกิดจาก ข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเพิกถอนทะเบียนที่ล่าช้า จากข้อจำกัดด้านอำนาจ เนื่องจากการเพิกถอนทะเบียนไม่ใช่เป็นอำนาจของเลขาธิการ อย. ที่จะสั่งการได้ทันที แต่ต้องผ่านการพิจารณาของ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการประชุมเพียงเดือนละครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า “เจอวันนี้ จึงไม่ได้สามารถถอนทะเบียนได้ทันทีในวันนี้” ทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไปหลายเดือน หรืออาจนานเป็นปี”

    อย่างไรก็ดี ภก.ภาณุโชติย้ำว่า ในความเป็นจริงเมื่อผลการตรวจสอบออกมาแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด เพราะการล่าช้าแม้เพียงหนึ่งหรือสองวัน อาจส่งผลให้มีผู้บริโภคจำนวนมากทั่วประเทศยังคงนำสารพิษเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบยาไทย

    “ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์สมุนไพรดี ๆ มันหายไป มันก็ทำลายระบบสมุนไพรของยาไทยของเราโดยทางอ้อมด้วยซ้ำ” ภก.ภาณุโชติกล่าว

    ล่าช้า 3 ปี ไร้คำตอบด้านการเยียวยา

    ด้าน มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามอย่างหนักถึงกรอบเวลาในการดำเนินการของ อย. โดยยกกรณีของ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง ซึ่งมีการสั่งเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2565 แต่เพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2568 ความล่าช้าเกือบ 3 ปีในการเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ถือเป็นปัญหาร้ายแรง เพราะเป็นการปล่อยให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว

    เธอระบุว่า “มีการเก็บตัวอย่างมานานมากแล้ว เพิ่งจะมาเพิกถอนทะเบียนในปี 68 แล้วก่อนหน้านั้นล่ะจะทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานยาตัวนี้มีผลเสียผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง”

    มลฤดีให้มุมมองว่า ความล่าช้าดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคไปแล้ว ขณะเดียวกันอีกจุดอ่อนในด้านการเยียวยาผู้เสียหาย ของ อย. มักทำได้เพียงประกาศเตือนให้ผู้บริโภคระวังและหยุดใช้ โดยยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่เสียไป นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการลงโทษบริษัทผู้ผลิตและผู้ประกอบการอีกด้วย

    “เราเคยรณรงค์มาตลอดว่า ผู้บริโภคเมื่อเจอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยขอให้ร้องเรียน แต่ร้องเรียนไปแล้ว เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้ว แต่การร้องเรียนผู้บริโภคจะได้อะไรกลับบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเยียวยาเรื่องทางด้านสุขภาพ หรือทางด้านเงินที่เสียไป  อันนี้ก็อยากจะให้ อย. ทบทวนเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาให้กับผู้บริโภค”

    ย้อนไทม์ไลน์ ก่อน “ระงับ” จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง

    ย้อนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 มีการแจ้งเตือนให้เรียกคืนผลิตภัณฑ์สมุนไพร จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เนื่องจากการตรวจพบการปลอมปน สารทาดาลาฟิล ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันอันตราย ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 อย. ได้ประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่าผลิตภัณฑ์บางรุ่นเป็นของปลอม จากนั้นจึงมีการขยายผลการตรวจสอบจนพบการปนเปื้อนต่อเนื่องในอีก 3 รุ่นการผลิตในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 กระทั่งถึงวันที่ 22 กันยายน 2568 อย. จึงมีคำสั่ง เพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ การดำเนินการดังกล่าวยืดเยื้อกินเวลากว่า 3 ปีนับตั้งแต่การตรวจพบปัญหาครั้งแรก สะท้อนถึงจุดอ่อนของกระบวนการทางกฎหมายที่ล่าช้าในการปกป้องประชาชน

    นอกจากนี้จากข้อมูลยังพบว่า ก่อนหน้านั้นในปี 2553 อย. เคยสั่งระงับโฆษณาผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” จากสื่อหลายประเภท เนื่องจากการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงและมีผู้บริโภคร้องเรียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดกับพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562  ที่ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีข้อจำกัดในการโฆษณาสรรพคุณ ห้ามโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น การอ้างว่าสามารถบำรุงร่างกายชาย เสริมสมรรถภาพทางเพศ รักษาโรคข้อ หรือรักษาตา เป็นต้น แต่ภายหลังการสั่งระงับของ อย.กลับพบว่า สมุนไพรเจ้าปัญหาดังกล่าวยังคงมีการโฆษณาผ่านช่องทางสื่ออยู่เป็นระยะ

    จากการค้นฐานข้อมูลของผู้ผลิต บริษัท จงไท้เจี้ยนหมิงเอี้ยวเอี้ย (กรุ๊ป) จำกัด ระบุว่าก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2549 ธุรกิจหลักเป็นผู้นำเข้า ผลิต และจำหน่ายยาสมุนไพรแผนโบราณบำรุงร่างกาย โดยมีเครื่องหมายการค้า “จิ่วเจิ้ง” ล่าสุด มีข้อน่าสังเกตว่า บริษัทได้แจ้งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท หนานหยางถงเหรินถังจื้อเย่า (กรุ๊ป) จำกัด เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568

    อีกหนึ่งความท้าทายของเรื่องนี้คือ แม้จะมีการประกาศเพิกถอนทะเบียนและคำสั่งเรียกคืนอย่างชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ยังคงสามารถพบเห็นและซื้อขายได้บนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งผู้จำหน่ายบางรายใช้ข้อความโฆษณาที่หลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างเกินจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคงใช้คำว่า “ของแท้” “ล็อตใหม่” หรือ “จากโรงงานโดยตรง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและล่อลวงผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายยังคงถูกกฎหมายและปลอดภัย 

    (ข้อมูลจากการค้นหาในแพลตฟอร์มพาณิชย์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568)

    ปัญหาดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากลไกการเรียกคืนผลิตภัณฑ์แบบเดิมที่มุ่งเน้นไปยังผู้ผลิตและร้านค้าทางกายภาพ หากแต่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในตลาดดิจิทัล ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวและพัฒนากลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อันตรายของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มลฤดีกล่าวว่า ปัญหาการขายผลิตภัณฑ์ที่เพิกถอนทะเบียนหรือมีสารต้องห้ามในแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่ โดยพบเกือบร้อยรายการ เธอยอมรับว่าแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมตลาดดิจิทัล แม้จะมองว่าพระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมายที่มีอำนาจการบังคับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา พรบ. ต่าง ๆ ของ อย.

    “สิ่งที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค พบว่าการร้องเรียนส่วนใหญ่ยังมาจากการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคมากกว่าการร้องเรียนโดยตรงจากผู้บริโภค ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้บริโภคอาจยังไม่ทราบช่องทางหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง”

    ดึงพลังประชาชน ทางออกเท่าทันเกมผู้ค้า

    ด้าน ภก.ภาณุโชติ เอ่ยถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าคือการดึงพลังของภาคประชาชนเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานเชิงรุก โดยการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบกับเครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หรืออินฟลูเอนเซอร์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด

     “ถ้าคุณบอกว่าคนน้อย งบประมาณไม่พอ แต่คุณยังใช้วิธีการเดิม ๆ ในการแก้ปัญหา ยังไงก็ไม่สำเร็จ คุณก็อาจจะต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ แล้ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เป็นโลกที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม”

    ภก.ภาณุโชติ ยังให้ความเห็นว่า อย. ควรเร่งสร้างระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสอบอันตรายเข้ากับภาคีเครือข่ายเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คือการสร้าง ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก ที่มีคนคอยเป็นหูเป็นตาจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และยังได้ ระบบเตือนภัยเร่งด่วน ที่ทุกคนพร้อมจะช่วยกันกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/dangerous-drug/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yrJIg38gG9E3a4aU7PoA-

  • สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนึกกำลังยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร เปรียบเทียบผลในเชิงระบบ และสร้างคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.
    โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ประชุมเชิงนโยบายร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยนายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรูปแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการประเมินจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรายแห่ง ไปสู่การประเมินในลักษณะ “กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ Cluster” ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ของผู้ประเมินภายนอก สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับในการพัฒนาเชิงระบบและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่เข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม 

    แนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากการประเมินรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกลุ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง เพื่อเข้ารับการตรวจเยี่ยมพร้อมกัน 2–3 วัน โดยมีผู้ประเมินภายนอกอย่างน้อย 2 คน วิเคราะห์ SAR ของทุกศูนย์ พร้อมประชุมออนไลน์กับผู้บริหารท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อสรุปแผนการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ประเมินแต่ละแห่ง ตลอดจนสรุปผลด้วยวาจาเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ได้บทสรุปเชิงระบบ และข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีแผนการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 11,219 แห่ง ในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง รวมกว่า 3,039 คลัสเตอร์

    สมศ. มองว่าแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จุดสำคัญคือการยกระดับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบด้าน และช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความรวดเร็วขึ้น จะเห็นภาพรวมในลักษณะพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มองเห็นทั้งมิติระดับจังหวัดและแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน การสร้างรากฐานการศึกษา และการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นถึงความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผ่านการจัดทำหลักสูตร แนวปฏิบัติ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับต่างๆ

    ดังนั้นเพื่อให้เกิดคุณภาพและการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นถึงความจำเป็นต้องมีแนวทางการประกันคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งการประชุมกับ สมศ. ในครั้งนี้เพื่อหารือถึงแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในการกำหนดจุดยืน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลผลการประกันคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกประเด็นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ การจัดสรรภาระงานของการตรวจประเมินที่แม้มีข้อเสนอให้ลดลง เพื่อลดภาระและความซ้ำซ้อน แต่มีข้อห่วงใยว่าหากไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการประเมินและมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระงานกับการรักษาคุณภาพในการประเมินคุณภาพ เพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพสามารถสะท้อนภาพรวมได้อย่างถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐานที่เข้มแข็งและนำผลการประเมินไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/870148/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uaEkQqZ4HFEfl3dOvISG9

  • คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี

    โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วิชาชีพ “ผู้ทำบัญชี” ต้องปรับตัวตามไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มข้นขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติและเงื่อนไขล่าสุดของการเป็นผู้ทำบัญชี เพื่อให้ผู้ที่สนใจในสายงานนี้ และผู้ประกอบการได้เตรียมตัวอย่างถูกต้องตามหลัก กฎหมายบัญชี ที่เกี่ยวข้อง

    รากฐานสำคัญ: กฎหมายที่ผู้ทำบัญชีต้องรู้ (พ.ร.บ.บัญชี)

    ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้ทำบัญชีมืออาชีพ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือกรอบของกฎหมายที่ควบคุมวิชาชีพนี้ หัวใจหลักคือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ. 2543) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี, ผู้ทำบัญชี, และสาระสำคัญของงบการเงิน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ

    ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. 2547) ซึ่งได้จัดตั้ง “สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรง ดังนั้น การทำความเข้าใจ พ.ร.บ.บัญชี ทั้งสองฉบับนี้จึงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนในวงการ

    เจาะลึกคุณสมบัติหลักของผู้ทำบัญชีตามกฎหมาย

    ตามประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและข้อบังคับของสภาวิชาชีพบัญชี คุณสมบัติของผู้ทำบัญชีที่ต้องมีโดยสรุป มีดังนี้:

    • วุฒิการศึกษา: ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับ ปริญญาตรีบัญชี หรือเทียบเท่าที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด
    • คุณสมบัติทั่วไป: มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร, ไม่เคยต้องโทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในวิชาชีพ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
    • การเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี: ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชี และปฏิบัติตามข้อบังคับและจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด
    • การขึ้นทะเบียน: ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ทำบัญชี” กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านระบบออนไลน์ และแจ้งข้อมูลการทำบัญชีให้กับธุรกิจต่างๆ ที่ตนรับผิดชอบ

    แนวโน้มและเงื่อนไขใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568

    แม้กฎหมายหลักจะยังคงเป็น พ.ร.บ. 2543 และ พ.ร.บ. 2547 แต่โลกดิจิทัลทำให้เกิดการปรับตัวและคาดว่าภายในปี 2568 จะมีการเน้นย้ำในประเด็นต่อไปนี้มากขึ้น:

    • การพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง (CPD): จะมีการกำหนดหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล, Data Analytics, และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชั่วโมง CPD ที่ต้องเก็บสะสมในแต่ละปี
    • ความสามารถด้านเทคโนโลยี: ผู้ทำบัญชีจะถูกคาดหวังให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีคลาวด์ (Cloud Accounting) และเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • จรรยาบรรณและความโปร่งใส: กฎระเบียบด้านการตรวจสอบและจรรยาบรรณจะเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตและการตกแต่งบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การศึกษาคือใบเบิกทาง: ทำไมปริญญาตรีบัญชีจึงสำคัญ?

    จากคุณสมบัติข้างต้น จะเห็นได้ว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ข้อบังคับ” ตามกฎหมาย การเลือกสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพจึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอาชีพ

    ทำไมการเรียนปริญญาตรีบัญชีที่ ม.ศรีปทุม (SPU) จึงเป็นคำตอบ?

    ที่คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายบัญชี และความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ หลักสูตรของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อ:

    • สร้างนักบัญชีมืออาชีพ: สอนลึกถึงแก่นของมาตรฐานการบัญชีและ พ.ร.บ.บัญชี ที่เกี่ยวข้อง
    • พร้อมสำหรับโลกดิจิทัล: เน้นการเรียนรู้ผ่านโปรแกรมบัญชีชั้นนำและเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ที่ใช้จริงในองค์กร
    • ประสบการณ์จริง: มีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและเรียนรู้จากมืออาชีพตัวจริง

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    Q1: ไม่จบปริญญาตรีบัญชีโดยตรง แต่จบบริหารธุรกิจ สามารถเป็นผู้ทำบัญชีได้หรือไม่?

    A: ไม่ได้ครับ ตาม กฎหมายบัญชี ปัจจุบันกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนว่าต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี หรือวุฒิอื่นที่สภาวิชาชีพบัญชีให้การรับรองเทียบเท่าเท่านั้น

    Q2: ผู้ทำบัญชีต้องต่ออายุสมาชิกภาพกับสภาวิชาชีพบัญชีทุกปีหรือไม่?

    A: ใช่ครับ ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกภาพรายปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD) ตามจำนวนชั่วโมงที่สภากำหนด เพื่อรักษาสถานะและสิทธิ์ในการเป็นผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    Q3: จะตรวจสอบข้อมูลกฎหมายบัญชีฉบับล่าสุดได้จากที่ไหน?

    A: แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ซึ่งจะมีการประกาศอัปเดตข้อบังคับและ พ.ร.บ.บัญชี ต่างๆ อย่างเป็นทางการเสมอ

    โดยสรุป การเป็นผู้ทำบัญชีในยุคใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ตามหลัก กฎหมายบัญชี และทักษะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การเริ่มต้นด้วยการศึกษาในหลักสูตร ปริญญาตรีบัญชี ที่มีคุณภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้เช่น ม.ศรีปทุม (SPU) คือก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จในวิชาชีพที่ท้าทายและมีอนาคตสดใสนี้

    สนใจความรู้ด้านบัญชีและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถพบกันได้ที่ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/76996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSnAJrcxb-s2otFmHHho7