Category: วัฒนธรรม

  • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – Your Lifestyle, Your Home

    อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – Your Lifestyle, Your Home

    โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลา 5 ปีอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานของ อมรินทร์กรุ๊ป โดยบริษัทอมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปลูกฝังสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชนไทยในโรงเรียน 261 แห่ง จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งมอบชั้นวางพร้อมหนังสือ 10 หมวดความรู้ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 285,000 เล่ม และมีนักเรียนเข้าชมรมรักการอ่านกว่า 28,000 คน ไม่เพียงสร้างให้เยาวชนไทยเป็นผู้รักการอ่านแล้ว แต่ยังส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น และคุณครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยได้จัดงานแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการฯ พร้อมด้วย ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในงาน  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เป็นโครงการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้น กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มโครงการปีที่ 1 จนถึงปีที่ 5  ด้วยเชื่อมั่นว่า “การอ่าน” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สามารถพัฒนาความรู้ ไปสู่การพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ นำไปสู่การสร้างสรรค์ และช่วยขับเคลื่อนการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทุกระดับการศึกษาของประเทศจากผลของการอ่านออกเขียนได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น

    กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายการศึกษา “เรียนดี  มีความสุข” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการเรียนการสอนจำเป็นต้องเริ่มจากความสุขทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนดีขึ้น เมื่อการเรียนดีขึ้นจะส่งผลกลับไปทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการอ่าน จึงเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล ที่จะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัยภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติทั้งในด้านโอกาส             ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพ และสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี  มีคุณธรรม” ด้วยหลักการขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วยทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคง มั่งคั่ง และพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วน

    การดำเนินโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข ” กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวคิดที่จะร่วมสนับสนุนให้ “เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ คุณครูก้าวไกล ชาติไทย พัฒนา”  ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่รู้หนังสือ สามารถอ่านออก เขียนได้ แต่ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการ สามารถเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

    ไม่เพียงเท่านี้ โครงการดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาเสริมสร้างรากฐานการอ่านให้เด็กและเยาวชนไทย ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน  ที่มีวัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวกัน และเห็นควรให้ภาคส่วนต่างๆ  ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนา  ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้น จนกลายเป็นประโยชน์ที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และการศึกษาให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป”

    หม่อมหลวงลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เผยว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียนในโรงเรียนเป้าหมาย โดยสนับสนุนให้เป็นผู้รู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เพราะเชื่อว่า การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียน เพื่อแสวงหาความรู้ และข้อมูลต่างๆ ความถนัด และความสนใจ และเป็นทักษะที่จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะสำคัญด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสื่อสาร  ทั้งการพูด การเขียน การสรุปความ และทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น 

    โดยจัดให้มีกิจกรรมการอ่าน วันละ 15 นาที, ก่อตั้งชมรมรักการอ่าน, การลงบันทึกรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ และยัง  ต่อยอดกิจกรรมการประกวด “เด็กสุขสันต์ ยอดนักอ่าน” เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ สนใจเข้าห้องสมุด, “เด็กสุขสร้างสรรค์ ขยันบันทึก” ต่อยอดความรู้จากการอ่านเก่ง คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และจับใจความสำคัญได้ และ “อ่านดัง ฟังเพลิน” ให้นักอ่านรุ่นใหม่อ่านแล้วบันทึกคลิปเสียงเพื่อส่งต่อสู่ผู้พิการทางสายตา เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมชมรมรักการอ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น  

    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น

    ในปีที่ 1 โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” มีโรงเรียนเข้าร่วม 52 แห่งจาก 29 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,632 คน ต่อมาปีที่ 2 มีโรงเรียนเข้าร่วม 57 แห่งจาก 38 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,582 คน จากนั้นปีที่ 3 มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 24 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 3,910 คน ในปีที่ 4 มีโรงเรียนเข้าร่วม 50 แห่งจาก 27 จังหวัด                มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 4,200 คน และปีที่ 5 มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 21 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน

    จากการดำเนินโครงการตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบว่านักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย โดยในปีที่ 1  มีผลการเรียนดีขึ้น 64%  ปีที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 72%  ปีที่ 3 เพิ่มขึ้นเป็น 75% ปีที่ 4 เพิ่มขึ้นเป็น 77%  และปีที่ 5 เพิ่มขึ้น 75% จากกลุ่มตัวอย่างของสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน ถือเป็นการเติบโตด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการ

     ไม่เพียงเท่านี้ ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ด้านผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนกำหนดนโยบายตามแผนกลยุทธ์ของโรงเรียน และให้การสนับสนุนกิจกรรมการสร้างนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ศึกษานิเทศก์มีการกำหนดนโยบาย แนวทางส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับโรงเรียนในสังกัด ทั้งด้านกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน และด้านการสอนของครูผู้ดูแลโครงการ เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนให้ดีขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามให้คำแนะนำช่วยเหลือ 

    นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน โดยมีพฤติกรรมชอบอ่านหนังสือเป็นประจำและสมํ่าเสมอนักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการเข้าห้องสมุด ได้เลือกอ่านหนังสือที่ตนสนใจมากขึ้น และมีความสุขจากการอ่านหนังสือ อีกทั้งการทำกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านอย่า งเข้มแข็งเป็นประจำ นำไปสู่การต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆ ของนักเรียนในชมรมรักการอ่าน เพื่อแบ่งปันสาระความรู้ให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดและได้รับรางวัลในระดับต่างๆ ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักเรียน คุณครู และผู้บริหารโรงเรียน และเกิดการส่งต่อความตั้งใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนรุ่นน้องต่อไป อันจะเป็นการพัฒนาสังคมในโรงเรียนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทยต่อไป”

    ด้าน คุณโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไทยเบฟฯ มีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของเยาวชน เพราะการอ่านคือรากฐานสำคัญ ของการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของเยาวชนในการดำรงชีวิต เป็นการเปิดโลกทัศน์ สร้างจินตนาการ อีกทั้งทำให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดทั้งในด้านความรู้ ความคิด และก้าวทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กิจกรรมต่างๆ ของโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและรักการอ่านมากยิ่งขึ้น

    ภายใต้พันธกิจของไทยเบฟฯ ในการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต (Creating and Sharing the Value of Growth) จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (Connext ED) โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ไทยเบฟฯ มุ่งพัฒนา  3 ทักษะหลัก คือ ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการเป็นคนดี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ สามารถดูแลพึ่งพาตนเอง เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่อง Cyber Security อาชีพในยุคปัจจุบัน ทักษะการทำมาค้าขาย ที่สามารถเชื่อมโยงและสอดแทรกไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณครูและนักเรียนสามารถใช้หนังสือที่โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขมอบให้ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อยอดและพัฒนาทักษะได้ในอนาคต

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของชาติ”

    โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ยังคงเดินหน้าพร้อมวางเป้าหมายความสำเร็จของโครงการคือ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญเรื่องการอ่านเป็นพื้นฐาน เพราะการอ่านจะเป็นพื้นฐานของการรู้หนังสือของนักเรียน คุณครูเองยังได้พัฒนาด้านการเรียนการสอน และมีโอกาสพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพ ส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นสื่อประเภทหนังสือ คลิปวิดีโอการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณภาพ หลากหลาย เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน 

    สามารถติดตามรายละเอียดของโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” รวมทั้งภาพกิจกรรมจากโครงการ บทความและเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการอ่าน ได้ทาง www.naiin.com

    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น
    • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://homeday.co.th/blogs/amarin-group-20251006/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mNxKnT5X2V1J-dNPqb__j

  • ​เปิดเวทีประกวดวาดภาพและคลิปสั้น ชู ‘พลาสติกคือฮีโร่’ ชิงทุนการศึกษา

    ​เปิดเวทีประกวดวาดภาพและคลิปสั้น ชู ‘พลาสติกคือฮีโร่’ ชิงทุนการศึกษา

    วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด (KPI) จัดกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งความสำเร็จ ด้วยการเปิดเวที “ประกวดวาดภาพและผลิตสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น” ในหัวข้อ พลาสติกคือฮีโร่ ไม่ใช่ผู้ร้าย อย่างที่ใครคิดเพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ ชิงรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท

    กิจกรรมนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนต่อพลาสติก ในฐานะนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของอาหาร และการลดการสูญเสียทรัพยากร โดยเน้นย้ำถึง “การใช้พลาสติกอย่างมีความรับผิดชอบและการบริหารจัดการหลังการใช้งาน (Recycling)” ซึ่งเป็นแนวทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทการแข่งขัน ได้แก่ 1.การประกวดวาดภาพ : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และ 2.การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา

    โดยรางวัลทุนการศึกษา (มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท) จะมอบให้แก่ผู้ชนะในแต่ละระดับการศึกษาของทั้ง 2 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ : ทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 : ทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล : ทุนการศึกษา 3,000 พร้อมเกียรติบัตร

    คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาผลงานโดยให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่แปลกใหม่ การนำเสนอแนวคิด “พลาสติกคือฮีโร่” ได้อย่างน่าสนใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความชัดเจนในการนำเสนอคุณค่าของพลาสติกและการจัดการอย่างยั่งยืน เทคนิคและองค์ประกอบศิลป์/การผลิต และความสวยงาม ความประณีต และคุณภาพของผลงานโดยรวม

    โดยพิธีมอบทุนการศึกษาและการประกาศผลการประกวดจัดขึ้น ณ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด เมื่อวันเสาร์ ที่ 27 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลใหญ่ ดังต่อไปนี้ ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับประถมศึกษา ป.1 – ป.6 ได้แก่ ด.ญ.ธมนวรรณ หอสว่างวงศ์ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กุลพัชร ดุสิตกุล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , ด.ญ.ปิ่นมนัส วงษาชัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับประถมศึกษา ป.1 – ป.6 ได้แก่ ด.ญ.กันต์ฤทัย มาลีพันธ์ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กันต์ฤทัย อินสันต์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , ด.ญ.ไอยวริน อินทนาคา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับมัธยมศึกษา ม.1 – ม.6 ได้แก่ ด.ญ.เกศชฎาพร คุ้มบ้าน รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กันติชา ทั่งศรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นายธันวาณวัชร์ สุวรรณศิลป์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น ในระดับมัธยมศึกษา ม.1 – ม.6 ได้แก่ นายศุภณัฐ ตั้งสถิตย์วัฒนากุล รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ช.ภูวเนศวร์ คำสอน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นายธนทวฤช มิ่งมิตรวิบูลย์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสีในระดับอุดมศึกษา ปวส.-ปริญญา ได้แก่ นายปวรรัชดล ศรีบุญเรือง รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , นายอนณ มาตรแสง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นางสาวธิติมา มณีวงษ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับอุดมศึกษา ปวส.-ปริญญา ได้แก่ นายวุฒินันท์ สมมิตร รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , นายพุทธิมา นำพล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , น.ส.วลัญช์ภัค ธารพานิช รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/919227&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F3oXlKpSMhsJ4GSf6RAdh

  • แนวโน้มอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นในจีนปี 2568

    แนวโน้มอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นในจีนปี 2568

    ในปี 2568 ตลาดผู้บริโภคของจีนกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่น เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวได้กลายเป็นกำลังหลักในการบริโภค ดังนั้น ความต้องการทางอารมณ์และแรงจูงใจด้านความรู้สึกของผู้บริโภค จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ส่งผลให้เกิดแนวโน้ม ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจแห่งความพึงพอใจ” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของประสบการณ์และความพึงพอใจส่วนบุคคลในการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ กลไกการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความต้องการซื้อผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย              ยังส่งผลให้ของเล่นแนวแฟชั่นสามารถขยายตัวจากกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดมวลชนได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การผสานระหว่างแรงจูงใจทางอารมณ์ของผู้บริโภคและกลไกทางการตลาดดิจิทัลจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

    ขนาดตลาดและแนวโน้มการเติบโต

    รายงานล่าสุดของ iiMedia Research เรื่อง “การพัฒนาอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นและการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศจีปี 2568” ระบุว่า ในปี 2567 จำนวนผู้ใช้งานกลุ่มผู้สนใจวัฒนธรรมอนิเมะในจีนสูงถึง 503 ล้านคน ซึ่งบ่งชี้ว่าการเติบโตของจำนวนผู้ใช้เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว อย่างไรก็ตาม ขนาดตลาดของเศรษฐกิจสะสม (Guzi Economy) ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.63 เมื่อเทียบกับปี 2566 และมีมูลค่าตลาดรวม 1.689 แสนล้านหยวน (ประมาณ 7.52 แสนล้านบาท) ในปี 2567

    ข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนจากการเน้นขยายฐานผู้ใช้ไปสู่ การสร้างมูลค่าจากผู้บริโภคแกนหลัก สินค้าต่อยอดและสินค้าลิขสิทธิ์จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญกับการเติบโตของอุตสาหกรรม อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าตลาดได้เข้าสู่ระยะสมบูรณ์และมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าผ่านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการบริโภคเชิงอารมณ์ของผู้บริโภค

    แรงจูงใจและพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

    ในตลาดของเล่นแนวแฟชั่นของจีน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยรายงานของ iiMedia Research ระบุว่า ร้อยละ 40.83 ของผู้บริโภคเลือกซื้อของเล่นแนวแฟชั่น เนื่องจากมองว่ามีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าในอนาคต และสามารถนำไปจำหน่ายต่อในตลาดมือสองเพื่อสร้างผลกำไร ส่งผลทำให้คุณค่าด้านการสะสมและการลงทุนได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดและทำให้ของเล่นแนวแฟชั่นค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากสินค้าบริโภคทั่วไปไปสู่สินทรัพย์  ที่มีลักษณะใกล้เคียงการลงทุนทางการเงิน นอกจากนี้ ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุดใน การเลือกซื้อคือ รูปแบบและการออกแบบ โดยคิดเป็นร้อยละ 38.60 ซึ่งบ่งบอกถึงแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นความโดดเด่นด้านความสวยงาม คุณค่าทางศิลปะ และการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์

    การพัฒนาอุตสาหกรรมของเล่นแฟชั่น

    นักวิเคราะห์ของ iiMedia Research ให้ความเห็นว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นในจีนมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านอารมณ์และการยืนยันคุณค่าของผู้บริโภค ตั้งแต่การสร้างกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของ Pop Mart การนำเสนอของเล่นแนวแฟชั่นราคาย่อมเยาของ Miniso ความนิยมของกระแสสะสม Guzi ไปจนถึงความสำเร็จของภาพยนตร์ “นาจา 2” ที่ทำรายได้ทะลุหลักแสนล้านหยวนและช่วยผลักดันยอดขายสินค้าลิขสิทธิ์

    นักวิเคราะห์ยังระบุว่า อุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นกำลังมุ่งสู่การพัฒนาในหลายมิติ ได้แก่ การผลิตแบบพรีเมียม การสร้างมูลค่าในฐานะสินทรัพย์ และการตอบสนองต่อความรู้สึกทางอารมณ์ของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานด้าน IP และการเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าในอนาคต รวมไปถึงการผสมผสานระหว่างของเล่นดิจิทัลและของสะสมประเภทจับต้องได้จะยิ่งช่วยขยายขอบเขตและมิติของอุตสาหกรรมหลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อผู้บริโภคมีความรอบคอบและใช้เหตุผลใน  การตัดสินใจมากขึ้น แบรนด์ที่สามารถตอบสนองทั้งในด้านความงามและศักยภาพในการสะสมจะได้รับ  ความได้เปรียบเชิงการแข่งขันอย่างชัดเจน

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    จากการศึกษาข้อมูลและรายงานล่าสุดของ iiMedia Research พบว่า อุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นในจีน กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเติบโตเต็มศักยภาพ ทั้งในแง่จำนวนผู้บริโภคและมูลค่าตลาด โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อน การเติบโตมีทั้งด้านอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภค ตลอดจนกลยุทธ์การสร้างความต้องการผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้สินค้าสามารถขยายจากกลุ่มเฉพาะไปสู่ตลาดมวลชนได้อย่างรวดเร็ว

    สำหรับผู้ประกอบการไทยการพัฒนากลยุทธ์ในอุตสาหกรรมของเล่นแนวแฟชั่นควรให้ความสำคัญเรื่องการตอบสนองแรงจูงใจเชิงอารมณ์และความพึงพอใจของผู้บริโภค ทั้งในด้านความงามและความสามารถในการสะสม การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการผสมผสานของเล่นดิจิทัลกับของสะสมที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายขอบเขตตลาด ทำให้แบรนด์สามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันมากขึ้นด้วย

    ___________________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i05h2jiwh5n1swtsvv76y9d5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sg9o5lUnckR6bW26szmuv

  • P

    P

    logo_grandprix_online2016full

    Grandprix Online กรังด์ปรีซ์ออนไลน์ ผู้นำข่าวสารยานยนต์

    Thailand Automotive news leader and auto show. Our mission is the leading source of news about the global automotive industry.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.grandprix.co.th/toyota-young-engineer-car-contest-%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2-6-%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ggsP9YoMYTusIhSbLms-t

  • “นฤมล“ลงสุโขทัย ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วม

    “นฤมล“ลงสุโขทัย ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วม

    ทั่วไป

    “นฤมล“ลงสุโขทัย ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วม

    06 ต.ค. 2025 เวลา 13:34 น.

    “รมว.นฤมล“ลงสุโขทัย ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังขอไปตั้งแต่ 67 ผ่านมาเกือบปี ยังไม่ถึงมือ 

    เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามความเสียหายของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมด้วย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของสถานศึกษา รวมถึงแนวทางในการเยียวยาแก้ไขความเสียหาย โดยเฉพาะสถานศึกษาในอำเภอกงไกรลาศ จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567 และทางผู้บริหารโรงเรียนได้แจ้งของบประมาณเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรลงมา ซึ่งท่านรองนายกฯธรรมนัส ก็ได้รับทราบ และจะเร่งประสานนำงบส่งตรงถึงโรงเรียนโดยเร็วที่สุด

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อว่า จากรายงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ในส่วนของบ้านพักครู ที่มีจำนวนทั้งหมด 67 หลัง โดย 19 หลังอยู่ในสภาพใช้การได้ดี 27 หลังอยู่ในสภาพพอใช้ และ 22 หลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีครูพักอาศัยอยู่ทั้งหมด 70 คนนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูมีที่พักอาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะครูคือหัวใจของการศึกษา

    “ในภาวะน้ำท่วมแบบนี้ เราต้องดูแลทั้งครู นักเรียน และชุมชนควบคู่กันไป กระทรวงศึกษาธิการจึงนำสุขาลอยน้ำ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา มามอบให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษามาช่วยสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ดิฉันขอชื่นชมครูทุกคนที่ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้ และขอยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะลงมาดูแลและแก้ไขปัญหาให้อย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1201920&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NWiu8j0n2s5V_mNtyDk6B

  • รู้จัก ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ‘หญิงเหล็ก’ คนแรกของญี่ปุ่น

    รู้จัก ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ‘หญิงเหล็ก’ คนแรกของญี่ปุ่น

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน ชัยชนะในครั้งนี้ของทาคาอิจิ ทำให้เธอมีโอกาสสูงมากที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองญี่ปุ่น ด้วยการเตรียมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หากรัฐสภามีมติรับรองในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ คือใคร

    ทาคาอิจิเกิดและเติบโตที่จังหวัดนาราเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1961 พ่อของเธอเป็นพนักงานบริษัทยานยนต์และแม่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมในนาราแล้ว เธอสอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคโอและมหาวิทยาลัยวาเซดะในกรุงโตเกียว แต่พ่อแม่ปฏิเสธที่จะจ่ายค่าเทอมให้ หากเธอเลือกเรียนไกลบ้าน หรือเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ทั้งยังกังวลเรื่องความปลอดภัยเนื่องจากเธอเป็นผู้หญิง ทาคาอิจิจึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยโกเบซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงแทน โดยใช้เวลาเดินทางไป-กลับไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เธอเคยเป็นมือกลองเฮฟวีเมทัล เธอหลงใหลการดำน้ำและชื่นชอบรถยนต์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ในช่วงเวลาสั้นๆ อีกด้วย

    แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าสู่สนามการเมืองเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นทวีความรุนแรง โดยหลังจากที่เธอเข้าศึกษาต่อที่สถาบันมัตสึชิตะเพื่อการบริหารและการจัดการ (MIGM) ซึ่งเป็นสถาบันที่เน้นการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในอนาคต เธอตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี 1987 เพื่อทำงานในสำนักงานของแพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของสหรัฐฯ ต่อญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น

    เมื่อเส้นทางการเมืองเริ่มต้นขึ้น

    ทาคาอิจิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกในปี 1992 ในนามผู้สมัครอิสระ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เธอไม่ละทิ้งความพยายามในเส้นทางการเมือง จนในปี 1996 เธอชนะการเลือกตั้งและเข้าเป็นสมาชิกพรรค LDP นับตั้งแต่นั้นเธอได้รับเลือกตั้งเป็น สส. มาแล้วถึง 10 สมัย โดยแพ้การเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว เธอสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักการเมืองสายอนุรักษนิยม (ฝ่ายขวา) ที่มักแสดงจุดยืนชัดเจน

    เธอเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลญี่ปุ่นมาแล้วหลายตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร เป็นต้น

    เมื่อปี 2021 ทาคาอิจิลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะแพ้ให้กับ ฟูมิโอะ คิชิดะ ซึ่งต่อมาได้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และกลับมาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำพรรค LDP อีกครั้ง เมื่อปี 2024 และแพ้ให้กับ ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบัน

    ส่วนการชิงชัยเก้าอี้ผู้นำพรรค LDP ครั้งที่ 3 ของเธอในปีนี้ ทาคาอิจิ คว้าชัยเหนือ ชินจิโร โคอิซึมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร วัย 44 ปี และเป็นลูกชายของ จุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ไปด้วยคะแนน 185 ต่อ 156 เสียง (คิดเป็น 54.25% ต่อ 45.75%) ทำให้ทาคาอิจิกลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกของพรรค LDP และเป็นว่าที่ผู้นำหญิงเหล็กคนแรกของญี่ปุ่น

    จุดยืนและแนวโน้มนโยบายสำคัญ

    ทาคาอิจิเป็นนักอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน และจัดอยู่ในปีกขวาของพรรค LDP โดยเธอคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วยังคงใช้นามสกุลเดิมได้ พร้อมให้เหตุผลว่า กฎหมายดังกล่าวบั่นทอนขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้เธอยังมีแนวคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกับชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีสายอนุรักษนิยมผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะการต่อต้านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่น

    เธอไปเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นประจำ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ระลึกถึงบรรดาผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น โดยทาคาอิจิยังผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับการขยายบริการด้านสุขภาพสำหรับผู้หญิง ปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในสังคมญี่ปุ่น รวมถึงเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญต่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นอีกด้วย

    ส่วนในมิติทางเศรษฐกิจ ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics) ซึ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูง และการกู้ยืมต้นทุนต่ำ

    ทาคาอิจิสัญญาว่าจะ เพิ่มขนาดเศรษฐกิจเป็นสองเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ ด้วยการลงทุนของรัฐจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยีใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน การผลิตอาหาร และด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอื่นๆ

    ชัยชนะของทาคาอิจิ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นและพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากเธอสนับสนุนนโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลาย (Pro-stimulus) ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยค่าเงินเยนในช่วงเช้าวันจันทร์อ่อนค่าลง 1.2%

    นักวิเคราะห์คาดว่า หุ้นกลุ่มที่เน้นตลาดภายในประเทศและบริษัทขนาดกลาง-เล็กจะได้อานิสงส์จากความคาดหวังเศรษฐกิจเติบโต ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารอาจเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเลื่อนออกไป

    หากทาคาอิจิได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการโดยรัฐสภาในช่วงกลางเดือนนี้ เธออาจต้องเผชิญกับ ‘บททดสอบทางการทูต’ ครั้งสำคัญ หลังมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเดินทางเยือนญี่ปุ่น ในห้วงเวลาเดียวกันกับการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    นับตั้งแต่พรรค LDP ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 ผู้นำพรรคก็ครองอำนาจนำทางการเมืองในญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรค LDP ได้เผชิญความท้าทายอย่างมาก ทั้งจากกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา อัตราการเกิดต่ำ ปัญหาประชากรลดลง และความไม่พึงพอใจในประเด็นทางสังคมอื่นๆ ที่ทำให้พรรค LDP เริ่มสูญเสียฐานเสียงสนับสนุน

    ทาคาอิจิได้รับเลือกให้กุมบังเหียนพรรค LDP ในช่วงเวลาที่พรรคต้องการฟื้นฟูความนิยมจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยม หลังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาจัดอย่าง พรรคซันเซโตะ ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะจากนโยบายต่อต้านผู้อพยพและการชูคำขวัญ ‘ญี่ปุ่นต้องมาก่อน’ (Japanese First) ทำให้พรรคซันเซโตะมีที่นั่งในสภาสูงของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 15 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรคขวาจัดนี้ สามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ทาคาอิจิ ตั้งเป้าที่จะเป็น ‘หญิงเหล็ก’ โดยโอบรับถึงความท้าทายที่รออยู่ พร้อมระบุว่า “LDP จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของญี่ปุ่น เราจะยึดมั่นในผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรกเสมอ”

    ภาพ: Yuichi Yamazaki / POOL / AFP/ Anadolu via Getty Images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sanae-takaichi-japan-iron-lady-pm/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j7XVCXjUPtQ36wZibUxCO

  • “รมว.นฤมล“ นำทีมตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครูสุโขทัย เสียหายเหตุน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบฯซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังยื่นขอตั้งแต่ 67 ไร้คืบหน้า | TOPNEWS

    “รมว.นฤมล“ นำทีมตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครูสุโขทัย เสียหายเหตุน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบฯซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังยื่นขอตั้งแต่ 67 ไร้คืบหน้า | TOPNEWS

    “รมว.นฤมล“ นำทีมตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครูสุโขทัย เสียหายเหตุน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบฯซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังยื่นขอตั้งแต่ 67 ไร้คืบหน้า

    • เผยแพร่ : 06/10/2025 15:25

    “รมว.นฤมล“ นำทีมตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครูสุโขทัย เสียหายเหตุน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบฯซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังยื่นขอตั้งแต่ 67 ไร้คืบหน้า

    “รมว.นฤมล“ นำทีมตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครูสุโขทัย เสียหายเหตุน้ำท่วม พร้อมเร่งประสานงบฯซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังยื่นขอตั้งแต่ 67 ไร้คืบหน้า

    6 ต.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามความเสียหายของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมด้วย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของสถานศึกษา รวมถึงแนวทางในการเยียวยาแก้ไขความเสียหาย โดยเฉพาะสถานศึกษาในอำเภอกงไกรลาศ จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567 และทางผู้บริหารโรงเรียนได้แจ้งของบประมาณเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรลงมา ซึ่งท่านรองนายกฯธรรมนัส ก็ได้รับทราบ และจะเร่งประสานนำงบส่งตรงถึงโรงเรียนโดยเร็วที่สุด

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อว่า จากรายงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ในส่วนของบ้านพักครู ที่มีจำนวนทั้งหมด 67 หลัง โดย 19 หลังอยู่ในสภาพใช้การได้ดี 27 หลังอยู่ในสภาพพอใช้ และ 22 หลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีครูพักอาศัยอยู่ทั้งหมด 70 คนนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูมีที่พักอาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะครูคือหัวใจของการศึกษา

    “ในภาวะน้ำท่วมแบบนี้ เราต้องดูแลทั้งครู นักเรียน และชุมชนควบคู่กันไป กระทรวงศึกษาธิการจึงนำสุขาลอยน้ำ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา มามอบให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษามาช่วยสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ดิฉันขอชื่นชมครูทุกคนที่ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้ และขอยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะลงมาดูแลและแก้ไขปัญหาให้อย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ปก web ตรวจเยี่ยมศูนย์ CI เชียงใหม่

    ปก web หอการค้าแพร่ร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม

    คึกคัก ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน นำ ปชช.-นักท่องเที่ยว แห่จองพารา ในงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด

    “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นหนังสือถึง “โรม” ให้ตรวจสอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจไม่ถูกต้องปมทุจริตสอบจุฬาฯ

    เพชรบูรณ์ เตรียมจัดงาน “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ” ประจำปี 2568

    น้ำน่านล้นตลิ่ง-พนังแตก-น้ำป่าไหลสมทบ ท่วม รพ.สมเด็จพระยุพราชตะพานหิน

    พิธีไหว้พระจันทร์ สืบสานวัฒนธรรมจีน สะท้อนพหุวัฒนธรรมเมืองภูเก็ต

    มูลนิธิเทพกวนอู แถลงซื้อที่ดินใหม่ รับบริจาคกว่า 2.1 ล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1344525&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g52i1FRH9pN0W7kcRcgpt

  • ขีดเส้น 60 วัน จี้ ‘อนุทิน’ สั่งปตท. ส่งคืนท่อก๊าซ ทั้งหมดให้รัฐ

    ขีดเส้น 60 วัน จี้ ‘อนุทิน’ สั่งปตท. ส่งคืนท่อก๊าซ ทั้งหมดให้รัฐ

    สภาผู้บริโภคร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขีดเส้น 60 วัน เร่งสั่งการให้ ปตท. ส่งคืนท่อก๊าซ ทั้งหมดแก่กระทรวงการคลัง หลังรัฐเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท ในช่วง 22 ปี นับตั้งแต่การแปรรูป ปตท.

    เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภคร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้เร่งรัดการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ที่สั่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และนายกรัฐมนตรีให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ที่กำหนดให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องส่งคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้แก่ท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบที่มีการแปรรูปไปเมื่อปี 2544 คืนให้แก่กระทรวงการคลัง โดยขอให้เร่งดำเนินการภายใน 60 วัน มิฉะนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะมีความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งจะมีการฟ้องร้องต่อไป

    รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายและประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า สาเหตุของการยื่นหนังสือครั้งนี้ มาจากการคืนท่อก๊าซธรรมชาติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550 ยังไม่ครบถ้วน และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ก็มีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่สั่งการให้การคืนท่อก๊าซตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้ครบถ้วน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550

    “การปฏิบัติตามคำพิพากษายังไม่ครบถ้วน ทำให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์ทั้งในด้านทรัพย์สิน และรายได้ค่าผ่านท่อก๊าซกว่า 6 แสนล้านบาท ตั้งแต่การแปรรูปปตท. เมื่อปี พ.ศ. 2544-2566 เป็นเวลา 22 ปี และประชาชนยังต้องจ่ายค่าผ่านท่ออีกปีละประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อไปทุก ๆ ปี รายได้ค่าผ่านท่อของ บมจ.ปตท. เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ” รสนา กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคในฐานะผู้แทนของผู้บริโภค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในฐานะผู้ฟ้องคดีเดิม จึงทำหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล เร่งดำเนินการสั่งการให้ ปตท. ส่งคืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานรวมถึงบมจ. ปตท. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550 และตามมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือจากสภาผู้บริโภค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พร้อมย้ำว่าหากไม่มีการดำเนินการดังกล่าว สภาฯ และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะต้องใช้สิทธิทางกฎหมายและการเคลื่อนไหวในฐานะผู้แทนผู้บริโภคและผู้ฟ้องคดีต่อไป

    ย้อนรอยคดี ‘ส่งคืนท่อก๊าซ’

    ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องร้องคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และบมจ.ปตท. ต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ ประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 

    ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาที่ ฟ.35/2550 แม้ไม่เพิกถอนการแปรรูป บมจ.ปตท. แต่สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ร่วมกันแบ่งแยกและคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนให้แก่กระทรวงการคลัง และไม่ให้บมจ.ปตท. ใช้อำนาจรัฐอีกต่อไป

    พล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ยอมรับคำพิพากษาที่ ฟ.35/2550 เรื่องการแบ่งแยกสาธารณสมบัติคืนให้แผ่นดิน และมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 ธันวาคม 2550 จำนวน 3 ข้อ 1. มอบหมายกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา 2. ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สิน และ 3. หากมีข้อโต้แย้งในเรื่องการคืนทรัพย์สินให้กฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ

    ทั้งนี้ สตง. ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการแบ่งแยกและคืนสาธารณสมบัติตามมติ ครม. ได้ตรวจสอบและระบุว่าท่อก๊าซที่ต้องส่งคืนกระทรวงการคลังคือท่อก๊าซชุดเดียวกับที่มีการแปรรูปไปเมื่อปี พ.ศ.2544 มูลค่าประมาณ 47,613 ล้านบาท ต่อมา บมจ.ปตท.ได้คืนท่อก๊าซบนบก 3 เส้นให้กระทรวงการคลัง มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท และกระทรวงการคลังได้ทำสัญญาให้ บมจ.ปตท. เช่าใช้เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่พ.ศ 2550 – 2580 ในราคาค่าเช่าสูงสุดปีละ 550 ล้านบาท ส่วนท่อก๊าซที่ยังไม่ได้คืนให้กระทรวงการคลัง รวมมูลค่าอีกประมาณ 32,613 ล้านบาท ประกอบด้วยท่อก๊าซบนบก 14,393 ล้านบาท และในทะเล จำนวน 18,220 ล้านบาท

    การคืนท่อก๊าซตามคำพิพากษา จึงยังไม่ครบถ้วน โดยบมจ.ปตท. ได้โต้แย้งกับสตง.ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องว่าท่อก๊าซในทะเลไม่ใช่สาธารณสมบัติที่ต้องคืนให้กระทรวงการคลัง

    ต่อมาในปี 2557 สตง. ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาวินิจฉัย โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ในการพิจารณา และได้มีคำวินิจฉัย ในปี 2559 โดยยกข้อความในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่า ศาลฯไม่ได้มองท่อก๊าซเป็นท่อน เป็นส่วน แต่มองท่อก๊าซเป็นระบบ ดังนั้นการคืนท่อก๊าซธรรมชาติของ บมจ.ปตท.จึงไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550

    นอกจากนี้ เมื่อปี 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีข่าวประชาสัมพันธ์ออกมายืนยันตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ว่า การคืนทรัพย์สินตามมติครม.ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฯ โดยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นผู้ควบคุมให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ ครม. ปี 2550


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ประชาชนสุดทน ตั้งกลุ่มผลักดัน “ปฏิรูปพลังงาน”

    ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นฟ้องให้ ปตท.คืนท่อก๊าซกลับมาเป็นทรัพย์สมบัติแผ่นดิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/06102568_deadline-gas-pipe_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ra9itwAGT9geXy0s3ONX-

  •  โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    เศรษฐกิจ

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ โออาร์ ทั่วประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 522 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 103 แห่งทั่วประเทศ

    นางกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม โออาร์ เปิดเผยว่า โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ จัดขึ้นให้ชุมชนรอบพื้นที่ คลังน้ำมัน คลังปิโตรเลียม และพื้นที่ปฏิบัติการโออาร์ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง เช่น คลังน้ำมันลำลูกกา คลังน้ำมันสระบุรี คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมขอนแก่น คลังน้ำมันเชียงใหม่ รวมทั้งคลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ และพื้นที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ อเมซอน (OASYS) และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (ORA) โดยได้ดำเนินกิจกรรมระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว โออาร์ ยังจัดกิจกรรม Open House ด้วยการเปิดบ้านให้เยาวชนและคณะครูได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียม เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของโออาร์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ

    ทั้งนี้ โออาร์ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการศึกษาและการสร้างโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449386&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s8q7sLctlZ_ehcI61LPiD

  • “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย เร่งประสานงบซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังขอไปตั้งแต่ 67 ผ่านมาเกือบปี งบยังไม่ถึงมือ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามความเสียหายของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีสถานศึกษาในอำเภอกงไกรลาศ จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567 และทางผู้บริหารโรงเรียนได้แจ้งของบประมาณเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรลงมา ซึ่งท่านรองนายกฯธรรมนัส ก็ได้รับทราบ และจะเร่งประสานนำงบส่งตรงถึงโรงเรียนโดยเร็วที่สุด

     ทั้งนี้ จากรายงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1  บ้านพักครู ที่มีจำนวนทั้งหมด 67 หลัง มี 22 หลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูมีที่พักอาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะครูคือหัวใจของการศึกษา

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “ในภาวะน้ำท่วมแบบนี้ เราต้องดูแลทั้งครู นักเรียน และชุมชนควบคู่กันไป กระทรวงศึกษาธิการจึงนำสุขาลอยน้ำ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา มามอบให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษามาช่วยสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ”  

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731480&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07CrqT5aJ3gm2lpg0oTfhG