Category: วัฒนธรรม

  • วันคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ขอพระองค์ทรงพระเจริญ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    วันคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ขอพระองค์ทรงพระเจริญ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115775/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qsm0jyOZndijKMbtmqsua

  • “นฤมล”ตั้ง 4 ข้าราชการการเมือง เสริมทีมบริหารด้านการศึกษา

    “นฤมล”ตั้ง 4 ข้าราชการการเมือง เสริมทีมบริหารด้านการศึกษา

    เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองจำนวน 4 ราย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้ง ได้แก่

    นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    นายสุธี พงษ์เพียร์ชอบ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
     

    ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานเชิงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะคนไทยสู่อนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/731582&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AI0ExntKaYbwpynoF71X_

  • ‘บางจาก’ ผนึก ENEOS ญี่ปุ่น ศึกษา e-Fuels นํ้ามันสะอาดเปลี่ยนโลก

    ‘บางจาก’ ผนึก ENEOS ญี่ปุ่น ศึกษา e-Fuels นํ้ามันสะอาดเปลี่ยนโลก

    สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น 

    หนึ่งไฮไลต์สำคัญเพื่อศึกษาดูงาน ณ ศูนย์วิจัยเทคนิคกลาง  ENEOS Corporation บริษัทด้านพลังงานรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ณ เมืองโยโกฮาม่า

    ทั้งนี้ในการศึกษาดูงาน เจ้าหน้าที่ของบริษัทระบุว่า ศูนย์ฯแห่งนี้ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อนซึ่งเป็นทิศทางอนาคตของโลก หนึ่งในนั้นคือ การวิจัยและพัฒนา e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เพื่อเติมในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์

    ในการวิจัยเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตได้ (กำลังผลิต 1 บาร์เรลต่อวัน) ได้เริ่มทดลองใช้แล้วกับรถบัสรับส่งผู้เข้าชมงาน Osaka Expo ซึ่งสามารถลดคาร์บอนได้เป็นอย่างดี โดยเชื้อเพลิงสังเคราะห์ 1 ลิตรสามารถวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตร เทียบเท่ากับนํ้ามันทั่วไป อย่างไรก็ดี การผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์นี้ ปัญหาใหญ่ที่พบคือยังมีต้นทุนการผลิตที่สูง โดยเปรียบเทียบนํ้ามันเชื้อเพลิงในญี่ปุ่นราคาเฉลี่ย 180 เยนต่อลิตร แต่เชื้อเพลิงสังเคราะห์ยังมีต้นทุนประมาณ 700 เยนต่อลิตร ซึ่งยังแพงกว่าหลายเท่าตัว ยังต้องหาทางในการลดต้นทุนต่อไป

    ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายในรายละเอียดว่า e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Electrofuels) คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตขึ้นจากไฮโดรเจนสะอาด และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยอาศัยไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน โดยกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนคาร์บอนที่ถูกดักจับจากปล่องโรงงานหรืออากาศให้กลายเป็น “นํ้ามันดิบสังเคราะห์” ซึ่งสามารถนำไปกลั่นเหมือนนํ้ามันฟอสซิลทั่วไป เป็น e-Gasoline, e-Diesel และ e-SAF ที่ใช้ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม

    “วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้พามาทำความรู้จักกับ e-Fuels ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน ปัจจุบันมีรถยนต์ทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านคัน มีรถ EV ไม่น่าจะถึง 20 ล้านคัน ที่เหลือยังใช้รถนํ้ามันทั้งหมด หากเราต้องเปลี่ยนรถใช้นํ้ามัน 1,500 ล้านคันให้เป็นรถแบตเตอรี่ทั้งหมด ต้องมีการลงทุนในระบบ Ecosystem ขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงมีการคิดค้นกันว่าจะทำอย่างไรที่ยังใช้เชื้อเพลิงเหลวแบบเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”นายชัยวัฒน์ กล่าว

    ‘บางจาก’ ผนึก ENEOS ญี่ปุ่น ศึกษา e-Fuels นํ้ามันสะอาดเปลี่ยนโลก

    ทั้งนี้ e-Fuels เป็นกระบวนการที่เรียกว่า Carbon Neutral โดยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ถูกดักจับจากอากาศมาใช้เผาผลาญขับเคลื่อนเครื่องยนต์แล้วปล่อยกลับสู่บรรยากาศใหม่ จึงเท่ากับเป็น Net Zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์)ไปในตัว อย่างไรก็ตาม e-Fuels เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดใหม่มาก โรงงานต้นแบบของ ENEOS เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปีที่ผ่านมา และเพิ่งทดลองผลิตได้ยังไม่ครบปี ซึ่งทางบางจากที่เป็นพันธมิตรกับ ENEOS ก็ได้เฝ้าติดตามและศึกษาในเรื่องนี้อยู่ เมื่อไรเริ่มสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ก็จะพิจารณาในการลงทุน

    ‘บางจาก’ ผนึก ENEOS ญี่ปุ่น ศึกษา e-Fuels นํ้ามันสะอาดเปลี่ยนโลก

    สำหรับ ENEOS ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้ โดยสร้างโรงงานทดลองให้ทั้งหมด ซึ่งทางผู้บริหารระบุว่า คำตอบของ e-Fuels อาจจะอยู่ในช่วงปี 2040  (หรืออีกประมาณ 15 ปีนับจากนี้ ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยังสูงกว่านํ้ามันทั่วไป 8-9 เท่า โดยต้นทุนสูงสุดอยู่ที่ค่าไฟฟ้า เพราะการแตกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจาก นํ้าใช้ไฟเยอะมาก) น่าจะเห็นการใช้ e-Fuels แพร่หลายมากขึ้น มีขนาดการผลิตที่ใหญ่ขึ้น และแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้

    อย่างไรก็ตาม ตามไทม์ไลน์แล้ว Biofuel Gen 2 (หรือเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวมวลที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เศษกระดาษ ฟางข้าว กิ่งไม้ หรือแม้กระทั่งขยะชีวภาพ ต่างจากรุ่นแรกที่ผลิตจากพืชอาหารโดยตรง เช่น ปาล์ม ชานอ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ในไทย) น่าจะมีโอกาสเกิดได้ก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ e-Fuels ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเหมือนในญี่ปุ่น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ต้องถูกมาก หรือเป็นค่าไฟฟ้าที่ต้องติดลบ หรือเป็นไฟฟ้าฟรีในบางช่วงเหมือนในหลายประเทศ (ผ่านการประมูล)

    ‘บางจาก’ ผนึก ENEOS ญี่ปุ่น ศึกษา e-Fuels นํ้ามันสะอาดเปลี่ยนโลก

    นายชัยวัฒน์ เผยอีกว่า ล่าสุดจากที่บางจากฯได้ประกาศกลยุทธ์ “Bangchak 100x” ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด EBITDA เพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 โดยจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ 2.กลุ่มธุรกิจการค้านํ้ามัน 3.กลุ่มธุรกิจต้นนํ้า 4.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และ 5.กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์

    หากถามว่าใน 5 กลุ่มนี้ กลุ่มใดจะเป็น Growth Engine หรือเครื่องยนต์ตัวใหม่ หรือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่สุดในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่บางจากทำมี 2-3 เรื่องคือ 1.นำเอาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ทั้งโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน เพื่อให้มีโอกาสทำ Process Improvement (การทำให้วิธีการทำงานดีขึ้นกว่าเดิม)

    2.ธุรกิจการค้านํ้ามัน (Trading) จะเทรด SAF (นํ้ามันอากาศยานยั่งยืน), e-Fuel, Biofuel โดยไปเปิดออฟฟิศที่ดูไบ ซึ่งที่ปรึกษาระบุว่าธุรกิจ Trading จะโตได้ 7–8 เท่า และจะเป็น Key Driver ตัวหนึ่ง และ 3.ธุรกิจต้นนํ้า ตั้งเป้าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแหล่งปิโตรเลียมระยะกลางชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ดูมาสักพักแล้ว และจากวันนี้จะเอาจริงเพื่อนำสู่ “Bangchak 100x” ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/640880&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oCSa6r1Bo57VhYQ3kIBa0

  • มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องปีที่ 33 ยืนหยัดสร้างวิศวกรคุณภาพสู่สังคม

    มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องปีที่ 33 ยืนหยัดสร้างวิศวกรคุณภาพสู่สังคม

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

    มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องปีที่ 33 ยืนหยัดสร้างวิศวกรคุณภาพสู่สังคม

    มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย และบริษัทในกลุ่ม Mitsubishi Electric ในประเทศไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคมด้วยความมุ่งมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ล่าสุดได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 33 รวมมูลค่า 1,500,000 บาท ให้แก่นิสิตนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ 35 คน จาก 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ โดยความตั้งใจดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษาที่เท่าเทียม และตอกย้ำบทบาทขององค์กรที่ไม่เพียงมุ่งมั่นด้านธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมควบคู่กันไป

    นายชินจิ เทะระทานิ รองประธานกรรมการมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย เผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 33 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มุ่งมั่นสานต่อการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และในปีนี้ เรายังได้ขยายความร่วมมือไปยัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเข้าถึงการสนับสนุนมากยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าทุนการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมสร้างรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน เราตระหนักดีว่านิสิตนักศึกษาคือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมในอนาคต และสิ่งที่เราหวังจะส่งต่อคือโอกาสในการเรียนรู้ การเติบโต และแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับผู้อื่น เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใส และมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น”

    โดย นางสาวกัลยรักษ์ พงษ์มาลา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรม          อุตสาหการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ขอขอบคุณมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยสำหรับการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ และจะนำทุนการศึกษาในครั้งนี้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และถ้ามีโอกาสจะนำไปพัฒนาสังคมและประเทศให้ดียิ่งขึ้น”

    นายพิชญุตม์ มาศเจริญ นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “สำหรับการมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยเป็นการมอบโอกาสดี ๆ ให้กับสังคม ให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสโฟกัสในการศึกษา ลดความกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการศึกษา เมื่อลดความกังวลก็ทำให้มีผลการเรียนที่ดีขึ้น พอได้ทำงานก็จะมีทักษะในการทำงานที่ดี เป็นบุคลากรที่ดี และหากมีโอกาสจะนำโอกาสไปพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ และจะนำไปใช้ประโยชน์ให้ดีที่สุดครับ”

     “ผมขอขอบคุณมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้จะไม่เพียงแค่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน แต่จะเป็นแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้ผมศึกษาและตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้ เมื่อจบไปผมสนใจที่จะศึกษาต่อเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิศวกรรมอุตสาหการ และสถิติ” นายพุทธินันท์ วันชม นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

    สำหรับ นายณัฐภูมิ คำเอก นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาวิศกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ผมรู้สึกซาบซึ้ง และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับมอบทุนการศึกษาจากมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ในครั้งนี้ ทุนนี้ไม่เพียงเป็นแรงสนับสนุนทางการเงิน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ผมมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ ผมตระหนักถึงคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ และจะใช้ความรู้ ความสามารถเชิงวิศวกรรมที่มีในการสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมอย่างเต็มกำลัง เมื่อมีโอกาสผมจะสานต่อเจตนารมณ์ของทุนนี้ด้วยการส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่น สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมพัฒนาสังคมรอบตัวให้ดีขึ้นครับ”

    นายกิตติธัช บุตรแสน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “ในการรับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ผมขอขอบคุณมูลนิธิ      มิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยที่มอบโอกาสให้ เนื่องจากที่บ้านต้องการการสนับสนุนเรื่องการเงินมาก ๆ หลังจากได้ข่าวการรับสมัครจึงรีบยื่นขอเข้ารับการสนับสนุน ผมจะนำทุนไปใช้ในการศึกษาเพื่อส่งเสริมอนาคตของผมให้ดียิ่งขึ้นครับ”

    นายจิรัฏฐ์ สืบสุนทร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงความรู้สึกว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับทุนจากมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ทุนในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ด้านการศึกษาให้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อจบแล้วอยากทำงานด้านวิศวกรรมอุตสาหการ ถ้าในอนาคตผมมีโอกาสก็จะทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมเพื่อช่วยเหลือสังคมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าจะมีโครงการดี ๆ แบบนี้เกิดขึ้นในอนาคต”

    ในส่วนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นายศุภโชค พงสุวรรณคีรี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมาก ๆ ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย สำหรับทุนการศึกษานี้เรียกได้ว่าเป็นทุนที่จะมาช่วยครอบครัวผมได้อย่างมากเลยครับ ในอนาคตผมอยากนำความรู้ความสามารถไปใช้ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบเกี่ยวกับระบบความร้อน และพลังงานที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ครับ”

    การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาของมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ที่มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด “Changes for the Better” ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/directsale/449714&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yu9XsOWoltle8wxw36RgM

  • กังวลฝาย-ม่านดักตะกอน สารพิษแม่น้ำกก ซ้ำเติมปัญหา ร้อง รมว.ทส.ทบทวน ชี้ไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา?

    กังวลฝาย-ม่านดักตะกอน สารพิษแม่น้ำกก ซ้ำเติมปัญหา ร้อง รมว.ทส.ทบทวน ชี้ไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา?

    และยังได้ลงพื้นที่ จุดที่จะมีการก่อสร้างฝายดักตะกอน และม่านดักตะกอน จำนวน 4 จุดตามที่กรมทรัพยากรน้ำ ได้นำเสนอเตรียมของบประมาณ 173 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก ที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ในต้นน้ำ รัฐฉาน ประเทศเมียนมา

    นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผยกับไทยพีบีเอสภาคเหนือว่า แม่น้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร กรมทรัพยากรน้ำ เสนอการก่อสร้างฝายและม่านดักตะกอนจำนวน 4 จุด

    กรมทรัพยากรน้ำได้ออกแบบ 3 โครงสร้างแรกคือ ตัวฝายและตัวม่านดักตะกอน ส่วนที่สองคือลานสูบ ส่วนที่สามคือลานตากตะกอน โดยมีสถานีสูบตะกอนขึ้นไปอยู่ในลานตากก่อนนำไปกำจัดที่ จ.สระบุรี

    สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต อธิบายจุดที่มีการศึกษาสร้างฝาย-ม่านดักตะกอน

    สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต อธิบายจุดที่มีการศึกษาสร้างฝาย-ม่านดักตะกอน

    สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต อธิบายจุดที่มีการศึกษาสร้างฝาย-ม่านดักตะกอน

    จากการลงพื้นที่ดูรายละเอียดจุดที่จะก่อสร้างตามที่กรมทรัพยากรน้ำ ได้นำเสนอ
    จุดแรก ห่างจากบ้านแก่งทรายมูลขึ้นไปด้านเหนือ ต.ท่าตอน -ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ฝายมีความยาว 30 เมตร สร้างอยู่ในเขตรอยต่อชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งห่างจากชายแดน 3 กิโลเมตร บริเวณนี้ก็มีความกังวลหลายฝ่ายว่าจะกระทบเรื่องของเขตแดนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่

    จุดที่สองอยู่ในเขตพื้นที่การเกษตร ต.มะลิกา อ.แม่อาย ฝายมีความกว้าง 120 เมตร ห่างจากฝายตัวแรก 6 กิโลเมตร ด้านแม่น้ำฝางเป็นเขตพื้นที่การเกษตรกรรม บ้านห้วยน้ำเย็น และอีกด้านพื้นที่การเกษตรกรรมบ้านท่าตอน หมู่ 3

    ฝายจะก่อสร้างกั้นแม่น้ำกกและมีลานตาก โรงลานสูบจะอยู่ในฝั่งบ้านห้วยน้ำเย็น หากมีการก่อสร้างจริงจะต้องมีการสร้างถนนเข้ามาหาจุดที่ก่อสร้าง

    ข้อสังเกตพื้นที่บริเวณนี้มีพื้นที่หนองน้ำอยู่ที่ชาวบ้านใช้ในการเกษตรและเป็นหนองน้ำธรรมชาติการผลิตน้ำประปา ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เดิมเป็นแม่น้ำกกเส้นเดิม(หลงกก) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสะอาดที่ชาวบ้านใช้ในการผลิตประปาและการเกษตร

    จุดที่สามบ้านแม่สลัก ควบอยู่สองจังหวัด คือจังหวัดเชียงใหม่ตำบลท่าตอน กับบ้านแม่สลัก ต.ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย

    ดูจากจุดถ้าลงไปนิดเดียวจะเป็นสะพานแม่สลัก รอยต่อระหว่าง ต.แม่นาวาง และ ต.ท่าตอน ตัวฝายมีความยาว75 เมตร ห่างจากฝายที่สอง 13 กิโลเมตร จะอยู่ในลำน้ำคล้ายกันแต่พื้นที่ทิ้งดินจะไปอยู่ในบ้านใหม่หมอกจามและบ้านป่าไผ่ เมื่อดูจากพื้นที่ก่อสร้างจะเป็นพื้นที่การเกษตรกรร ของชาวบ้านที่สำคัญจุดนี้อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนและชุมชน

    จุดที่สี่บ้านสบงาม ในตำบลท่าตอน บ้านเมืองงาม เป็นหย่อมในหมู่บ้านเมืองงามใต้ ฝายจะอยู่ด้านใต้ของลำน้ำงามเป็นลำน้ำสาขาที่ไหลมาจากดอยแม่สลองและเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรและอุปโภคบริโภคหากมีการสร้างฝายอาจทำให้น้ำชะลอตัว และตะกอนพิษไหลเข้าลำน้ำสาขา

    ข้อกังวลของชาวบ้านเมื่อสร้างฝาย ยกระดับน้ำจะไหลย้อนเข้าสู่แม่น้ำงามอาจจะมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนมากขึ้นสำหรับแหล่งน้ำสะอาดที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค

    ทีมข่าวไทยพีบีเอสได้ลงพื้นที่บริเวณจุดที่จะมีการก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณหมู่บ้านสบงามใต้ พบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ โดยชาวบ้านปลูกพืชเพื่อส่งโครงการหลวง ชาวบ้านหลายคนมีความกังวลหากมีการก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอนในพื้นที่

    จุดก่อสร้างฝายดักตะกอน จุดที่ 4 บริเวณ บ.สบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    จุดก่อสร้างฝายดักตะกอน จุดที่ 4 บริเวณ บ.สบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    จุดก่อสร้างฝายดักตะกอน จุดที่ 4 บริเวณ บ.สบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    นางทรายทอง เป็นชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรมริมน้ำบริเวณบ้านสบงาม บอกว่าเพิ่งทราบว่าจะมีการสร้างฝายดักตะกอนสารพิษ ไม่เคยได้ทราบข่าวมาจากหน่วยงานไหนเข้ามาในหมู่หมู่บ้าน เมื่อทราบว่า จะมีการก่อสร้าง รู้สึกเป็นห่วง เพราะชาวบ้านทำการเกษตรเพราะหากมีฝนตกหนักน้ำจะท่วม ถ้าสร้างฝายจะทำให้แม่น้ำกกตื้นขึ้น การท่วมน้ำจะบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือชาวบ้านจะไม่มีที่ทำกินือาชีพหลักของชาวบ้านคือปลูกผักขายริมน้ำ

    ในฝาย ดักตะกอนยังมีลานตากตะกอนพิษ ชาวบ้านก็มีความกังวลว่าอาจสูดดมจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเองด้วย

    นางทรายทองยังบอกว่าทำไมต้องมีการสร้างฝายในหมู่บ้านและมองว่าการสร้างฝายดักตะกอนอาจไม่ใช่ทางออกการแก้ แต่จะสร้างปัญหาเพิ่มให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทางออกเดียวคืออยากให้ปิดเมืองต้นน้ำ

    นายวรชิต กล่าวว่าถ้ามีการสร้างฝายดักตะกอนกังวลสารพิษ ไหลเข้าพื้นที่การเกษตร ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาชี้แจงว่าให้ชาวบ้านเตรียมพร้อมอย่างไรและรับโครงการนี้อย่างไร

    ถ้าถามชาวบ้านจริงๆชาวบ้านไม่ต้องการเพราะอยู่มาเป็นนับ 100 ปีไม่มีฝายเราก็ยังอยู่ได้ แต่สร้างฝายขึ้นมาผลกระทบชาวบ้านปลูกผักขายโครงการหลวงเป็นอาชีพหลัก

    นายวรชิต กล่าวว่าที่ผ่านมาปลูกผักส่งโครงการหลวงต้องมีการตรวจสารพิษทุกอย่าง นับตั้งแต่แม่น้ำกกมีสารหนู ชาวบ้านปลูกผักไม่นำน้ำกกขึ้นมาใช้รดผักเพราะกลัวตรวจสารแล้วพบถ้าพบ 1 ปีชาวบ้านจะไม่มีอาชีพเลย ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าสารพิษจะสะสมและปนเปื้อนพื้นที่เกษตรกรรม โครงการจะชดเชยชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้ปลูกผักส่งโครงการหลวงนี้อย่างไร

    พื้นที่การเกษตรบ้านสบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากกาสร้างฝาย

    พื้นที่การเกษตรบ้านสบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากกาสร้างฝาย

    พื้นที่การเกษตรบ้านสบงามใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากกาสร้างฝาย

    นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง(The Mekong Butterfly )กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการกรมทรัพยากรน้ำ เริ่มเสนอมา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม เดิมเป็นฝายดักตะกอนและประตูระบายน้ำเพื่อดักตะกอนจำนวน 10 แห่ง เนื่องจากงบประมาณสูงมาก 7000 กว่าล้านบาท จึงลดแบบลง เป็นฝายและม่านดักตะกอน จำนวนสี่แห่งอยู่ในต้นน้ำอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ งบประมาณ 173 ล้านบาท

    ตอนนี้ถูกอธิบายเพื่อดักตะกอนและดูดตะกอน ในช่วงฤดูแล้งประมาณสี่เดือนเพื่อนำตะกอนขึ้นมาไปบำบัด กำจัดสารพิษและฝังกลบ

    โครงการที่นำเสนอยังเป็นโครงร่างอยู่มากยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดใดๆปริมาณสารพิษต่างๆ ว่าจะไหลมาปริมาณเท่าไหร่ในช่วงสี่เดือนฤดูแล้ง และปริมาณตะกอนที่ดักได้เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ของตะกอนทั้งหมดที่ดักแด้ในแม่น้ำกก

     ฝายดักตะกอนถ้าสร้างจริงกระทบกับชาวบ้านไหม ?

    ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า โครงสร้างของฝายดักตะกอนมีบางส่วน ถ้าดูเฉพาะฝาย ไม่ใหญ่มาก ฝายดักตะกอนจะสร้างในลำน้ำ ไม่ได้ล้นสูงกว่าตลิ่ง สร้างจากท้องน้ำขึ้นมาประมาณ 2 เมตร และขุดบริเวณที่เป็นฝ่ายดักตะกอน ลงไปอีก 3 เมตร จะมีความยาวประมาณ 100 เมตรตามลำน้ำ

    แม่น้ำกกไหลผ่าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญใช้อุปโภคบริโภค และเกษตรกรรมริมน้ำ

    แม่น้ำกกไหลผ่าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญใช้อุปโภคบริโภค และเกษตรกรรมริมน้ำ

    แม่น้ำกกไหลผ่าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญใช้อุปโภคบริโภค และเกษตรกรรมริมน้ำ

    โครงสร้างของฝาย ไม่ได้สูงกว่าลำน้ำ แต่โครงสร้างที่จะสูงกว่าลำน้ำ คือตัวที่ตั้งบ่อ ตกตะกอน และตักตะกอน ซึ่งตรงนี้เป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ จะต้องมีความสูงมากกว่าระดับน้ำท่วม

    โครงสร้างตรงนี้จะทำให้การไหลของน้ำในช่วงฤดูฝนจะเปลี่ยนแปลงไป อัตราการไหลของน้ำจะลดลง เมื่อน้ำไหลช้าลง เมื่อน้ำท่วมหลักไหลเข้าไปพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านที่อยู่เหนือฝายจะมีการตกตะกอนมากขึ้นอาจกลายเป็นว่าพื้นที่ของชุมชน หรือพื้นที่เกษตรกรรมจะกลายเป็นพื้นที่สะสมของสารพิษต่างๆ

    ส่วนบริเวณเหนือฝายที่สร้างสูงขึ้นมา 2 เมตรปริมาณตะกอนที่ไหลลงมาในช่วงฤดูฝนในปีเดียวจะเต็มทั้งหมด จะทำให้ตัวความจุของแม่น้ำลดลงไปด้วย เมื่อความจุของลำน้ำลดลงเมื่อมีน้ำหลากลงมาปกติเท่าเดิม น้ำจะสูงขึ้นเพราะว่าท้องน้ำขึ้นมาอีก 2 เมตร น้ำจะท่วมขยายพื้นที่มากขึ้น และมีการตกตะกอนที่รุนแรงขึ้น

    เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝนตะกอนที่ทับถมอยู่ในลำน้ำตอนเหนือเมื่อถูกน้ำชะ ลงไปตะกอนเหล่านี้จะมีความเข้มข้นของสารพิษค่อนข้างสูง กลายเป็นว่าน้ำในช่วงต้นฤดูฝนถ้ามีความเข้มข้นของสารพิษอยู่ระดับหนึ่งและบวกกับตะกอนที่อยู่หน้าฝายในสี่ฝายด้านบน จะทำให้ท้ายฝายของแม่น้ำกกมีความเข้มข้นของสารพิษมีมากขึ้น

     สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณที่ตากตะกอนสารพิษ จะเป็นฝุ่นในช่วงฤดูแล้งจะลมแรงฝุ่นอาจฟุ้งกระจาย เมื่อฝุ่นไปกับสารพิษจะไปทางอากาศ กลายเป็นว่าเดิมสารพิษอยู่ในแม่น้ำตอนนี้เอาสารพิษขึ้นมาไว้บนบกและทำให้แห้ง และขนส่งในระหว่างกระบวนการตรงนี้ถ้ามีการฟุ้งกระจายของฝุ่นตะกอนจะเข้าระบบทางเดินหายใจของคนทันที หรือไปติดตามผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้กินผลเข้าสู่ร่างกายของคนได้ทันที

    สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกตต้องมีการศึกษาให้รอบด้านจริงๆว่าโครงการนี้ตั้งต้นว่าจะลดปริมาณสารพิษในแม่น้ำโดยใช้เครื่องมือฝายและม่านดักตะกอนเครื่องมือนี้จะต้องไม่สร้างปัญหาต่อเนื่องในแง่ของการเพิ่มปริมาณสารพิษในบางพื้นที่หรือกระจายสารพิษในรูปแบบใหม่ๆเช่นฝุ่น

    บริเวณก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน จำนวน 4 แห่ง แม่น้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    บริเวณก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน จำนวน 4 แห่ง แม่น้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    บริเวณก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน จำนวน 4 แห่ง แม่น้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    โครงการ ฝายดักตะกอนหรือม่านดักตะกอนเคยมีในประเทศไทยหรือไม่?—

    นายมนตรี กล่าว่าการกำจัดตะกอนในโครงการกำหนดไว้สี่เดือนในช่วงฤดูแล้งไม่ได้มาก และข้อมูลยังไม่ทราบว่าสี่เดือนมีสารพิษลงมาเท่าไหร่ อาจจะเริ่มเดือนไหน? เพราะข้อมูลจริงๆของสารพิษเพิ่งตรวจพบในช่วงเดือนเมษายนเท่านั้น

    ในประเทศไทยยังไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ที่มีโครงการลักษณะแบบนี้ อาจจะมีการขุดตะกอน ที่ บ.แม่ตาว จ.ตาก แต่ก็เป็นลำห้วยขนาดเล็ก ไม่ใช่แม่น้ำขนาดขนาดใหญ่

    ส่วนในต่างประเทศ ยังไม่เคยเห็นทำในแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่เคยเห็นเป็นเหมือนทะเลสาบน้ำที่ไหลไม่แรง มีการปนเปื้อนใช้ทุนดักและดูดตะกอนขึ้นมา

    อยากให้กรมทรัพยากรน้ำ เอาประสบการณ์จริงในต่างประเทศ ว่าที่ไหนทำและเปิดให้ดูเหมือนกัน จะได้ มีข้อดีข้อเสียหรือมีข้อจำกัดอะไรมากน้อยแค่ไหน

    กรมทรัพยากรน้ำเตรียมนำเสนอและรัฐบาลเพื่ออนุมัติโครงการ ?

    นายมนตรีกล่าวย้ำว่าสิ่งแรกที่กรมทรัพยากรน้ำ ควรได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ จากคณะกรรมการชุดเดิม ในรัฐบาลชุดที่แล้ว กรมทรัพยากรน้ำมีหน้าที่ที่จะจะต้องนำข้อมูลไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการชุดที่แล้ว ที่มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นประธานฯ ยังไม่อนุมัติให้สร้าง ต้องรับฟังความคิดเห็นก่อน

    เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ภาระหน้าที่นี้ กรมทรัพยากร จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบ จะใช้ทางลัด จับใส่พาน เสนอให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่ มาประกาศว่าจะสร้างเลยกังวลว่าจะเกิดความเสียหายกับรัฐมนตรีเอง

    อยากเสนอให้กับรัฐมนตรี รัฐบาลที่มีอายุเพียงสี่เดือน ถ้าจะทำสิ่งที่มีคุณูปการอาจต้องให้กรมทรัพยากรน้ำ ทำรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เต็มรูปแบบและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ให้ผลการศึกษาเป็นตัวชี้วัดสมควรทำหรือไม่ควรทำในตัวฝายหรือม่านดักตะกอน

    โครงการนี้ไม่ใช่โครงการทดลอง ถ้าทำไปแล้วไม่มีจุดวกกลับ ทำแล้วสร้างแล้วความเสียหายเกิดขึ้น กับแม่น้ำทั้งสาย

    ทางออกแก้ปัญหาสารพิษ?

    ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่าตัวเองเห็นด้วยกับข้อเสนอการแก้ปัญหาเห็นด้วยกับ 10 ข้อเสนอของภาคประชาชนและภาควิชาการในจังหวัดเชียงราย การแก้ปัญหาจะต้องแก้ปัญหาที่ต้นทางคือเหมืองในเขตต้นแม่น้ำกกและน้ำสาย และบางส่วนในต้นแม่น้ำโขงในประเทศเมียนมา

    อ่านเพิ่มเติม : เครือข่ายประชาชน ยื่น 10 ข้อ “รัฐบาลอนุทิน” แก้สารปนเปื้อนแม่น้ำกก https://www.thaipbs.or.th/news/content/357272

    รัฐบาลจะต้องแสดงเจตจำนงของรัฐบาลให้ชัดว่าอยากเข้ามาแก้ปัญหานี้จริงจังไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้เขตของชนกลุ่มน้อย หรือเขตตรงไหนก็ตาม ตรงนั้นก็เป็นเขตอธิปไตยของประเทศเมียนมา ต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองให้ชัดเจนส่งสัญญาณให้ชัดไปถึงทุกๆกลุ่มที่สำคัญต้องมีมาตรการที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย

    สำหรับแผนการสร้างฝายดักตะกอนระยะสั้น จำนวน 4 แห่ง กรมทรัพยากรน้ำ ได้เสนอรูปแบบและการดักตะกอนที่เหมาะสมเบื้องต้น ในรูปแบบและวิธีการ คือ การใช้ม่านดักตะกอน (Silt Screen)ร่วมกับโครงสร้างบ่อตกตะกอนทำจากแท่งคอนกรีต โดยฐานรากสองแบบ คือ แบบมีเหล็กเสียบฝังยึด หรือ แบบมีการตอกเข็มพืด ซึ่งจะใช้งานแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของฐานราก ในตำแหน่งที่สร้างฝาย

    ส่วนงบประมาณที่คาดว่าจะการก่อสร้างฝาย-ม่านดักตะกอน ฝายแรก 13 ล้านบาท ฝายที่สอง 81 ล้านบาท ฝายที่สาม 19 ล้านบาท และฝายที่สี่ 60 ล้านบาท รวมเงินก่อสร้างทั้งสี่ฝาย 173 ล้านบาท

    งบประมาณการก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน 4 แห่ง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    งบประมาณการก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน 4 แห่ง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    งบประมาณการก่อสร้างฝายดักตะกอนและม่านดักตะกอน 4 แห่ง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

    ทั้งนี้งบประมาณยังไม่รวมงบประมาณที่จะขนตะกอนดินที่ปนเปื้อนไปกำจัด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำจะประชุมหาแนวทางจัดการตะกอนร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมต่อไป

    ส่วนการขออนุญาตพื้นที่ก่อสร้าง จะมีการหารือกับ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมเจ้าท่าต่อไป โดยตำแหน่งการก่อสร้างฝายจะมีการปรับให้สอดคล้องกับกับการรับฟังความเห็นของประชาชน

    สำหรับการแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก สาย รวก โขง มีรายงานว่าวันที่ 9 ต.ค.68 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาและดูจุดที่จะมีการก่อสร้างฝายและม่านดักตะกอน พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357380&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bf8vC-3I1fgesNR_WWHMT

  • “เดือนเกิด” ส่งผลกับสุขภาพอย่างไร? วิจัยเผยความเสี่ยงต่อโรค และการเสียชีวิต

    “เดือนเกิด” ส่งผลกับสุขภาพอย่างไร? วิจัยเผยความเสี่ยงต่อโรค และการเสียชีวิต

    วิจัยเผย “เดือนเกิด” ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ความเสี่ยงโรคและอายุขัยที่ควรรู้

    งานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุขหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า เดือนเกิดสามารถส่งผลต่อสุขภาพ ความเสี่ยงในการเกิดโรคบางชนิด รวมถึงอายุขัยของแต่ละบุคคลได้ บทความนี้สรุปข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเดือนเกิดกับความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ และอายุขัย เพื่อให้ผู้อ่านได้รับมุมมองใหม่ที่อาจไม่เคยทราบมาก่อน

    ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามเดือนเกิด

    งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ที่เผยแพร่ในปี 2015  การศึกษาขนาดใหญ่ที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยกว่า 1.7 ล้านคนในเมืองนิวยอร์กระหว่างปี 1985 ถึง 2013 พบว่า เดือนเกิดมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคบางโรค เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ และโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยพบว่า

    • ผู้ที่เกิดในเดือนพฤษภาคม มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในการเกิดโรคเหล่านี้
    • ในขณะที่ผู้ที่เกิดในเดือนตุลาคม มีความเสี่ยงสูงสุด

    ปัจจัยเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์และหลังคลอด เช่น การได้รับแสงแดด หรือสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันและปอด

    เดือนเกิดกับอายุขัยและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

    นอกจากความเสี่ยงโรคเฉพาะด้านแล้ว งานวิจัยจากประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก และออสเตรเลีย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PubMed พบว่า เดือนเกิดมีความสัมพันธ์กับอายุขัยและความเสี่ยงในการเสียชีวิต โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร

    ผู้ที่เกิดในฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นในการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม ช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล รวมถึงโภชนาการและภูมิคุ้มกันในช่วงแรกของชีวิต

    โดยสรุปแล้ว เดือนเกิดส่งผลต่อสุขภาพและความเสี่ยงต่อโรคบางอย่างได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้มีขนาดเล็กและไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดสุขภาพโดยรวมของบุคคล ปัจจัยอื่น ๆ เช่น พันธุกรรม สภาพแวดล้อมในครอบครัว และการดูแลสุขภาพยังมีความสำคัญมากกว่า

    ดังนั้น การเข้าใจข้อมูลนี้ช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบ เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว

    ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง

    1. Columbia University: Data scientists find connections between birth month and health
    2. PubMed: Month of Birth and Mortality Risk
    3. TIME: The Healthiest Months to Be Born

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849746/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jsVXMmRBmX9nLLSuEAuVI

  • ศึกษาชี้ยอดเสียชีวิตเกือบแสนจาก ‘คลื่นความร้อน’ ปี 2023 เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ศึกษาชี้ยอดเสียชีวิตเกือบแสนจาก ‘คลื่นความร้อน’ ปี 2023 เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    เมลเบิร์น, 7 ต.ค. ซินหัว รายงานว่า — ผลการศึกษาระดับโลกที่นำโดยออสเตรเลียพบว่าการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 เกือบ 1 แสนราย มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมีต้นตอจากมนุษย์

    คลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 ทำให้เกิดการเสียชีวิตส่วนเกินทั่วโลกราว 1.78 แสนราย หรือเทียบเท่าผู้เสียชีวิต 23 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยฝีมือมนุษย์

    คณะนักวิจัยนานาชาติได้วิเคราะห์ข้อมูลสภาพภูมิอากาศและอัตราการเสียชีวิตจาก 2,013 พื้นที่ใน 67 ประเทศและภูมิภาค พบว่าราวร้อยละ 54 ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับคลื่นความร้อน หรือเกือบ 97,000 ราย เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมีต้นตอจากมนุษย์

    ทั้งนี้ คณะนักวิจัยพบว่าคลื่นความร้อนในปี 2023 เกิดขึ้นในปีที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิสูงเกินระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม 1.45 องศาเซลเซียส

    คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลียและหุ้นส่วนทั่วโลกระบุว่ายุโรปตอนใต้มีอัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนสูงสุดในปี 2023 คิดเป็นสัดส่วนผู้เสียชีวิต 120 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน รองลงมาคือยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก

    การเสียชีวิตที่เกี่ยวกับคลื่นความร้อนกระจุกตัวอยู่ในเขตกึ่งเขตร้อนและเขตอบอุ่นของซีกโลกเหนือ ที่ซึ่งภาวะอุณหภูมิสูงยาวนานทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และโรคเรื้อรังอื่นๆ ย่ำแย่ลง

    ผลการศึกษาเน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนของการดำเนินมาตรการแทรกแซงทางสาธารณสุขแบบปรับตัวและยุทธศาสตร์ลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดภาระการเสียชีวิตในอนาคตภายใต้บริบทโลกร้อนยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58727&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J6U5WR5N8NkGRxu7R5G-L

  • พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรปั้นบุคลากร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรปั้นบุคลากร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – “พ.ร.บ.โลกร้อน” จ่อสร้างอาชีพใหม่หลากหลายกลุ่ม ตอบโจทย์ทั้งการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต-การตรวจสอบและทวนสอบรายงานก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ หวั่นแรงงานสายสิ่งแวดล้อมขาดแคลนตามรอยต่างประเทศรวมกว่า 50,000 ตำแหน่งใน 3 ปี หลังกฎหมายบังคับใช้เป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ตรวจสอบและทวนสอบ ด้านโกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าจับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตร ป.ตรี ด้านสิ่งแวดล้อม ปั้นบุคลากรตอบโจทย์ตลาด พร้อมจัดหลักสูตรระยะสั้น เพิ่มพูนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้องค์กรต่างๆ ต่อเนื่อง

    นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ GCC เปิดเผยว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2569 นี้ จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การทำงานสายสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพใหม่ และทำให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการและระดับผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสังคม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านธรรมาภิบาลซึ่งในปัจจุบันหลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทมหาชนเริ่มมีการเปิดตำแหน่งดังกล่าวเพื่อรับคนเข้าทำงานมาพักใหญ่แล้ว 2.กลุ่มที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก เช่น ที่ปรึกษาด้านการประเมินก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อออกแบบมาตรการในการลดผลกระทบ (Mitigation) และรับมือ (Adaptation) เจ้าหน้าที่โครงการพลังงานหมุนเวียน นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืน 3.กลุ่มงานตรวจสอบและทวนสอบรายงานการประเมินก๊าซเรือนกระจก Validator หรือ Verifier ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ Audit ของฝั่งบัญชี แต่เปลี่ยนมาทำหน้าที่ตรวจสอบรายงานก๊าซเรือนกระจกหรือสิ่งแวดล้อมให้แก่บริษัทต่างๆ โดยตรง และ 4. กลุ่มงานการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดบัญชีคาร์บอนเพื่อการลด และชดเชย ผู้จัดการด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    “เราประเมินว่า ตลาดแรงงานไทยจะต้องการบุคลากรในสายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า และจะมีหลายตำแหน่งงานที่จะประสบปัญหาบุคลากรขาดแคลน เช่น ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator ผู้ทวนสอบ หรือ Verifier เพราะนิติบุคคลในไทยกว่า 800,000 รายทั่วประเทศ จะต้องทำการประเมิน บันทึกการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์และจัดทำรายงาน โดยมีทั้งที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบเข้ามาดูแลทุกปี ขณะที่จำนวนบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตในไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาซึ่งมีเพียง 530 กว่าคน (ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบมีเพียงระดับ 100 กว่าคน บริษัทผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบ หรือ VB (Verification Body) VVB (Validation & Verification Body )ในไทยที่ได้รับการรับรองมีประมาณ 20 กว่าบริษัทเท่านั้น บางบริษัทมีบุคลากรเพียงพอทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและทวนสอบได้เพื่อรองรับกรณีโครงการ T-VER บางบริษัททำหน้าที่ได้เพียงการทวนสอบเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (CFO) และก๊าซเรือนกระจกผลิตภัณฑ์ (CFP) เท่านั้น” นายตรีเทพ กล่าว

    สถานการณ์ดังกล่าว คล้ายคลึงกับหลายประเทศที่บังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นแล้ว เช่น บางประเทศในกลุ่มอียู ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงค์โปร์ ที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรในสายงาน ที่ปรึกษา (GHG Consult) ผู้ตรวจสอบและทวนสอบ (Validator & Verifier) ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของการดำเนินการตลอดกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ต่อนิติบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มนิติบุคคลที่ยังคงมีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องสูงสุด 10 อันดับแรก และโฟกัสลงไปเฉพาะประเภทธุรกิจที่ส่งผลต่อการสร้างก๊าซเรือนกระจก หรือ Green House Gas ซึ่งมีประมาณ 140,000 กว่าราย อาทิ ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป ธุรกิจร้านอาหารภัตตาคาร ธุรกิจการผลิตขายส่งอุปกรณ์เครื่องจักร ธุรกิจขนส่งขนถ่ายสินค้า ธุรกิจโรงแรมและห้องชุด ตลอดจนการประเมิน การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและการตรวจสอบทวนสอบ เพื่อหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า หากประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เร็วขึ้นจากเดิม 15 ปี การเริ่มต้นดำเนินการที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละนิติบุคคลนั้นๆ ปล่อยคาร์บอนเท่าไรเพื่อนำไปสู่แผนการลด ซึ่งหากบุคลากรในกระบวนการต่างๆเหล่านี้มีไม่เพียงพอ ย่อมนำมาซึ่งความล่าช้า จนเป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายไม่ได้อย่างที่ภาครัฐคาดหวัง

    นายตรีเทพ กล่าวอีกว่า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว GCC จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี การศึกษาสาขาวิทยาการจัดการนวัตกรรมทางธุรกิจ / การจัดการธุรกิจแบบบูรณาการ ระดับชั้นปี ที่ 3-4 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ เกี่ยวกับ Carbon Footprint – Net Zero เพื่อปลูกฝังและสร้างองค์ความรู้ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้และเข้าใจในกระบวนการเพื่อประเมินและลดก๊าซเรือนกระจกภาพรวม ซึ่งมุ่งสร้างบุคลากรที่มีทั้งทักษะวิชาการและความเข้าใจเชิงปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานนี้ ทั้งในอาชีพ ที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจก (GHG Consult) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validator & Verifier) และอื่นๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากร สร้างระบบนิเวศด้านการศึกษาและการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะผลิตบุคลากรได้กว่า 300 คนต่อปี

    “การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับประเทศไทยในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพราะบุคลากรเหล่านี้จะเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างกฎหมาย มาตรการ และการปฏิบัติจริงในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย GCC มองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันกับระดับสากล” นายตรีเทพ กล่าว

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง เดินหน้าบรรเทาปัญหาระยะสั้น ด้วยการจัดหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น ภายใต้ “GCC – RMUTT – RMUTI Academy” เป็นหลักสูตรทั้งแบบเร่งรัด 1 วัน และหลักสูตรแบบเจาะลึก 2 วัน อย่างต่อเนื่อง เพื่ออบรมยกระดับองค์ความรู้ ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการก๊าซเรือนกระจก การบันทึกและรายงานก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง ให้แก่องค์กร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gcc.co.th/company-profile/ourservice/courseTraining หรือ www.facebook.com/globalcarboncorporation

    สำหรับ โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จัดตั้งขึ้นมาโดยมีเป้าหมายในการให้บริการจัดการก๊าซเรือนกระจกทั้งช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนกฎหมายบังคับใช้ และหลังจากกฎหมายถูกบังคับใช้ไปแล้ว โดยมีทีมงานและบุคลากรที่มีประสบการณ์ในแวดวงความยั่งยืนองค์กร พร้อมช่วยจัดทัพให้ทุกองค์กร ทั้งในส่วนงานที่ปรึกษา (GHG Consult) ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อให้รู้ว่าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด ไปจนถึงให้คำแนะนำในการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านบริการต่างๆ อาทิ คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO), คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP), คาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการจัดงานอีเว้นท์ (CF-Event), โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทยเพื่อการได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต (T-VER), โครงการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ส่วนงานฝึกอบรม (GHG Academy) ส่วนงานทวนสอบ (Validation & Verification Body) ส่วนงานเทคโนโลยีเพื่อจัดการก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint Platform) และส่วนงานรับซื้อ-จำหน่ายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Broker) พร้อมช่วยเหลือองค์กรที่ต้องการปรับตัวเพื่อรับมือทั้งผลกระทบจากมาตรการ CBAM และกฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ในปี 2569 นี้

    ที่มาข้อมูลอ้างอิง :
    https://www.dbd.go.th/common-article/24
    https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=YUc5dFpRPT0

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/08/584833/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pYphEDxU3yJZMBfz5LLil

  • “นุสบา” โพสต์ซึ้งถึงลูกชาย แต่ 6 ปีเหมือนลูกหายไป “น้องปุณณ์” วันรับปริญญาหล่อมาก

    “นุสบา” โพสต์ซึ้งถึงลูกชาย แต่ 6 ปีเหมือนลูกหายไป “น้องปุณณ์” วันรับปริญญาหล่อมาก

    คุณแม่คนเก่ง “นุสบา ปุณณกันต์” ภูมิใจสุดหัวใจ โพสต์ข้อความซึ้งถึงลูกชายคนโต “ปุณณ์ ปุณณกันต์” ในวันสำเร็จการศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล หลังใช้เวลากว่า 6 ปีเต็มทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจจนคว้าปริญญามาครองได้สำเร็จ

    “วันนี้เป็นพ่อแม่หมอแล้วค่ะ” ความในใจของแม่ที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความภูมิใจ

    นุสบา ปุณณกันต์ ได้โพสต์ภาพครอบครัวสุดอบอุ่นในวันรับปริญญาของลูกชาย พร้อมข้อความสุดซึ้งว่า “”6 ปีผ่านไป วันนี้เป็นพ่อแม่หมอแล้วค่ะ
    กว่าจะผ่านแต่ละวันแต่ละคืน อาชีพหมอน่าเห็นใจที่สุด เรียนก็หนักหนาสาหัส ฝึกก็แสนจะยาวนาน ไม่เคยมีเวลาจำกัดการทำงาน ในฐานะแม่คนหนึ่งกว่าจะเลี้ยงลูกจนโตหัวอกแม่คงเข้าใจ

    6 ปีที่ผ่านมาเหมือนลูกหายไปคน วันๆเห็นแต่ภาพเขานั่งดูหนังสือในห้อง ออกเวรก็ไม่ได้นอนเพราะสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ตรงหน้าคือชีวิตเพื่อนมนุษย์ นุสขอร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวคุณหมอที่จบการศึกษาด้วยกันทุกคน เข้าใจทุกความรู้สึก และขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านตั้งแต่น้องเด็กจนโต กราบขอบพระคุณอาจารย์หมอทุกคนอย่างที่สุดที่ให้วิชาชีพ แพทยศาสตร์บัณฑิตมหิดลรามาฯทุกคน เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

    แม่จะรอลูกกลับบ้านมาอีกครั้งพร้อมความสำเร็จตามความฝันของลูกนะ #พิธีเข้ารับใบประกอบโรคศิลป์โรงพยาบาลรามาฯ””

    งานนี้นอกจากคำอวยพรจากเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงแล้ว หลายคนยังอดชื่นชมไม่ได้กับความตั้งใจของ “น้องปุณณ์” ที่วันนี้เติบโตเป็นคุณหมอหนุ่มเต็มตัว หล่อ สมาร์ท และยังคงอบอุ่นไม่ต่างจากคุณพ่อคุณแม่เลยทีเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849682/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hlMBeILKWHM6C09DlBAse

  • โรงเรียนคือสนามรบ? เจาะลึก “วิกฤตสุขภาพจิต” ที่ระบบการศึกษาไทยสร้างขึ้น

    โรงเรียนคือสนามรบ? เจาะลึก “วิกฤตสุขภาพจิต” ที่ระบบการศึกษาไทยสร้างขึ้น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/102206&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2atYORGX0hSVKMjMBnkQEq