Category: วัฒนธรรม

  • รมช.ศธ. “องอาจ” มอบนโยบายขับเคลื่อนลูกเสือไทยยุคใหม่ สืบสานอุดมการณ์ “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ย้ำ “ลูกเสือ คือพลังของชาติ” – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมช.ศธ. “องอาจ” มอบนโยบายขับเคลื่อนลูกเสือไทยยุคใหม่ สืบสานอุดมการณ์ “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ย้ำ “ลูกเสือ คือพลังของชาติ” – กระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าว ศธ. 360 องศา

    จังหวัดชลบุรี – 9 ตุลาคม 2568 / นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจการลูกเสือ โดยมีนายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. ทำหน้าที่รองเลขาธิการ สลช. นางสาววันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ผตร.ศธ. ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการ สลช. นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คณะกรรมการบริหาร สลช. บุคลากรทางการลูกเสือ ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

    รมช.ศธ. กล่าวว่า การได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ให้กำกับดูแลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากกิจการลูกเสือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นคนดี มีคุณธรรม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสาธารณะเพื่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ

    ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีกรอบระยะเวลาการบริหารงาน แต่มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับเยาวชนไทย ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้นโยบายว่า “ความจงรักภักดี” เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการพัฒนาเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมบทบาทของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ให้เข้ามามีส่วนสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกผ่านกิจกรรมและหลักสูตรลูกเสือที่หลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    สำหรับแนวทางการดำเนินงานขอให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรลูกเสือให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ โดยบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับกิจกรรมลูกเสือ เช่น สำรวจพื้นที่ การใช้ระบบ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลภูมิประเทศ และการฝึกทักษะดิจิทัลควบคู่กับทักษะชีวิต เพื่อให้ลูกเสือรุ่นใหม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมแนวคิด “ลูกเสือเฉพาะทางหรือลูกเสือประจำภูมิภาค”

    เพราะแต่ละภูมิภาคมีบริบทที่แตกต่างกันจึงควรเพิ่มความรู้เฉพาะทางให้กับลูกเสือตามลักษณะพื้นที่ ลูกเสือเฉพาะทางในพื้นที่ชายแดน ที่เรียนรู้การดูแลชุมชน และสร้างความเข้าใจร่วมกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค หรือลูกเสือในพื้นที่ท่องเที่ยว ที่สามารถนำความรู้ด้านการบริการและความปลอดภัยมาช่วยดูแลนักท่องเที่ยว และช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ถือเป็นการ “ต่อยอดองค์ความรู้เดิม เพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่” และเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

    นอกจากนี้การปลูกฝัง “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ผ่านกิจกรรมลูกเสือที่มุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จะเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนภาคภูมิใจในการสวมเครื่องแบบลูกเสือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติ ศักดิ์ศรี และความมีระเบียบวินัย และพร้อมเสนอแนวทางให้ภาครัฐพิจารณาช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องแบบลูกเสือ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเท่าเทียม

    ขอมอบหมายให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น โครงการลูกเสืออาสาพัฒนา การบำเพ็ญประโยชน์ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน เพื่อให้ลูกเสือไทยเป็นพลังแห่งการทำความดีและสร้างสังคมที่มีน้ำใจ ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “องค์พระบิดาแห่งลูกเสือไทย” เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (25 พฤศจิกายนของทุกปี) เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของพระองค์ในการสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งและมีคุณธรรม

    “ขอบคุณคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการลูกเสือทุกท่าน ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือให้เป็นพลังสำคัญของการพัฒนาเยาวชนไทย ทั้งในด้านคุณธรรม ความจงรักภักดี และความพร้อมในการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ กิจการลูกเสือคือหัวใจของการสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง และเชื่อมั่นว่า ลูกเสือไทยจะยังคงเป็นสถาบันที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และที่สำคัญ ลูกเสือ คือ พลังของชาติ”

    เลขาธิการ สลช. กล่าวด้วยว่า สํานักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ เป็นกําลังหลักในพัฒนาประเทศให้มีความสงบสุข เจริญก้าวหน้า จึงได้มีการจัดประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับฟังนโยบายขับเคลื่อนกิจการลูกเสือ นําไปเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรม ความร่วมมือ การบูรณาการให้สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การพัฒนากิจการลูกเสือไทยอย่างต่อเนื่อง

    จากนั้น รมช.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมสภาพแวดล้อมภายในค่ายลูกเสือวชิราวุธ บนพื้นที่กว่า 498 ไร่ พร้อมพบปะและให้กำลังใจผู้เข้ารับการอบรมการจัดทำสื่อการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้ทั่วไป (G.I.C.) และผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C.) โดยหวังให้เป็นกำลังสำคัญในการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาลูกเสือไทยให้ยั่งยืนสืบไป

    อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
    พีรณัฐ ยุชยะทัต / ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-sema2-policy-nsot/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x-5drIT6HH6LAe3-FtTMU

  • การประท้วงของคนเจนซีผ่านโซเชียลมีเดียสร้าง “ความหวัง” หรือ “ความเสี่ยง” ? – BBC News ไทย

    การประท้วงของคนเจนซีผ่านโซเชียลมีเดียสร้าง “ความหวัง” หรือ “ความเสี่ยง” ? – BBC News ไทย

    ‘เจนซี’ กำลังลุกขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล แต่การประท้วงผ่านโซเชียลมีเดียจะนำความเปลี่ยนแปลงถาวรมาได้จริงไหม ?

    ที่มาของภาพ, Donwilson Odhiambo / Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มคนเจนซีของเคนยาได้รำลึกถึงการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 1990 ของประเทศ
      • Author, หลุยส์ บาร์รูโช และ เทสซา หว่อง
      • Role, บีบีซี เวิล์ด เซอร์วิส

    จากโมร็อกโกถึงมาดากัสการ์ ปารากวัยสู่เปรู การประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวกำลังปะทุขึ้นทั่วโลก เมื่อกลุ่มคนเจนซี หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 28 ปี ออกมาระบายความไม่พอใจต่อรัฐบาลและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

    สิ่งหนึ่งที่การประท้วงเหล่านี้มีร่วมกันนอกจากความเยาว์วัยของคนรุ่นใหม่ ก็คือการที่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นและถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของสื่อสังคมออนไลน์ ทว่าผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาเตือนว่า พลังเดียวกันนี้อาจแฝงไปด้วยเมล็ดพันธุ์ที่จะบ่อนทำลายความเคลื่อนไหวนี้เสียเอง

    การประท้วงประเด็นไฟฟ้าและน้ำที่ขาดแคลนในมาดากัสการ์นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล การชุมนุมต่อต้านการทุจริตและระบบเล่นพรรคเล่นพวกในเนปาลทำให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะเดียวกันกลุ่มเจนซีในเคนยาออกมาเดินถนนและรณรงค์ในโลกออนไลน์ประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและปฏิรูปประเทศ

    ที่มาของภาพ, Klebher Vasquez / Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้แสดงออกชาวเจนซีปะทะกับตำรวจเปรูที่ปกป้องอาคารสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 27 ก.ย. เพื่อประท้วงต่อข้อกล่าวหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและปัญหาความมั่นคงในชีวิตที่มีมากขึ้น

    ในเปรู ฝูงชนแห่งคนรุ่นใหม่ออกมาเดินขบวนด้านหน้ารัฐสภา พร้อมกับกลุ่มพนักงานขับรถบัสและคนขับรถแท็กซี่เพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวของพวกเขาต่อข่าวฉาวเรื่องการทุจริตและความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ด้านแรงงานชั่วคราวในอินโดนีเซียออกมาประท้วงต่อต้านการตัดลดสวัสดิการ

    สำหรับโมร็อกโก การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้นับว่า เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ดีขึ้น พร้อมวิจารณ์งบประมาณนับพัน ๆ ล้านที่ถูกทุ่มลงไปกับการสร้างสนามกีฬาหลายแห่งที่ใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Abu Adem Muhammed / Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, สำหรับโมร็อกโก การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งจัดตั้งโดยกลุ่มเจนซี

    ในการประท้วงทั้งหมดนี้ สื่อสังคมออนไลน์นับว่ามีบทบาทสำคัญ ในฐานะการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการเล่าเรื่อง การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การประสานงานเชิงยุทธวิธี และการเรียนรู้ข้ามพรมแดน

    ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ระลอกล่าสุดของการประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยการเชื่อมต่อทางดิจิทัล” ตามคำกล่าวของ ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จาก สถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies)

    กระแสการประท้วงดังกล่าวรวมถึง อาหรับสปริง (Arab Spring) ในปี 2010–2011, การเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street) ในปี 2011, ขบวนการ Indignados [ภาษาสเปนแปลว่า “ผู้โกรธเคือง” หรือ “ผู้ไม่พอใจ”] ต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดในสเปนช่วงปี 2011–2012, รวมถึงการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยใน ประเทศไทย (ปี 2020–2021), ศรีลังกา (ปี 2022) และ บังกลาเทศ (ปี 2024)

    ที่มาของภาพ, Akila Jayawardana / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงที่สนับสนุนสหภาพเยาวชนสังคมแห่งศรีลังกาเผชิญหน้ากับตำรวจในกรุงโคลอมโบ เมื่อเดือน ก.ย. ปี 2022

    ‘การทุจริตกลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้’

    สตีเวน เฟลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมองสหรัฐฯ อย่าง มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้นอีก คือตั้งแต่ตอนที่ข้อความ SMS ได้การจุดประกาย การปฏิวัติประชาชนครั้งที่สองของฟิลิปปินส์ในปี 2001

    เขากล่าวว่า “การที่คนหนุ่มสาวใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวมวลชน ไม่ใช่เรื่องใหม่”

    ทว่าสิ่งที่แตกต่างในตอนนี้ คือ ระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาก จากการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย สื่อสังคมออนไลน์ แอปพลิเคชันส่งข้อความ ไปจนถึง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) ที่เข้ามาช่วยให้การระดมผู้คนทำได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย

    ที่มาของภาพ, Prabin Ranabhat / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การประท้วงล่าสุดในเนปาลลุกลามจนกลายเป็นการปะทะรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน และบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน

    “[เจนซี] โตขึ้นมากับสิ่งนี้ นี่คือวิธีการที่พวกเขาใช้สื่อสาร” เฟลด์สตีนกล่าว

    “วิธีการที่คนรุ่นนี้ใช้รวมตัวกัน ก็เป็นเพียงผลลัพธ์ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นเอง”

    ภาพและโพสต์ต่าง ๆ เดินทางได้ไกลและเร็วกว่าเดิม และนั่นส่งผลให้ทั้งความโกรธเกรี้ยว และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถูกขยายไปพร้อม ๆ กัน

    อธีนา ชารานน์ เพรสโต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า “สื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนสิ่งที่อาจดูเหมือนโพสต์ไลฟ์สไตล์ ให้กลายเป็น ‘หลักฐานทางการเมือง’ และในหลายกรณี มันคือเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นสู้”

    “คอร์รัปชันมักดูเป็นเรื่องนามธรรม เมื่อมันถูกพูดถึงในรายงานหรือในศาล แต่เมื่อผู้คนเห็นมันบนหน้าจอของตัวเอง การทุจริตก็กลายเป็นรูปธรรมจับต้องได้”

    “เมื่อการทุจริตปรากฏอยู่ในรูปของคฤหาสน์ รถสปอร์ต หรือถุงชอปปิงหรู ๆ ระยะห่างระหว่าง อภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ กับความยากลำบากของคนทั่วไปก็กลายเป็นการดูถูกซึ่งหน้า เพราะแนวคิดนามธรรมเรื่องคอร์รัปชันได้พังทลายกลายเป็นภาพที่จับต้องได้จริง ๆ”

    ที่มาของภาพ, Instagram / sgtthb

    คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายในบัญชีอินสตาแกรมของลูกชายนักการเมืองชาวเนปาลที่โพสท่าข้างต้นคริสต์มาสซึ่งทำจากกล่องแบรนด์หรู กลายเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

    ตัวอย่างเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาในเนปาล หลังภาพในอินสตาแกรมของลูกชายนักการเมือง ที่โพสท่าข้างต้นคริสต์มาสซึ่งทำจากกล่องแบรนด์เนมหรู จุดกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ และสถานการณ์ที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์เช่นกัน

    เพรสโตกล่าวว่า “เรื่องนี้กินใจกับคนหนุ่มสาวในฟิลิปปินส์อย่างมากเช่นเดียวกับในเนปาล เพราะมันตอกย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่า ชนชั้นการเมืองใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินขอบเขต”

    “และในกรณีของฟิลิปปินส์ ความฟุ่มเฟือยเหล่านั้นยิ่งน่าขมขื่น เพราะมาจากเงินที่นักการเมืองยักยอกจากโครงการป้องกันน้ำท่วม ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากกำลังจมน้ำตายในอุทกภัยที่เลวร้ายขึ้นทุกปี”

    ที่มาของภาพ, Delphia Ip / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงชาวไทยนำยุทธวิธี “จงเป็นเหมือนน้ำ” [be water] ของฮ่องกงมาใช้ โดยพวกเขาจะเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมในนาทีสุดท้ายผ่านแอปฯ เทเลแกรม เพื่อหลีกเลี่ยงและชิงไหวชิงพริบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    สื่อสังคมออนไลน์ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนยุทธวิธีการประท้วงข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน

    แฮชแท็ก #MilkTeaAlliance ซึ่งเป็นเครือข่ายเรียกร้องประชาธิปไตยระดับเอเชียที่เกิดขึ้นจากการประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ได้กลายเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงนักเคลื่อนไหวจาก เมียนมา ไทย และอีกหลายประเทศในภูมิภาค

    มีกรณีตัวอย่าง เช่น ผู้ประท้วงชาวไทยได้นำยุทธวิธี”จงเป็นเหมือนน้ำ” (be water) ของฮ่องกงมาใช้ วิธีการนี้ผู้จัดการชุมนุมจะประกาศนัดชุมนุมเพื่อเปลี่ยนสถานที่ในนาทีสุดท้ายผ่านช่องทางเทเลแกรมจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ทัน

    ผศ.จันจิรา อธิบายว่า “ยุทธวิธีนี้ช่วยให้ประชาชนหลบเลี่ยงการถูกจับตาและการจับกุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    ดาบสองคม

    ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images

    เมื่อกระแสคัดค้านแพร่สะพัดออกไปบนโลกออนไลน์ รัฐบาลเผด็จการหลายประเทศก็ตอบโต้ด้วยการ ปิดกั้นและใช้กำลัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการปราบปรามเช่นนี้มักจะให้ผลตรงข้ามเพราะยิ่งจะจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาพการใช้ความรุนแรงของรัฐถูกถ่ายทอดสดและปลุกความโกรธในหมู่ประชาชน

    กรณีของ บังกลาเทศในปี 2024 ถือเป็นตัวอย่างชัดเจน ตอนนั้นรัฐบาลพรรค อาวามีลีก (Awami League) สั่งปิดอินเทอร์เน็ต จับกุมนักเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายความมั่นคงทางดิจิทัลและใช้กระสุนจริงยิงใส่นักศึกษาที่ออกมาชุมนุม

    ทว่าเพียงแค่ภาพภาพเดียวของนักศึกษาที่ชื่อว่า อาบู ซาเยด ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้และจุดกระแสให้ผู้ประท้วงรุ่นใหม่หลั่งไหลออกมาบนท้องถนนอีกระลอกใหญ่

    ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักศึกษาและผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวในบังกลาเทศตะโกนเรียกร้องระหว่างการเดินขบวน “March for Unity” (แปลเป็นไทยว่า การเดินขบวนเพื่อเอกภาพ) ซึ่งจัดขึ้นโดยขบวนการนักศึกษาต่อต้านการเลือกปฏิบัติ ที่กรุงธากา เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2024

    รูปแบบที่คล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นใน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และเนปาล ที่การสังหารผู้ประท้วงได้จุดชนวนความโกรธแค้น ทำให้ข้อเรียกร้องเข้มข้นขึ้น และในบางกรณีก็นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม แม้สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยเสริมพลังให้ขบวนการประท้วงแต่มันก็เปิดช่องให้เกิดการแตกแยกและการถูกปราบปรามได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

    ผศ.จันจิรา อธิบายว่าการเคลื่อนไหวแบบไร้ผู้นำได้ทำให้เกิด “ความยืดหยุ่นและความรู้สึกเท่าเทียม” แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้กลุ่มเหล่านี้ เสี่ยงต่อการถูกแทรกซึม ใช้ความรุนแรง หรือเบี่ยงเบนวาระจากเป้าหมายเดิมได้เช่นกัน

    ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ในประเทศไทย การถกเถียงกันบนโลกออนไลน์ได้กลายเป็นจุดแตกหักของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 2020 หลังจากมีการใช้แฮชแท็กอย่าง #RepublicOfThailand และโพสต์ที่มีสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้แนวร่วมบางส่วนรู้สึกแปลกแยกและถอนตัวออกไป

    ขณะเดียวกัน ในเนปาล และ บังกลาเทศ การชุมนุมที่ประสานงานกันอย่างหลวม ๆ ก็ลุกลามกลายเป็นความรุนแรงในบางครั้ง

    ผศ.จันจิรา กล่าวว่า “นับตั้งแต่ยุคอาหรับสปริง รัฐบาลหลายประเทศได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มการเซ็นเซอร์ข้อมูล และออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพมากขึ้น จนทำให้นักเคลื่อนไหวต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงตลอดเวลา”

    ที่มาของภาพ, Patrick Baz / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กระแสอาหรับสปริงเป็นการลุกฮือของประชาชนทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ภาพนี้คือเด็ก ๆ ชาวลิเบียที่ทาหน้าเป็นสีของธงชาติแบบเก่า เข้าร่วมการประท้วงในเมืองโทบรูค ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2011 ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและการลุกฮือเพื่อต่อต้านระบอบของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ซึ่งต่อมาถูกโค่นอำนาจลง

    ผู้เชี่ยวชาญยังคงถกเถียงกันถึง ผลกระทบระยะยาวของการประท้วงที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อสังคมออนไลน์

    งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2020 ชี้ว่า ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 การเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ความรุนแรงประสบความสำเร็จถึง 65% แต่ระหว่างปี 2010–2019 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 34% เท่านั้น

    ผศ.จันจิรา กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้การเคลื่อนไหวมวลชนจะสามารถเปลี่ยนรัฐบาลหรือโค่นระบอบได้ แต่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวนั้นยังห่างไกลจากคำว่า รับประกันความสำเร็จ”

    เธออธิบายว่า “บางครั้งการประท้วงอาจลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง เช่น ใน ซีเรีย เมียนมา และเยเมน เมื่อกลุ่มต่าง ๆ แย่งชิงอำนาจกันเอง หรือในบางประเทศ เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย และเซอร์เบีย ที่ผู้นำเผด็จการกลับมามีอำนาจอีกครั้งเพราะการปฏิรูปไม่สามารถรื้อโครงสร้างอำนาจที่หยั่งรากลึกของระบอบเดิมได้จริง”

    มากกว่าแค่แฮชแท็ก

    ที่มาของภาพ, FITA / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การใช้ “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” (Hybrid strategies) ที่ผนวกทั้งการเคลื่อนไหว บนโลกออนไลน์และในโลกจริง เข้าด้วยกัน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    เฟลด์สตีนกล่าวว่า “โดยธรรมชาติแล้ว [สื่อสังคมออนไลน์] ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะคุณต้องพึ่งพาอัลกอริทึม กระแสความโกรธ และแฮชแท็ก เพื่อให้การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไปได้”

    เขาเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวออนไลน์ที่กระจัดกระจายไปสู่ขบวนการที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว และมีสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์”

    ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” (hybrid strategies)

    ผศ.จันจิรา ชี้ว่า “กลยุทธ์เหล่านี้ควรผสานระหว่างการเคลื่อนไหวทางออนไลน์กับรูปแบบการประท้วงแบบดั้งเดิม เช่น การนัดหยุดงานและการชุมนุมบนท้องถนน”

    เธอยังระบุว่า “สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างพันธมิตรในวงกว้างเพื่อเสริมพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม พรรคการเมือง สถาบันต่าง ๆ และขบวนการออนไลน์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5ygnmymn8xo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J6tfU2tB__bpkW-QY4FsZ

  • ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ให้โอกาสมีชีวตใหม่

    ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ให้โอกาสมีชีวตใหม่

    พลังศิลปะสร้างการเปลี่ยนแปลงและมอบความหวังให้แก่ผู้ลี้ภัย เมื่อเหล่าศิลปินไทยกว่า 30 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชื่อดัง และศิลปินรุ่นใหม่รังสรรค์ผลงานสื่อความหมายลึกซึ้ง จุดประกายความคิด และการลงมือทำ เพื่อให้โลกใบนี้งดงามยิ่งขึ้นในนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความหวัง…ใช้ชีวิตให้ดี ทำโลกให้งาม” จัดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), พระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี ) ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR และพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)   ระดมทุนสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” ของ UNHCR ที่จัดขึ้นทั่วโลก เพื่อมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ลี้ภัยที่มีความรู้ได้สานต่อความหวังและความฝันการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน

    แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า กว่าสิบปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ลี้ภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกกว่า 123 ล้านคน ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น   เพราะความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัยการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อชุมชนของตนเอง UNHCR  มีเป้าหมายเพิ่มโอกาสเด็กผู้ลี้ภัยได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 15 ภายในปี 2573  จากร้อยละ 7 ในปัจจุบัน เพื่อลดช่องว่าง ไม่มองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ แต่เป็นเพื่อนมนุษย์มีศักดิ์ศรี 

    “ ท่ามกลางภาวะงบประมาณด้านมนุษยธรรมลดลงทั่วโลก นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยมีบทบาทสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวุฒิการศึกษา แต่คือการมอบความหวัง การเปลี่ยนแปลง เสริมพลังให้เยาวชนผู้ลี้ภัยได้แสดงศักยภาพและแบ่งปันอนาคตที่ดีร่วมกันทั่วโลก  ” แทมมี่ ชาร์ป กล่าว 

    ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า นิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย” เริ่มต้นขึ้น 8 ปีที่แล้ว ขณะนั้นจำนวนผู้ลี้ภัยมี 80 ล้านคน ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้ดีขึ้น ตัวเลขกลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากในค่ายผู้ลี้ภัยแล้ว ยังกระจายทั่วทุกแห่งปัญหาผู้ลี้ภัยในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อไทยเราไม่อาจอยู่เฉยกับวิกฤตการณ์ของโลกที่เกิดขึ้นไทยเองก็เจอปัญหาหนัก อยากชวนทุกคนเยียวยาโลกใบนี้ มองโลกอย่างมีความหวังดั่งชื่อนิทรรศการ เพราะหากสิ้นหวังจะปล่อยปละละเลยและยอมจำนน แต่ถ้ามองโลกแบบมีความหวังจะเกิดพลังพิเศษสานพลังกันเยียวยาปัญหา

     “ ศิลปินแถวหน้าของไทยสร้างงานศิลปะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการเกิดพลังอย่างมากมายสถานการณ์ผู้ลี้ภัยและสงครามจะดียิ่งขึ้นกว่านี้หากมองโลกอย่างมีความหวัง ไม่ว่าวิกฤติเท่าใดก็ผ่านไปได้ ตนเขียนกวินนิพนธ์และส่งต่อคิวเรเตอร์ จากนั้นอาจารย์โอม รัชเวทย์ ต่อยอดสร้างเป็นภาพวาดจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยสังคมปัจจุบันขาดเมตตาธรรม ความเห็นอกเห็นใจก็หายากขึ้นทุกที ศิลปะจะช่วยชุบชูใจให้สดชื่นรื่นรมย์ เมื่อเกิดสติ จะเบียดเบียนกันน้อยลง และปฏิบัติดีต่อเพื่อนร่วมโลก ” ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าว 

    ในฐานะผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรม UNHCR  ย้ำการศึกษาสำคัญ คือพลัง คือโอกาส คือการให้ชีวิตใหม่กับเด็กและเยาวชน ครั้งนี้ได้ขยายความช่วยเหลือมาถึงน้อง ๆ ผู้ลี้ภัยให้ได้รับการศึกษาขั้นสูง เพื่อให้ได้รับโอกาสครั้งที่สอง และเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลก

    นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยได้รับการสนับสนุนจากศิลปินไทย อาทิ ศ.ปรีชา เถาทอง, ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ, ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, วรสันต์ สุภาพ ,ลำพู กันเสนาะ, แทน โฆษิตพิพัฒน์, ชัชวาล รอดคลองตัน , ธนชัย อุชชิน, เสงี่ยม ยารังษี,เอกชัย ลวดสูงเนิน,โอม รัชเวทย์ ฯลฯ  

    ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ศิลปินร่วมสมัย กล่าวว่า ถือเป็นครั้งที่3 ร่วมแสดงผลงานนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งนี้โจทย์คือความหวัง เพื่อสร้างความตระหนักลดความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม รวมถึงหารายได้ช่วยการศึกษาแก่เด็กผู้ลี้ภัย ตนวาดภาพ“หม้อดอก” หรือ “ปูรณฆฏะ” เชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์ รวมถึงความสุข สงบ ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ เบ่งบาน เพื่อแทนความหวังจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้โลกใบนี้สงบสุข 

    นิทรรศการปักหมุดที่ MOCA BANGKOK เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ต.ค. 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้านแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยต่อไป ร่วมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก ติดต่ออมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน     โทร. 063-270-9334

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/876208/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tYCpgD6D6Qu0XtZK8UX8j

  • เปิดวิจัย ปรับ 6 พฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม สุขภาพดีขึ้น

    เปิดวิจัย ปรับ 6 พฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม สุขภาพดีขึ้น

    เราเคยเชื่อว่า การรับประทานถั่วเหลืองมากขึ้น หรือเพิ่มอาหารเสริม เช่น วิตามินอี วิตามินซี หรือซีลีเนียม จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ แต่ปัจจุบันสถาบันวิจัยมะเร็งอเมริกัน (American Institute for Cancer Research) พบว่า “ไม่จริง” เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ  แน่นอนว่าไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้  และยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น พันธุกรรม และอายุที่มากขึ้น

    โดยความเสี่ยงขณะอายุ 40 ปี  อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 48  และเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 26 เมื่ออายุ 60 ปี

    ควบคุมน้ำหนัก

    การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม การศึกษาของสมาคมมะเร็งอเมริกัน พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10–15 กก.ในช่วงวัยผู้ใหญ่ (หลังอายุ 18 ปี) มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหลังวัยหมดประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงที่น้ำหนักขึ้นไม่เกิน 10 กก. ถึง 40% ยกเว้นผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดในวัยหมดประจำเดือน นักวิจัยยังพบว่าการลดน้ำหนักประมาณ 10  กก. หรือมากกว่าหลังจากหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

    ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง

    การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ออกกำลังกาย  โดยสามารถลดความเสี่ยงลงได้ 20–30% ด้วยการออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เต้นแอโรบิค และโยคะ สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง   การออกกำลังกายยังช่วยลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำในผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งเต้านม

    การออกกำลังกายเป็นประจำ มีผลต่อการหมุนเวียนของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อเต้านม รวมถึงมีผลต่อระดับอินซูลินและ Insulin –like growth factor (IGF)  ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม

    หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

    ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลต่อการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงแอลกอฮอล์ยังทำปฏิกิริยากับสารก่อมะเร็ง และยับยั้งความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง

    เพิ่มวิตามินดี

    มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะมาจากการรับประทานอาหารหรือได้รับจากแสงแดด มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง 50%  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิตามินดี 800–1,000 IU* ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่  เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามหากได้รับแสงแดดที่มากพอ อาจเพิ่มวิตามินดีเสริม  400 IU ก็เป็นได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม

    ความเสี่ยงในการใช้ยาคุมกำเนิด

    การสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายที่ชื่อ เอสโตรเจน ตลอดชีวิตเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากแหล่งภายนอกเพิ่มเติม เช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การใช้ฮอร์โมนรักษาโรคทางนรีเวชหรือการมีบุตรยาก และการรักษาด้วยฮอร์โมนในหญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ถ้ารับประทานเป็นเวลานานกว่า 1-5 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงนั้นจะลดลงเหมือนคนปกติหลังจากหยุดการรับประทานยาเกิน 1 ปี การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ใน Mayo Clinic Proceedings พบว่าผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะหากเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดก่อนมีลูกคนแรก

    ทั้งนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการใช้ฮอร์โมนบำบัดร่วมกันในระยะยาว (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม และระดับความเสี่ยงจะลดลงหลังจากหยุดฮอร์โมน อย่างไรก็ตามการบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพิ่มความเสี่ยง นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้หญิงที่รับประทานยาไดเอทิลสติลเบสตรอล (Diethylstilbestrol-DES) ในระหว่างตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสในการแท้งบุตร) มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงลูกสาวที่คลอดโดยคุณแม่ที่รับยา DES ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ยาคุมกำเนิดและการรักษาด้วยฮอร์โมนจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ยาหรือฮอร์โมน แต่ก็มีประโยชน์ในการรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่นกัน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้ฮอร์โมนก่อน

    ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

    เต้านมประกอบด้วยไขมันและเนื้อเยื่อเต้านม ผู้หญิงบางคนมีไขมันมากกว่าเนื้อเยื่อเต้านม ขณะที่บางคนก็มีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่าไขมัน ผู้หญิงที่มีเนื้อเยื่อเต้านมที่มีความหนาแน่นสูงมีแนวโน้มเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม  ทั้งนี้ความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ เช่น ฮอร์โมน อายุ และเชื้อชาติ กรณีที่เต้านมมีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่า 50% จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นสูง” ซึ่งผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ระบุว่าประสิทธิภาพการทำแมมโมเกรมที่ใช้ตรวจคัดกรองผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะลดลง 36 -38%  เพราะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมจะบดบังก้อนเนื้อไว้

    ผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะมีโอกาสเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 4-6 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นต่ำ

    ลักษณะเหล่านี้พบได้บ่อยในหน้าอกของผู้หญิงที่อายุน้อย แต่ก็พบได้ในผู้หญิงที่มีอายุมากโดยเฉพาะการรักษาด้วยฮอร์โมนร่วม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน) ความหนาแน่นของเต้านมส่วนหนึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นกัน

    ด้วยเหตุผลที่ยังไม่แน่ชัดนัก แต่มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นมีเซลล์มากกว่า  จึงอาจเป็นปัจจัยทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อาจเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะเนื้องอกในเต้านม (ทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง) เนื่องจากพื้นหลังของเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นบนเครื่องแมมโมแกรมจะปรากฏเป็นสีขาว ส่วนเนื้อเยื่อไขมันจะดูเข้มกว่าและมีความแตกต่างกับเนื้องอก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เป็นอีกหนึ่งวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่สามารถช่วยตอบคำถามหรือแยกแยะเนื้องอกในเต้านม (ทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง) ที่เกิดจากภาพแมมโมแกรมที่น่าสงสัยได้ แต่ถ้าตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์แล้วไม่สามารถระบุรอยโรคได้แน่ชัด ควรส่งตรวจวินิจฉัยเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพิ่มเติม

    ขอบคุณข้อมูลจาก :  โรงพยาบาลสมิติเวช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/health/care/7504/amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DpHmTb_UXjx0KOuEp0Lfm

  • ครบรอบ 38 ปี “ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” : สืบสานอดีต สร้างสรรค์ปัจจุบัน สู่อนาคตวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ครบรอบ 38 ปี “ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” : สืบสานอดีต สร้างสรรค์ปัจจุบัน สู่อนาคตวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 เพื่อให้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง (central venue) ของการจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ

    ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2530 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    ดังนั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงได้ยึดถือวันที่ 9 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันครบรอบเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา

    ปัจจุบัน ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานในสังกัดสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญ (vital role) ทางด้านศิลปวัฒนธรรม

    ถือเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการศึกษา ส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยสาขาต่าง ๆ แก่เยาวชนและประชาชนชาวไทย

    เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย เกิดความรักหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และช่วยกันรักษาไว้เป็นศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของชาติสืบไป

    นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (cultural exchange) เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันในบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

    สำหรับกิจกรรมเนื่องในงานครบรอบวันเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ปีที่ 38 นี้ ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้แก่

    (1) พระพุทธชินราช ศาลาไทย
    (2) พระพิฆเนศ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
    (3) ศาลพระภูมิ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
    (4) ห้องศีรษะครู (พ่อแก่) หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
    (5) ศาลตายาย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    อีกทั้งได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บุพการีชนทั้งผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคล (auspiciousness)

    พร้อมทั้งสร้างความรัก ความอบอุ่น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม บุคลากรในสังกัด และเครือข่ายทางวัฒนธรรมจากองค์กร/หน่วยงานทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1350067&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QjvCU8f7xqjNuDbKyyoHD

  • โชรส์เบอรี ริเวอร์ไซด์ ประกาศผลสอบปี 68 โดดเด่น ย้ำสถานะโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของไทย

    โชรส์เบอรี ริเวอร์ไซด์ ประกาศผลสอบปี 68 โดดเด่น ย้ำสถานะโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของไทย

    โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ได้แสดงศักยภาพด้านการศึกษาอีกครั้ง ด้วยการประกาศผลการสอบประจำปี 2568 อันโดดเด่น ตอกย้ำสถานะความเป็นหนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของประเทศไทย และความสำเร็จของนักเรียนในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก

    นักเรียนรุ่นปี 2568 ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยกว่า 65 แห่งทั่วโลก รวมถึง 4 สถาบัน Ivy League, 38 มหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group และ 5 สถาบันในเครือ Oxbridge กว่า 40% ของนักเรียนจะเข้าศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร อาทิ University College London (UCL), Imperial College London, University of Cambridge, University of Oxford, University of Exeter และ University of Warwick ขณะที่ 25% จะศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา อาทิ Cornell University, Columbia University, New York University, Babson College และ Boston University

    นอกจากนี้ยังมีนักเรียนที่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย รวมถึงสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย นอกจากนี้ นักเรียนยังได้เลือกศึกษาต่อในหลากหลายสาขาวิชา ครอบคลุมตั้งแต่ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ไปจนถึงศิลปะและการออกแบบ สะท้อนถึงความหลากหลายของเส้นทางการศึกษาและความสนใจของนักเรียนรุ่นปีนี้อย่างยิ่ง

    สำหรับผลการสอบในปีนี้ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รายงานว่า 65% ของผลสอบ A-Level อยู่ในระดับ A*/A ผลสอบ AS-Level 90%อยู่ในระดับ A/B และผลสอบ IGCSE ถึง 74% อยู่ในระดับ A*/A ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนในการมอบการศึกษาที่มีคุณภาพ และการสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่องในทุกระดับชั้นของการศึกษา

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามรายละเอียดกรุณาติดต่อ:

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/788085&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XZW8k2CFrW7q7igJFDqHP

  • จังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ หัวข้อ ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No STROKE)

    จังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ หัวข้อ ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No STROKE)

    จังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ หัวข้อ ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No STROKE)


    9/10/2568 | 31 |

    วันนี้ (9 ต.ค. 2568) ที่ห้องประชุมสามัคคี ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ หัวข้อ ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No STROKE) จังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งที่ 2/2568

    โดยจังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ ดังกล่าวพร้อมกันทั้งประเทศ ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. มีกิจกรรมเดิน 3 กิโลเมตร วิ่ง 10 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน 35 กิโลเมตร ณ อนุสรณ์สถานแฝดอิน – จัน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และเพื่อรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกกำลังกาย เบื้องต้นมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 900 คน ประชาชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนที่สนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยแต่งชุดกีฬาโทนเขียวเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวตามวันเวลาและสถานที่ข้างต้น

    จิตติพัฒน์ : ภาพ – ข่าว

    ทีมงานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1478647/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/430468&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wsG55gx_wrPHjIAQRU6On

  • พานาโซนิค เดินหน้าโครงการ “พานาโซนิค แคร์” ปีที่ 3 นำร่อง หนองคาย-อุดรธานี ร่วมกับ หลักทรัพย์ บัวหลวง มอบถังขยะแยกประเภท หลอดไฟแอลอีดี พานาโซนิค และคอมพิวเตอร์ เพื่อการศึกษา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    พานาโซนิค เดินหน้าโครงการ “พานาโซนิค แคร์” ปีที่ 3 นำร่อง หนองคาย-อุดรธานี ร่วมกับ หลักทรัพย์ บัวหลวง มอบถังขยะแยกประเภท หลอดไฟแอลอีดี พานาโซนิค และคอมพิวเตอร์ เพื่อการศึกษา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการเพื่อสังคม “พานาโซนิค แคร์ (Panasonic Cares)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนไทย โดยร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) นำร่องจังหวัดหนองคายและอุดรธานี ผ่านกิจกรรมมอบชุดถังขยะแยกประเภท หลอดไฟแอลอีดี พานาโซนิค และคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา พร้อมเสริมทักษะและความคิดสร้างสรรค์การถ่ายภาพจากทีม Lumix ให้แก่ โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ และโรงเรียนบ้านลำภู

    นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย กล่าวว่า “พานาโซนิคได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยมากว่า 65 ปีแล้ว นับได้ว่าประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง จึงได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อตอบแทนคืนสังคมในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด โดยเมื่อสองปีที่ผ่านมา ได้ยกระดับโครงการให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ Panasonic Cares เพื่อสร้างคุณค่าผ่านกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าในโรงเรียน การสนับสนุนการศึกษาและกีฬา การมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาล รวมถึงจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ และการวิ่งการกุศล เพื่อระดมทุนสนับสนุนผู้ป่วยยากไร้ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการดูแลสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชนอย่างรอบด้าน โดยได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 20 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงราย ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร

    โครงการ Panasonic Cares มุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ในหลายมิติ อาทิ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี คุณภาพการศึกษา ระบบนิเวศบนบกที่ยั่งยืน การขจัดความยากจน การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ การขจัดความหิวโหย และความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันยังสอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวของพานาโซนิค กรุ๊ป ทั่วโลก Panasonic Green Impact ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการส่งเสริมการรีไซเคิลวัสดุเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมภายในปี 2030 เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว

    นอกเหนือจากการมอบสิ่งของที่จำเป็นต่อชุมชนที่มีความต้องการแล้ว โครงการ Panasonic Cares ยังมุ่งเน้นการปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวให้แก่เยาวชนและคนในชุมชน ด้วยการสร้างวินัยในการแยกขยะ และการลดมลภาวะที่เกิดจากปัญหาขยะ ผ่านกิจกรรม “พานาโซนิค ชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” ด้วยการจัดทำ “ชุดถังขยะแยกประเภท” มอบให้แก่โรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้นำทีมพนักงานลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เยาวชนถึงการแยกขยะแบบถูกวิธี

    โดยในปีนี้ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล สานต่อกิจกรรม ด้วยการมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พร้อมใช้ ถังขยะแยกประเภท รวมถึงหลอดไฟแอลอีดี พานาโซนิค ที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ฝึกฝนทักษะที่เป็นประโยชน์ให้กับเด็กๆ และเยาวชน และครูผู้สอนของ  โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีนักเรียนรวม 168 คน และเป็นหนึ่งในโรงเรียนประจำชุมชนที่มุ่งส่งเสริมโครงการด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษาที่จำเป็นในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน และ โรงเรียนบ้านลำภู อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีนักเรียน รวม 58 คน

    พร้อมกันนี้ พนักงานพานาโซนิคยังได้ลงพื้นที่ จัดเวิร์กชอปให้ความรู้เรื่องการแยกขยะอย่างถูกวิธี ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพจากทีม Lumix ทำกิจกรรมส่งเสริมทักษะการถ่ายภาพ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อให้น้อง ๆ เยาวชนสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็น นำความรู้และเทคนิคที่ได้รับไปต่อยอด นำไปสู่การขยายผลการทำงานให้กับชุมชนของตนเอง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพในอนาคตต่อไป ”

    นางสาวกัลยาณี เล็กสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ สายงานสนับสนุนธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์  บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “ปีนี้ เป็นปีแรกที่ทางบริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวงฯ ได้เข้ามาร่วมเป็น พาร์ทเนอร์กับทางพานาโซนิค จัดกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม  ซึ่งทางบริษัทฯเอง ก็ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ได้แก่  กิจกรรม “ไปสร้างฝาย ให้สายน้ำ”เพื่อช่วยอนุรักษ์สายน้ำให้ป่าและชุมชน ที่ป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กิจกรรม “ปันรักจากพี่สู่น้อง” นำนักศึกษาฝึกงานไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อปลูกจิตสำนึกสาธารณะ ด้วยการนำอาหารไปเลี้ยง และจัดทำสมุด สำหรับเรียนอักษรเบรลล์จากกระดาษรีไซเคิลเพื่อผู้พิการทางสายตา และยังมี กิจกรรมการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พร้อมใช้ ให้กับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ เตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพที่มั่นคงในอนาคตของเด็กๆและเยาวชน โดยกิจกรรมที่ร่วมกับทางพานาโซนิคในวันนี้

    ทางบริษัทฯ ได้นำคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์มามอบให้กับน้องๆ เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษาในชุมชนที่ห่างไกล เพราะเราเชื่อว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ และน้องๆจะสามารถนำไปต่อยอดทางความคิด และนำไปพัฒนาตนเองได้ต่อไป”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585196/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qv7J6VGuTQxwkszMYcjd4

  • สองวิถีไทย: ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง

    สองวิถีไทย: ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง

    สองวิถีไทย: ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง


    9/10/2568 | 129 |

    ประเทศไทยเป็นสังคมที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของเมืองและบทบาทที่ลดลงของภาคเกษตรกรรม ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สองวิถีไทย” อันหมายถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสังคมชนบทดั้งเดิมและสังคมเมืองที่ทันสมัย บทความนี้จะสำรวจการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมไทย ความแตกต่างของวิถีชีวิต และความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง

    ความแตกต่างของ “สองวิถีไทย”

    1. วิถีชนบท: ความผูกพันกับธรรมชาติและชุมชน

      • เศรษฐกิจ: พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก การทำนา ทำไร่ ทำสวน และปศุสัตว์

      • สังคม: มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่แน่นแฟ้น พึ่งพาอาศัยกันในชุมชน ให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น

      • ค่านิยม: เน้นความเรียบง่าย ความพอเพียง ความกตัญญู และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

      • สิ่งแวดล้อม: ใกล้ชิดธรรมชาติ มีอากาศบริสุทธิ์ และพื้นที่สีเขียว

    2. วิถีเมือง: ความเร่งรีบและโอกาส

      • เศรษฐกิจ: พึ่งพาภาคอุตสาหกรรม บริการ และเทคโนโลยี มีงานหลากหลายประเภทและโอกาสสร้างรายได้สูงกว่า

      • สังคม: มีความเป็นปัจเจกสูงขึ้น ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ การแข่งขันสูง และวัฒนธรรมที่หลากหลายผสมผสาน

      • ค่านิยม: เน้นความสำเร็จส่วนบุคคล ความสะดวกสบาย และการบริโภค

      • สิ่งแวดล้อม: มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ก็เผชิญกับปัญหามลภาวะ ความแออัด และความเครียด

    การอพยพจากชนบทสู่เมือง: ความหวังและความท้าทาย

    การที่ประชากรจำนวนมากจากชนบทตัดสินใจอพยพเข้ามาทำงานในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ:

    • แรงดึงดูดจากเมือง: โอกาสในการทำงานและรายได้ที่ดีกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน การศึกษาที่ดี และความบันเทิงที่หลากหลาย

    • แรงผลักดันจากชนบท: ปัญหาความยากจน ความแห้งแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ ขาดแคลนสาธารณูปโภค และไม่มีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของประชากรเหล่านี้ก็เผชิญกับความท้าทายมากมาย:

    • ปัญหาความเหลื่อมล้ำ: ผู้ย้ายถิ่นมักเริ่มต้นด้วยงานที่ใช้แรงงานค่าแรงต่ำ ไม่มีสวัสดิการที่ดี และต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงในเมือง

    • ที่อยู่อาศัย: ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาถูก ทำให้ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชุมชนแออัด

    • การปรับตัวทางสังคม: การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเมืองที่แตกต่างจากชนบท การเผชิญกับความโดดเดี่ยว การแข่งขัน และการไม่มีเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแกร่ง

    • ปัญหาสุขภาพและอาชญากรรม: สภาพแวดล้อมในเมืองอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงต่ออาชญากรรมที่สูงขึ้น

    ผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมไทย

    การขยายตัวของเมืองและการย้ายถิ่นฐานของประชากรได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ:

    • ครอบครัวแตกแยก: สมาชิกในครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน พ่อแม่ต้องทิ้งลูกไว้กับญาติในชนบท ทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูและการอบรมสั่งสอน

    • การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม: วัฒนธรรมชนบทค่อยๆ สูญหายไป และวัฒนธรรมเมืองที่เน้นบริโภคนิยมเข้ามาแทนที่

    • ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม: ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน คนเมืองกับคนชนบท มีแนวโน้มที่จะขยายกว้างขึ้น

    แนวทางการแก้ปัญหาและความท้าทายในอนาคต

    การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการปรับตัวของประชากรต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลาย เช่น การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค การพัฒนาคุณภาพชีวิตในชนบท การสร้างงาน สร้างอาชีพในท้องถิ่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขให้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

    การทำความเข้าใจ “สองวิถีไทย” และความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมือง จะเป็นก้าวแรกในการหาแนวทางที่ยั่งยืน เพื่อให้สังคมไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างสมดุลและเท่าเทียมกัน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/430072&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xC5kwWtDbjXFi3GVj69yL

  • “ซาบีนา” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 ชูแนวคิด “Melody of Books” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน !!

    “ซาบีนา” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 ชูแนวคิด “Melody of Books” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน !!

    “ซาบีนา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่พลังการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) เวลา 14.30 น. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์​ น.ส.ซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า”

    ภายในพิธีเปิดบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการแสดงละครหุ่นโดย “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” แบรนด์สัญลักษณ์ที่อยู่คู่ความทรงจำของผู้อ่านไทยมาช้านาน

    จากนั้น นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวรายงานว่า งานมหกรรมหนังสือระดับชาติถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมหนังสือไทย ที่จัดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี เพื่อส่งเสริมการอ่าน พัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือ และเป็นพื้นที่กลางให้ “นักเขียน–ผู้อ่าน” ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแรงบันดาลใจร่วมกัน ปีนี้งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มี สำนักพิมพ์กว่า 400 แห่ง หนังสือใหม่กว่า 2 ล้านเล่ม ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่วรรณกรรม นิยาย การศึกษา เด็กและเยาวชน ไปจนถึงหนังสือแนวสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมเสริม เช่น การประกวดหนังสือสร้างสรรค์แห่งปี, นิทรรศการ “หรือทิวทัศน์” และ พื้นที่เปิดให้นักเขียนอิสระแบ่งปันผลงาน ตลอดจนโซนหนังสือสำหรับผู้พิการ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงความรู้ของทุกกลุ่มคน

    ด้าน​ น.ส.ซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม​ กล่าวในพิธีเปิดว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานเปิดงานในปีนี้ ซึ่งจัดภายใต้ธีม “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” สะท้อนแนวคิดการอ่านในยุคดิจิทัล ที่ขยายขอบเขตจากหนังสือสู่รูปแบบใหม่ ๆ เช่น Podcast, Audiobook และ eBook พร้อมกล่าวว่า “การอ่านเป็นรากฐานของความคิด และความคิดคือรากฐานของการสร้างสรรค์ ส่วนการสร้างสรรค์คือต้นทุนของการพัฒนาอย่างยั่งยืน” พร้อมย้ำว่า การสร้างสังคมแห่งการอ่านเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นการสร้างทุนทางปัญญาให้ประชาชน

    รมว.วัฒนธรรม​ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่เด็ก หนังสือเล่มแรกที่อ่านคือ “พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9” และต่อมาคือ “ลูกแม่ถ้วน​ ชวนหลีกภัย” เรื่องราวของแม่ค้าขายปลาผู้เลี้ยงลูกจนเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งปลุกแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านหนังสือ​ พร้อม กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานกว่า 1.4 ล้านคน มีเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ กว่า 400 ล้านบาท ถือเป็นงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของประเทศ​และคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่าการอ่านไม่เพียงสร้างความรู้ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้ปัญญาเติบโต จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนมาร่วมเปิดหนังสือและเปิดใจไปกับเสียงแห่งตัวอักษรในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้”

    ทั้งนี้จากการสำรวจ ความพึงพอใจของนักอ่านที่เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,314 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 15-18 ปี นิยมอ่านหนังสือแบบเล่ม แบบเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 86% ถัดมาเป็นกลุ่มที่มีอายุ 23-28 ปี สัดส่วน 84% อายุ 12-14 ปี สัดส่วน 83% และกลุ่มอายุ 19-22 ปี และ 29-35 ปี สัดส่วน 82% เท่ากัน ขณะเดียวกันจะเห็นว่าการผ่านหนังสือแบบรายตอนผ่านแอพพลิเคชั่น/เว็บไซต์ เริ่มมีกลุ่มเด็กลง คืออายุระหว่าง 12-28 ปีมากขึ้น บ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชน ให้ความสนใจเลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมการอ่านและการซื้อหนังสือของคนไทย ในปี 2567 พบว่า คนไทยมีการอ่านหนังสือเฉลี่ย 50.77 นาที/วัน โดยเป็นการอ่านในรูปแบบกระดาษ 51.37 นาที/วัน และการอ่านทุกอย่างบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 152.10 นาที/วัน โดยรูปแบบหนังสือที่คนไทยนิยมอ่าน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ 56.13% หนังสือกระดาษ 26.16% และ หนังสือเสียง 15.76%

    สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางการเมือง จากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่หนังสือเป็น 1 ใน 11 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2. ปัจจัยด้านกฎหมาย/กฎระเบียบ 3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ 4.ปัจจัยด้านสังคม จากวัฒนธรรมการอ่าน ค่านิยมการเรียนรู้ 5. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

    https://vt.tiktok.com/ZSUMhvVf2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247934&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxgj3EnY9aZTpJ8QMP42s