Category: วัฒนธรรม

  • ติดสติกเกอร์รถเมล์เต็มคัน เพจดังชี้คราบกาวทำกระจกขุ่น บังตาอันตรายยามฉุกเฉิน – แนวหน้า

    ติดสติกเกอร์รถเมล์เต็มคัน เพจดังชี้คราบกาวทำกระจกขุ่น บังตาอันตรายยามฉุกเฉิน – แนวหน้า

    ก็เพราะว่าการติดฟิล์มโฆษณาเหล่านี้ต้องใช้กาวในการยึดติดกับพื้นกระจก ตลอดชีวิตของกระจกหนึ่งบาน หากผ่านการทากาวติดโฆษณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยมีการทำความสะอาด คราบกาวก็จะสะสมติดหนา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/964962&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bsFkMGOqCHE84HDojJhjA

  • นายอารักชี: การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ความจำเป็น”

    นายอารักชี: การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ความจำเป็น”

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวในการประชุมกลุ่มบริกส์ที่กรุงนิวเดลีในวันนี้ว่า การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสหประชาชาติ พร้อมระบุว่า “เราต้องการคณะมนตรีที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของทุกทวีปและทุกภูมิภาคของโลก” และควรใช้ศักยภาพของกลุ่มบริกส์ในการฟื้นฟูธรรมาภิบาลโลกและนำความน่าเชื่อถือกลับคืนสู่ระบบพหุภาคี

    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบางสถาบันระหว่างประเทศในปัจจุบัน ไม่ใช่พหุภาคี แต่เป็นความพยายามรักษาระบบเอกภาคีนิยมภายใต้ฉากหน้าของกฎหมายระหว่างประเทศ

    การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การคว่ำบาตรฝ่ายเดียว และการเพิกเฉยต่อสิทธิและอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตลึกซึ้งของระบบธรรมาภิบาลโลก ระบบที่มอบอำนาจตัดสินใจสำคัญของมนุษยชาติให้แก่ประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ และละเลยผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา กำลังสูญเสียความชอบธรรม

    แนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงไม่สามารถรับประกันสันติภาพได้ แต่ยังเป็นรากเหง้าหลักของความตึงเครียดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย

  • วิกฤตที่ทรัมป์พยายามปกปิด

    วิกฤตที่ทรัมป์พยายามปกปิด

    🔹ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่ได้รีบร้อนเกี่ยวกับความชัดเจนของการเจรจากับอิหร่าน แต่ตัวเลขที่ถูกเปิดเผยเมื่อวานนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ทรัมป์เองเคยวิจารณ์โจ ไบเดนอย่างหนักเรื่องการทำเช่นนี้ในช่วงสงครามยูเครน

    🔹คลังสำรองยุทธศาสตร์ด้านน้ำมันของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตน้ำมัน แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คลังสำรองเหล่านี้เริ่มสูญเสียประสิทธิภาพ และโลกได้เข้าสู่ภาวะ “ความตึงเครียดเชิงปฏิบัติการ” ของคลังสำรองแล้ว แม้แต่ซีอีโอของบริษัทอารัมโกยังกล่าวว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตั้งแต่วันนี้ ตลาดน้ำมันต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่สมดุล และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออีกไม่กี่สัปดาห์ อาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี

    🔹อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ยังกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลสามารถควบคุมอุปทานและยังมีเครื่องมือมากมายในการควบคุมตลาดน้ำมัน แต่ซีอีโอของเชฟรอน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกา เชื่อว่า โลกกำลังเข้าใกล้ภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชดเชยได้

    🔹นักวิเคราะห์จากสถาบันบรูคกิงส์ยังมองว่า ตลาดพลังงานโลกพึ่งพาเสถียรภาพของเอเชียตะวันตกอย่างมาก และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกจะเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงที่สุด

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเขียนในเครือข่ายสังคม X ว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเขียนในเครือข่ายสังคม X ว่า

    “สิ่งที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้นกับประชาชนอิหร่านผู้รักสันติ ไม่ใช่สงครามในรูปแบบปกติ

    ในอีกฝ่ายหนึ่ง คือผู้ที่เพลิดเพลินกับการละเมิดกฎแห่งสงครามและการเหยียบย่ำหลักมนุษยธรรม ผู้ที่ฆ่าคนเพื่อความสนุก สังหารเด็กอย่างโหดเหี้ยมเพื่อทรมานครอบครัวของพวกเขา และโจมตีสนามกีฬาสตรีเพียงเพื่อทดสอบอานุภาพทำลายล้างของขีปนาวุธรุ่นใหม่ของตน

    นี่คือสงครามระหว่างผู้ที่พูดอย่างภาคภูมิใจถึงการจมเรือพลเรือนที่ไม่มีอาวุธเพื่อ ‘ความสนุกที่มากขึ้น’ กับประชาชนที่แม้ท่ามกลางการรุกราน ก็ยังพยายามอย่างที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์

    นี่คือสงครามระหว่างนักโกหกระดับมืออาชีพที่สร้างเรื่องเท็จเพื่ออ้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงของตน กับประชาชนผู้มีเกียรติที่อาศัยเพียงพลังและเจตจำนงของตนเองในการปกป้องมาตุภูมิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

  • ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ ร่วมขับเคลื่อนกำลังคนสมรรถนะสูง

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 27 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ ผลักดันเข้าร่วมโครงการ “เร่งรัดและขยายผลการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงโดยหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE)” ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยปีงบประมาณ 2569 นี้ กระทรวง อว. มุ่งขยายผลหลักสูตร CWIE ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ ร่วมขับเคลื่อนกำลังคนสมรรถนะสูง

    ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นประธานและมอบนโยบายในการประชุมสัมมนา หัวข้อ “การปฐมนิเทศโครงการเร่งรัดและขยายผลการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง โดยหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE)” พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 27 แห่ง โดยมี นายสมบัติ รุ่งรัศมี ผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    ในการนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉราพร โชติพฤกษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวิชาการ เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีปทุมเข้าร่วมลงนามความร่วมมือ โดยมหาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวม 3 หลักสูตร พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาที่เข้าร่วม ดังนี้

    • วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า

    อาจารย์ที่ปรึกษา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำเริง ฮินท่าไม้

    ความร่วมมือกับ: บริษัท เดอะเวิร์คส์ คอมมิวนิตี้ แมนเนจเม้นท์ จำกัด

    นักศึกษา: นายชัยภัทร ชมพิกุล, นายภัคพล ไทยกิ่ง, นายอนุชา พรหมโลกา

    • บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาดดิจิทัล

    อาจารย์ที่ปรึกษา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิ่งแก้ว พรอภิรักษสกุล

    ความร่วมมือกับ: บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด

    นักศึกษา: นางสาวภัทรา เพชรชนมภูมิ, นางสาวสุชัญญา โพธิ์บาย

    • วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    อาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์จีระวรรณ ฤกษะสุต

    ความร่วมมือกับ: บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์

    นักศึกษา: นายสรศักดิ์ ศรไกร, นางสาวศกลวรรณ จวบนก

    นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันนำเสนอโครงการให้สถานประกอบการ เพื่อพัฒนาต่อยอดและยกระดับระบบการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพขององค์กรในอนาคต

    CWIE ถือเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการปฏิบัติจริง ที่มุ่งพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานจริงในสถานประกอบการเพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง และมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะระดับเชี่ยวชาญ (High Competency) ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการทำงานที่จำเป็นในอนาคต

    การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยศรีปทุมในการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) และความมุ่งมั่นในการพัฒนาบัณฑิตให้ “เรียนจริง ทำงานจริง พร้อมสู่อนาคต” โครงการนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน และยกระดับศักยภาพบัณฑิตไทยสู่มาตรฐานสากล


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12811743&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m5CHn8xV4ZbKRSabjwzCs

  • สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม –

    สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม –

    สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม

    สินค้าไม่มีมาตรฐานถูกนำออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% หลังหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ และสภาผู้บริโภคร่วมเดินหน้ากวาดล้างสินค้าไร้ มอก. บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่

    หลังการผนึกกำลัง 5 หน่วยงานภาคี ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ สภาผู้บริโภค พร้อมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ประกอบด้วย Shopee Lazada TikTok Shop และ Line Shopping ปฏิบัติการนำสินค้าไม่มีมาตรฐาน มอก. ออกจากระบบ (Take Down) ล่าสุด นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% พร้อมเร่งขยายการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ป้องกันนำสินค้ามาขายวนซ้ำ

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดการสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 4 แพลตฟอร์ม โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเดินหน้ายกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้ามาตรฐาน มอก. และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ผลการประเมินผลการสุ่มตรวจสินค้ากลุ่มเสี่ยง เช่น พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ ไดร์เป่าผม และหมวกกันน็อก ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ โดยภาพรวมพบว่า แพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการนำสินค้าไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกจากระบบมากถึง 80 % จากการรายงานการสุ่มตรวจ

    แต่ทั้งนี้ แม้สินค้าหลายรายการจะถูกเอาออกจากระบบแล้ว ยังพบว่าสินค้าบางส่วนมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งกรณีสแกนคิวอาร์โค้ดไม่ได้ ไม่มีการแสดงข้อมูลผู้ผลิตอย่างชัดเจน หรือใช้ที่อยู่จากต่างประเทศ ทำให้ยังเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค

    ล่าสุด ผลการหารือร่วมกันได้เร่งผลักดันมาตรการสำคัญ คือ การเชื่อม API ระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์กับฐานข้อมูลของ สมอ. เพื่อให้ตรวจสอบเครื่องหมายมอก. ควบคู่คิวอาร์โค้ด และใบอนุญาตสินค้าได้แบบ 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเครื่องหมาย มอก. และช่วยสกัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานก่อนขายถึงมือผู้บริโภค โดยตั้งเป้าให้ทุกแพลตฟอร์มเชื่อมระบบแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569

    อีกประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ สินค้าจากต่างประเทศ หรือ Cross-border ที่หลายร้านค้าใช้ข้อมูลผู้ขายไม่ชัดเจน บางแห่งระบุเพียงชื่อโกดัง หรือใช้ที่อยู่เป็นภาษาจีน ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้ง่าย

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปร่วมกันในการยกระดับมาตรการจัดการสินค้าอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลายด้าน ทั้งการเร่งเชื่อม API ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแบบเรียลไทม์ การผลักดันให้ผู้ขายและผู้ผลิตจากต่างประเทศต้องสามารถตรวจสอบตัวตนและติดตามได้จริง รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนผู้ขาย (KYC) เพื่อป้องกันการกลับมาขายซ้ำของร้านค้าที่ทำผิด

    นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายกับสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าควบคุมพิเศษ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการสืบสวน และตรวจสอบคลังสินค้า เพื่อจัดการตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดกำหนดมาตรการลงโทษร้านค้าที่ทำผิดซ้ำแบบขั้นบันได ตั้งแต่การนำสินค้าออกจากระบบ การเฝ้าระวังการกลับมาจำหน่ายซ้ำ ไปจนถึงการปิดร้านถาวรในกรณีฝ่าฝืนซ้ำหลายครั้ง พร้อมเตรียมขยายการสุ่มตรวจสินค้าไม่มีมาตรฐานให้ครอบคลุม 21 แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้า

    อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า หรือข้อมูลผู้ขายได้อย่างชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองตรงกันว่า ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหลายชิ้นเป็นของที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวัน หากระบบตรวจสอบยังไม่เข้มพอ ความเสี่ยงก็อาจตกอยู่กับคนซื้อโดยไม่รู้ตัว ทั้งในเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/take-down-substandard/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WeUyDA5cry3fjkn5rGg_w

  • กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

    กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

    ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่า สถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

    จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก กสม. เห็นว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

    ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ. พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

    นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรีไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000043313&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9fIlP88jCudo0AiX4j2R

  • รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

    รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนำจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เบื้องต้นมีการวางกรอบไว้ 3 แนวทาง สำหรับแสดงความคิดเห็น

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการประชุม พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

    ทั้งนี้ รศ.ดร.ประวิต กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 มี 5 ภารกิจ เพื่อสู่ก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ได้แก่ ภาระงานครู ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ความปลอดภัยในสถานศึกษาและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะหน่วยงานมีภารกิจเกี่ยวกับการเสนอนโยบาย แผนและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้จัดทำกรอบ 3 แนวทาง ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อหาจุดลงตัวในการเดินหน้าขับเคลื่อน ดังนี้

    แนวทางที่ 1 ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับ 660/2564 และพิจารณาข้อสังเกตเพิ่มเติม ทำให้ไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ตั้งแต่ต้นและสามารถขับเคลื่อนการเสนอร่างกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากได้ผ่านการตรวจพิจารณาจาก สคก. แล้ว แต่ร่างกฎหมายมีเนื้อหาหลายมาตรา

    แนวทางที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ปี 2542 โดยเสริมจุดอ่อนสร้างจุดแข็งให้สามารถเป็นธรรมนูญด้านการศึกษาที่บังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ แต่อาจใช้ระยะเวลาไม่มากเท่ากับการพิจารณาใหม่ทั้งฉบับ 

    แนวทางที่ 3 จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ การจัดทำร่าง รับฟังความคิดเห็น เสนอและพิจารณา ซึ่งจะทำให้ได้ร่างกฎหมายที่มีความกระชับ ยืดหยุ่นในหลักการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาสมัยใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อมุ่งสู่การจัดทำเป็นกฎหมายฉบับใหม่อย่างเร็วที่สุด โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในแต่ละแนวทาง ตลอดจนเสนอแนวทางเพิ่มเติมในการบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ การตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดกฎหมายให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี รวมถึงการเชื่อมโยงกฎหมายลูกและนโยบายที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันโดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐแถลงข่าวปิดท้ายว่า การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… มีการกำหนดกรอบดำเนินการไว้ 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ยืนยันร่างเดิม ซึ่งเคยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีเหตุต้องหยุดพิจารณาเนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร แนวทางที่ 2 นำ พ.ร.บ.ปี 2542 มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และแนวทางที่ 3 ยกร่างขึ้นมาใหม่ โดยแต่ละแนวทางล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น รวมถึงเสนอแนวทางอื่นๆ ตลอดจนเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้สอดรับกับความต้องการของทุกฝ่ายและกรอบเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยคณะทำงานจะสรุปข้อคิดเห็นต่อแนวทางทั้งหมดให้ชัดเจนภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อสร้างกฎหมายที่มีคุณภาพ มีหลักการชัดเจน ลดรายละเอียดที่ซับซ้อนเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติจริง และมุ่งสู่เป้าหมายในการผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2931489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QjRIj9SMWx31uxmMAHttF

  • ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ ดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลง

    ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ ดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลง

    ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ มุ่งมั่นดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด “การแถลงข่าวการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….” โดยมีตัวแทนนักเรียน ครู และทุกภาคส่วน เข้าร่วมหารือและสะท้อนความเห็นแบบเปิดกว้างทั่วถึง ทั้งในห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

    รมว.ศธ. กล่าวในพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยยึดการมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้าของกฎหมายฉบับนี้ ให้เท่าทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    โดยในที่ประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอแนวทางการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 3 แนวทาง คือ

    1. ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับเดิม (660/2564) ซึ่งมีข้อดีคือรวดเร็ว ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างใหม่ตั้งแต่ต้น แต่มีข้อสังเกตคือตัวกฎหมายมีเนื้อหาจำนวนหลายมาตรา

    2. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ปี 2542 ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

    3. จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบัน แต่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

    “จากการระดมความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ทุกคนเห็นตรงกันในเรื่องของ ‘ความเร็ว’ ในการผลักดันร่างฯ ว่า วิกฤตการศึกษาไทย คงจะรอไม่ได้แล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายโดยเร็วที่สุด และต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตามหลักการ ‘Nothing about us without us’ (จะไม่มีการตัดสินใจใดที่เกี่ยวกับพวกเรา โดยไม่มีพวกเรา) โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนและเยาวชน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการศึกษา ตลอดจนครูผู้ปฏิบัติงาน ได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจตั้งแต่กระบวนการยกร่างฯ เพื่อให้ได้กฎหมายที่เกิดจากความเข้าใจคนหน้างานอย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนร่าง พรบ. ฉบับนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญที่รอมานานหลายปี มุ่งหวังให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

    รมว.ศธ.กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ ศธ.จะนำข้อสรุปทั้งในมิติของความเร็ว เนื้อหาร่างกฎหมาย และเสียงสะท้อนจากเยาวชน ไปประกอบการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเตรียมตัดสินแนวทางสุดท้ายในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/uFYVT1F7V&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32eyP38-RKKB0W6u6QSKBe

  • ‘วิเลิศ ภูริวัชร’ นั่ง ปธ.บอร์ด อสมท คนใหม่

    ‘วิเลิศ ภูริวัชร’ นั่ง ปธ.บอร์ด อสมท คนใหม่

    ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท คนใหม่

    โดยคณะกรรมการเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo

    ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) และประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน “Chula XL (Extension and Lifelong learning)” วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ และธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติ ให้เป็น “กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้” และ “พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง”

    ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจด้วยการเตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือทั้งหมดสู่การเป็น “ช่องแห่งการเรียนรู้” (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร นับเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรายที่ 2 ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท ซึ่งศาสตราจารย์ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/mcot-appoints-wilert-puriwat-as-chairman&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wsHSac1jx8fAmQllYlDw7