Blog

  • ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน

    ช่วงหัวค่ำวันหนึ่งของเดือนกันยายน พ.ศ. 2568  ในวันที่ความเงียบสงบของคลองบางสน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ใครจะคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แวดวงอนุรักษ์ไทย 

    เมื่อสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างประหลาดที่มีส่วนปากเรียวยาวผิดจากจระเข้ทั่วไปได้ปรากฏตัวให้เห็น ก่อนจะได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่านั่นคือ ‘ตะโขง’

    ทีมวิจัยจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลาลงพื้นที่สำรวจบริเวณดังกล่าว และพบตะโขงขนาดราว 1.5 เมตร ซึ่งอนุมานได้ว่ามีตะโขงในบริเวณนี้อย่างน้อย 2 ตัว (ตัวแรกที่ชาวบ้านพบความยาว 3 เมตร)

    เหตุการณ์นี้เป็นการค้นพบที่ไม่เพียงแค่เจอสัตว์หายาก แต่ยังยืนยันว่า ‘ตะโขง’ (False Gharial) หรือ Tomistoma schlegelii ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ ยังคงซ่อนตัวอยู่ในระบบนิเวศพรุของจังหวัดนราธิวาส

    ตะโขง หรือ จระเข้ปากกระทุงเหว มีลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นจากจะงอยปากที่เรียวยาวมากเป็นพิเศษ ซึ่งยาวกว่าความกว้างที่ฐานปากถึง 3 เท่าตัว ภายในขากรรไกรบรรจุฟันแหลมคมลักษณะคล้ายเข็มจำนวน 76-84 ซี่ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือจับเหยื่อที่มีความลื่นได้เป็นอย่างดี

    ในอดีตเคยมีการเข้าใจผิด คิดว่าปากที่เรียวเล็กนี้ออกแบบมาเพื่อกินปลา และสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก แต่การศึกษาสมัยใหม่พบว่าตะโขงเป็นผู้ล่าที่กินอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะตัวเต็มวัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3-4 เมตร 

    พวกมันล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น ทั้งลิงแสม ลิงจมูกยาว นกน้ำ กวาง และสัตว์เลื้อยคลาน ในบางประเทศมีรายงานการโจมตีวัวและมนุษย์ ซึ่งยืนยันถึงพละกำลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบใต้ผิวน้ำ    

    ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของตะโขงมีความเฉพาะตัวสูง โดยผูกพันอย่างยิ่งกับ ‘ป่าพรุ’ และพื้นที่ชุ่มน้ำในที่ราบต่ำ ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งหรือไหลช้า เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำสายย่อย และลำคลองที่มีพืชพรรณหนาแน่นริมตลิ่ง

    การที่ตะโขงเลือกอาศัยในป่าพรุทำให้พวกมันกลายเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าชนิดนี้ แต่เมื่อป่าพรุถูกทำลายหรือถูกระบายน้ำออกเพื่อเปลี่ยนเป็นที่ดินเกษตรกรรม ตะโขงก็เป็นสัตว์กลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจนนำไปสู่การสูญพันธุ์ในระดับท้องถิ่น 

    สถานะของตะโขงในปัจจุบันถือว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง ตาม IUCN red list ในปี 2023 ถูกจัดอยู่ในชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ทั่วโลกคาดการณ์ว่าเหลือตะโขงตัวเต็มวัยในธรรมชาติไม่เกิน 2,500 ตัว 

    ภัยคุกคามที่ร้ายแรงอันดังหนึ่งคือการสูญเสียที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การระบายน้ำออกจากป่าพรุเพื่อทำสวนปาล์มน้ำมันและยางพาราได้ทำลายพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของตะโขงไปมากกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จนชั้นดินพีทแห้งลง (การสะสมของชั้นดินอินทรียวัตถุ ได้แก่ ซากพืช ซากต้นไม้ ใบไม้ที่ย่อยสลายอย่างช้าๆ) จนเกิดไฟป่าได้ง่าย  เป็นเหตุให้แหล่งวางไข่ของตะโขงถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ตะโขงยังถูกล่าอย่างหนักเพื่อหนังและเนื้อ ในบางวัฒนธรรมคนท้องถิ่นมีความเชื่อว่าไข่ตะโขงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจึงถูกขโมยไปเป็นอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากการติดเบ็ดหรือตาข่ายดักปลาของชาวประมงที่ทำให้สัตว์บาดเจ็บและจากโลกนี้ไป

    ปัจจุบัน ประชากรตะโขงกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติตันจุงปูติง (Tanjung Puting National Park) ประเทศอินโดนีเซีย แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในสภาวะที่แยกตัวและเสี่ยงต่อการเกิดพันธุกรรมบกพร่อง    

    สำหรับประเทศไทย มีโครงการเพาะขยายพันธุ์ตะโขง นอกถิ่นอาศัยภายในพื้นที่สวนสัตว์นครราชสีมา เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านอนุรักษ์ และวิจัย เพื่อเพิ่มประชากรตะโขงในสถานที่เพาะเลี้ยง และนำไปสู่การนำกลับคืนสู่ธรรมชาติของประเทศไทยในอนาคต

    ส่วนการพบตะโขงในประเทศไทยครั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลาร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เตรียมยกระดับการลาดตระเวนป้องกันการล่า และจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อวางแผนอนุรักษ์พื้นที่ให้ตะโขงอยู่รอดต่อไปอย่างยั่งยืน

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-41/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S1V11dPTkEgej2b0ANWj2

  • แพทย์จุฬา ค้นพบโพรไบโอติกชนิดใหม่ลดอักเสบโรคไต

    แพทย์จุฬา ค้นพบโพรไบโอติกชนิดใหม่ลดอักเสบโรคไต

    ภาพจำลองโพรไบโอติก

    ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นโพรไบโอติกกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคสายสุขภาพ  เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์ตัวดีช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบการขับถ่าย  แต่โพรไบโอติกไม่ได้มีดีเพียงเท่านั้นวิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่  ยังพบความมหัศจรรย์ของจุลชีพในลำไส้อีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่สามารถช่วยบรรเทาภาวะความเจ็บป่วยและความเสื่อมของร่างกายได้  เช่น ภาวะไตเรื้อรัง โดยล่าสุด ศ. ดร. สมหญิง ธัมวาสร และรศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล หน่วยภูมิคุ้มกันวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์”โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส  แอล34 ”  รูปแบบผงเพื่อผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง

    “จากการทดลองพบว่าเมื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัสแอล34 เป็นระยะเวลา 1 เดือน  ปริมาณสารพิษยูรีเมียและไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว“

    โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  เป็นแบคทีเรียประจำถิ่นของคนไทยจึงน่าจะเป็นอาหารเสริมที่เหมาะสมกับคนไทย”โพรไบโอติกกับสุขภาพ  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ อธิบายว่า “โพรไบโอติก”คือจุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย ราหรือยีสต์ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึงเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ ในร่างกายมนุษย์มีเชื้อแบคทีเรียทั้งดีและไม่ดี แบคทีเรียดีจะทำการสร้างสารอาหารบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ เช่น กรดไขมันสายสั้น (Short-chain Fatty  Acids) และ วิตามินบางอย่าง โดยโพรไบโอติกช่วยย่อยไฟเบอร์  ย่อยอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้และยังช่วยแย่งอาหารจากแบคทีเรียไม่ดีทำให้แบคทีเรียไม่ดีลดจำนวนลงและแบคทีเรียดีก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น

    ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ได้กำหนดโพรไบโอติกที่สามารถใช้ในอาหารว่ามีทั้งหมด 23-24 สายพันธุ์ เช่น บิฟิโดแบคทีเรียม(Bifidobacterium) และ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus หรือLacticaseibacillus) ทั้งยังรวมถึงเชื้อจำเพาะบางชนิด เช่น  สแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus sciuri) และ โปรปิโอนิแบคทีเรียม(Propionibacterium arabinosum)โดยแลคโตบาซิลัสเป็นชื่อโพรไบโอติกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นหูที่สุด

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์  กล่าวว่า  แลคโตบาซิลัสเป็นกลุ่มของแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างกรด lactic ได้ดี ทำให้ถูกนำไปผลิตเป็นนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต  ในกลุ่มแลคโตบาซิลัสมีนามสกุลย่อย เราเรียกว่าสปีชีส์ เช่นแรมโนซัส (Rhamnosus) และคาเซอิ (Casei) ทั้งสองสปีชีส์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันและมีความใกล้เคียงกันมาก เช่น  การย้อมติดสี และเป็นแบคทีเรียที่ไม่ชอบออกซิเจนเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างกันทางชีวเคมีบ้างเล็กน้อยเราก็เลยแยกเป็นคนละสปีชีส์

    โพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ถูกค้นพบครั้งแรกโดย  ศ. ดร.สมหญิง ธัมวาสรจากภาควิชาจุลชีววิทยา จุฬาฯ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว 

    ศ. ดร.สมหญิง ธัมวาสร และศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล

    “ท่านศึกษาเชื้อแบคทีเรียในเด็กทารกโดยสกัดโพรไบโอติกจากอุจจาระของทารกมาศึกษาแล้วพบว่ามีเชื้อบางกลุ่มที่น่าสนใจ”  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว

    ในกระบวนการวิเคราะห์ว่าแบคทีเรียที่ค้นพบมีประโยชน์หรือไม่  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าวว่า   การทดสอบต่อไปว่าวิธีทำคือแยกเชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระและมีอาหารเลี้ยงเชื้อเราใส่อาหารที่แบคทีเรียชอบ มันก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาเมื่อได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จะมาวิเคราะห์ดูว่าแบคทีเรียตัวนี้มีคนเคยเจอหรือยัง หรือเป็นแบบเฉพาะที่ยังไม่มีคนเคยเจอเราทำการวิเคราะห์หาลำดับดีเอ็นเอ (Sequencing Analysis)  และพบว่าแบคทีเรียในลำไส้ที่ชื่อว่าโพรไบโอติก แลคโตบาซิลัสแรมโนซัส แอล34 มี Sequence ไม่เหมือนตัวอื่นเป็นแลคโตบาซิลัสพันธุ์จำเพาะ ที่ไม่เหมือนกับแบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส  แรมโนซัส ตัวอื่นๆโพรไบโอติกที่ค้นพบ ยังมีคุณสมบัติ สามารถรักษาอาการอักเสบโรคไตเรื้อรัง  โดยนำโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัสแรมโนซัส แอล34 มาดลองกับสัตว์ทดลองเริ่มตั้งแต่โมเดลการติดเชื้อในลำไส้ โมเดลการติดเชื้อทางกระแสเลือดและโมเดลโรคไต พบว่าในโมเดลโรคไตโพรไบโอติก  ลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้เมื่อเทียบกับสัตว์ทดลองที่ไม่ได้ให้โพรไบโอติก

    “เราเริ่มทำในโมเดลของสัตว์ทดลองก่อน สัตว์ทดลองที่มีไตอยู่ 1ใน 6ส่วนของไตปกติจะมีการคั่งของของเสียที่ขับทางปัสสาวะเหมือนในคนเราให้โพรไบโอติกเข้าไปวันละครั้งนาน 3 เดือน พบว่าสามารถลด Gut-derived Uremic Toxins (GDUTs)หรือสารพิษยูรีเมียที่เกิดในลำไส้”

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ กล่าวต่อว่า โรคไตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของของเสียบางอย่างเนื่องจากขับออกทางปัสสาวะไม่ได้หรือขับออกได้น้อยลงของเสียเหล่านั้นจึงขับออกทางลำไส้แทนและจะถูกใช้โดยแบคทีเรียบางกลุ่มที่อยู่ลำไส้แล้วผลิตออกมาเป็นกลุ่มของสารที่ชื่อว่า GDUTsซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นเกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดส่งผลให้เกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก และโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเกิดการเสื่อมของไตเร็วขึ้นอีกด้วย

    “แต่เมื่อเราให้โพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ซึ่งเป็นแบคทีเรียดี มันเข้าไปช่วยลดแบคทีเรียไม่ดีส่งผลให้สารพิษยูรีเมียดังกล่าวลดลง”เมื่อการทดลองในสัตว์ได้ประสิทธิผลดี ” รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์

    หลังตากนั้นมี มีดำเนินการทดลองระยะต่อไปกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อปี 2567 โดยให้ผู้ป่วยรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัสแอล34  ในรูปแบบผงประมาณ 1 เดือน แล้วเจาะเลือดพบว่าค่า Gut- derived Uremic Toxins  และไซโตไคน์ซึ่งเป็นปัจจัยที่วัดการอักเสบในเลือดนั้นลดลงแต่การทำงานของไตยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

    “โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส  แอล34 เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3 – 5  ในระยะก่อนที่ผู้ป่วยจะล้างไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้น  การรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34อาจช่วยลดการอักเสบได้ แต่สำหรับผู้ป่วยระยะที่ 5ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้นอาจจะต้องให้โพรไบโอติกร่วมกับการล้างไตซึ่งจะได้ผลดีหรือไม่นั้นคงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการรักษาทดแทนไตแต่ไม่ได้รับการรักษานั้นอาจจะเกิดผลเสียที่รุนแรงถึงชีวิต” รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยโรคไต  จะเกิดการสะสมของสารพิษยูรีเมีย เกิดภาวะซึม มีน้ำเกินในปอดหอบ หายใจไม่ได้ และตัวบวมเลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจส่งผลการบีบตัวของหัวใจผิดปกติและเสียชีวิตได้คงต้องเน้นว่าการให้โพรไบโอติกเป็นเพียงการรักษาเสริมเพิ่มจากการรักษาตามมาตรฐานเท่านั้นไม่สามารถทดแทนการรักษาตามมาตรฐานปัจจุบันได้

    โพรไบโอติกรูปแบบผงสำหรับผู้ป่วยไตเรื้อรังขณะนี้ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว โดยทีมวิจัย จุฬาฯ ได้ให้บริษัท Greater  Pharma (เกรทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด) เป็นผู้ดำเนินการผลิต

    “เราเก็บโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  ในรูปแบบไลโอฟิไลซ์ (Lyophilized Form) ทำให้มันแห้งในแล็บเวลาจะใช้ก็มาเลี้ยงในหลอดทดลองเชื้อจะเจริญเติบโตแล้วก็เอาไปใช้ต่่อไป  แต่ถ้าจะไปทำผลิตภัณฑ์วิธีที่จะทำให้เชื้อเจริญเติบโตโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดเป็นการใช้วิธีการทางอุตสาหกรรมเราจึงร่วมมือกับบริษัทยาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นเกรดที่ผู้ป่วยทานได้ รสชาติดี โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นให้มีราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายการพัฒนาทางด้านเทคนิคการผลิตในอนาคตอาจจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงซึ่งเทคนิคเหล่านี้น่าจะเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่สำคัญของประเทศในอนาคต”

    สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกในรูปแบบผง รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์ บอกว่า คนเป็นโรคไตบางรายอยากรับประทานโพรไบโอติกกินโยเกิร์ตก็ไม่ได้เนื่องจากมีฟอสเฟตสูงโดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่มีปัสสาวะน้อยและต้องดื่มน้ำน้อยถ้าต้องได้รับโพรไบโอติกรูปแบบที่ใช้น้ำเยอะก็จะไม่สามารถใช้ได้เลยใช้รูปแบบเป็นผงคนไข้ไม่อยากดื่มน้ำก็สามารถเทเข้าไปผสมกับข้าวได้หรือละลายน้ำในปริมาณน้อยแล้วดื่มก็ได้

    อนาคตงานวิจัยจุลชีพกับการดูแลสุขภาพแม้จะได้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว แต่การวิจัยยังไม่สิ้นสุด รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์ เผยถึงการศึกษาในระยะต่อไปว่า สนใจศึกษาว่าถ้าทานโพรไบโอติกในระยะเวลานานขึ้นจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในโรคไตต่าง ๆ ได้หรือไม่เนื่องจากผลการทดลองที่ได้จากการรับประทานโพรไบโอติกเพียงหนึ่งเดือนอาจจะสั้นเกินกว่าที่จะเห็นผลดีอื่น ๆนอกจากนี้การทำให้เชื้ออยู่ในลำไส้ได้นานขึ้นควรจะทำอย่างไร

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่ผลิตภัณฑ์ประเภทที่เป็นอาหารของเชื้อโพรไบโอติก เรียกว่า พรีไบโอติก (Prebiotic)หรือทั้งตัวเชื้อโพรไบโอติกรวมกับอาหารของเชื้อที่เรียกว่า ซินไบโอติก(Synbiotic) ก็มีความน่าสนใจ หากเป็นไปได้ การมี“ซุปเปอร์โพรไบโอติก” อาจจะเกิดประโยชน์ในหลายโรคนอกจากนั้นการศึกษาโมเลกุลที่สร้างขึ้นจากโพรไบโอติก เช่นกรดไขมันสายสั้นก็น่าสนใจและง่ายสำหรับการทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาซึ่งสามารถทำการเก็บรักษาได้ง่ายกว่าโพรไบโอติกที่เป็นจุลชีพที่มีชีวิต

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/948480/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rYhpzp_UttjXxHjTvrqUx

  • สัญญาณดี!! จีนเที่ยวไทยฟื้น ตี๋-หมวยตบเท้าเข้าไทยพุ่งเกือบ 3 หมื่นราย/วัน : อินโฟเควสท์

    สัญญาณดี!! จีนเที่ยวไทยฟื้น ตี๋-หมวยตบเท้าเข้าไทยพุ่งเกือบ 3 หมื่นราย/วัน : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มประเทศ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวแตะระดับ “หลักแสนรายต่อวัน” มาโดยตลอด และในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 130,000 รายต่อวัน

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Tourism Promotion) ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศ ควบคู่กับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้ในระดับที่น่าพอใจ

    ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามอง คือสถานการณ์นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาเคยมีจำนวนลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายของจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความลังเล

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้เพิกเฉย ได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งด้านการตลาด การส่งเสริมการท่องเที่ยว การศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยว ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 10,000 รายต่อวัน จนปัจจุบันแตะเกือบ 30,000 รายต่อวัน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยในระดับภูมิภาค

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า รัฐบาล ได้ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ มากกว่าการเน้นปริมาณ เพื่อให้รายได้กระจายตัวครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองรองที่มีศักยภาพ โดยการขับเคลื่อนแนวทาง High-Value Tourism และการสร้าง Seamless Travel Experience จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงภายใต้บริบทการท่องเที่ยวโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต พร้อมเดินหน้าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการควบคู่กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมนานาชาติ

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยในปีนี้มีแนวโน้มประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างดีที่สุด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569430&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dv6_CSAaCiYGCuHywXNwK

  • ผู้ประกอบการ ‘ร้านอาหาร-โฮสเทล’ ชงการบ้านรัฐบาลใหม่ ดูแลทั้งระบบลดต้นทุน-ฟื้นศก.ฐานรากยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    ผู้ประกอบการ ‘ร้านอาหาร-โฮสเทล’ ชงการบ้านรัฐบาลใหม่ ดูแลทั้งระบบลดต้นทุน-ฟื้นศก.ฐานรากยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    การท่องเที่ยวไทยถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้หลักให้กับประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคการท่องเที่ยวยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบ สร้างการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวและการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป ไม่อาจพึ่งพาเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ต้องเร่งยกระดับคุณภาพบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติมเต็มคุณภาพของอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว ในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญว่า การท่องเที่ยวไทยยังขาดอะไร และควรเดินไปทิศทางใด ถึงเวลาที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง จากข้อมูลพบว่าธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 6.6 แสนล้านบาท เป็นหัวใจเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงแรงงานกว่า 1.75 ล้านคน จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่เร่งทำนโยบายบูรณาการ คุมพลังงาน แก้กลไกตลาดเกษตร ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เปิดทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมยกเครื่องการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “ติดๆ ดับๆ” หรือเหมือนประเทศที่ไม่มีคนขับอย่างแท้จริง “ดูเหมือนเราปล่อยให้ประเทศไหลไปเอง เครื่องยนต์ใกล้ดับ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเดินหน้าอย่างมีทิศทาง” สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อเนื่องหลายปี หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และธุรกิจ SMEs ที่ทยอยปิดกิจการจำนวนมาก

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็นคือ “รัฐบาลที่เข้าใจเศรษฐกิจจริง” ไม่ใช่เพียงบริหารการเมือง เราอยากได้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและบูรณาการ ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์หรือหยอดน้ำมันเครื่องให้เศรษฐกิจเดินชั่วคราว แต่ต้องมีแผนและยุทธศาสตร์ระยะยาว หนึ่งในปัญหาที่สะท้อนชัดคือ โครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะภาคเกษตรและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี พืชผักสวนครัวราคาจะกระโดดขึ้น 2-3 เท่า เป็นแบบนี้มา 3-4 ปีแล้ว หรือเกิดอุทกภัยแบบที่ผ่านมาทุกปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการวางระบบและโครงสร้างในการแก้ไขปัญหา ไม่ให้เกิดซ้ำซาก เพราะเมื่อเกิดปัญหาที ผลกระทบจะตกไปที่เกษตรกร ราคาพืชผักสินค้าเกษตรกรรมมีการปรับขึ้นราคา ซึ่งทำให้ค่าครองชีพและธุรกิจร้านอาหารเจอปัญหานี้มาตลอดจนควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายยากขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะเดียวกันยังอยากเห็นนโยบายควบคุม ราคาพลังงาน ทั้งก๊าซ น้ำมัน และค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐประชาชน” ลดกฎหมายล้าสมัยและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เช่น การขอใบอนุญาตต่างๆ ที่กลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ “ทุกวันนี้ประชาชนรู้สึกว่าราชการเป็นเจ้านายมากกว่าผู้ให้บริการ

    อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างเศรษฐกิจ มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการหารายได้เข้าประเทศมากกว่าการใช้งบประมาณให้หมดไปในแต่ละปี และต้องเข้าใจเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง โดยเฉพาะภาค SMEs “ประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแรงคือประเทศที่ SMEs แข็งแรง ไม่ใช่ประเทศที่นโยบายถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่” ในระยะสั้น สัญญาณบวกยังคงปรากฏในภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2569 ซึ่งเป็น ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างชัดเจน ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 20% ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ปัจจัยหลักมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเฉลี่ยกว่า 100,000 คนต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วงเทศกาลปีใหม่ยังคงคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ พบว่ามีนักท่องเที่ยวไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,000-8,000 บาทต่อทริป และกว่า 30% เป็นค่าอาหาร สถานที่ยอดนิยมยังคงเป็น ร้านคาเฟ่ ร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดังในพื้นที่นั้นๆ และร้านของฝากท้องถิ่นแต่แม้ตัวเลขการใช้จ่ายจะสดใส อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินภายในประเทศที่แทบไม่ต่างจากการเดินทางไปต่างประเทศ ส่งผลให้กำลังใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศถูกจำกัด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยควบคุม เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว

    นายสรเทพ ระบุว่า ภาคธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 แสนล้านบาทต่อปี และมีห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงเป็นวงกว้าง ตั้งแต่เกษตรกร แม่ค้าตลาดสด ผู้ค้าส่ง ผู้แปรรูป ไปจนถึงแรงงานในระบบกว่า 1.75 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาภาครัฐยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีและเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ไม่มากเท่าที่ควร

    ดังนั้น ประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งคือประเทศที่มีฐานเอสเอ็มอีแข็งแรง จึงอยากฝากการบ้านให้รัฐบาลใหม่เร่งทำนโยบายเชิงบูรณาการ เพื่อลดการพึ่งพามาตรการอัดฉีดเชิงประชานิยม และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นภาระหลักของผู้ประกอบการ ทั้งค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้จะส่งผลไปยังนักท่องเที่ยว สิ่งต่างๆ เมื่อถึงมือผู้บริโภคจะแพงขึ้นหลายเท่าตัว สะท้อนปัญหาตลาดกลางที่บิดเบือน ซึ่งควรเป็นบทบาทสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

    อีกประเด็นที่มองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ คือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าหลังและซ้ำซ้อน โดยร้านอาหารหนึ่งแห่งต้องขอใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 5 ใบ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงสูงขึ้นและเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากระบบราชการ รวมถึงกฎหมายบางฉบับที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เช่น การห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งควรยกเลิกอย่างถาวร และหันไปบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มงวด อาทิ การห้ามจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และกฎหมายเมาแล้วขับแทน เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขอเสนอให้ รัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนที่เจาะลึกถึงกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่มียอดขายต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องการเงินทุนไม่มาก แต่เข้าถึงแหล่งกู้ได้ยาก รวมถึงร้านอาหารขนาดเล็กในระบบภาษี โดยควรพิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขเครดิตบูโรอย่างน้อย 5 ปี และปรับวิธีการประเมินเครดิตใหม่ด้วยระบบสกอริงที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องประคองธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องมากว่า 4 ปี และมีแนวโน้มยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

    ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้รัฐใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการควบคุมการลงทุนของต่างชาติที่ใช้ บริษัทนอมินี เข้ามาประกอบธุรกิจร้านอาหารจำนวนมาก โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและ AI ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นและการจดทะเบียนซ้ำซ้อน หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ร้านอาหารของคนไทยอาจค่อยๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ

    นายสรเทพ กล่าวว่า ในมิติของการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ยังไม่เห็นนโยบายจากพรรคการเมืองใดที่มีความชัดเจนและจับต้องได้ ทั้งที่ภาคการท่องเที่ยวมีแรงงานในระบบกว่า 3.9 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าประเทศถึง 1.17 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ยกเครื่องโครงสร้างการบริหารการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ เช่น การรวมภารกิจด้านวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเอกภาพด้านนโยบาย และเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    พร้อมกันนี้ ยังสะท้อนบทบาทของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งตามกฎหมายเป็นกลไกระดับสูงสุดในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่เคยนั่งเป็นประธานโดยตรง มองว่าในภาวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงและถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ควรเป็นผู้เปิดโต๊ะ นั่งหัวโต๊ะ และเรียกระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแบบบูรณาการและยั่งยืน มิฉะนั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของประเทศจะยังเดินสะดุดและไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง

    ท้ายที่สุด นายสรเทพฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ว่า ควรเร่งออกมาตรการลดภาระค่าเดินทาง และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง เพราะปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่เติบโตเท่าปี 2568 จากผลกระทบเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้นการผลักดัน “ไทยเที่ยวไทย” จึงเป็นกลไกสำคัญในการพยุงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/948559/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21JvGZw8WRYoq4Dm-9bXh8

  • งานเลี้ยงพิธี “ล้มหมู” ฉลองตรุษจีน กระตุ้นการท่องเที่ยวชนบทในจีน | เดลินิวส์

    งานเลี้ยงพิธี “ล้มหมู” ฉลองตรุษจีน กระตุ้นการท่องเที่ยวชนบทในจีน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองหนานหนิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ว่าเมื่อใกล้ถึงค่ำคืนก่อนวันตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน หลายครัวเรือนชนบทในจีนได้เตรียมอาหารมื้อพิเศษไว้เต็มโต๊ะ ซึ่งใช้วัตถุดิบหลักส่วนใหญ่ที่เป็นเนื้อหมูจากพิธี “ล้มหมู” ในวันมงคลของเดือนม.ค.

    พิธีล้มหมูดังกล่าวจะเลือกหมูตัวอ้วนที่สุดซึ่งเลี้ยงดูมาทั้งปี เนื้อสดที่ได้บางส่วนจะถูกทำ “เผาทังฟ่าน” ซึ่งเป็นข้าวต้มชนิดหนึ่ง เพื่อเลี้ยงเพื่อนบ้าน ส่วนที่เหลือจะถูกถนอมเป็นวัตถุดิบไว้รังสรรค์อาหารหลากเมนู เช่น หมูสามชั้นรมควัน หมูตุ๋น เต้าหู้เลือดหมู และไส้กรอก สำหรับค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าตามประเพณีจีน

    หมู่บ้านจงชุนในเมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน จัดพิธีล้มหมูเช่นกัน โดยนักธุรกิจท้องถิ่น 3 คนได้ระดมเงินทุนและเชิญชวนชาวบ้านกว่า 300 คน เข้าร่วมพิธีและรับประทานอาหารร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและหารือการพัฒนา

    ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในจีนปีนี้มีระยะเวลา 9 วัน ( 15-23 ก.พ. ) และหากลาพักร้อนทั้งสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ. จะทำให้หยุดยาวต่อเนื่องถึง 15 วัน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนชาวจีนจำนวนไม่น้อยได้มองหาทริปท่องเที่ยวอย่างสบายใจเพิ่มขึ้น และจุดหมายปลายทางที่มีกิจกรรมพื้นบ้าน อันเกี่ยวข้องกับพิธีล้มหมูกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดึงดูดความสนใจ ทำให้พิธีล้มหมูร่วมเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทของจีน

    รายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 จากถงเฉิง ทราเวล เอเจนซีด้านการเดินทางท่องเที่ยวชั้นนำของจีน ระบุว่ากรณีไวรัล “ช่วยล้มหมู” ในเทศบาลนครฉงชิ่ง กระตุ้นความนิยมของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

    ยอดจองห้องพักโรงแรมในฉงชิ่งช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ เพิ่มขึ้น 158% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ยังคงเป็นหนึ่งใน 10 เมืองยอดนิยมของจีน ซึ่งมีการจองห้องพักโรงแรมมากที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    น.ส.วรากร สนทนา นักศึกษาชาวไทยจากมหาวิทยาลัยครูกว่างซี และกลุ่มเพื่อนนักศึกษาชาวต่างชาติ เดินทางเยือนพื้นที่ชนบทของกว่างซีเพื่อสัมผัสธรรมเนียมประเพณีตรุษจีนแบบดั้งเดิม รวมถึงพิธีล้มหมูอันครึกครื้น

    ชาวบ้านได้สอนเหล่านักศึกษาชาวต่างชาติจุดไฟเติมฟืน ล้างผักและดูชาวบ้านล้มหมูอย่างชำนาญ พร้อมฟังคำอวยพรอันเป็นมงคลว่า “ล้มหมูปีใหม่ ต้อนรับตรุษจีน ขอปีใหม่นี้เจริญรุ่งเรือง” ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปแบ่งปันประสบการณ์ให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ในไทย.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5608475/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iMEQOewBviwlKFkbKZGzd

  • TRUE หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รองรับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    TRUE หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รองรับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย เสริมประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ที่ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญโปรโมตประเทศไทยผ่าน “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ ซึ่งหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวได้นำเสนอทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงดอกบัวบานสะพรั่งสวยสุดระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และเป็นกระแสสุดฮิตนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติตามรอยอย่างล้นหลาม

    กระแส “ทะเลบัวแดง” ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ และกลุ่มแฟนคลับของลิซ่า สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้มือถือถ่ายภาพ วิดีโอ แชร์คอนเทนต์ ไลฟ์สตรีม ใช้แอปแผนที่นำทาง และเข้าถึงบริการต่างๆ แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้การใช้งานดาต้ามือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงเห็นความสำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ในพื้นที่ เพื่อรองรับประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    เพิ่มสัญญาณ 5G 2600 MHz ครอบคลุมทุกพื้นที่ทะเลบัวแดงรองรับเที่ยวไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานข้อมูล Mobility data พบนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรกที่เดินทางมาทะเลบัวแดงมากที่สุด ได้แก่ 1.จีน 2.เนเธอร์แลนด์ 3.ออสเตรเลีย 4.ญี่ปุ่น และ 5.ลาว โดยการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นราว 30% โดยภาพรวมมียอดการใช้งาน 5G เติบโตราว 40% หลังเสริมเครือข่ายรองรับกระแสท่องเที่ยวทะเลบัวแดง

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราได้ดำเนินการเพิ่มสัญญาณ 5G บนคลื่น 2600 MHz ทุกจุดสำคัญของพื้นที่ทะเลบัวแดง ได้แก่ ท่าบ้านเดียม (ท่าเรือหลักของทะเลบัวแดง)  ท่าบ้านแชแล ท่าบ้านดอนคง ท่าบ้านเชียงเหว โดยเพิ่มทั้งความครอบคลุมและความเร็วของสัญญาณ 5G พร้อมรองรับการใช้งานที่หนาแน่นในช่วงไฮซีซันของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ โดยทั้งหมดครอบคลุมจุดไฮไลต์ถ่ายภาพและตามรอยเช็กอินลิซ่าจากแคมเปญ ททท.”

    ผลทดสอบเครือข่ายทรู คอร์ปอเรชั่น เพิ่มความเร็ว 5G มากกว่า 9 เท่า

    จากรายงานการทดสอบสัญญาณ 5G เปรียบเทียบก่อนและหลังการอัปเกรดในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า เครือข่าย 5G ของทรูมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกจุดของแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางจุดสัญญาณแรงเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 9 เท่า พร้อมขยายความครอบคลุมต่อเนื่องครบทั้งท่าเรือและจุดถ่ายภาพหลัก อาทิ

    • จุดถ่ายภาพบริเวณทะเลบัวแดง (จุดสุดฮิต) ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้น 9.5 เท่า
    • ท่าเรือบ้านเดียม (ท่าหลัก) ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้น 4 เท่า
    • ท่าเรือบ้านแชแล ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้น 5.6 เท่า
    • เกาะดอนหลวง กลางทะเลบัวแดง และเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง ผาแดงนางไอ่ ความเร็ว 5G เพิ่มมากกว่า 5 เท่า

    นอกจากนี้ ผลทดสอบในภาพรวมยังสะท้อนว่า หลังการอัปเกรดเครือข่าย 5G ของทรูสามารถครอบคลุมพื้นที่สำคัญของทะเลบัวแดงได้ครบถ้วนและต่อเนื่องยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิมอย่างชัดเจน

    รองรับไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวแบบดิจิทัล แชร์-ไลฟ์-วิดีโอคอล UP สัญญาณความสุขต่อเนื่อง

    จากรายงานทรู คอร์ปอเรชั่น พบว่าการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ครั้งนี้ จะช่วยรองรับพฤติกรรมการใช้งานของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้งานมือถือที่ต้องใช้ความเร็วและความเสถียรสูง อาทิ

    • การอัปโหลดภาพและวิดีโอความละเอียดสูง
    • ไลฟ์สตรีมมิ่งแบบเรียลไทม์
    • วิดีโอคอล
    • การใช้งานแอปพลิเคชันนำทางและบริการท่องเที่ยวต่างๆ

    การเสริมเครือข่าย 5G ดังกล่าวยังช่วยให้พื้นที่ท่องเที่ยวสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงพีกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamphone.com/contents/news-55577.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R0bJAI3QgfG_Kz3YY_hex

  • ก.ท่องเที่ยวฯ เผย นทท.ต่างชาติพุ่งวันละกว่า 1.3 แสนราย

    ก.ท่องเที่ยวฯ เผย นทท.ต่างชาติพุ่งวันละกว่า 1.3 แสนราย

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มประเทศ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวแตะระดับ “หลักแสนรายต่อวัน” มาโดยตลอด และในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 130,000 รายต่อวัน

    นางสาวนัทรียา ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Tourism Promotion) ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศ ควบคู่กับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้ในระดับที่น่าพอใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000016080&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rzb6swX83uBLWxe2XhB4M

  • รักเธอที่รักไทย! ล่องเรือกระซิบรักฉลองวาเลนไทน์ ณ หมู่บ้านสวยอันดับโลก | TOPNEWS

    รักเธอที่รักไทย! ล่องเรือกระซิบรักฉลองวาเลนไทน์ ณ หมู่บ้านสวยอันดับโลก | TOPNEWS

    “รักเธอ ที่ รักไทย” ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีมอบทะเบียนสมรส เนื่องในวันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) ณ บ้านรักไทย แหล่งท่องเที่ยวสุดโรแมนติกระดับโลก

    ที่บ้านรักไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีมอบทะเบียนสมรส กิจกรรม “จดทะเบียนสมรส” เนื่องในวันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) โดยมีคู่รักจำนวน 7 คู่ ร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยขบวนแห่นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองขุนยวม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายกสมาคมท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหารบ้านรักไทย นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน คู่รัก และสื่อมวลชน กิจกรรมไหว้ศาลเจ้ามังกรเพื่อความเป็นสิริมงคล สักการะขอพรเพื่อให้ชีวิตคู่ครองรักกันยืนยาวมั่นคงดั่งขุนเขา และกิจกรรมล่องเรือกระซิบรัก ดื่มด่ำความโรแมนติก ท่ามกลางแสงสีทองจากโคมไฟนับร้อยที่สะท้อนเงาน้ำอย่างงดงาม


    ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ Maehongson T.N.&Family Tour จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวันแห่งความรัก เพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่มีความหมาย และกิจกรรมในวันแห่งความรัก สร้างความทรงจำที่ทรงคุณค่า และส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    สำหรับบ้านรักไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนได้รับการกล่าวถึงในสื่อระดับนานาชาติ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและโรแมนติก ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ที่ถูกจัดให้เป็นอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 จาก 50 อันดับหมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก จากในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ในปี 2025 ที่ผ่านมา

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1489831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p7Rm6k9CMTwI63UCBCQ5c

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่ปืมและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่ปืมและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่ปืมและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม


    15/02/2569 | 66 |

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่ปืมและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม 

         นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายพีรัช จันธิมา ปลัดจังหวัดพะเยา และคณะลงตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติแม่ปืมและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม เพื่อรับฟังข้อมูลการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว การให้บริการนักท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และคณะในครั้งนี้ ได้เยี่ยมชมจุดบริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก ลานกางเต็นท์ จุดเช็กอินสำคัญ รวมถึงสะพานพอใจสกายวอล์กวิว พร้อมร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ และกิจกรรม “อาบป่า ฟังดนตรี ที่อ่างแม่ปืม” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม
         สำหรับการลงพื้นที่ดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา สะท้อนความมุ่งมั่นของจังหวัดพะเยาในการยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยา

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/476937&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bQr3vmYLpa2pCPtjFXpEB

  • พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนของจีนปี 2569

    พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนของจีนปี 2569

            ผู้บริโภคชาวจีนให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ การแสดงออกถึงตัวตน และคุณภาพชีวิตมากขึ้น รูปแบบการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนจึงกำลังเปลี่ยนจากการกักตุนสินค้าและการให้ของขวัญตามธรรมเนียม ไปสู่การบริโภคที่เริ่มจากความสนใจและความพึงพอใจของตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสุขภาพและประสบการณ์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อมูลอ้างอิงจากรายงานผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีน  ของผู้บริโภคชาวจีนปี 2569 จากการศึกษาและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ 5 แบรนด์ ได้แก่ Liuyuetian Food (六月天食品) Hongli (红荔) Guanghua (广华) Mengniu (蒙牛และAusnutria (澳牧)โดยตามรายงาน ของ iiMedia Research ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2568 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมธุรกิจของขวัญในจีนเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ล้านล้านหยวน (36 ล้านล้านบาท) เป็น 14,498 ล้านล้านหยวน (65 ล้านล้านบาท) และคาดว่าในปี 2570 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 16,197 ล้านล้านหยวน (73 ล้านล้านบาท)

              โดยพบว่าในกลุ่มสินค้าตรุษจีนนั้น ชาวจีนมากกว่าครึ่งเลือกซื้อขนมและอาหารว่าง โดยมีปัจจัยใน     การตัดสินใจซื้อจากความหลากหลายของรสชาติ ร้อยละ 45.88 ความคุ้มค่าคุ้มราคา ร้อยละ 41.41 และบรรจุภัณฑ์ที่มีความหมายมงคลและเหมาะสมกับบรรยากาศเทศกาล ร้อยละ 38.59 จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกซื้อสินค้าตรุษจีนในปัจจุบันสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคแบบผสมผสานที่คำนึงถึงทั้งความคุ้มค่าและคุณค่าทางอารมณ์ ส่งผลให้ขนมและอาหารว่างไม่ได้เป็นเพียงของบริโภคทั่วไป แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างบรรยากาศและสีสันของเทศกาลตรุษจีน จากรายงานของ iiMedia Research พบว่าตลาดสินค้าตรุษจีนมีแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 

    1.การพัฒนานวัตกรรมด้านรสชาติ โดยผู้ประกอบการนำเอกลักษณ์ท้องถิ่นและการร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมมาใช้สร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

    2.การยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและการควบคุมต้นทุน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต    เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

    3.การทำการตลาดเชิงสถานการณ์ร่วมกับการผสานคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเทศกาล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

    82c98ec8-9714-4fd3-809c-6158e2e29f11.png

    ข้อมูลระบุว่าในปี 2567 ยอดค้าปลีกสินค้าบริโภคของจีนมีมูลค่า 48.3 ล้านล้านหยวน (217 ล้านล้านบาท)เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจภายในประเทศ ตลาดผู้บริโภคยังคงมีความแข็งแกร่ง และสามารถปรับตัวต่อภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้

    ขณะเดียวกัน ความคึกคักของช่องทางออนไลน์ และการเติบโตของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดของขวัญให้พัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล มุ่งเน้นด้านสุขภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ภาคธุรกิจควรใช้ประโยชน์จากโอกาสเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภค โดยเร่งเสริมสร้างการดำเนินงานแบบบูรณาการระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าในกลุ่มที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

    3e8ff163-fa36-48cf-8170-903a40c3c64a.png

    ในปี 2568 อุตสาหกรรมขนมและอาหารว่างของจีนมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.18 ล้านล้านหยวน (5.5 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.23 ล้านล้านหยวน (6 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 จากรายงานพบว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมขนมและอาหารว่างได้สร้างฐานหมวดหมู่สินค้าและพื้นที่สำหรับนวัตกรรมที่มั่นคงให้กับตลาดสินค้ารับเทศกาลตรุษจีน แนวโน้มการยกระดับการบริโภคโดยการผลักดันให้สินค้ารับตรุษจีนพัฒนาไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าระดับพรีเมียมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัตถุดิบและ การพัฒนากระบวนการผลิตเชิงนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมการบริโภคขนมและอาหารว่างในชีวิตประจำวันยังช่วยเพิ่มการยอมรับและการเข้าถึงของสินค้ารับเทศกาลในฐานะสื่อกลางของวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงเทศกาลได้มากขึ้นอีกด้วย

    d0c2befe-a070-42c4-8b9d-3b7bffff3129.png

    ในปี 2569 กลุ่มสินค้าของขวัญเทศกาลตรุษที่ชาวจีนซื้อหมวดขนมและอาหารว่าง ยังคงมีสัดส่วนสูงสุดอยู่ที่ ร้อยละ 53.55 รองลงมาได้แก่ หมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และชา คิดเป็นร้อยละ 46.70 และหมวดวัตถุดิบอาหาร ร้อยละ 45.43 เห็นได้ว่า โครงสร้างการซื้อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะสอ 2 ประการของการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ การรวมตัวสังสรรค์ และการมอบของขวัญตามธรรมเนียมทางสังคม ซึ่งขนมและอาหารว่างเป็นสินค้าที่มีการบริโภคบ่อยและแบ่งปันได้ง่าย สามารถตอบโจทย์ทั้งความเพลิดเพลินในช่วงเทศกาลและความต้องการ             ด้านการพบปะสังสรรค์ภายในครอบครัว ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และชามีบทบาทเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการมอบของขวัญและพิธีการทางสังคมที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่า ส่วนวัตถุดิบอาหารในฐานะสินค้าจำเป็นช่วงเทศกาล ยังคงครองสัดส่วนพื้นฐานอย่างมั่นคง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจควรมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดโดยยึดสามกลุ่มสินค้าหลักเป็นแกนสำคัญ

    75a4a176-89e1-4d00-8565-09d9e2c21864.png
    d8c72c72-4a48-445d-b2f0-97cc57b372dc.png

    ช่องทางที่ผู้บริโภคชาวจีนใช้ในการซื้อสินค้าสำหรับเทศกาลตรุษจีนในปี 2569 มีสัดส่วนสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร (เช่น Taobao, JD.com) คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 45.43 รองลงมาคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ คิดเป็น ร้อยละ 38.96 และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสินค้าอาหารสด (เช่น Hema, Dingdong Maicai) คิดเป็นร้อยละ 34.01 เห็นได้ว่า จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการจัดซื้อสินค้าช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูง ด้วยความสะดวกในการเข้าถึงและความหลากหลายของสินค้า โดยภาพรวม รูปแบบการจับจ่ายที่ผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (Online to Offline) ได้กลายเป็นแนวโน้มหลักของผู้บริโภคในการจัดซื้อสินค้าช่วงเทศกาลแล้ว 

    f4a6fb84-86b3-4e80-8895-8181bc0ba492.png

    ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคชาวจีนพบในการซื้อสินค้าช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 2569 สามอันดับแรก ได้แก่ คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปัญหาสินค้าปลอมหรือสินค้าใกล้หมดอายุ คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 38.32 รองลงมา ตัวเลือกของสินค้าอาหารท้องถิ่นหรือสินค้าอาหารสำหรับเด็กมีค่อนข้างจำกัด คิดเป็น ร้อยละ 32.36 และสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา รวมถึงปัญหาบรรจุภัณฑ์ชำรุดหรือจัดส่งสินค้าไม่ครบ คิดเป็น ร้อยละ 32.11 จะเห็นได้ว่า โดยภาพรวม ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การซื้อสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานในด้านดังกล่าว เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคในระยะยาว

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน:แนวโน้มการบริโภคสินค้าเทศกาลของผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพชีวิต และการบริโภคเชิงผสมผสาน สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) ที่มุ่งผลักดันภาคบริการให้เป็นกลไกหลักใน   การขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะผ่านนโยบาย First Store Economy ซึ่งหลายเมืองเศรษฐกิจพิเศษของจีนดำเนินมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงดูดการเปิดร้านค้าแห่งแรกของโลก แห่งแรกในเอเชีย หรือแห่งแรกในจีน เป็นการยกระดับภาคค้าปลีกและบริการ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยใน       การยกระดับสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยควรให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย เช่น ขนมและอาหารว่างเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งมีโอกาสในการพัฒนาและนำเสนอในรูปแบบร้านต้นแบบหรือร้านแนวคิดใหม่ ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และขยายโอกาสทางการค้าในอนาคต 

    ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสินค้าในเมืองเซี่ยเหมินและมณฑลฝูเจี้ยน อาจพิจารณานำเสนอขนมและอาหารว่างที่มีรสชาติเอกลักษณ์ความเป็นไทย โดยอาศัยกรรมวิธีการผลิตเพื่อสุขภาพ เช่น การลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือปราศจากวัตถุกันเสีย รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานด้านรสชาติและคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคยุคใหม่

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169

    https://www.iimedia.cn/c400/109371.html

       เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    12 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dft3i5xikkg24z84gcklb5m3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b_PoIrOshvW4mfhtsKEQ7