Blog

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย (11 กุมภาพันธ์ 2569)

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย (11 กุมภาพันธ์ 2569)

    เลขาธิการก.ค.ศ.เปิดเผยว่า ในการประชุมอ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย ได้แก่

    – วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    – วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    – วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ จำนวน 1 ราย

    ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A2NVo5-IA_dtSZfMd45lr

  • SMO ตอกย้ำพันธกิจ ESG ร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า สนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SMO ตอกย้ำพันธกิจ ESG ร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า สนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เข้าร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า ในงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อพัฒนาการศึกษา ณ โรงเรียนนพคุณประชาสรรค์ ตำบลบางนบ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อสมทบทุนจ้างครูผู้สอนและจัดซื้อสื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้กับเยาวชนในพื้นที่

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหาร ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามและสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในท้องถิ่น โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความสามัคคี

    การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG โดยเฉพาะมิติด้านสังคม ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    SMO ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/17/617687/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Eks64ckeal5V1ZY8DmRI

  • นักวิชาการด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ ชี้ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา

    นักวิชาการด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ ชี้ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา

    17 ก.พ.2569- ผศ.ดร.นพดล  กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่บทความเรื่อง
    บาร์โค้ด–QR Code บนบัตรเลือกตั้ง” เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา และควรจบได้แล้วตั้งแต่วันแรกที่เป็นข่าวด้วยข้อเท็จจริง

    จากประสบการณ์การศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และด้านวิทยาการข้อมูล (Data Science) ของผมที่ผ่านมา ผมพบว่า ประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องความเชื่อ ความรู้สึก หรือการคาดการณ์ หากแต่เป็นเรื่องของ “สถาปัตยกรรมระบบ” ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์

    คำตอบสั้นที่สุด ของผม คือ โดยลำพังการตั้งกล้องหน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือยืนจดบันทึกว่าใครเข้าไปกี่โมง เป็นลำดับที่เท่าใด และตั้งกล้องถ่ายตอนนับคะแนน เปิดบัตรทีละใบจนเห็น QR/Barcode ชัดเจน ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลใดเลือกพรรคหรือผู้สมัครใด เว้นแต่จะมี “การผูกข้อมูล (mapping)” เพิ่มเติมอยู่เบื้องหลัง

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “มีการตั้งกล้อง/จดบันทึกหรือไม่” แต่คือ “มีการผูกข้อมูล (mapping) หรือไม่”

    หลัก 3 ชั้นของการย้อนรอย (Trace Back) ได้แก่

    1. รู้ลำดับคนเข้า–ออกคูหา
    2. รู้ลำดับการหย่อนบัตร
    3. เห็น QR/Serial บนบัตรตอนนับคะแนนทีละใบ

    สิ่งที่มีคือ • ข้อมูลว่า serial ใดถูกแจกให้ใคร • ข้อมูลว่าคะแนนถูกบันทึกผูกกับ serial หรือไม่

    การจะรู้ว่า “ใครเลือกอะไร” ต้องมีการผูกข้อมูลเชื่อมครบ 3 ชั้น ได้แก่

    A. รู้ว่าใครเข้าไปใช้สิทธิ

    B. รู้ว่าบัตร serial หมายเลขใดถูกแจกให้บุคคลนั้น

    C. รู้ว่า serial หมายเลขนั้นกาเบอร์ใด

    หากขาดข้อ B จะไม่สามารถโยงจากบัตรกลับไปหาบุคคลได้

    หากขาดข้อ C แม้รู้ว่า serial เป็นของใคร ก็ยังไม่รู้ว่าเลือกอะไร

    เรามาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ A / B / C กันครับ

    A คือ รู้ว่า “ใครมาใช้สิทธิ” ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” เพราะมีการตรวจสอบตัวตนในขั้นตอนรับบัตร เช่น ตรวจชื่อ บัตรประชาชน และลายเซ็นในบัญชีรายชื่อจึงสามารถทราบได้ในระดับหน่วยเลือกตั้งว่าใครมาใช้สิทธิ

    แต่การรู้ (A)ว่า “ใครมา” ยังไม่รู้ว่า “ใครเลือกอะไร”

    B คือ รู้ว่า “บุคคลนั้นได้รับบัตร Serial ใด” ระดับความเป็นไปได้ หากระบบออกแบบถูกต้อง จะ “ต่ำมาก”/ “แทบเป็นศูนย์” ที่หัวใจของการลงคะแนนลับ (Secret Ballot) คือ การไม่ผูกบัตรกับตัวบุคคลตั้งแต่ขั้นตอนแจกบัตร หลักการคือ หากการแจกบัตร (B) เป็นแบบหยิบบัตรจากกอง สลับ และไม่มีการบันทึกเลข จะไม่มีหลักฐานเชื่อม “คน ↔ serial” หมายเลข serial จะเป็นเพียงรหัสของกระดาษ ป้องกับัตรผีไม่ใช่รหัสของบุคคล นี่คือ “ชั้นกันกระสุน” ที่สำคัญที่สุดของระบบการเลือกตั้งที่ทำให้การลงคำแนนเสียงเป็นความลับ

    C รู้ว่า “Serial นี้กาเบอร์อะไร” กรณีปกติ (นับคะแนนแบบรวม) เมื่อเปิดบัตรทีละใบและเห็น serial พร้อมเครื่องหมายกากบาท สามารถทราบได้ว่า “บัตรใบนี้” เลือกอะไร แต่โดยหลักการยังไม่สามารถรู้ว่า “บุคคลใด” เลือกอะไร เพราะระบบต้องออกแบบไม่ให้เชื่อมโยงกับ B แต่หากเกิดกรณีพิเศษ ที่มีระบบบันทึกคะแนนระดับใบ (ballot-level recording) และเก็บ serial ผูกคู่กับผล ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการลงคะแนนที่ไม่ลับจะเพิ่มขึ้นทันที

    🚦 สรุปแบบ “สามไฟจราจร”

    🟢 A — รู้ว่าใครมาใช้สิทธิ ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” (การยืนยันตัวตนมีอยู่แล้วในขั้นตอนรับบัตร)

    🔴 B — รู้ว่าคนนั้นได้ Serial ใด ระดับความเป็นไปได้จะ “ต่ำมาก” / ต้องไม่ให้เกิด (หัวใจของบัตรลับคือ “ไม่ผูกคนกับบัตร”)

    🟢 C — รู้ว่า Serial นี้เลือกอะไร ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” (เมื่อเปิดบัตร เห็นเครื่องหมายกากบาท ก็รู้ผลของ “บัตรใบนี้”)

    🎯 ผมขอสรุปแบบไฟจราจร คือ

    🚦 ถ้า “ไฟแดง B” ยังแดงอยู่

    ต่อให้ไฟเขียว A และ C ติด

    ก็ยังย้อนรอยตัวบุคคลไม่ได้

    และทันทีที่สีแดงของ 🔴 B เปลี่ยนเป็นสีเขียว 🟢

    ระบบจะเริ่มเสี่ยงสูงที่จะทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับทันที

    ดังนั้น ตรรกะสำคัญคือ ระบบจะย้อนรอยได้จริง ก็ต่อเมื่อ B และ C เกิดพร้อมกัน และในระบบเลือกตั้งที่ออกแบบถูกต้อง B ต้องไม่สามารถเกิดขึ้นได้

    ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ คือ คำถามควรถูกย้ายจาก “เชื่อหรือไม่เชื่อ” ไปสู่คำถามเชิงวิทยาศาสตร์ข้อมูลว่า

    • มีการบันทึก serial ผูกกับชื่อผู้รับหรือไม่

    • มีฐานข้อมูล mapping เชื่อมโยงข้อมูลหรือไม่

    • มีการบันทึกคะแนนผูกกับ serial หรือไม่

    หากคำตอบคือ “ไม่มี”

    ระบบยังคงเป็นการลงคะแนนลับ (Secret Ballot) ตามหลักการ

    หากคำตอบคือ “มี” ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจะเพิ่มขึ้นทันที

    📌 บทสรุปเชิงหลักการ ที่ผมชวนคิด คือ

    QR หรือ Barcode ไม่ได้ทำลายความลับของการลงคะแนนโดยตัวมันเอง สิ่งที่ทำลายคือ “การผูกข้อมูล”

    ดังนั้น ประเด็นนี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงทางเทคนิควิทยาศาสตร์ข้อมูล

    ไม่ใช่การคาดเดา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ หรือความหวาดระแวง

    การออกแบบระบบเลือกตั้งที่ดี ต้องทำให้

    “การผูกข้อมูล (B)” เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง

    เพราะทันทีที่ B เกิดได้ การลงคะแนนลับ

    (Secret Ballot) จะไม่ขึ้นกับความสุจริตของบุคคล

    แต่ขึ้นกับความหวังว่าไม่มีใครเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน

    ข้อเสนอเชิงวิชาการ ที่ผมชวนพิจารณา คือ

    เพื่อให้ประเด็นนี้จบอย่างมีมาตรฐาน กกต. ควรมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างเป็นระบบ เช่น

    • โครงสร้างการออกแบบบัตร (Ballot Design)

    • กระบวนการแจกบัตร

    • โครงสร้างฐานข้อมูล

    • นโยบายการทำลายข้อมูล

    • การตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ (External Audit)

    กล่าวโดยสรุป นี่คือมาตรฐานสากลของรัฐยุคดิจิทัลที่ความปลอดภัยต้องพิสูจน์ได้จากการออกแบบไม่ใช่ยืนยันผ่านการตั้งโต๊ะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว ถ้า กกต. นำเอาความเป็นวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาชี้แจง เรื่องนี้น่าจะจบตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่ระบบนี้ต้องถูกออกแบบใหม่ (Redesigned) ให้ปลอดภัยมากขึ้นเพื่อนฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนต่อ กกต. และระบบประชาธิปไตยโดยรวม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/948854/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v_ciHcDV5DzSIjbP0ct6a

  • ไทยกำหนดยุทธศาสตร์การค้าใหม่ รับโลกผันผวน บูรณาการ TDR 2025 สร้างขีดแข่งขัน

    ไทยกำหนดยุทธศาสตร์การค้าใหม่ รับโลกผันผวน บูรณาการ TDR 2025 สร้างขีดแข่งขัน

    ITD จับมือกระทรวงพาณิชย์–การต่างประเทศ และ UNCTAD จัดเวทีวิเคราะห์ TDR 2025 วางทิศทางการค้าไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชูการทูตเศรษฐกิจ การเงินดิจิทัล และความร่วมมือพหุภาคี เสริมศักยภาพแข่งขันระยะยาว

    วันที่ 16 ก.พ.69 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านระบบ Hybrid โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าของไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก World Trade Organization กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ

    ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ดร.ศุภชัย ชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น geo-strategic economic issues อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบทบาทของ digitalization ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที

    ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัย ได้ย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    พร้อมกันนี้ ดร.ศุภชัย เสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคม เช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification) เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก

    นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

    ดร.ศุภชัย สรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลกจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ “development-oriented globalization” หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า “การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน” อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย

    สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างบูรณาการ นโยบายการต่างประเทศในปัจจุบันจึงต้องมีความรอบด้าน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชนและความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ

    ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุกในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์

    ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “Team Thailand” โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การค้าและการพัฒนายังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว

    ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

    นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย–แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก

    สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    “การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” นางศุภจี กล่าว

    ผู้แทนจาก UN Trade and Development (UNCTAD) ได้แก่ ดร. Anastasia Nesvetailova หัวหน้าสาขานโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา และ ดร. Nicolas Maystre นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากกองยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์และการพัฒนา ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ “ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการเงิน” (Trade-Finance Asymmetry) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการกระจุกตัวของเงินทุน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐเศรษฐกิจ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศรายได้น้อยที่เพิ่มสูง โดยกว่า 35 จาก 68 ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงหนี้หรือภาวะจมอยู่กับหนี้ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเปราะบางต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง “หนี้–การเงิน–สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นแหล่งความไม่เสถียรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ทั้งนี้ ผู้แทน UNCTAD เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบต้องครอบคลุมภาคการเงินทั้งหมด รวมถึงสถาบันการเงินนอกระบบอย่าง “Shadow Banking” พร้อมเสริมประสิทธิภาพกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มบทบาทการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ทั้งในด้านการลดผลกระทบ การปรับตัว และการชดเชยความเสียหาย

    ในมิติของการค้าโลก ชี้ว่าการค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยวงจรการเงินโลก (Global Financial Cycle) ผ่านสภาพคล่องทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงของตลาดการเงิน และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ส่งผลให้การค้าและการผลิตโลกชะลอตัว และเมื่อความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าโลกก็มีแนวโน้มลดลง

    สำหรับแนวโน้มการค้าโลก คาดว่าการค้าโลกจะเติบโตประมาณ 4.4% ในปี 2025 แต่ในปี 2026 มีความเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าสินค้า จากแรงกดดันของมาตรการภาษี ความไม่แน่นอนทางการค้า และความผันผวนทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กและประเทศรายได้น้อยมากที่สุด ขณะที่ภาคบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการค้าสินค้า โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI

    นอกจากนี้ UNCTAD ยังชี้ให้เห็น “ช่องว่างสำคัญ” ในการวิเคราะห์การค้าโลก ซึ่งมักละเลยมิติทางการเงิน โดย Trade Finance มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมช่วงเวลาระหว่างการส่งสินค้าและการชำระเงิน รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ประกันความเสี่ยง และกลไกค้ำประกันทางการเงิน ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และตลาดการเงิน

    ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แนวโน้มภูมิภาคนิยมใหม่ (New Regionalism) และการกระจายความเสี่ยงกำลังมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระบบการเงินมีบทบาทต่อการค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยการพัฒนาตลาดทุนระดับภูมิภาค การบูรณาการทางการเงิน และระบบการเงินที่เข้มแข็ง จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุนในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้แทน UNCTAD ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ (Holistic Policy Framework) เพื่อรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องเสริมสร้างรายได้ภาครัฐ ระบบการเงินภายในประเทศ ตลาดทุนระดับภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเงินและสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามภาคส่วน เพื่อระบุความเปราะบางของระบบการค้าโลก และเพิ่มการประสานนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนา

    ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังคงเผชิญความเปราะบางสูงจากความผันผวนทางการเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน และความไม่แน่นอนด้านกฎการค้า โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางด้านภูมิอากาศซึ่งต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการค้า การเงิน และการพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กัน และการปฏิรูประบบการเงินโลกถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐเศรษฐกิจ การเงิน และสภาพภูมิอากาศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

    เวทีสัมมนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า “การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ” เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงาน TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง มีความสมดุล และมีความรับผิดชอบต่อระบบการค้าโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129592&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s0yvQW7VkpV7PxGRo7osO

  • แฉมิจฉาชีพปรับกลยุทธ์ ‘เน้นหลอกรายใหญ่’ สัปดาห์เดียวเสียหายเพิ่ม 52 ล้าน | เดลินิวส์

    แฉมิจฉาชีพปรับกลยุทธ์ ‘เน้นหลอกรายใหญ่’ สัปดาห์เดียวเสียหายเพิ่ม 52 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยตัวเลขสถิติคดีและความเสียหายจากการถูกมิจฉาชีพฉ้อโกงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบ มีคดีแจ้งความเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,290 คดี มูลค่าความเสียหาย 481,879,930 บาท เฉลี่ยยอดความเสียหายประมาณ 68.84 ล้านบาทต่อวัน

    อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบจากตัวเลขดังกล่าวพบมีปริมาณลดลงจากห้วงวันที่ 1-7 ก.พ. 69 จำนวน 555 คดี แต่ในส่วนของมูลค่าความเสียหายมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 52,296,423 บาท ซึ่งข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าแม้ภาพรวมจำนวนคดีจะลดลง แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับเพิ่มขึ้น เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีในสัปดาห์ล่าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 66,101 บาทต่อเคส เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 54,759 บาทต่อเคส คาดว่าน่าจะเป็นผลจากการที่มิจฉาชีพเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงด้วยการมุ่งเน้นความเสียหายต่อรายสูงขึ้นเพื่อให้ได้เงินจำนวนมากต่อครั้ง

    หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 71.6% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

    ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยครั้งนี้ การข่มขู่ทางโทรศัพท์ กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่มูลค่าความเสียหายกลับสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คือการหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีห้วงวันที่ 8-14 ก.พ. 69 พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และหากวิเคราะห์ตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และอันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ยังแจ้งประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนอีกด้วยว่า วิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง จากการซื้อสินค้าทางออนไลน์ ควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” ซึ่งเป็นระบบที่ทางแพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย

    ขณะที่ในส่วนของการช่วยเหลือเหยื่อในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่อหรือระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 27 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,073,121 บาท และสามารถจับกุมได้ 3 คดี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5606998/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CIIq2Z9kGRo6dPCrVP5s6

  • คิวบาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหนัก หลังสหรัฐกดดันทุกด้าน

    คิวบาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหนัก หลังสหรัฐกดดันทุกด้าน

    เศรษฐกิจของคิวบาที่อยู่ในสภาพย่ำแย่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาปฏิญาณจะทำให้เกาะคอมมิวนิสต์แห่งนี้ยอมจำนน การปิดล้อมการส่งมอบน้ำมันไปยังคิวบาบังคับให้ประเทศต้องจัดสรรน้ำมันแบบฉุกเฉิน ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและยาสูบ ขณะที่การส่งเงินจากต่างประเทศและรายได้จากการส่งแพทย์ไปต่างประเทศก็ถูกตัดขาด

    บริการทางการแพทย์ถูกตัดขาด

    การส่งแพทย์ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญของคิวบามานาน โดยมีมูลค่าประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ตามตัวเลขทางการ ในปี 2025 มีบุคลากรทางการแพทย์ 24,000 คนถูกส่งไปประจำการใน 56 ประเทศ โดยครึ่งหนึ่ง คือ 13,000 คน อยู่ในเวเนซุเอลา

    รัฐบาลต่างประเทศจ่ายเงินให้กับฮาวานาโดยตรงสำหรับบริการแพทย์ แต่วอชิงตันได้เข้าโจมตีโปรแกรมนี้โดยอ้างว่าเป็นการใช้แรงงานบังคับ ประเทศต่างๆ ที่ต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดี ทรัมป์ จึงเริ่มยอมแพ้

    กัวเตมาลาเพิ่งยุติข้อตกลง 27 ปีที่อนุญาตให้แพทย์คิวบาหลายพันคนทำงานในพื้นที่ห่างไกลของประเทศในอเมริกากลาง ส่วนแอนติกาและบาร์บูดายกเลิกข้อตกลงคล้ายคลึงกันในเดือนธันวาคม

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยววิกฤต

    การปิดล้อมน้ำมันโดยสหรัฐตั้งแต่การขับไล่ผู้นำเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ในช่วงต้นเดือนมกราคม ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบไฟฟ้าของคิวบา คุกคามจะทำให้เกาะทั้งหมดตกอยู่ในความมืดมิด

    การขาดแคลนน้ำมันยังคุกคามจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอันดับสองของเกาะรองจากแพทย์ ภาคการท่องเที่ยวที่จ้างงานกว่า 300,000 คนถูกทำลายจากการคว่ำบาตรของสหรัฐและการระบาดของโควิด-19 โดยรายได้ลดลง 70% ในรอบ 6 ปี

    สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน

    ต้นเดือนนี้ ฮาวานาประกาศระงับการจัดหาเชื้อเพลิงเครื่องบินเนื่องจากวิกฤตพลังงาน ทำให้สายการบินแคนาดา รัสเซีย และลาแตม จากลาตินอเมริกาต้องส่งผู้โดยสารที่ติดค้างกลับประเทศก่อนยกเลิกเที่ยวบิน ประเทศต่างๆ รวมทั้งแคนาดา รัสเซีย สเปน และเยอรมนีแนะนำพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเกาะที่เคยโด่งดังด้วยชายหาดและเมืองที่งดงาม ค็อกเทล ดนตรี และการเต้นรำ

    ยาสูบได้รับผลกระทบ

    คิวบาขึ้นชื่อในฐานะผู้ผลิตยาสูบและซิการ์คุณภาพสูง ในปี 2024 ยอดขายซิการ์คิวบามีมูลค่า 827 ล้านดอลลาร์ เฮกเตอร์ หลุยส์ เปรียโต ผู้ผลิตจากภูมิภาค วูเอลตา อาบาโฮ ทางตะวันตก กล่าวว่าการเกษตรไม่รอดพ้นจากสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบันที่ร้ายแรงมาก

    ด้วยเชื้อเพลิงที่เหลือน้อยมาก เขาพบว่าการเก็บเกี่ยวและรดน้ำพืชผลยากขึ้น โดยพึ่งพาพลังงานหลักจากแผงโซลาร์เซลล์ที่รัฐจัดให้ เทศกาลซิการ์ประจำปีที่กำหนดจัดในปลายเดือนกุมภาพันธ์ถูกยกเลิกเนื่องจากวิกฤตพลังงาน ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้หลายล้านดอลลาร์จากการประมูลที่มีชื่อเสียง ซึ่งในปี 2025 มีมูลค่าเกือบ 19 ล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cuba-economic-crisis-us-pressure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KvUaWECRtxMsOIPKOmc3B

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 1 ‘แผ่ว’ ขาดแรงส่งมาตรการรัฐ-บริโภคเอกชนวูบ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 1 ‘แผ่ว’ ขาดแรงส่งมาตรการรัฐ-บริโภคเอกชนวูบ

    “นักเศรษฐศาสตร์” ชี้เศรษฐกิจไทยปี 68 ดีเกินคาด แต่ระวังปี 69 แผ่ว “อมรเทพ” ห่วงไตรมาสแรกขาดแรงส่ง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การบริโภคเอกชนวูบ การท่องเที่ยวต่ำเป้า “บุรินทร์” รับเศรษฐกิจไทยดีเกินคาด ลุ้นปี 69 เป้าขยับขึ้นจากผลบวก “ดาต้าเซ็นเตอร์” คลื่นลงทุน “เอไอ”

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวดีกว่าคาด หลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีไตรมาส 4 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่ประเมินไว้มาก ส่งผลให้ทั้งปีขยายตัว 2.4% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 2%

    ปัจจัยหนุนหลักมาจาก 3 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่ การส่งออก การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวชัดเจนช่วงปลายปี

    สำหรับปี 2569 สศช.คาดเศรษฐกิจเติบโตในกรอบ 1.5–2.5% ค่ากลาง 2% โดยหวังแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และการส่งออกที่คาดโต 2% อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจกระทบเม็ดเงินลงทุนใหม่ จึงเสนอใช้การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจราว 9.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจช่วงรอยต่อ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจปี 2568 และไตรมาส 4 ดีเกินคาดมีปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจต่างประเทศและอาเซียน โดยการเติบโตไม่เกิดขึ้นเฉพาะไทยแต่เป็นทิศทางภูมิภาคเช่นเดียวกับมาเลเซียที่เศรษฐกิจดีขึ้น 

    ทั้งนี้ สาเหตุหลักจากภาคต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เป็นตัวสนับสนุนหลักทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

    รวมทั้งนี้ หากดูไตรมาสต่อไตรมาสพบเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งดีดตัวกลับหลังจากติดลบในไตรมาส 3 ส่วนหนึ่งจากมาตรการอัดฉีดจากภาครัฐ

    เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการสนับสนุนการบริโภคที่กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ แต่เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นที่พยุงเศรษฐกิจช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น

    ดังนั้น แม้โดยรวมดูดีแต่น่ากังวลการท่องเที่ยวมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวปลายปี 2568 ไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ควร ซึ่งเป็นความเสี่ยงต้องติดตามใกล้ชิด

    แม้เข้าช่วงต้นปีที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ทำให้แรงส่งด้านรายได้จากท่องเที่ยวอาจไม่พอที่จะสร้างการเติบโตต่อเนื่องให้กับการใช้จ่ายได้มากนัก

    • สินค้าคงคลังพุ่ง-ผลิตใหม่น้อย

    รวมทั้งมีประเด็นต้องติดตาม คือ สินค้าคงคลัง (Inventory) ที่มีลักษณะ “บวม” หรือมีสินค้าคงคลังสะสมอยู่มากอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะไตรมาสถัดไปภาคธุรกิจอาจต้องเน้นระบายสินค้าแทนที่จะเป็นการผลิตใหม่

    อาจทำให้แรงส่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ค่อนข้างจำกัด และอาจไม่เร่งตัวได้แรงเท่าที่ควรแม้ไตรมาส 4 จะดูดี

    ทั้งนี้ น่าห่วงการบริโภคภาคเอกชนเพราะเป็นส่วนประกอบใหญ่สุดของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนถึง 60% ของ GDP อาจขาดแรงสนับสนุนต่อจากมาตรการภาครัฐ ทำให้การเติบโตเศรษฐกิจมาจากการผลิตและส่งออก ทำให้ไม่มีแรงส่งเศรษฐกิจเติบโตได้มากนัก

    โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ สร้างความเชื่อมั่นและดึงเงินออมออกมาใช้ เวลานี้ไทยไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะกลุ่มคนรายได้ระดับกลางถึงระดับบนยังมีเงินออมมาก เพียงแต่กลุ่มนี้ไม่กล้าใช้จ่ายหรือลงทุน หากรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นได้จะเป็นกุญแจสำคัญดึงเม็ดเงินมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

    • ปี 69 จีดีพีไทยมีลุ้นอัปไซส์

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ผ่านมาดีเกินคาด จากปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวไม่เลวร้ายอย่างที่กังวลแม้เงินบาทแข็งค่า แต่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวดี

    อีกปัจจัยสนับสนุน คือ การเบิกจ่ายภาครัฐที่เข้าระบบได้มาก โดยเฉพาะช่วงก่อนการเลือกตั้งที่มีเม็ดเงินหลายส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมขยายตัวได้ดี นอกจากนี้มีแรงหนุนจากภาคการก่อสร้างที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการ Data Center

    ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง
    “การลงทุนจากต่างประเทศเห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าจากการที่หลายบริษัทย้ายฐานการผลิตจากจีนและประเทศอื่นมาไทยช่วยดัน GDP ให้สูงกว่าที่คาด”

    สำหรับปี 2569 ยังอยู่ภายใต้การระมัดระวังเศรษฐกิจอาจมีลักษณะ “แผ่วๆ” โดยกสิกรไทยคงคาดการณ์ไว้ที่ 1.6% แต่อาจมีอัปไซส์จากการส่งออกภาคอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีปัจจัยบวกจากการลงทุน Data Center และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI สูง

    “ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้มากกว่า 1.6% แต่ต้องติดตามนโยบายของภาครัฐ แต่ก็เริ่มเห็นความหวัง โดยเฉพาะหากมีการประสานงานกันอย่างสอดคล้องระหว่างรัฐบาลกับพรรคต่างๆอาจเห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1221503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CebjWlS42bjY8-EA2-5Tf

  • สเปนเปิดตัวกองทุนลงทุนสาธารณะ 4.2 ล้านล้านบาท แก้วิกฤตที่อยู่อาศัย

    สเปนเปิดตัวกองทุนลงทุนสาธารณะ 4.2 ล้านล้านบาท แก้วิกฤตที่อยู่อาศัย

    เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เปิดตัวกองทุนลงทุนสาธารณะใหม่ “Spain Grows” มูลค่า 120 พันล้านยูโร (ประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท) เพื่อแก้ไขวิกฤตที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ

    ปัญหาที่อยู่อาศัยขาดแคลนและราคาพุ่งสูง ยังคงเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของชาวสเปน และกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจสเปน

    กองทุนมหาศาล 7% ของ GDP

    กองทุน “Spain Grows” ซึ่งประกาศครั้งแรกในเดือนมกราคม มีมูลค่าคิดเป็น 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยจะได้รับเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมเงินสนับสนุนเริ่มต้นจาก สหภาพยุโรป จำนวน 10.5 พันล้านยูโร

    เปโดร ซานเชซ ระบุว่า กองทุนดังกล่าวจะ “ระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนสูงสุด 23 พันล้านยูโร เพื่อกระตุ้นอุปทานที่อยู่อาศัย” และช่วยผลักดันการก่อสร้างบ้านใหม่เฉลี่ยปีละ 15,000 หลัง แม้ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาการลงทุนที่ชัดเจน

    เป้าหมายหลากหลายสาขา

    ผู้นำสเปนระบุระหว่างการนำเสนอที่กรุง มาดริด ว่า นอกเหนือจากภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว เงินทุนจากกองทุนนี้ยังจะสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ พลังงาน ดิจิทัลไลเซชัน ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคง

    ท่องเที่ยวบูมกระทบที่อยู่อาศัย

    การท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจสเปน โดยประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 97 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ GDP เติบโต 2.8% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของยูโรโซนเกือบเท่าตัว

    อย่างไรก็ตาม ชาวสเปนจำนวนมากแสดงความกังวลว่า ที่พักระยะสั้นสำหรับนักท่องเที่ยวกำลังผลักดันราคาที่อยู่อาศัยให้สูงขึ้น และลดทอนอุปทานในตลาดเช่า

    ข้อมูลจาก Idealista เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ ระบุว่า ราคาเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรในสเปนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

    ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย

    ธนาคารกลางสเปน ประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนใหม่และความล่าช้าในการก่อสร้าง ส่งผลให้สเปนเผชิญภาวะขาดแคลนที่อยู่อาศัยราว 700,000 หลัง ในช่วงปี 2021–2025

    สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทั้งภาคเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งรัฐบาลสเปนหวังว่า กองทุน “Spain Grows” จะเป็นกลไกหลักในการคลี่คลายปัญหาในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spain-public-investment-fund-housing-crisis-120-billion-euros&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGWWEOygknCK9iHxGVL2l

  • อาร์ซู เอสกันดารี นักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่าน เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว

    อาร์ซู เอสกันดารี นักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่าน เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว

    นักกีฬาหญิงผู้นี้เป็นทูตสันติภาพและมิตรภาพของประชาชนชาวอิหร่านในประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชีย และทำหน้าที่เชิญชวนประชาชนชาวเอเชียให้ไปเยือนเมืองอิสฟาฮาน ก่อนหน้านี้ เธอเคยสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการปั่นจักรยานเดี่ยวรอบประเทศอิหร่าน เป็นระยะเวลา 5 เดือน รวมระยะทาง 8,400 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญด้านกีฬาผจญภัยของสตรีชาวอิหร่าน

    โครงการเดินทางครั้งปัจจุบันของอาร์ซู เอสกันดารี เริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนในประเทศจีน และหลังจากผ่านประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว จะมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันตก และต่อไปยังเอเชียกลาง เส้นทางนี้จะสิ้นสุดลงที่ประเทศอิหร่าน หลังจากเดินทางผ่านประเทศตุรกี

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2025 ขยายตัวกว่า 2.5% YoY สูงกว่าคาดการณ์ของทุกสำนัก หนุนตัวเลขทั้งปีโต 2.4% อานิสงส์จากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังแข็งแกร่ง และภาคการลงทุนที่ขยายตัวโดดเด่นทั้งรัฐและเอกชน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2025 ขยายตัวกว่า 2.5% YoY สูงกว่าคาดการณ์ของทุกสำนัก หนุนตัวเลขทั้งปีโต 2.4% อานิสงส์จากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังแข็งแกร่ง และภาคการลงทุนที่ขยายตัวโดดเด่นทั้งรัฐและเอกชน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • เยอรมนี: ดัชนีราคาผูบริโภค (CPI EU Harmonized) เดือน ม.ค.
    • ยูโรโซน: ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ก.พ.
    • สหรัฐฯ: ดัชนีการเคหะ (NAHB Housing Market Index) เดือน ก.พ.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: 1 Figures in parentheses represent a share of 2024 GDP (CVM).

    Source: NESDC, TISCO Economic Strategy Unit (ESU)

    • เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2025 ขยายตัวเร่งขึ้นสู่ระดับ 2.5% YoY (vs. 1.2% ไตรมาสก่อน) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.2% อย่างมีนัยสำคัญ และสูงกว่าประมาณการของเราที่ 0.7% โดยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า GDP ไทยขยายตัว 1.9% QoQ, sa (vs. -0.3% prev.) ซึ่งถือว่าดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.6% สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะจากอุปสงค์ภายในประเทศ
    • ด้านการผลิต: การผลิตนอกภาคเกษตรขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การผลิตภาคเกษตรและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อาทิ ที่พักแรมและบริการอาหาร ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
      • การผลิตภาคเกษตรชะลอลงต่อเนื่องสู่ 0.3% YoY (vs. 2.1% ไตรมาสก่อน) จากผลผลิตหลักอย่าง ผลไม้ ข้าว และมันสำปะหลังที่ลดลง ขณะที่ผลผลิตของสินค้าหลักบางรายการขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไก่เนื้อ และอ้อย
      • การผลิตนอกภาคเกษตรขยายตัวเร่งขึ้นสู่ 2.7% YoY (vs. 1.2% ไตรใสก่อน) โดยภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวที่ 0.8% (vs. -0.8% ไตรมาสก่อน) หลักๆ มาจากการกลับมาขยายตัวของภาคการผลิตที่ 0.3% (vs. -1.4% ไตรมาสก่อน) ขณะเดียวกัน ภาคบริการขยายตัวเร่งขึ้นสู่ 3.5% (vs. 2.2% ไตรมาสก่อน) โดยได้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมก่อสร้างที่กลับมาขยายตัวได้ 11.2% (vs. -4.5% ไตรมาสก่อน) โดยเฉพาะการก่อสร้างภาครัฐที่ปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบลงทุน ทั้งนี้ กิจกรรมส่วนใหญ่ในภาคบริการมีพัฒนาการดีขึ้น อาทิ การขายส่งและขายปลีกขยายตัวได้ต่อเนื่อง 6.8% (vs. 6.5% ไตรมาสก่อน) การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 3.2% (vs. 3.0% ไตรมาสก่อน) และกิจกรรมการเงินและประกันภัยเร่งตัวขึ้นสู่ 3.5% (vs. 0.7% ไตรมาสก่อน) อย่างไรก็ดี กิจกรรมบางสาขาชะลอลง ได้แก่ ที่พักแรมและบริการอาหาร 0.6% (vs. 0.8% ไตรมสก่อน) ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 3.2% (vs. 4.3% ไตรมาสก่อน) ขณะที่ศิลปะ บันเทิง และนันทนาการกลับมาหดตัวที่ -1.3% (vs. 1.8% ไตรมาสก่อน)
    • ขณะที่ กิจกรรมในด้านการใช้จ่าย: การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การส่งออกบริการยังคงอยู่ในภาวะหดตัว
      • อุปสงค์ต่างประเทศ: การส่งออกสินค้ายังคงเติบโตได้ดีแม้ชะลอลงสู่ 9.4% YoY (vs. 11.5% ไตรมาสก่อน) ขณะที่การส่งออกบริการหดตัวมากขึ้นเป็น -6.9% (vs. -6.5% ไตรมาสก่อน) ส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการเติบโตชะลอลงสู่ 5.6% (vs. 7.6% ไตรมาสก่อน) ด้านการนำเข้าสินค้าและบริการเร่งขึ้นสู่ 9.1% (vs. 5.9% ไตรมาสก่อน) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการนำเข้าบริการที่ยังคงอ่อนแออยู่ที่ -4.8% (vs. -6.8% ไตรมาสก่อน)
      • อุปสงค์ในประเทศ: การลงทุนเร่งตัวขึ้นสู่ 8.1% YoY (vs. 1.4% prev.) ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบหนึ่งทศวรรษ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวโดดเด่นที่ 13.3% YoY (vs. -5.3% ไตรมาสก่อน) จากการเบิกจ่ายด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.5% (vs. 4.5% ไตรมาสก่อน) โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ และกิจกรรมก่อสร้าง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนเร่งขึ้นสู่ 3.3% (vs. 2.5% ไตรมาสก่อน) ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาครัฐฟื้นตัวขึ้นสู่ 1.3% (vs. -3.9% ไตรมาสก่อน)
    • สศช. ได้ประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2026F อยู่ในช่วง 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% (vs.1.8% ESU estimate) ขณะที่ประมาณการเงินเฟ้อถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.2% ซึ่งอยู่ในกรอบ -0.3-0.7% สำหรับปี 2026F (vs. 0.4% ESU estimate) สะท้อนมุมมองต่อแรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องภายใต้ภาวะการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่ยังคงจำกัด
    • Our take: GDP ไตรมาสที่ 4/2025 ขยายตัว 2.5% YoY โดยหากขจัดผลของฤดูกาล GDP ในไตรมาสดังกล่าวขยายตัวได้ 1.9% QoQ แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 16 ไตรมาส โดยการอุปสงค์ในประเทศ การใช้จ่ายและการลงทุน เป็นแรงหนุนสำคัญช่วยสนับสนุนการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสนี้ ราว 0.4 ppt ขณะที่การส่งออกสุทธิฉุด GDP ในไตรมาสนี้ลง -0.2 ppt สำหรับปี 2025 GDP เติบโตได้ 2.4% สูงกว่าที่เราและตลาดคาดการณ์เช่นกัน
    • การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดก่อสร้างพลิกกลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านจำนวนเงินในการขอสิทธิลงทุนของ BOI ให้กลายเป็นเม็ดเงิน FDI ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศอย่างแท้จริง โดยการเดินหน้าโครงการ Fast-Pass Plus อย่างต่อเนื่องคาดว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงิน FDI เพิ่มเติมในปี 2026F ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะหากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพได้สำเร็จ
    • เราปรับประมาณการ GDP ของไทยในปี 2026F ขึ้นเป็น 1.8% (จากเดิม 1.6%) โดยมองความเสี่ยงจากประมาณการณ์โน้มไปทางบวก โดยเฉพาะหากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่คาด และงบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน และสามารถเบิกจ่ายได้ทันในเดือน ธ.ค.
    • สำหรับมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย เรายังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลดลงอีก 0.25% ในปี 2026F อย่างไรก็ตาม จากประกาศล่าสุดของ ธปท. เกี่ยวกับการปรับลดอัตราสมทบกองทุน FIDF และตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ดังนั้น ในการประชุม กนง. สัปดาห์หน้า (วันที่ 25 ก.พ.) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน ทั้งนี้ เราคาดว่า กนง. จะประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ษ. เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ภาคครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงยังคงประคองรายจ่ายด้วยความยากลำบาก ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังอยู่ในระดับสูง ฉะนั้นการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จึงมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้กลับสู่ศักยภาพ ทั้งนี้ หากเกิดปัจจัยลบเพิ่มเติมจากภายนอก อัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายรอบวัฏจักร (terminal rate) อาจถูกปรับลดลงได้ถึงระดับต่ำสุดที่ 0.50%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/17/617670/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EjLT9SNWIPgHea5_5DMZY