Blog

  • วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

    วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

    อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอังกฤษรายงานว่า อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสูงถึง 16.1% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเป็นผลมาจาก “การขึ้นภาษีแรงงาน” และ “การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

    ร้านอาหารเเละร้านค้าทั่วไป ออกมาบอกว่า “การจ้างพนักงานวัยรุ่นเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปที่ทางร้านจะเเบกรับไหว” ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่ร้านค้าพูดเเบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงการเข้ามาเเทรกแซงของกระทรวงเเรงงานที่ต้องการปรับเพิ่มอัตราค่าเเรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นนั้น มีเเต่จะทำให้การตัดสินใจจ้างงานนั้นเเย่ลง

    Resolution Foundation เปิดเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่อังกฤษมีอัตราการว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรป โดยปัจจุบันยุโรปมีอัตราการว่างเฉลี่ยอยู่ที่ 14.9% ในขณะที่อัตราการว่างของอังกฤษในปัจจุบันอยู๋ที่ 16.1% นับตั้งเเต่ปี คศ.2000

    ตัวเเทนสหภาพแรงงาน เตือนว่า ชาวอังกฤษวัย 24 ปี จำนวนกว่า 45% ที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ได้ถูกจ้างงาน เเละไม่เคยถูกจ้างงานมาก่อน กำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ที่โดนเรียกว่า รัฐบาลซอมบี้ (Zombie Government) ซึ่งแปลว่ารัฐบาลที่ไม่ทำงาน สูญเสียความสามารถในการทำงานเเม้จะอยู่ในอำนาจ เเละไม่สามารถคาดการณ์เเละวางแผนรับมือปัญหาในอนาคตได้ 

    “การขึ้นภาษีแรงงาน” “ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ” “กฎหมายการจ้างงาน” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในอังกฤษตั้งเเต่ปี 2022 เเละเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อมูลเปิดเผยว่า อัตราการว่างงานพนักงานในวัยต่ำกว่า 34 ปี เพิ่มสูงขึ้นถึง 242,000 คน ในทางกลับกัน บริษัทหันไปจ้างงานพนักงานที่อายุมากกว่า 35 ปี สูงถึง 71,000 คน 

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การปรับขึ้นฐานเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานวัย 18-20 เป็น 10 ยูโรต่อชั่วโมงนั้น จะทำให้ช่องว่างของฐานเงินเดือนระหว่างเด็กเเละผู้ใหญ่แคบลง เเละทำให้บริษัทมองว่าการจ้างพนักงานที่ยังไม่มีประสบการณ์นั้นเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เเละยังไม่รวมถึงปัญหาการเติบโตที่รวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดเเรงงาน เขาจึงเตือนให้รัฐบาลอังกฤษหันมามองเห็นถึงปัญหาการว่างงานของชาวอังกฤษที่มีเเต่ยังจะเพิ่มขึ้น 

    ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า บริษัทส่วนใหญ่หันมาจ้างงานพนักงานโดยระบุสัญญาว่าจะไม่มีการจ่ายโบนัสประจำปี เป็นสัญญาณว่าตลาดเเรงงานกำลังอ่อนตัวลง และ กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ

    ขณะที่รัฐบาลแย้งว่า การเปลี่ยนเเปลงนี้เป็นสัญญาณของความท้าทายที่พวกเขาจะต้องทำให้สำเร็จตามคำสัญญาที่ให้ในไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง.

    ที่มา: The sun

    อ่านข่าวเกี่ยวกับ คนว่างงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2915375&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uC_rP8yjOHtOwc1PknoeM

  • ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร”ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย)”สนับสนุนการศึกษา

    ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร”ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย)”สนับสนุนการศึกษา

    ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร”ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย)”สนับสนุนการศึกษา

    ซีพีเอฟร่วมกับลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย) สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยผ่านโครงการพัฒนาทักษะและความรู้ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน

    ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร

    เป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย โดยล่าสุด  บริษัท ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษากฎหมายระดับโลก  ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มอบเงิน 6.8 แสนบาท เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านปางห้า ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่มีสภาพชำรุดจากน้ำท่วมเมื่อเดือนกันยายน 2567

    ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร

    โดยปัจจุบัน มีการปรับปรุงอาคารเรียนและสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของครู อาจารย์ และนักเรียน รวมทั้งเป็นสถานที่ให้นักเรียนและชุมชน ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาและฝึกทักษะชีวิต อบรมคุณธรรม จริยธรรม การทำกิจกรรมอาสาและสันทนาการ พร้อมกันนี้  ในกิจกรรมส่งมอบอาคารดังกล่าว ซีพีเอฟ ได้นำอาหารคุณภาพ แบรนด์ CP หลายรายการ อาทิ เกี๊ยวกุ้ง ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า  ให้ได้อิ่มท้องอย่างมีคุณภาพอีกด้วย 

    ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรมพันธมิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/738295&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Z7ujnodjAo2IcIHp3u5r

  • IPO ต่างประเทศดีกว่าไทย? MINT เปิดแผนปี 69 เร่งศึกษาแผนส่ง Minor Food บุก IPO ตลาดหุ้นฮ่องกงปี 69

    IPO ต่างประเทศดีกว่าไทย? MINT เปิดแผนปี 69 เร่งศึกษาแผนส่ง Minor Food บุก IPO ตลาดหุ้นฮ่องกงปี 69

    ตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงมาหลายปี บริษัทที่เข้าการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ช่วงที่ผ่านมาหลายตัวก็ติดลบหนักตั้งแต่วันแรก  ไหนจะขั้นตอนการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนฯ จะซับซ้อนและยุ่งยากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ล่าสุดเลยมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า บริษัทไทยหันไป IPO ในประเทศอื่นกันแล้ว! และยังมีชื่อของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย

    ล่าสุด ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท (Group CEO) MINT กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตอนนี้บริษัทมีแผนจะนำบริษัทในเครือไป IPO ในต่างประเทศ มีทั้งอยู่ระหว่างการศึกษา และจะเดินหน้าภายในปี 2569 นี้ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

    1. ปั้นกอง REIT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

    นับจากช่วงก่อนโควิด-19 เรามองหาการ Asset Recycling (การบริหารจัดการสินทรัพย์) มาต่อเนื่อง โดยใช้เวลาศึกษากว่า 9 เดือนเพื่อค้นหาว่า “อะไร” จะสร้างประสิทธิภาพสูงสุด และพบว่า กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งในมุมมูลค่าและ IRR ที่จะส่งผลดีต่อนักลงทุน 

    ดังนั้น คาดว่าภายในปี 2569 ทางบริษัทฯ จะนำโรงแรม 14 แห่ง ทั้งในยุโรป (12 แห่ง) และไทย (2 แห่ง) เข้าพอร์ต REIT แล้วแบ่งขายให้นักลงทุน ซึ่งการระดมทุนส่วนนี้จะนำมาลดหนี้ซึ่งจะส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ดีขึ้น เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าในกอง REIT นี้จะอยู่ราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คาดว่าจะได้สัก 500-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้ามาที่บริษัทแม่) โดย MINT จะเข้าไปถือครองในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ตอนนี้อยู่ระหว่างการวางโครงสร้าง

    “ตลาด REIT ในไทยยังไม่ง่ายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก แต่สิงคโปร์เป็นตัวเลือกที่ง่ายกว่า รวมถึงในอนาคตสามารถเพิ่มขนาดกองฯ ได้โดยไม่ต้องมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น” ดิลิป กล่าว

    2. ศึกษาการนำ Minor Food ไป IPO ในฮ่องกง

    ไมเนอร์ ฟู้ด (Minor Food) ปัจจุบันมีแบรนด์ร้านอาหารมากกว่า 80 แบรนด์ เช่น Sizzler, Pizza Company, Bonchon, Burger King, Dairy Queen และอื่นๆ โดยบริษัทฯ กำลังศึกษาแนวทางการนำไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง

    สาเหตุหลักเพราะมองว่าตลาดฮ่องกงใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับไทย และมองว่า Minor Food มีการเติบโตและแผนงานที่ชัดเจน เชื่อว่าจะดึงดูดนักลงทุนได้ดี ตอนนี้กำลังวางแผนทั้งแง่มูลค่า โครงสร้าง และอื่นๆ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 69 นี้ 

    ทั้งนี้ แผนงานของ Minor Food ภายในปี 2569 จะเน้น 3 เสาหลัก คือ 

    1)  การคิดค้นอะไรใหม่ๆ เช่น ทำเลที่ตั้งและรูปแบบตัวร้าน, ประเภทอาหาร, เมนู ฯลฯ 

    2)  ขยายงานให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร ที่ผ่านมามีการขยายแบรนด์ในเครือไปหลายประเทศ เช่น แบรนด์ติ่มซำในสิงคโปร์, อินโดนีเซีย ใช้แบรนด์ GAGA, Dairy Queen เข้าไปทำตลาด และยังขยายสู่อินเดีย ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

    3) Transform Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าและการบริการให้ดีขึ้น 

    ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของ MINT มองว่าความท้าทายของหลักยังคงเป็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งการท่องเที่ยวที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริษัทไทยมีการแข่งขันสูงในตลาด ค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น ไปจนถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่า MINT สามารถบริหารจัดการได้ 

    ปี 2569 ยังตั้งเป้าหมาย Net Profit Growth เฉลี่ยปีละ 15-20% จากที่ปี 2568 Net Profit Growth อยู่ที่ 16% ในปีนี้จะเดินหน้าขยายทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยงบลงทุน (Capex) ปีนี้อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ราว 65% การบริหารจัดการและพัฒนาโรงแรม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2915480&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12RXxt62Oyaw1UrSV-bJmq

  • ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม

    ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม

    ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

    วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.49 น.

    ‘เซนต์หลุยส์ศึกษา’ จับมือ เอ็มม่า อลิส! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเซนต์หลุยส์ 4 เซอร์ปาตริส พรนภา ปรัชญาคุณ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับผู้แทนจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดยมีคณะผู้บริหารและคณะครูร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

    เซอร์ปาตริส พรนภา เปิดเผยว่า นอกเหนือจากด้านคุณธรรมจริยธรรมที่โรงเรียนเน้นย้ำมาตลอด ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเติมเต็มด้าน ‘ทักษะแห่งอนาคต’ โดยการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ในตำรา แต่สามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาและต่อยอดในการประกอบอาชีพในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ด้านผู้แทนจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส ระบุว่า มีความยินดีที่จะสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อบ่มเพาะเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์และปรับตัวเก่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชากรในโลกยุคใหม่

    การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างเครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้พร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ////////////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/948226&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11bqOJb8gbA4F9jf4Lji7E

  • &

    &

    “พันธุ์ไทย เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ จึงตั้งใจมอบเวทีนี้ให้ นิสิต นักศีกษาทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพและภาคภูมิใจกับผลงานที่ไม่ได้เป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลบนหน้าจอ แต่ถูกนำมาโลดแล่นบนท้องถนนได้จริง โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจ ที่พันธุ์ไทยพร้อมผลักดันทุกความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทย ให้ไปได้ไกลกว่าในห้องเรียน” สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

    บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด หนึ่งในธุรกิจ Non-Oil เครือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดินหน้าสนับสนุนการศึกษาและพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานการออกแบบกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทย โดยนำผลงานที่ได้รับรางวัลมาผลิตใช้งานจริง และออกเดินทางนำเสนองานศิลปะสู่สายตาผู้คนทั่วประเทศ พร้อมชิงรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท

    นางสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เผยว่า “พันธุ์ไทยมุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการที่เชื่อมโยงทักษะกับการปฏิบัติงานจริง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบาริสต้าน้อย ร่วมกับโรงเรียนหอวัง ให้เยาวชนได้ฝึกอาชีพในร้านกาแฟพันธุ์ไทย, TU Co-Learning Space by PTG พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนที่เชื่อมโยงประสบการณ์ตรง, CBS Cafe by PTG ต้นแบบกิจการเพื่อสังคมที่บ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โครงการสนับสนุนเด็กและเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ชลบุรี ให้มีโอกาสทำงานและกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงโครงการล่าสุด ที่พันธุ์ไทยจับมือสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ชวนนิสิตนักศึกษาครีเอทรถฟู้ดทรัคให้กลายเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ ผ่านการตีความ DNA ของพันธุ์ไทยในมุมมองใหม่ ผสานอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมนำไปผลิตใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่จำเป็นต้องรอเรียนจบ ก็สามารถมีผลงานระดับประเทศได้ และนั่นคือก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินหรือนักออกแบบมืออาชีพในอนาคต”

    เพราะพันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ โครงการนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกไอเดียอย่างไร้ขีดจำกัด โจทย์คือการออกแบบลวดลายกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคที่โดดเด่น ทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และยังคงสะท้อน DNA ของพันธุ์ไทยได้อย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ผลงานที่ชนะการประกวดจะไม่ได้เป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลอยู่บนหน้าจอ แต่จะถูกผลิตและขับเคลื่อนไปทั่วประเทศบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทยได้จริง

    รางวัลการประกวดสำหรับผู้สมัคร

    • รางวัลชนะเลิศ: ทุนการศึกษา 200,000 บาท
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง: ทุนการศึกษา 100,000 บาท
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง: ทุนการศึกษา 50,000 บาท
    • รางวัลชมเชย (7 รางวัล): ทุนการศึกษา รางวัลละ 20,000 บาท

    รางวัลพิเศษสำหรับสถานศึกษา

    • ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 ทีม รับทุนสนับสนุนสถานศึกษาละ 20,000 บาท

    คุณสมบัติและกติกาการสมัคร: นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา (ทั้งภาครัฐและเอกชน) สามารถสมัครได้ทั้ง แบบเดี่ยว หรือ แบบทีม (สมาชิกไม่เกิน 3 คนต่อทีม) โดยสมาชิกในทีมจะต้องศึกษาอยู่ในสถาบันเดียวกัน

    การส่งผลงาน:

    • สถาบันอุดมศึกษาสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ ไม่จำกัดจำนวนทีม
    • ผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวดได้ ทีมละ 1 ผลงาน เท่านั้น
    • ชื่อผู้สมัครแต่ละคน สามารถเป็นสมาชิกได้เพียง 1 ทีม เท่านั้น
    • ผู้สมัครแต่ละทีมจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษารับรองการสมัคร
    • ส่งผลงานออกแบบในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล (Adobe Photoshop, Illustrator ฯลฯ) ความละเอียด 300dpi

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ลิงค์: https://bit.ly/403BiDc และส่งผลงานผ่านทางอีเมล: [email protected] ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (เวลา 23.59 น.)

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 092 135 1419 ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เฟซบุ๊ค: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieuldxajnk90z4j0hlxn0wu6lkyj43y4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aDXebtY_6W5TekcUflYzZ

  • มองมุมต่าง: “เอกนิติ” ภารกิจฟื้น GDP เร่งเครื่องปลุกความเชื่อมั่น วัฏจักรใหม่ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: “เอกนิติ” ภารกิจฟื้น GDP เร่งเครื่องปลุกความเชื่อมั่น วัฏจักรใหม่ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า รอบนี้หลายคนเริ่มหันกลับมามองเศรษฐกิจไทยด้วยความหวังมากขึ้น หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 4 พลิกฟื้นเหนือความคาดหมาย จากภาพซบเซาที่ยืดเยื้อมานาน เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐที่พุ่งขึ้นถึง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ เงินถูกใช้มากขึ้น แต่สะท้อนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เอาจริงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    บทบาทของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้รู้ระบบการคลังอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าจังหวะไหนต้องเร่ง จังหวะไหนต้องปลดล็อก และรู้วิธีทำให้งบประมาณกระจายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเร่งใช้เงิน แต่ใช้เงินให้เกิดแรงกระเพื่อมจริงในระบบเศรษฐกิจฐานรากและภาคธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ภาพของรัฐบาลที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมงานจาก พรรคภูมิใจไทย ก็เริ่มชัดขึ้นในมุมของการ “ทำทันทีเมื่อทำได้” การปลดล็อก BOI Fast Track ทำให้ขั้นตอนอนุมัติโครงการเร็วขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสเริ่มกลับมาขยับอีกครั้ง

    หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นผู้ป่วย ก็ต้องยอมรับว่าเราอยู่ใน ICU มานาน การเร่งเบิกจ่าย การกระตุ้นการลงทุน และการคลายล็อกระบบราชการ คือการให้ออกซิเจนและเลือด เพื่อพยุงให้ร่างกายกลับมามีแรงพอจะรับการรักษาระยะยาว ซึ่งในอนาคตอาจหมายถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการยกเครื่องการศึกษา แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น การประคองให้ระบบฟื้นก่อนคือเงื่อนไขสำคัญที่สุด

    เมื่อมองย้อนกลับไป หลายคนเริ่มเปรียบเทียบกับยุคที่ พรรคเพื่อไทย ดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะมีทีมเศรษฐกิจหลายชุด แต่ไม่สามารถผลักดันนโยบายหลักให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ โดยเฉพาะโครงการ Digital Wallet ที่สะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่สามารถใช้แอปที่มีอยู่แล้วอย่าง เป๋าตัง ได้ทันที แต่ก็ไม่ใช้

    ความต่างจึงอยู่ที่แนวทาง ระหว่างการออกแบบสิ่งใหม่ กับการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพการเมือง แต่สะท้อนถึง จังหวะของการมอง(แบบประเมิน)เศรษฐกิจ ที่กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนจังหวะนั้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดทุน

    เมื่อ GDP ฟื้นเหนือคาด และการเบิกจ่ายเร่งตัวแรง ตลาดจะเริ่ม price in การฟื้นตัวล่วงหน้า นักลงทุนไม่ได้รอให้ตัวเลขทุกตัวสมบูรณ์ก่อน แต่จะซื้อเมื่อเห็นสัญญาณว่ารัฐเอาจริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมดัชนีของ ตลาดหุ้นไทยถึงพุ่งแรง พร้อมวอลุ่มทะลักเข้ามาในช่วงนี้

    ขั้นต่อมาคือเม็ดเงินต่างชาติ ภาพรัฐบาลที่เดินหน้าเร่งงบและปลดล็อกการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเข้าข่ายลงทุนได้

    ในระยะสั้น หุ้นใหญ่และกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศจะนำตลาด ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร รับเหมา วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะตลาดคาดว่าเงินรัฐจะไหลลงสู่ระบบจริง ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ

    ในระยะกลาง หากการเบิกจ่ายยังต่อเนื่อง และ BOI Fast Track ทำให้โครงการเอกชนเกิดขึ้นจริง กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มฟื้นตาม นั่นจะทำให้รอบนี้ไม่ใช่แค่รีบาวด์ แต่มีโอกาสเป็น re-rating ของตลาด จากเดิมที่หุ้นไทยถูกมองว่าโตช้า ก็อาจถูกประเมินมูลค่าใหม่

    ทั้งนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การฟื้นของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือการฟื้นของ “ความเชื่อมั่น” และในโลกการลงทุน ความเชื่อมั่นคือเชื้อเพลิงที่ทรงพลังที่สุด เมื่อความเชื่อมั่นมา เงินใหญ่จะตาม เมื่อเงินใหญ่มา ตลาดจะวิ่ง

    คำถามจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจดีพอหรือยัง แต่คือ เรากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่หรือไม่

    ถ้าใช่ รอบนี้อาจไม่ใช่แค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่อาจเป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านของทั้งเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างแท้จริง

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDJ0IQ0107C6UBQOEIA3GZ2325SMPBR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b43YZtITyq28L6OhwK5wd

  • เตรียมเสนอกฎหมาย แก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ทำคนไทยติดกับดัก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตรียมเสนอกฎหมาย แก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ทำคนไทยติดกับดัก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ชี้ผู้บริโภคติดกับดัก เร่งศึกษาปัญหา แนวทางแก้ไข เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายคุมเพดานหนี้

    สภาผู้บริโภค เตรียมเสนอแนวทางแก้ไข “หนี้ไม่เป็นธรรม” ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันที่คิดดอกเบี้ยสูง จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากติดกับดักหนี้ระยะยาว

    รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ กรรมการนโยบาย ด้านการเงิน และการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน และมีสัดส่วนหนี้นอกระบบถึง 35% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีอัตราการเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่โควิด 19 รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มลูกหนี้ที่ “จ่ายแบบเสี่ยง” หรือจ่ายเพียงดอกเบี้ยโดยเงินต้นแทบไม่ลดลง

    หนี้ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะ “หนี้ไม่มีหลักประกัน”

    รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 ระบุว่า ระดับหนี้ยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,000 บาท โดยหนี้อันดับ 1 คือหนี้บัตรเครดิต 46.8% รองลงมา เป็นหนี้บ้าน 40% และอันดับ 3 หนี้ยานพาหนะ 37.1% โดยผลสำรวจของหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดขึ้นปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น 12.3% เกิดจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด 10.7% เกิดจากภาระทางครอบครัว และรายได้ไม่พอรายจ่าย 9.8%

    นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ในระบบ กลุ่มนี้มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูง และเมื่อผิดนัดชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มแบบทบต้น สุดท้ายกลายเป็นคดีความ ถูกฟ้องร้องและบังคับคดียึดทรัพย์อื่น เช่น บ้านหรือทรัพย์สินจำเป็น

    รศ.ดร.นวลน้อย ระบุว่า ปัญหานี้สะท้อน “ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดเพดานภาระหนี้รวมที่ลูกหนี้ต้องชำระในกรณีหนี้ไม่มีหลักประกัน แตกต่างจากหลายประเทศที่กำหนดเพดานยอดหนี้รวมประเภทนี้ไว้ว่า ต้องไม่เกินกี่เท่าของเงินต้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป

    ขณะเดียวกัน หนี้นอกระบบยังเป็นอีกปมปัญหาใหญ่ แม้ภาครัฐพยายามดึงเข้าสู่ระบบหรือซื้อหนี้มาเจรจาปรับโครงสร้าง แต่จำนวนผู้เข้าสู่กระบวนการยังไม่มาก สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการของภาครัฐที่มุ่งแก้รายกรณี มากกว่าการจัดการต้นตอปัญหา

    รศ.ดร.นวลน้อย เห็นว่า แนวทางของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้+” ของพรรคภูมิใจไทย หรือแนวคิดล้างหนี้บางประเภทของพรรคเพื่อไทย ล้วนมีเป้าหมายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น รายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรไม่มีประสิทธิภาพ และตลาดแรงงานไม่รองรับผู้สูงอายุ ที่ยังจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเงินออม  ปัญหาหนี้ก็จะวกกลับมาอีก

    ชี้แก้ปลายเหตุไม่พอ ต้องแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิต

    สภาผู้บริโภคจึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกกฎหมายควบคุม “หนี้ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ได้แก่

    • เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ
    • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับผลิตภาพ
    • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวิกฤตหรืออุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียรายได้กะทันหัน
    • ส่งเสริมวินัยทางการเงินและความรู้ด้านการกู้ยืมอย่างรับผิดชอบ

    “การพักหนี้หรือหยุดหนี้ช่วยได้ระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างรายได้และความไม่เป็นธรรมในระบบสินเชื่อ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น และในที่สุดผู้บริโภคก็จะติดกับดักหนี้ไม่จบ ข้อเสนอครั้งนี้จึงเป็นความพยายามผลักดันให้การแก้หนี้ของประเทศไทยขยับจากมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อคลี่คลายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน.” รศ.ดร.นวลน้อยกล่าวทิ้งท้าย


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อติดกับหนี้นอกระบบ ถูกทวงหนี้โหด ไม่โอนเพิ่ม-แจ้งความ

    ยกระดับสินเชื่อทะเบียนรถ จัดทำ “สัญญาโปร่งใส” ลูกหนี้ชั้นดีต้องลดดอกเบี้ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/210269_dept-solution_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Brj5TXJAxZ80-sMVHoCI-

  • นายกฯหญิงญี่ปุ่น แถลงนโยบายเขย่าโลก เพิ่มงบกลาโหม 2 เท่า เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

    นายกฯหญิงญี่ปุ่น แถลงนโยบายเขย่าโลก เพิ่มงบกลาโหม 2 เท่า เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

    วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.41 น.

    20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภา โดยเป็นครั้งแรกหลังจากชนะเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ด้วยคะแนนเสียงแลนด์สไลด์ พรรคเสรีประชาธิปไตยหรือแอลดีพี (LDP) และพรรคร่วมรัฐบาลครองเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 2 ใน 3 ทำให้เธอไร้แรงต้านทางการเมือง

    ‘ทาคาอิจิ’ กล่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพการณ์ด้านความมั่นคงร้ายแรงและซับซ้อนที่สุดนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการที่จีนขยายการเคลื่อนไหวทางการทหารและกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัสเซีย จีนได้เพิ่มความพยายามมากยิ่งขึ้นที่จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้แต่เพียงฝ่ายเดียวด้วยการใช้กำลังหรือการข่มขู่ 

    ขณะที่เกาหลีเหนือเสริมสร้างศักยภาพด้านขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ รัฐบาลจะทบทวนเอกสารด้านความมั่นคงหลัก 3 ฉบับในปีนี้ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ และจะเร่งทบทวนระเบียบการส่งออกยุทโธปกรณ์เพื่อขยายการจำหน่ายในต่างประเทศและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทด้านกลาโหม

    พร้อมได้เร่งเดินหน้าโครงการสร้างเสริมกองทัพปี 2566 ที่จะเพิ่มงบกลาโหมขึ้น 2 เท่าเป็นร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีงบกลาโหมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้ว่ารัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นกำหนดห้ามทำสงครามก็ตาม 

    ขณะเดียวกันได้ประกาศตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติที่เธอจะนั่งเป็นประธานเอง เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นยังไม่มีหน่วยข่าวกรองแบบนี้ และเสนอตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศในธุรกิจที่อ่อนไหว พร้อมกับรับปากว่าจะลดการพึ่งพาบางประเทศ ด้วยการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและร่วมกับพันธมิตรสำรวจหาแร่สำคัญ รวมถึงแร่หายาก รอบเกาะมินามิโทริในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะเร่งเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์อีกครั้งหลังจากระงับไปตั้งแต่เกิดภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2554

    ด้านนโยบายเศรษฐกิจนั้น ‘ทาคาอิจิ’ รับปากว่า จะยุติการใช้มาตรการรัดเข็มขัดจนมากเกินไป จะกำหนดระเบียบที่ชัดเจนเพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินของประเทศที่ตึงตัว และจะกระตุ้นการลงทุนระยะยาวในภาคส่วนที่สำคัญ เธอหวังคลายความกังวลของตลาดและนักลงทุนด้วยการย้ำว่า จะมุ่งมั่นดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ชิป และการต่อเรือ เพื่อยกระดับการเติบโตของประเทศ

    ก่อนหน้านี้เธอเคยชูนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายขนานใหญ่และลดภาษี ส่งผลให้นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและเงินเยนเมื่อปลายปีก่อน เพราะกังวลว่ารัฐบาลจะหาเงินจากที่ใด ในยามที่ประเทศแบกรับภาระหนี้สินมากที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/948344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z-kMRWtURgsScfjKdDK0n

  • คาด 25 ก.พ. นี้ กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.25% หลัง GDP ไทยออกมาสูงกว่าประมาณการณ์

    คาด 25 ก.พ. นี้ กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.25% หลัง GDP ไทยออกมาสูงกว่าประมาณการณ์

    กรุงเทพฯ, วันที่ 20 ก.พ. –การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลงภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ประกอบกับสินเชื่อยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การที่ กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธาน กนง.  นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rzgEJ6YJlcYpC1L1astWK

  • “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม เร่งรัด จัดการระบบไอที ให้เสร็จภายในกลางปี 69 ไม่ให้กระทบผู้ประกันตนหลังถ่ายโอนข้อมูลเข้าระบบ SSO Core แล้ว

    “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม เร่งรัด จัดการระบบไอที ให้เสร็จภายในกลางปี 69 ไม่ให้กระทบผู้ประกันตนหลังถ่ายโอนข้อมูลเข้าระบบ SSO Core แล้ว

    น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อเร่งรัดให้ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมเร่งจัดการระบบ SSO Core ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ไขปัญหาของระบบไอทีทุกระบบที่ใช้อยู่ในสำนักงานประกันสังคมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

    รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ว่า ขณะนี้ได้มีการถ่ายโอนข้อมูลผู้ประกันตนทั้ง 24.5 ล้านคนจากระบบเดิมเข้ามาในระบบใหม่ คือ SSO Core เรียบร้อยแล้ว และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไอที ซึ่งเป็นนักวิชาการจากภายนอก เข้ามาช่วยประเมินระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ นี้

    นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้สั่งการให้เลขาธิการประกันสังคม เร่งดำเนินการโอนเงินชดเชยการว่างงานให้กับผู้ประกันตนที่ยังค้างอยู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งได้รับรายงานว่า ขณะนี้เหลือจำนวนคงค้างรอการอนุมัติอีกเพียง 50,000 ราย โดยเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 3 แสนราย และ โอนเงินให้ผู้ประกันตนแล้วกว่า 940 ล้านบาท

    รมว.แรงงาน ยังกล่าวถึง ระบบไอที 850 ล้านบาท ว่า เบื้องต้นจากแนวทางของกรมบัญชีกลาง จะมีการเรียกค่าปรับจากการจ้างช่วง ค่าเสียหายจากการส่งมอบงานล่าช้า และเงินจากการที่ผู้ประกันตน นายจ้าง ได้รับผลกระทบจากระบบที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีสำนักงานประกันสังคมเป็นตัวกลาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม เร่งแก้ไขปัญหาของระบบไอทีทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน กลางปี 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปมากกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998273&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iayz2O70oOiBOKsiK5iee