Blog

  • ‘สภาพัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่ดูตัวชี้วัดเศรษฐกิจ-การบริโภค ก่อนเดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟสใหม่

    ‘สภาพัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่ดูตัวชี้วัดเศรษฐกิจ-การบริโภค ก่อนเดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟสใหม่

    นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลปัจจุบันที่ใช้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 นโยบายนี้ใช้งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท และมีเม็ดเงินจากการจับจ่ายของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 20 ล้านคน รวมเป็นเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังคาดว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.21- 0.22%

    ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้มีการใช้นโยบบายนี้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งมีการประกาศว่าเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่ทันที อย่างไรก็ตามในรายการการจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยหลังเลือกตั้งของฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) ผู้ให้บริการชั้นนำด้านการจัดอันดับเครดิตประเทศของประเทศต่างๆ ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ใช้วงเงินใกล้เคียงกับระดับ 1% ของGDP ซึ่งได้มีการตั้งคำถามจากฟิทช์ เรทติ้ง ว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่าเพียงพอหรือไม่ มีกลไกที่ส่งต่อมาตรการนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆได้หรือไม่

    ประเด็นนี้นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าโครงการคนละครึ่งหรือคนละครึ่งพลัส  มีบทบาทในการกระตุ้นการบริโภค  โดยมาตรการคนละครึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะกระจายไปสู่ตัวบุคคลและผู้ประกอบการในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดีขึ้น

    ส่วนเมื่อถามว่ากรณีที่ ฟิทช์ เรทติ้ง มีการจับตาโครงการคนละครึ่งพลัสว่าใช้งบประมาณค่อนข้างสูง นั้นมีประเด็นที่น่ากังวลหรือไม่ นายดนุชาระบุว่าโครงการนี้เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อหรือไม่มีการพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านได้แก่  การพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ: โดยเฉพาะเรื่องของการบริโภคของประชาชน และภาคเอกชน เนื่องจากมาตรการลักษณะนี้ควรใช้ในกรณีที่การบริโภคลดลงอย่างมาก เพื่อให้สามารถอัดฉีดเงินเข้าไปกระตุ้นได้โดยตรง

    นอกจากนั้นต้องดูในเรื่องของงบประมาณและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและมาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณาถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย

    “ทางสำนักงานฯเข้าใจดีว่านโยบายคนละครึ่งพลัสเป็นนโยบายที่ประชาชนรอคอย และมีความคาดหวัง แต่การดำเนินของรัฐบาล เรื่องนี้ต้องมีการหารือกันของหลายฝ่าย โดยต้องดูปัจจัยทางเศรษฐกิจให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเพื่อให้มาตรการเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด” นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L9bGLG2FHnpE1ez4qOoO1

  • แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    กรุงเทพฯ (20 กุมภาพันธ์ 2569) — สายการบินแอร์เอเชีย ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่อยอดแคมเปญแห่งปี “Feel All the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษและกิจกรรมสุดพิเศษ ชวนนักท่องเที่ยวบินตามรอย “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ตอกย้ำผู้นำตลาดสายการบินในประเทศที่มีเครือข่ายบินที่ครอบคลุมพร้อมส่วนเเบ่งการตลาดมากที่สุดในประเทศ

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    ไฮไลต์แคมเปญ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย”จากแอร์เอเชีย มอบส่วนลดพิเศษเพียงระบุโค้ด “TATXLISA” เพื่อรับสิทธิ์

    ลด 15% สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอยสื่อโฆษณาลิซ่า ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน สุราษฎร์ธานี อุดรธานี อุบลราชธานี และพังงา (บินลงภูเก็ต) และลด 10% สำหรับเส้นทางบินในประเทศอื่นๆ

    ระยะเวลาจอง: 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2569

    ระยะเวลาเดินทาง: 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569

    ผ่านแอปพลิเคชัน AirAsia MOVE

    สำหรับผู้โดยสารแอร์เอเชีย เเสดง Boarding pass  เช่ารถกับ AVIS เริ่มต้นเพียง 599 บาท/วัน

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสายการบินไทยแอร์เอเชียครั้งนี้ ดำเนินภายใต้โครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” ซึ่งเป็นการต่อยอดแคมเปญโฆษณาของ ททท. “Feel all the Feelings” ที่ได้เปิดตัวร่วมกับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador  ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเข้าถึงได้มากที่สุดในมุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    ไทยแอร์เอเชียจึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค

    ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาท 4 มิติหลัก ได้แก่ การเป็น Enabler เพิ่มการเข้าถึงในราคาจับต้องได้, Connector เชื่อมสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว, Amplifier ขยายพลังแคมเปญ Amazing Thailand x LISA ในทุกช่วงการเดินทาง และ Confidence Builder เสริมความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเดินทางง่าย ปลอดภัย และพร้อมต้อนรับเสมอ ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ททท. ได้จุดกระแสการท่องเที่ยวไทยจาก “คุณลิซ่า”ในแคมเปญนี้ได้อย่างดี ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค เเละอยากบินไปสัมผัสจริง

    แอร์เอเชียจึงต่อยอดแคมเปญด้วยศักยภาพของเรา ทั้งความคุ้มค่าและเครือข่ายบินที่ครอบคลุมมากที่สุด รวม 42 เส้นทาง พร้อมให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ จากดอนเมือง (DMK) เเละสุวรรณภูมิ(BKK) โดยเพิ่มสีสันกับกิจกรรมพิเศษบินเที่ยวตามรอยลิซ่า หวังกระตุ้นการเดินทางเที่ยวไทยที่ต่อเนื่อง

    แอร์เอเชีย ผนึก ททท. ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า ลุ้นบินฟรีตลอดปี

    “ไทยแอร์เอเชียพร้อมให้สิทธิ์บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม สำหรับนักท่องเที่ยว 3 คนเเรกที่บินกับแอร์เอเชีย ครบ 8 จังหวัดที่เราให้บริการและอยู่ในสื่อประชาสัมพันธ์ Feel All the Feelings ของคุณลิซ่า  ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน สุราษฎร์ธานี อุดรธานี อุบลราชธานี พังงา (ลงภูเก็ต) เราเชื่อมั่นว่าจะสร้างประสบการณ์และมุมมองเที่ยวในประเทศใหม่สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม สอดคล้องกับแนวคิดของ ททท. ” นายไพรัชล์กล่าว

    สำหรับกิจกรรมบินตามรอยลิซ่า ลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569 นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FlyAirAsia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/862112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Op6Q_l7Xrw0dHzMMgbNT8

  • ขอทานกัมพูชาอุ้มลูก นั่งขอเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติเมืองพัทยา ถูกจับ – ผลักดันกลับหลายครั้งแต่ยังลอบกลับมาซ้ำ จ.ชลบุรี

    ขอทานกัมพูชาอุ้มลูก นั่งขอเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติเมืองพัทยา ถูกจับ – ผลักดันกลับหลายครั้งแต่ยังลอบกลับมาซ้ำ จ.ชลบุรี

    ขอทานกัมพูชาอุ้มลูก นั่งขอเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติเมืองพัทยา ถูกจับ – ผลักดันกลับหลายครั้งแต่ยังลอบกลับมาซ้ำ จ.ชลบุรี

    เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยา ว่าพบบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาอุ้มเด็กเล็กออกนั่งขอทานและจำหน่ายลูกอมให้กับนักท่องเที่ยว บริเวณถนนเลียบชายหาดพัทยา และถนนพัทยาสายสอง ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวสำคัญที่มีชาวต่างชาติเดินสัญจรจำนวนมากในช่วงเวลากลางคืน

    หลังรับแจ้ง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบหญิงต่างด้าวสัญชาติกัมพูชารายหนึ่ง อุ้มทารกแรกเกิดอายุประมาณ 2–3 เดือน พร้อมเด็กเล็กอีก 1 คน อายุราว 5–7 ขวบ นั่งอยู่ริมทางเท้าในจุดที่นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน โดยมีการนำลูกอมวางจำหน่ายควบคู่กับการขอรับเงินจากผู้สัญจรไปมา ลักษณะเป็นการใช้เด็กเล็กสร้างความสงสารจากผู้พบเห็น

    จากการสอบถามหญิงรายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ตนเคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและผลักดันกลับประเทศกัมพูชามาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ยังลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีก โดยอาศัยช่องทางธรรมชาติบริเวณชายแดน และนั่งรถตู้เข้ามาในพื้นที่เมืองพัทยาในช่วงจังหวะที่มีการเปิดด่าน อ้างว่ามีบุตรทั้งหมด 3 คน จำเป็นต้องหาเงินเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว

    ขณะเดียวกัน พบว่าบุคคลต่างด้าวบางรายเมื่อเห็นผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ได้รีบอุ้มเด็กและจูงลูกวิ่งหลบหนีออกจากจุดดังกล่าวทันที สะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

    ทั้งนี้ แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า ปัญหาการลักลอบเข้ามานั่งขอทานของกลุ่มบุคคลต่างด้าวลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำซาก แม้เจ้าหน้าที่จะมีการลงพื้นที่กวดขัน จับกุม และผลักดันกลับประเทศต้นทางเป็นระยะ แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้มักหวนกลับเข้ามาในพื้นที่เดิมอีก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ประชาชนในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในด้านการควบคุมการลักลอบเข้าเมือง การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ถูกนำมาใช้ในการขอทาน รวมถึงการจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ที่นี่ พัทยา 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28L6T3q8gd2ZM81PZ5PMdj

  • นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร 21 ก.พ.นี้

    นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร 21 ก.พ.นี้

    วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.39 น.

    นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power “อัญมณีที่มีชีวิต” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารระดับโลก

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เตรียมนำทีมลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี และเวทีกลาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน

    สำหรับการจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพื้นที่โดยรอบ ด้วยแนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” เพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกาย “นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย เที่ยวงานพระนครคีรี” ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา จะร่วมย้อนรำลึกอดีตด้วยการแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่สืบไป

    โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ เพื่อนำเสนอพระมหากรุณาธิคุณและผลสำเร็จของโครงการสำคัญในพื้นที่ การแสดงพลุ กว่า 5,000 นัดทุกคืน ขบวนแห่เทิดพระเกียรติและส่งเสริมการท่องเที่ยวจาก 8 อำเภอ รวมถึงโซนผลิตภัณฑ์ OTOP และอาหารเมืองเพชร เพื่อชูอัตลักษณ์ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” (UNESCO City of Gastronomy) ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาไทยและนวัตกรรมอาหารพื้นถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนอย่างยั่งยืน

    “การจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชรครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่เพื่อตอกย้ำว่า ‘เพชรบุรี’ คือเมืองที่มีศักยภาพสูงในการเป็น Soft Power ทั้งด้านอาหาร ศิลปะ และประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948350&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vjh84gkSHasy3jtRwc5Ew

  • ตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ได้เร็ว เร่งปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ได้เร็ว เร่งปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ได้เร็ว เร่งปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง คาดการณ์ว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุทิน 2 จะเป็นไปตามไทม์ไลน์สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ภายในช่วง เดือนมิถุนายน 2569 โดยกระบวนการจะเริ่มจากการเปิดประชุมรัฐสภา, โหวตเลือกประธานสภา, โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี, และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามลำดับ

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการ ครบ 400 เขต  ซึ่งได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นรูปธรรมตามไทม์ไลน์ ได้มากขึ้น หรือ อาจเร็วกว่านั้นตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตามแผนที่วางไว้ได้ โดยเฉพาะ“ควิก-บิ๊ก-วิน”   

    หากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ โมฆะ เลือกตั้งใหม่ จะสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ ไม่เพียงทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายหยุดชะงักแต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นักลงทุน และ ประชาชนโดยตรง

    ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง การส่งออกฟื้นตัวไม่เต็มที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อได้อีก การจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมือง แต่คือเงื่อนไขสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

    ภาคเอกชนรอความชัดเจนของทิศทางนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องไม่สะดุด ยิ่งล่าช้า ยิ่งกระทบการเบิกจ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย รัฐบาลใหม่จึงต้องเร่งสร้างภาพความชัดเจนกำหนดทีมเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และได้รับความเชื่อถือ ประกาศโรดแมปฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาวอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการเร่งด่วนควรมุ่งกระตุ้นกำลังซื้อดูแลเอสเอ็มอี ที่ยังเปราะบางพร้อมทั้งเร่งรัดการลงทุนภาครัฐให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ

    ระยะกลาง ต้องยกระดับความสามารถการแข่งขันผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว และ ระยะยาว ต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และพัฒนาทักษะคนไทย

    วันนี้โจทย์ไม่ใช่เพียง “ใครจะเป็นรัฐบาล” แต่คือ “รัฐบาลใหม่จะทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด” เพราะทุกวันที่เสียไป คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไปเช่นกัน

    ประเทศไทยต้องการความชัดเจน ต้องการเสถียรภาพและต้องการรัฐบาลที่พร้อมเร่งเครื่องเศรษฐกิจทันที ก่อนที่ความล่าช้าจะกลายเป็นต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายแพงกว่านี้

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,177 วันที่ 22 -25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/652039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IJR5oIUYspff5CN8LQcve

  • ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 100 จุด หลังสหรัฐเผยเศรษฐกิจซบ/เงินเฟ้อพุ่ง

    ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 100 จุด หลังสหรัฐเผยเศรษฐกิจซบ/เงินเฟ้อพุ่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)

    ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 100 จุด หลังเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวต่ำกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่าคาดในเดือนธ.ค.

    ณ เวลา 21.04 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 116 จุด หรือ 0.23% สู่ระดับ 49,342 จุด

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 1.4% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% โดยได้รับผลกระทบจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ รวมทั้งการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.6% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% และ 4.4% ในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับ

    การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.8% จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.4% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.9% จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.4% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักลงทุนจับตาศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งอาจประกาศคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในคืนนี้

    ศาลฎีกาสหรัฐมีกำหนดประกาศคำวินิจฉัยต่อหลายคดีใหญ่ในวันนี้ (20 ก.พ.) ซึ่งอาจรวมถึงคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกามีกำหนดขึ้นนั่งบัลลังก์ในวันนี้ เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 22.00 น.ตามเวลาไทย

    อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้างในวันนี้ และศาลอาจไม่มีคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีทรัมป์

    หากศาลไม่ได้ประกาศผลการพิจารณาคดีภาษีทรัมป์ในวันนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยในสัปดาห์หน้า ขณะที่ผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์ในวันที่ 24 และ 25 ก.พ.

    ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

    ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA

    เจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ออกรายงานคาดการณ์ 4 ฉากทัศน์เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลฎีกาต่อมาตรการภาษีทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ

    1) ศาลสั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่โดยอิงตามกฎหมายฉบับอื่นโดยทันที (โอกาส 64%)

    -ดัชนี S&P 500 อาจปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.1%-0.2% หลังจากดีดตัวขึ้น 0.75%-1.00% ในช่วงแรก

    2) ศาลประกาศคงมาตรการภาษีทรัมป์ (โอกาส 26%)

    -ดัชนี S&P 500 อาจปรับตัวลง 0.3%-0.5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจมีการปรับตัวผันผวน

    3) ศาลประกาศยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่โดยอิงตามกฎหมายฉบับอื่นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม (โอกาส 9%)

    -ดัชนี S&P 500 อาจพุ่งขึ้น 1.25%-1.50%

    4) ศาลประกาศยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐไม่มีการประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ (โอกาส 1%)

    -ดัชนี S&P 500 อาจทะยานขึ้น 1.5%-2.0%

    นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า โลกจะได้รู้ภายในเวลา 10 วันข้างหน้าว่าสหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้หรือไม่ หรือสหรัฐจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-irdj0iq19111otbrg3wn3eje73k1ca1a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05cI-RAuachsczvmiE-4Yz

  • ทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 1% เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ ภาษีใหม่ของทรัมป์

    ทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 1% เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ ภาษีใหม่ของทรัมป์

    ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 1% จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่โตต่ำกว่าคาด และมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ 10% ทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังศาลสูงตัดสินล้มภาษีเดิม

    รอยเตอร์ รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในวันศุกร์ (20 ก.พ.69) โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่นักลงทุนอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากการประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกกำแพงภาษีของผู้นำสหรัฐ

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ปรับขึ้น 1.5% มาอยู่ที่ 5,071.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 14:08 น.ตามเวลานิวยอร์ก (19.08 น. GMT) ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐ (US Gold Futures) ส่งมอบเดือนเมษายนปิดพุ่งขึ้น 1.7% ที่ 5,080.90 ดอลลาร์

    “มันยากที่จะจินตนาการว่าประธานาธิบดีจะยอมเก็บของเล่นแล้วเดินออกจากเวที เขาจะพยายามรื้อฟื้นมาตรการภาษีขึ้นมาใหม่โดยอาศัยข้อกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งจะยิ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด” ไท หว่อง เทรดเดอร์โลหะอิสระ กล่าว

    หว่องเสริมว่า ความไม่แน่นอนในระยะกลางจะไม่ทำให้นักลงทุนฝั่งขาขึ้นในทองคำหวั่นไหว

    • ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    ทรัมป์ระบุว่า เขาจะเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อทดแทนภาษีฉุกเฉินบางส่วนที่ถูกศาลสูงสหรัฐสั่งให้เป็นโมฆะ

    ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่ามาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกในวงกว้างของเขาภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act) นั้นขัดต่อกฎหมาย โดยตัดสินว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตไว้

    ดัชนีหุ้นหลักในวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นในวันศุกร์ภายหลังคำตัดสินของศาลสูง

    ข้อมูลเศรษฐกิจชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลงอย่างมาก เหลืออัตราเติบโตรายปีที่ 1.4% ในไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ที่ 3% อย่างมาก โดยได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ภาวะชัตดาวน์ (government shutdown) และการใช้จ่ายบริโภคที่อ่อนตัวลง

    ในอีกด้านหนึ่ง ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption Expenditure: PCE) ซึ่งเป็นมาตรการเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ สูงขึ้น 0.4% ในเดือนธันวาคม สูงกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3%

    “(ข้อมูลดังกล่าว) แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ในตลาด … แต่เมื่อจีดีพีออกมาต่ำลง ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังไม่เข้าใกล้จุดเปลี่ยนแปลง ยังมีปัจจัยที่ไม่รู้และความไม่แน่นอนอีกมากในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ” บ็อบ ฮาเบอร์คอร์น นักกลยุทธ์อาวุโสด้านตลาดของ RJO Futures กล่าว

    บรรดาผู้ค้ายังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%  2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน

    ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และราคาสูงขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

    สำหรับตลาดโลหะมีค่าประเภทอื่น ๆ ราคาโลหะเงินตลาดสปอต (Spot Silver) พุ่งขึ้น 5.8% สู่ระดับ 82.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แพลทินัมสปอตเพิ่มขึ้น 4.5% สู่ 2,163.53 ดอลลาร์ ส่วนแพลเลเดียมปรับตัวขึ้น 4% สู่ 1,751.70 ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1222136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQ1A4KPXmnthCHhnK6iFn

  • นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

    นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

    นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างถล่มทลาย โดยประกาศที่จะสร้างญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่ “แข็งแกร่งและมั่งคั่ง” ย้ำจุดยืนด้านความมั่นคง เตือนภัยคุกคามรอบด้านทั้งจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ พร้อมให้คำมั่นลดภาระค่าครองชีพประชาชนและผลักดันจีดีพีโตต่อเนื่อง

    ทาคาอิจิยังได้วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ รวมถึงขยายกิจกรรมทางทหารรอบญี่ปุ่น เธอย้ำว่าปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งครอบคลุมถึงภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือด้วย

    ส่วนในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเตรียมทบทวนนโยบายป้องกันประเทศหลัก 3 ฉบับภายในปีนี้ เพื่อรับมือกับรูปแบบสงครามสมัยใหม่และการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงการเร่งการหารือเพื่อผ่อนปรนมาตรการห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพันธมิตรและกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง

    ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิเคยสร้างความไม่พอใจให้จีนจากการส่งสัญญาณว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังผนวกไต้หวัน โดยล่าสุดนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวบนเวทีการประชุมความมั่นคงมิวนิกว่ามีกลุ่มในญี่ปุ่นที่พยายามฟื้น “ลัทธิทหารนิยม”

    ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายการคลังที่ “บุ่มบาม” จนทำลายความเชื่อมั่นของตลาด แม้ว่าเธอจะให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดกำลังก็ตาม ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทาคาอิจิ จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์, การต่อเรือ และความมั่นคงด้านไซเบอร์

    เธอยังย้ำคำมั่นช่วงหาเสียงว่าจะพิจารณาระงับการจัดเก็บภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยประชาชนรับมือเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อหนี้สาธารณะขนาดมหึมาของญี่ปุ่น โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นชะลอลงในเดือนมกราคม โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 2.4% ในเดือนธันวาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองปี สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้ประกาศจัดตั้ง “สภาแห่งชาติ” ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายพรรค เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปภาษีและหาแหล่งเงินทุนมารองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมในสังคมผู้สูงอายุต่อไป.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2915461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k-LGAIvm6fLRVCTbCnthy

  • เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ

    เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ

    เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่ธรรม แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางเผยแผ่คำสอน ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุก ส.ป.ก. กว่าพันไร่

    ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี มีผู้สนใจเข้าศึกษาธรรมะจำนวนมากผ่านสื่อออนไลน์ และมีผู้เข้าบวชที่วัดป่ารักษาใจ ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์ มีทั้งพระภิกษุและแม่ชีหลายสิบคน แม้วัดจะก่อตั้งขึ้นไม่นาน

    จากสามเณรสู่วิชาชีพพยาบาล

    ข้อมูลจากเว็บไซต์มูลนิธิครูบาชัยวัฒน์เพื่อสันติสุขระบุว่า ในวัยเด็ก ครูบาชัยวัฒน์เคยบวชเป็นสามเณร และมีความตั้งใจจะอุทิศชีวิตในเพศบรรพชิต แต่ต้องลาสิกขาเพื่อกลับมาเรียนตามคำขอของครอบครัวและครู

    ครูบาสำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา  สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2550 ก่อนทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพนาน 5 ปี ระหว่างนั้นยังคงศึกษาธรรมะควบคู่กันไป

    ต่อมา ครูบาลาออกจากงานพยาบาลไปเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในบริษัทแห่งหนึ่ง และสามารถทำยอดขายจนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของบริษัท ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหาร และก่อตั้งบริษัทของตนเอง และเคยอุปสมบทระยะสั้นครั้งแรกก่อนแต่งงานในปี 2554

    ผันตัวสู่สายธรรมและการรักษาทางเลือก

    ปี 2561 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูบาตัดสินใจลาออกจากงาน โดยให้เหตุผลว่าเริ่มเข้าใจ “สัจธรรมของชีวิต” และไม่สามารถดำเนินชีวิตทางโลกต่อไปได้

    หลังจากนั้น ครูบาประกอบกิจในฐานะผู้พยากรณ์ตามแนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรม และเป็นผู้รักษาทางเลือกทั้งโรคทางกายและทางใจ รวมถึงใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การนวดจัดกระดูก และการช่วยเหลือผู้คนที่เชื่อว่าประสบภาวะเหนือธรรมชาติ

    ออกธุดงค์ก่อนอุปสมบทอีกครั้ง

    ปี 2564 ครูบาเริ่มปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง โดยถือพรหมจรรย์ โกนศีรษะ นุ่งขาว และออกเดินธุดงค์ ด้วยความตั้งใจจะพัฒนาตนเองให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีแผนจะเดินทางไปอุปสมบทใน สปป.ลาว

    ต่อมาในปี 2565 ครูบาเข้ากราบนมัสการ “หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม” ซึ่งแนะนำให้เขาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระธรรมคำสอนได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ท้ายที่สุด ครูบาชัยวัฒน์ตัดสินใจอุปสมบทอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2566 โดยระบุว่าเป็นการอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนา และช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบความทุกข์

    ผลงานของครูบาชัยวัฒน์ อัคคชโย

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครูบาชัยวัฒน์และคณะศิษยานุศิษย์ดำเนินกิจกรรมทั้งด้านสังคมและศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานสำคัญ ได้แก่

    –   แจกทานช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 3,000 ครัวเรือน รวมข้าวสารกว่า 10 ตัน

    –   สนับสนุนงบประมาณ 400,000 บาท เพื่อสร้างสนามฟุตบอลให้ โรงเรียนบ้านหนองมะค่า

    –   จัดคอร์สปฏิบัติธรรมและอบรมธรรมะ มีผู้เข้าร่วมนับพันคน

    –   มีผู้เข้าศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดป่ารักษาใจหลายพันคนภายใน 1 ปี

    –   มีพระภิกษุและแม่ชีอุปสมบทและบวชกับเขาหลายสิบคน

    อีกทั้ง มีการเผยแผ่ธรรมะออนไลน์ ผลิตสื่อธรรมะในหลายแพลตฟอร์ม มียอดรับชมรวมหลายล้านครั้ง และมีการแสดงธรรมผ่านระบบ Zoom ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศทั่วโลก

    ครูบาชัยวัฒน์ อัคคชโย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพระนักเผยแผ่ธรรมะยุคใหม่ ที่นำเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์มาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารคำสอน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและงานสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของครูบาชัยวัฒน์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจธรรมะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ภาพจากเพจ ครูบาชัยวัฒน์ สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2915417&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21h5OmRFh2IYlBfTOw5ni0

  • เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ฯ ชูอัตลักษณ์หมี่เตี๊ยวบ้านโป่ง กระตุ้นเศรษฐกิจคู่การสืบสานวัฒนธรรม

    เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ฯ ชูอัตลักษณ์หมี่เตี๊ยวบ้านโป่ง กระตุ้นเศรษฐกิจคู่การสืบสานวัฒนธรรม

    “เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ แดนของอร่อย” ชูอัตลักษณ์เส้นหมี่เตี๊ยวบ้านโป่ง ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 3 มี.ค.69 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 21.00 น. บริเวณตลาดดงมะพร้าว เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จัดขึ้นโดยชมรมลูกหลานบ้านโป่ง ร่วมกับเทศบาลเมืองบ้านโป่ง กลุ่มผู้ประกอบการผลิตเส้นหมี่เตี๊ยว เส้นก๋วยเตี๋ยว โรงเจ และภาคีเครือข่าย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

    นายบัญชา ทองเวโรจน์ ทายาทโรงหมี่ลิ้มกวงเว้งรุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า ในอดีตเส้นหมี่เตี๊ยว หรือ เส้นหมี่อายุยืน จะทำขึ้นเพื่อบริโภคกันเองในครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน วันสารทจีน และวันเกิด แต่ด้วยขั้นตอนการทำที่ต้องใช้เวลานาน จึงทำให้เกิดอาชีพทำเส้นหมี่เตี๊ยวขึ้น เช่นเดียวกับครอบครัวของตน พอได้รับความนิยมจากชุมชนคนจีนที่อยู่ใกล้เคียง จึงขยายกำลังการผลิต สร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัว

    ปัจจุบันตามท้องตลาดเส้นหมี่เตี๊ยวที่ผลิตขึ้น จะมี 2 ประเภท ได้แก่ เส้นหมี่ทำมือแบบดั้งเดิม และเส้นหมี่ทำเครื่อง ซึ่งขั้นตอนการผลิตเส้นหมี่ทำมือ จะใช้เวลาทำนาน 3 – 4 วัน โดยเส้นจะมีลักษณะเฉพาะตัว ที่เรียกว่า “หัวหมี่” ซึ่งเป็นส่วนที่คล้องกับไม้ที่ใช้ในการยืดเส้น ทำให้เส้นบริเวณนี้ค่อนข้างหนา บางคนก็จะชอบตรงนี้ เพราะว่าเนื้อแป้งส่วนนี้จะหนาหนึบ และมีรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ ในส่วนของหมี่ทำเครื่อง จะใช้เครื่องจักรและเทคนิคการผลิตในการเข้ามาช่วยลดแรงงานคนและระยะเวลาการผลิต

    ในส่วนของโรงหมี่ลิ้มกวงเว้ง ดั้งเดิมจะทำด้วยมือ ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็นผลิตด้วยเครื่อง แต่ยังคงได้ตัวเส้นที่มีความเหนียวนุ่ม และลดความเค็มจากการทำแบบดั้งเดิมลงมา โดยมีเส้นหมี่เตี๊ยวสีขาวและสีเหลือง ซึ่งสีขาวจะเป็นสีธรรมชาติของแป้งสาลีเกรดพรีเมียมไม่ฟอกสี ส่วนเส้นสีเหลืองจะมีส่วนผสมของผงขมิ้น เพื่อให้หมี่เตี๊ยวกลายเป็นอาหารที่สามารถกินได้ทุกวันและเป็นสากลมากขึ้น โรงหมี่ได้ต่อยอดนำมาทดลองทำเป็นเมนูอาหารต่าง ๆ ทดแทนเส้นสปาเกตตี เส้นขนมจีน และเส้นจันทร์ ซึ่งก็สามารถเข้ากับเมนูต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

    นายมนต์ชัย ชินวินิจกุล รองประธานโรงเจบ้วนฮกตั้ว เปิดเผยว่า “เทศกาลโคมไฟ” จะถูกจัดขึ้นในวันหยวนเซียว หรือ วันที่ 15 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์จะเต็มดวงครั้งแรกของปี โดยศาลเจ้า โรงเจ และบ้านเรือน จะมีการประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าที่ตนเองนับถือ นอกจากนี้ยังเป็นการรำลึกถึงพระคุณขององค์เจ้าแม่กวนอิม ที่ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า โดยในช่วงเทศกาลโคมไฟของทุกปี จะมีคนไทยเชื้อสายจีน นำอาหารมงคลประกอบด้วย หมู ไก่ ปลาหมึก และหมี่เตี๊ยว ซึ่งมีความหมายในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ ขยันหมั่นเพียร มีความรู้ และอายุที่ยืนยาว นำมาเซ่นไหว้ขอพรต่อเทพเจ้า

    ด้าน นายปกรณ์ เอกอมรพันธ์ ประธานชมรมลูกหลานบ้านโป่ง เปิดเผยว่า อ.บ้านโป่ง ถือเป็นแหล่งรวมชาวไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามาตั้งรกรากอย่างยาวนาน และมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ การทำเส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นบะหมี่ โดยเฉพาะ “เส้นหมี่เตี๊ยว” เป็นหนึ่งในของดีที่เป็นตำนานร่วม 100 ปี ด้วยวิธีการดั้งเดิมที่สืบทอดกันมามากกว่า 3 ชั่วอายุคน จนปัจจุบันบ้านโป่งกลายเป็นแหล่งผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นบะหมี่ และเส้นหมี่เตี๊ยวรายใหญ่ ที่ส่งออกไปจำหน่ายทั่วประเทศ รวมไปถึงมีร้านก๋วยเตี๋ยวเส้นบะหมี่ทำมือที่ขึ้นชื่อหลายร้าน

    ดังนั้น ชมรมจึงได้นำต้นทุนทางวัฒนธรรมความเชื่อเทศกาลโคมไฟ และด้านอาหารเหล่านี้ มาพัฒนาต่อยอดร่วมกันเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง ภายใต้ชื่องาน “เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ แดนของอร่อย” ซึ่งภายในงานได้นำของดีของอร่อยเมืองบ้านโป่ง มาให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง ผัดหมี่กระทะยักษ์ และเมนูประยุกต์ใหม่ อาทิ หมี่เตี๊ยวผัดไทย, หมี่เตี๊ยวผัดขี้เมา พร้อมร่วมสนุกในกิจกรรมการแข่งขันกินหมี่ “ศึกชิงเจ้ายุทธภพหมี่เตี๊ยว” รวมไปถึงยังมีอาหารขึ้นชื่อ อาทิ ไก่ย่างบางตาล แป้งผัดโบราณ และสตรีตฟู้ดอีกมากมาย ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดง และโคมไฟแฟนซีอย่างสวยงามทั่วเมืองบ้านโป่ง

    นอกจากนั้น ยังเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ประกวดคอสเพลย์ ในธีมศิลปวัฒนธรรมจีนผสมผสานกับการแสดงสมัยใหม่ การแสดงของคณะสิงโตเด็กบ้านโป่ง ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันหลังได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดงานในปีที่ผ่านมา ถือเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง ทั้งนี้ “งานเทศกาลโคมไฟบ้านโป่ง นู้ดเดิลแลนด์ แดนของอร่อย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 3 มี.ค.69 เวลา 18.00 – 21.00 น. บริเวณตลาดดงมะพร้าว หรือติดต่อสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ชมรมลูกหลานบ้านโป่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2915470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BsEqesefo0Zc5fMjrzJXZ