Blog

  • “ณดา” ลูก “กบ-สุวนันท์” สาดความสวยออร่าสาวเต็มตัว หวานหน้าเก๋ แฟนๆแห่ชมมากมาย | เดลินิวส์

    “ณดา” ลูก “กบ-สุวนันท์” สาดความสวยออร่าสาวเต็มตัว หวานหน้าเก๋ แฟนๆแห่ชมมากมาย | เดลินิวส์

    โตเป็นสาวไวมากๆ สำหรับ “น้องณดา-ปุณณดา ปุณณกันต์” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตำนานนางเอกเบอร์หนึ่ง “กบ-สุวนันท์” และคุณพ่อ “บรู๊ค-ดนุพร” ที่นับวันยิ่งเป็นขวัญใจของแฟนๆ ตามพ่อและแม่ไปติดๆ โดยความน่ารักของน้องและความสวยบอกเลยได้แม่กบมาเต็มๆ แถมน้องยังกล้าแสดงออกอีกด้วย

    โดยล่าสุดน้องณดาออกมาอวดลุคเดรสสีชมพูหวาน เดินเล่นในสวนชิลชิลให้แฟนๆ เห็นผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว งานนี้คนแห่พากันมาชมและบอกว่าดีต่อใจและชอบณดามากมาย ขณะที่หลายคนปาอีโมติคอนหัวใจให้รัวๆ ทีเดียว พร้อมบอกว่าชอบมากและอยากให้ออกมาอวดรูปเยอะๆ นั่นเอง

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nada_blinkblink

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5625558/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHpgk-aMAK34hXRadwomn

  • ม้วนเดียวจบ! ศาลฎีกาเบรกภาษีสหรัฐ แต่ “ทรัมป์” สวนด้วยไม้ตายใหม่-ไทยต้องรับมือยังไง? | เดลินิวส์

    ม้วนเดียวจบ! ศาลฎีกาเบรกภาษีสหรัฐ แต่ “ทรัมป์” สวนด้วยไม้ตายใหม่-ไทยต้องรับมือยังไง? | เดลินิวส์

    กลายเป็นประเด็นช็อกโลกส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลฎีกาสหรัฐ มีมติเสียงข้างมากสั่งระงับมาตรการภาษีนำเข้า 19% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แต่งานนี้ใครที่คิดว่าสงครามการค้าจะจบลงคงต้องคิดใหม่ เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ทรัมป์ได้งัดท่าไม้ตายฉบับใหม่ขึ้นมาตอบโต้ทันที พร้อมทิ้งปมปัญหาเงินภาษี 4 ล้านล้านบาทไว้เบื้องหลัง
    -ศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด ทรัมป์ “ไม่มีอำนาจ” เรียกเก็บภาษีกับทั่วโลก

    สรุปคำวินิจฉัยศาล “ภาษีเหวี่ยงแห” คือการใช้อำนาจเกินขอบเขต

    เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่าการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA (อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน) ที่ทรัมป์ใช้เก็บภาษีทั่วโลกนั้น “เป็นโมฆะ” โดยให้เหตุผลหลักคือ
    1.อำนาจภาษีเป็นของสภาคองเกรส ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าการเก็บภาษีเป็นสิทธิขาดของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
    2.อ้างเหตุฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ การเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหโดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนเงิน ถือเป็นการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองเกินไป
    โดย ประธานศาลฎีกา “จอห์น โรเบิร์ตส์” กล่าวชัดเจนว่า “หากประธานาธิบดีจะเก็บภาษีฝ่ายเดียวแบบนี้ ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนเท่านั้น”

    “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้พร้อมงัดมาตรการใหม่เข้าสู้

    ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าคำตัดสินนี้คือกระบวนการ “ต่อต้านอเมริกา” และได้ประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราใหม่ 15% (ลดลงจาก 19% เดิมเล็กน้อย) เพื่อเลี่ยงบาลีคำสั่งศาล นอกจากนี้ยังมีไม้ตายอื่นๆ ที่เตรียมไว้ถล่มคู่ค้า ได้แก่..
    -ภาษีสินค้าทั่วไป 15% (บังคับใช้เบื้องต้น 150 วัน)
    -สินค้าความมั่นคง (เหล็ก/รถยนต์) 25%-50%
    -สินค้าจากจีน/เฟอร์นิเจอร์ 30%-50%
    -สินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง (ชิป/ยา) พุ่งสูงถึง 100%

    4 ล้านล้านบาทใครจะได้เงินคืน?

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินภาษีกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.1-5.5 ล้านล้านบาท) ที่สหรัฐเก็บไปแล้วจากผู้นำเข้า 3 แสนราย ศาลไม่ได้สั่งให้คืนเงินโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้นำเข้าต้องไปฟ้องร้องเรียกคืนกันเอง ซึ่งทรัมป์เตือนว่าถ้าต้องคืนเงินทั้งหมด สหรัฐอาจถึงขั้นล้มละลายหรือต้องกู้เงินมหาศาลจนหนี้สาธารณะพุ่ง

    ผลกระทบต่อ “ไทย” คลื่นลูกที่สองที่หนักกว่าเดิม

    ประเทศไทยในฐานะคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ กว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจโตเพียง 1.5%–1.9% เท่านั้น โดยมี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงตายดังนี้..
    -อิเล็กทรอนิกส์ & ฮาร์ดดิสก์ มูลค่าส่งออก 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เสี่ยงโดนภาษีใหม่ 15%
    -เครื่องจักรกล คำสั่งซื้อจากอเมริกาจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
    -ยางรถยนต์ ต้นทุนจะพุ่งจนสู้คู่แข่งไม่ได้
    -ยานยนต์ & ชิ้นส่วน โดนภาษีซ้ำซ้อนจากมาตรการความมั่นคง
    -อัญมณี กำลังซื้อคนอเมริกันหดตัวเพราะของแพงขึ้น

    ซึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ได้วิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้ โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก CIMB Thai เตือนว่า “อย่าเพิ่งดีใจว่าสงครามการค้าจบลง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนระลอกใหม่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ดี”

    ขณะที่ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าไทยต้องเฝ้าระวังแบบ “วันต่อวัน” เพราะนอกจากภาษีแล้ว สินค้าจีนราคาถูกที่เข้าอเมริกาไม่ได้ จะทะลักเข้ามาถล่มตลาดไทยและอาเซียนแทน
    -ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เมื่อศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ ‘ทรัมป์’ งัดมาตรการโต้ ฟังวิเคราะห์

    สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจ แต่ส่งผลถึงเราทุกคน เพราะเมื่อภาษีขึ้น ราคาสินค้าทั่วโลกจะผันผวน การลงทุนในไทยอาจชะลอตัวลง เป็นสิ่งที่ “ไทย” ต้องเร่งหาตลาดใหม่และปรับตัวให้เร็วที่สุด..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5625667/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01KHtiCkH6a6wjXtPiYYaM

  • อาฟเตอร์ช็อก..ภาษี “ทรัมป์” คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทย

    อาฟเตอร์ช็อก..ภาษี “ทรัมป์” คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทย

    “ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง และการที่ผู้นำสหรัฐประกาศใช้กฎหมายการค้าอื่นเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% จะส่งผลกระทบต่อไทย ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีนี้”

    คำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)
    โดยอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxing Power) เป็นสิทธิขาดของ สภาคองเกรส ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเพราะการตีความกฎหมายผิดโดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีปราบยาเสพติด แต่ศาลชี้ว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้ “ควบคุมการนำเข้า” เท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงการ “เรียกเก็บภาษี”

    ผลกระทบต่อ “โลก”

    1. ประเด็นการคืนเงินภาษี รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วกว่า 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5-5.5 ล้านล้านบาท) ให้แก่บริษัทผู้นำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ อย่างหนัก
    2. ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แม้ศาลพิพากษาแล้วแต่ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายอื่น (Section 122 ของ Trade Act 1974) ซึ่งใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน ทำให้ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ
    ธุรกิจทั่วโลกเริ่มสับสนว่าจะวางแผนการผลิตและการค้าอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาตามคำสั่งศาลและการโต้กลับของทำเนียบขาว โดยพิจารณาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10% อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
    ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเห็นว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่นๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ และมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน
    ประการสำคัญคือประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส

    เจรจาภาษีทรัมป์

    ผลกระทบต่อไทย

    สหรัฐฯเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้จากตัวเลขสถิติการค้าไทย-สหรัฐฯ ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานว่า มูลค่าการค้ารวมปี 2568 ประมาณ 93,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐ (2568) 72,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขยายตัว 12.9%) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯสูงถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้าเพราะเป็นสาเหตุให้ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีจากสหรัฐฯ
    อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากในปี 2569 แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้การจัดเก็บภาษีเดิมซึ่งไทยเคยถูกเรียกเก็บในอัตราตอบโต้สูงถึง 19% ตั้งแต่สิงหาคม 2568 กลายเป็นโมฆะ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีฐานตัวใหม่ (Baseline Tariff) ที่อัตรา 10% ทันทีภายใต้กฎหมายอื่น ก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
    สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยระบุว่ามาตรการภาษี 10% นี้ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 1.9 ถึง 2.7 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการสูญเสียราว 1.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ความสูญเสียในภาคการค้านี้จะฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้

    ฮับอิเล็กทรอนิกส์–PCB

    เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง” คือกลุ่มสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกไปสหรัฐฯ ได้แก่
    1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯสูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ การโดนภาษี 10% จะกดดันกำไรของผู้ผลิตในไทยอย่างหนัก
    2. เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกล มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
    3. ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
    4. ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์
    5. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อที่หดตัวของชาวอเมริกัน
    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังมีความหวังในเรื่อง “เงินคืนภาษี” โดยมีการประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายรวมทั่วโลกกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของไทยนั้น ผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯมีสิทธิ์ยื่นขอคืนภาษีส่วนต่าง (Refund) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศุลกากรสหรัฐ (CBP) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACH เต็มรูปแบบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับคู่ค้าและอาจส่งผลดีกลับมายังผู้ผลิตในไทยได้ในระยะสั้น
    สรุปได้ว่า แม้คำตัดสินของศาลจะช่วยลด “เพดาน” ภาษีจาก 19% ลงมาอยู่ที่ 10% แต่การที่ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่มีกฎหมายเฉพาะ) ทำให้ภาคเอกชนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ 
    การปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐฯ และการเร่งเจรจา FTA กับภูมิภาคอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ในปีหน้า

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์


    Post Views: 180

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/22/2nd-trump-tariff/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4lO39f8RqGTAmV22RIp8

  • ปปท.เขต 8 เกาะติดสระว่ายน้ำทิ้งร้าง ‘ท่องเที่ยวฯพังงา’

    ปปท.เขต 8 เกาะติดสระว่ายน้ำทิ้งร้าง ‘ท่องเที่ยวฯพังงา’

    ปปท.เขต 8 นำหน่วยงานภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ติดตามประเด็นสระว่ายน้ำทิ้งร้าง ในสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา  หลังชาวบ้านร้องเรียน

    22 ก.พ.2569 – นายสุภาพ ศิริ ผอ.ปปท. เขต 8 นำคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดพังงา, กอ.รมน., สำนักงานคลังจังหวัด, ก.ธ.จ., สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดพังงา, สำนักงานจังหวัดพังงา, สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา และ องค์การบริหารส่วนตำบลนบปริง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยร่วมกันลงพื้นที่ดูสระว่ายน้ำที่ถูกทิ้งร้างและชำรุดทรุดโทรมโดยไม่มีการดูแล ก่อนจะร่วมกันประชุมแก้ปัญหาร่วมกัน

    ในการประชุมชี้แจง นางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ให้ข้อมูลว่า อาคารสระว่ายน้ำดังกล่าวเป็นสระมาตรฐานขนาด 25 x 50 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 แล้วเสร็จวันที่ 30 สิงหาคม 2539 และเปิดให้บริการเมื่อ 2 ธันวาคม 2540 โดยมี กรมพลศึกษา เป็นเจ้าของโครงการ ก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงาเมื่อปี 2545 เพื่อดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการมาจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมา มีการบำรุงรักษาและซ่อมแซมบางส่วน เช่น เปลี่ยนแท่นกระโดดน้ำ และติดตั้งลู่ว่ายน้ำ แต่ยังไม่เคยปรับปรุงครั้งใหญ่ และยังใช้จัดการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำต่อเนื่องถึงปี 2566

     นางพิศมัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ได้ขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงาเข้าตรวจสอบโครงสร้าง และเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ได้รับผลการสำรวจพบว่า โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารมีการแตกร้าวจนเห็นเหล็กเสริมจำนวนมาก และเกิดสนิม หากไม่ปรับปรุงอาจทำให้โครงสร้างสูญเสียกำลังรับน้ำหนัก เสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้งาน จึงมีความเห็นให้งดใช้อาคารและเร่งดำเนินการปรับปรุงเพื่อความปลอดภัย ประกอบกับทางสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงาขาดบุคลากรที่จะดูแลสระเพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลได้เกษียณไปหมดแล้ว ในขณะการของบประมาณจากกระทรวงมาปรับปรุงซ่อมแซมก็เคยขอไปแต่ก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุน ซึ่งต่างจากการของบจักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งจะได้รับการสนับสนุนมามากกว่า

     “นอกจากนี้ ในปี 2562 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ได้เสนอขอใช้ที่ดินทั้งแปลงเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนากีฬาจังหวัดพังงา พร้อมรับโอนภารกิจบริหารจัดการสถานกีฬาในพื้นที่ แต่สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สงวนสิทธิ์การใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อรองรับภารกิจของกระทรวง และขอให้แจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง คณะตรวจสอบได้มีมติร่วมกันให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน จัดตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสระว่ายน้ำ รวมถึงสถานกีฬาที่ถูกปล่อยร้างอื่น ๆ พร้อมกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยสูงสุดต่อไป” นางพิสมัย ระบุ

    นายสุภาพ ศิริ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา 2 ทาง ทางแรกขอให้อบจ.พังงาที่เคยขอใช้พื้นที่ แจ้งความประสงค์อีกครั้ง ว่ายังมีความต้องการอยู่ แนวทางที่ 2 หากทางอบจ.พังงาไม่ต้องการแล้ว หรือทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไม่อนุญาต ก็ให้ทางกระทรวงสนับสนุนงบประมามาปรับปรุงซ่อมแซมและบริหารจัดการใช้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/951871/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SHdsQ-f2baEG29PINznTf

  • เที่ยวชุมชนบ้านแพมบก ยลวิถีไทใหญ่ที่เมืองปาย

    เที่ยวชุมชนบ้านแพมบก ยลวิถีไทใหญ่ที่เมืองปาย

    บ้านแพมบก อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นชุมชนชาวไทใหญ่ที่อพยพมาจาก จ. เชียงรายและรัฐฉาน เมียนมา  ชุมชนแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยาว เมืองปาย ยังคงเสน่ห์วิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมชาวไทใหญ่ที่งดงามผ่านเครื่องแต่งกาย อาหารถิ่น เฮือนไตในหมู่บ้าน และความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สะท้อนผ่านสะพานบุญโขกู้โส่ที่ทอดยาวเชื่อมระหว่างสำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีมฤคทายวันกับบ้านแพมบก เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ชาวบ้านแพมบกและชาวปายร่วมแรงร่วมใจสร้างถวายเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันสะพานบุญแห่งนี้เป็นอีกแลนด์มาร์กของเมืองปาย โดยมีฉากหลังเป็นหุบเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทะเลหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี

    ชุมชนชาติพันธ์เล็กๆ รักษาวัฒนธรรมและนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมาพัฒนาต่อยอด ทำให้ชุมชนเข็มแข็งและเป็นแบบอย่างการท่องเที่ยวโดยชุมชน จนได้คัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568  

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านแพมบกว่า ชุมชนแพมบกมีความเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวได้อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI” ความเป็นแม่ฮ่องสอน ความเป็นเมืองปาย และชุมชนบ้านแพมบกมีเสน่ห์อย่างแท้จริง ชุมชนรักษาอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนเอาไว้ หากไม่พร้อมใจสืบสาน รักษา ต่อยอด อัตลักษณ์ในพื้นที่คงไม่ปรากฏจนถึงทุกวันนี้ นี่คือเสน่ห์ที่คนภายนอกอยากมาสัมผัส มาชื่นชม เปิดประสบการณ์เท่องเที่ยว เยือนบ้านแพมบกจะได้พบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 

    เที่ยวชุมชนบ้านแพมบก เที่ยวได้ทุกฤดู  จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวทั่วโลก นายประสพ กล่าวว่า ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 400 -500 คน และช่วงไฮซีซั่น 700 คน มาเที่ยวชุมชนแพมบกแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ชอบความเป็นไทยและวิถี slow life สะท้อนถึงการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่สร้างความประทับใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาและสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่า 3-5 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว  ถือเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ   ตนเชื่อมั่นศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชนบ้านแพมบก ทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ความศรัทธา เสน่ห์ที่มากมาย จะพัฒนาต่อยอด เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมวิถีท่องเที่ยว วิถีเศรษฐกิจ และวิถีโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 

    ปลัด วธ. กล่าวด้วยว่า ชุมชมบ้านแพมบกมีพลังจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวบ้านบริจาคที่ริมคันนาและทุนทรัพย์ สร้างสะพานบุญโขกู้โส่ สะพานไม้ไผ่ทอดยาว 815 เมตร เพื่อให้พระสงฆ์จากพุทธอุทยานห้วยคายคีรีเดินมาบิณฑบาตในหมู่บ้านยามเช้า เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม กลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ท่องเที่ยวชุมชน  ขณะที่เสน่ห์ด้านอาหารพื้นถิ่นมีการใช้พืชผักวัตถุดิบและเครื่องปรุงจากธรรมชาติ สดใหม่ ปลอดสารพิษ เมนูที่โดดเด่น  ได้แก่ สำรับเมนูผัดผักกูด  มีทั้งแกงแค น้ำพริกอุ๊บไข่ ยำปลีกล้วย ไข่เจียว และผัดผักกูด เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ  อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

    นายประสพชื่นชมบ้านแพมบก ชุมชนสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญา หัตถกรรม และกิจกรรมวิถีไต พัฒนาออกแบบสินค้าชุมชนให้ร่วมสมัยและมีเรื่องเล่าตอบโจทย์นักท่องเที่ยว เช่น การทำไม้กวาดปุ๋มเป้งจากใบตระกูลปาล์มและไม้ไผ่ ทำน้ำพริกคั่วทราย  ผ้าลาหู่ กระเทียมสายน้ำแร่ ถั่วลิสง ถั่วลายเสือ และงาดำสกัดเย็น ผ้ามัดย้อม ผ้าพันคอ และผ้าคลุมไหล่ ภายในชุมชนยังสามารถเที่ยวน้ำตกแพมบก จุดชมวิวดอยเมี่ยง–ดอยธง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้วิถีชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน  กระตุ้นเศรษฐกิจ  วธ.พร้อมสนับสนุนและผลักดันเสน่ห์ ของชุมชนแห่งนี้  ให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ  สร้างสรรค์ให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่จะมาสัมผัสวิถีชาวไทใหญ่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้านนายเศกสิทธิ์ ภีระตุ้ย  ผู้ใหญ่บ้านแพมบก กล่าวว่า บ้านแพมบกนำทุนทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี อัตลักษณ์ของชุมชน มาพัฒนาต่อยอด สร้างคุณค่าและมูลค่าสร้างสรรค์สู่การท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนคัดเลือกและเสนอบ้านแพมบกเข้าพิจารณาและได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด จากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินของ วธ.ได้ลงพื้นที่ตรวจประเมิน ณ บ้านแพมบก ผลพิจารณาปรากฏว่า บ้านแพมบกได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดเที่ยวชุมชน ยลวิถี นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวบ้านแพมบกและเป็นกำลังใจสำคัญในการร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน พัฒนาทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของประชาชน ให้สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

    “ กิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยวสุดยอดชุมชนต้นแบบ ณ บ้านแพมบก สร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทั่วโลกได้ประจักษ์ว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่พร้อมต้อนรับและสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนชุมชนบ้านไทใหญ่แห่งนี้ มาฤดูหนาว ชมหมอก ฤดูร้อนสวยด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูฝนเขียวขจีด้วยนาขั้นบันได  ” ผู้ใหญ่บ้านแพมบก กล่าว

    มาท่องเที่ยวชุมชนเรียนรู้หมู่บ้านแพมบกไทใหญ่ อ.ปายแล้ว  ยังมีพื้นชุมชนวัฒนธรรมมากมายในอำเภอต่างๆ ของ จ.แม่ฮ่องสอนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน (บ้านสันติชล) จุดชมวิวหยุนไหล บ้านสันติชล หมู่บ้านปกาเกอะญอ หมู่บ้านมูเซอ เปิดชุมชนต้อนรับผู้มาเยือน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/951808/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XYMljdRhuyUOKBCsx1S4L

  • ปปท.เขต 8 ลุยตรวจสระว่ายน้ำทิ้งร้างใน ‘ทกจ.พังงา’ เสนอ 2 แนวทางแก้ไขฟื้นฟู | เดลินิวส์

    ปปท.เขต 8 ลุยตรวจสระว่ายน้ำทิ้งร้างใน ‘ทกจ.พังงา’ เสนอ 2 แนวทางแก้ไขฟื้นฟู | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 69 นายสุภาพ ศิริ ผอ.ปปท. เขต 8 นำคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดพังงา, กอ.รมน., สำนักงานคลังจังหวัด, ก.ธ.จ., สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดพังงา, สำนักงานจังหวัดพังงา, สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา และ องค์การบริหารส่วนตำบลนบปริง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยร่วมกันลงพื้นที่ดูสระว่ายน้ำที่ถูกทิ้งร้างและชำรุดทรุดโทรมโดยไม่มีการดูแล ก่อนจะร่วมกันประชุมแก้ปัญหาร่วมกัน

    ในการประชุมชี้แจง นางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ให้ข้อมูลว่า อาคารสระว่ายน้ำดังกล่าวเป็นสระมาตรฐานขนาด 25 x 50 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 37 แล้วเสร็จวันที่ 30 ส.ค. 39 และเปิดให้บริการเมื่อ 2 ธ.ค. 40 โดยมี กรมพลศึกษา เป็นเจ้าของโครงการ ก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงาเมื่อปี 45 เพื่อดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการมาจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมา มีการบำรุงรักษาและซ่อมแซมบางส่วน เช่น เปลี่ยนแท่นกระโดดน้ำ และติดตั้งลู่ว่ายน้ำ แต่ยังไม่เคยปรับปรุงครั้งใหญ่ และยังใช้จัดการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำต่อเนื่องถึงปี 66

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 67 ได้ขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงาเข้าตรวจสอบโครงสร้าง และเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 69 ได้รับผลการสำรวจพบว่า โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารมีการแตกร้าวจนเห็นเหล็กเสริมจำนวนมาก และเกิดสนิม หากไม่ปรับปรุงอาจทำให้โครงสร้างสูญเสียกำลังรับน้ำหนัก เสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้งาน จึงมีความเห็นให้งดใช้อาคารและเร่งดำเนินการปรับปรุงเพื่อความปลอดภัย ประกอบกับทางสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงาขาดบุคลากรที่จะดูแลสระเพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลได้เกษียรไปหมดแล้ว ในขณะการของบประมาณจากกระทรวงมาปรับปรุงซ่อมแซมก็เคยขอไปแต่ก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุน ซึ่งต่างจากการของบจักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งจะได้รับการสนับสนุนมามากกว่า

    นอกจากนี้ ในปี 62 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ได้เสนอขอใช้ที่ดินทั้งแปลงเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนากีฬาจังหวัดพังงา พร้อมรับโอนภารกิจบริหารจัดการสถานกีฬาในพื้นที่ แต่สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สงวนสิทธิ์การใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อรองรับภารกิจของกระทรวง และขอให้แจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง คณะตรวจสอบได้มีมติร่วมกันให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน จัดตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสระว่ายน้ำ รวมถึงสถานกีฬาที่ถูกปล่อยร้างอื่น ๆ พร้อมกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยสูงสุดต่อไป

    นายสุภาพ ศิริ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา 2 ทาง ทางแรกขอให้ อบจ.พังงา ที่เคยขอใช้พื้นที่ แจ้งความประสงค์อีกครั้ง ว่ายังมีความต้องการอยู่ แนวทางที่ 2 หากทาง อบจ.พังงา ไม่ต้องการแล้ว หรือทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไม่อนุญาต ก็ให้ทางกระทรวงสนับสนุนงบประมาณมาปรับปรุงซ่อมแซมและบริหารจัดการให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5626027/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sqMCE9JzMeixr5JVtCHzE

  • ปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” วิสัยทัศน์ 5 ปีที่คนภูเก็ตต้องได้ประโยชน์ด้วย!

    ปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” วิสัยทัศน์ 5 ปีที่คนภูเก็ตต้องได้ประโยชน์ด้วย!

    ภาคเอกชนภูเก็ตเผยเตรียมปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” รวมข้อมูลสุขภาพคนภูเก็ตไว้ที่เดียว! พร้อมเผยความกังวลรายได้ไตรมาส 2-3 จากพิษเงินบาทแข็งค่า

    ในวันที่กระแสการรักสุขภาพกลายเป็นเมกะเทรนด์โลก และกำลังผนวกเข้ากับ “ธุรกิจและบริการ” หลายแขนง “ภูเก็ต” ในฐานะเมืองแห่งการท่องเที่ยวระดับโลก กำลังขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อก้าวข้ามการเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เป็นการผนวกเอา Wellness เข้าสู่บริการ สู่การสร้างแบรนด์ “Longevity City” หรือเมืองแห่งอายุสุขภาพยืนยาว

    อย่างไรก็ตาม “คนภูเก็ต” มองไปไกลกว่านั้น แม้ภูเก็ตจะถูกออกแบบให้เป็นจุดหมายปลายทางของ Wellness Tourism อยู่แล้วแต่ผลลัพธ์ที่ผ่านมากลับพบว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักคือ “นักท่องเที่ยว”

    ในขณะที่ “คนในพื้นที่”  ยังคงเผชิญกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ในระดับสูง

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ได้สะท้อนทั้งโอกาส อุปสรรค และยุทธศาสตร์การปรับตัวของเมืองภูเก็ต ในระยะ 5 ปีนี้ เมื่อ โพสต์ทูเดย์ ถามว่า ความพร้อมต่อการเป็น Longevity City ของภูเก็ตพร้อมมากน้อยเพียงใด?

    “ภูเก็ตยังไม่พร้อม” นายภูมิกิตต์ ตอบทันที

    “แต่เราอยากจะเป็น Longevity City นั่นเป็นวิสัยทัศน์ของเรา .. เหตุผลเนื่องจากในอดีตเราดีไซน์ตัวเองว่าเป็น Wellness Tourism ซึ่งสุดท้ายคนได้ประโยชน์คือนักท่องเที่ยว แต่คนภูเก็ตไม่ได้

    เราจึงกลับไปดูตัวเลขว่าคนบ้านเราป่วยโรค NCDs มากขนาดไหน และจะทำอย่างไรให้ ประโยชน์เกิดกับคนในพื้นที่ด้วย

    เราจึงวางกลยุทธ์ใหม่ โดยตั้งเป้า 3-5 ปี ว่าจะลดโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน หรือเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างไร เพราะภูเก็ตมีความเครียดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก”

    ปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” วิสัยทัศน์ 5 ปีที่คนภูเก็ตต้องได้ประโยชน์ด้วย!

    นายภูมิกิตต์มองว่า การที่จะปั้น “ภาพลักษณ์” ของเมืองให้คนภายนอกเชื่อถือได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือ “คนในพื้นที่” ต้องเป็นหรือเชื่อเช่นนั้นก่อน โดยกล่าวว่า

    “ เราอยากทำเรื่องนี้บนความเชื่อที่ว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามคนภูเก็ตมีสุขภาพที่ดี นั่นจะเป็นตัวสำคัญในการดึงดูดคนให้มาใช้ชีวิตที่ภูเก็ต มาใช้ชีวิต กิน อยู่ และมีวิถีชีวิตที่ดีแบบคนภูเก็ต ไม่ใช่แค่มาศัลยกรรมซึ่งเป็นความนิยมในตอนนี้เท่านั้น ซึ่งมีอัตราการอยู่ในภูเก็ตเพียง 15 วัน เราอยากให้คนกลุ่มนี้อยู่ยาวขึ้นด้วย”

    เป้าหมายของภูเก็ต คือการทำให้ Health Span หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี เข้าใกล้ Life Span หรือ อายุขัยให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันช่วงเวลาที่คนเราเริ่มเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 10 ปี

    โดยคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย หรือ Lifespan ที่ 77.4 ปี ในขณะที่ Healthspan หรืออายุสุขภาพดีอยู่ที่ 67.3 ปี

    ปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” วิสัยทัศน์ 5 ปีที่คนภูเก็ตต้องได้ประโยชน์ด้วย!

    ข้อมูลสุขภาพต้องรวมได้ 100% เป็นวาระแห่งชาติ

    นายภูมิกิตต์กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานว่า สิ่งสำคัญที่กำลังทำคือการรวม Health Data ของคนภูเก็ต ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ต้องรู้ทั้งหมด เพื่อที่จะรู้อัตราการเจ็บป่วยได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

    “ ต้องให้กระทรวงดีอีและกระทรวงสาธารณสุขคุยกัน โดยใช้ภูเก็ตเป็น Sandbox ในการรวมข้อมูล ข้อมูลปัจจุบันแยกกันอยู่ 3 สังกัด คือ เอกชน รัฐ และท้องถิ่น ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในภูเก็ตยินดีให้ความร่วมมือในการแชร์ข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพรวม 100%”

    ตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ยืนยันว่า

    “ภูเก็ต” อยากจะเป็นจังหวัดแรกที่รวมข้อมูลสุขภาพของทุกฝ่ายได้แบบ 100%!

    และมองว่าควรยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพ

    นอกจากนี้ ยังสะท้อนไปถึงประเด็น “กฎหมาย” ที่อาจจะติดขัดบางอย่าง โดยสะท้อนไปถึงรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ควบคุมกฎโดยตรง

    “รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขต้องทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากกฎหมาย ไม่ถูกแก้ไข ผู้ประกอบการจะเสียโอกาสมาก เช่น เรื่อง Stem Cells ที่ในต่างประเทศอย่างดูไบก้าวหน้าไปมาก แต่บ้านเรายังไม่มีกระบวนการรองรับที่ชัดเจน หรือ กฎหมายโรงแรมที่มีใบอนุญาตซับซ้อนถึง 27 ใบ

    นอกจากนี้ เรากำลังสูญเสียตลาดด้านการรักษาฟันให้กับเวียดนามที่พยายามดึงคนไข้ต่างชาติไปด้วย”

    โดยนายภูมิกิตต์ย้ำว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารจำเป็นต้อง “กิโยติน” กฎหมายบางอย่างเพื่อไม่ให้ภาคเอกชน “เสียโอกาส”

    ปั้น “ภูเก็ต” สู่ “Longevity City” วิสัยทัศน์ 5 ปีที่คนภูเก็ตต้องได้ประโยชน์ด้วย!

    ห่วงรายได้จากการท่องเที่ยวภูเก็ต ไตรมาส 2-3 เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า

    นายภูมิกิตต์เปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยวในระดับ “ดีมาก” แต่ภาพรวมในช่วงที่เหลือของปียังไม่สามารถรับปากได้ว่าตัวเลขจะดีต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากปัจจัยเรื่องค่าเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และ 3 ที่จะเป็นฤดูของนักท่องเที่ยวจาก “ออสเตรเลีย” เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย (บาหลี)

    นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องเที่ยวบินตรง ที่ปัจจุบันสายการบินไทย (TG) ไม่ได้บินตรงจากออสเตรเลียเข้าภูเก็ต แต่เปลี่ยนไปบินเข้ากรุงเทพฯ ทั้งหมด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/738375&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D2vogmqWK1Cjeoum8OduY

  • เปิดมุมท่องเที่ยวพัทลุง ตลาดชุมชนยลวิถี ‘บ้านลำปำ’

    เปิดมุมท่องเที่ยวพัทลุง ตลาดชุมชนยลวิถี ‘บ้านลำปำ’

    พัทลุงคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ร่วมตักบาตรทางน้ำท่องเที่ยวตลาดชุมชนยลวิถี “บ้านลำปำ” วิถีชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น

    22 ก.พ.2569 – นายสุจินต์ วาจากิจ ผวจ.พัทลุง และนางวิมลมาศ วาจากิจ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกิจกรรมการทำบุญตักบาตรทางน้ำ มี นางอภิญญา สุวรรณ วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง นางศรุดา อินทร์ประพันธ์ นายอำเภอเมืองพัทลุง และนายศาสดา อุ้ยตยะกุล รองนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง เข้าร่วมบริเวณริมคลองลำปำตลาดชุมชนบ้านลำปำ ต.ลำปำ อ.เมืองพัทลุง

    ซึ่งในวันนี้ได้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เบลเยี่ยม เยอรมัน เข้ามาท่องเที่ยวและร่วมทำบุญตักบาตรทางน้ำเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ตลาดชุมชนบ้านลำปำ ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี ” ตามโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชนชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี ” ประจำปี พ.ศ.2568 ในระดับประเทศ และยังได้รับรางวัลโล่เชิดชูเกียรติชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จากกระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2568 อีกด้วย

     นายสุจินต์ วาจากิจ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า ชุมชนยลวิถีบ้านลำปำ ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนบ้านออก ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุงนั้น มีทัศนียภาพและมีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม มีบ้านเรือนไทยภาคใต้ที่ทรงคุณค่าหลายหลังคาเรือน มีวิถีชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีการตักบาตรทางเรือที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชุมชนในอดีตจนถึงปัจจุบันที่คงรักษาไว้ตราบเท่าปัจจุบัน ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวนี้จะหาพบและสัมผัสได้ยากในขณะนี้ นอกจากนี้ตลาดดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวขึ้นไปกราบไหว้เพื่อขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนศาลาโรงพระที่ตั้งอยู่ในชุมชน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/951844/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KgVt50SBnbFC-y3Bio_ig

  • เปิดฉาก “1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” ที่นาโยง ผนึกมหกรรมว่าวนาหมื่นศรี ครั้งที่ 2 ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวคึกคัก

    เปิดฉาก “1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” ที่นาโยง ผนึกมหกรรมว่าวนาหมื่นศรี ครั้งที่ 2 ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวคึกคัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/130713&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LB2dKflT8Wk7syqkTZph0

  • หยกยุติบทบาททะลุวัง แฉยับอุดมการณ์ปลอม ถูกใช้เป็นอาวุธห้ำหั่นสังคม

    หยกยุติบทบาททะลุวัง แฉยับอุดมการณ์ปลอม ถูกใช้เป็นอาวุธห้ำหั่นสังคม

    หยกยุติบทบาททะลุวัง แฉยับอุดมการณ์ปลอม ถูกใช้เป็นอาวุธห้ำหั่นสังคม

    วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.53 น.

    ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า หยก ทะลุวัง เกือบชิบหายเพราะกลุ่มส้ม และหลุดพ้นมาด้วยตนเอง ตอนนี้ #หยกกำลังจะสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

    หลังจากชีวิตการเรียนที่ผ่านมาในระดับมัธยมปลาย เคยมีปัญหากับอุดมการณ์สามนิ้ว

    อุดมการณ์ที่เธอหลงเชื่อคำยุยง ปลุกปั่น . เธอเกือบถูกใช้เป็นอาวุธ เพื่อห้ำหั่นสังคมไทย โดยมีผู้ใหญ่ในชุดสีส้มอยู่เบื้องหลัง

    ยังจำน้องหยก กันได้ใช่ไหม ?

    ตอนนั้นอายุเธอยังน้อย เธอเคยเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่งตัวเรียบร้อย พอมาเข้าแก็งทะลุวัง . มีร้อยก็เรียบทั้งร้อย จากเด็กดีก็มาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

    คำว่า ทะลุวัง ลองเดาดูครับว่าต้องการทำอะไร เป้าหมายนั้นจะสื่อถึงใคร

    เวลานั้นหยก เพิ่งอายุ 14 ปีนิด ๆ ติดร่างแหในการหมิ่นประมาท ต้องคดี ม. 112 . อันมาจากการโยนข้อมูลหลอกลวงของคนกลุ่มหนึ่ง

    หยกถูกส่งตัวเข้าควบคุมความประพฤติที่บ้านปรานี จ.นครปฐม 51 วัน

    ครั้นออกมาจากบ้านปราณี เธอสอบเข้า ม.4 สายศิลป์จีน ได้ลำดับที่ 1 ของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ..

    ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พื้นฐานเธอตั้งแต่ประถม จนถึง ม.3 เธอเรียนเก่ง แต่เธอหลงทาง

    เธอต่อต้านสังคม ย้อมผมสีชมพู เรียกร้องให้แต่งตัวไปรเวทไปเรียนได้ – หยกไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบใด ๆ ทั้งการมอบตัวและอื่น ๆ

    มีเสียงชื่นชมจากกลุ่มแก็งสีส้มเคลือบคาราเมล ทำให้เธอเข้าใจผิดว่า การทำเช่นนั้นของเธอ จะทำให้กลายเป็นวีรสตรี

    หยกไม่รู้ว่า เธอกำลังกลายเป็นกลุ่มเรดการ์ด แบบเยาวชนจีน . ที่ถูกยืมมือออกมาอาละวาด จนแผ่นดินวุ่นวายไปทั่ว .

    เรดการ์ด จบลงด้วยติดคุก และถูกสาปแช่ง

    ทุกคนในแก็งสีส้ม ต่างพากันบอกว่า การแสดงออกของหยกคือ สิทธิของเธอ

    เธอปีนรั้วโรงเรียน ขวางรถบัสที่จะไปทัศนศึกษาของเพื่อนร่วมชั้น

    เธอรักษาสิทธิของเธอ – แต่เธอ “ละเลย” ที่จะเคารพสิทธิคนอื่น

    และแล้ว . สิ่งที่หยกทำมาทั้งหมด ก็จบลง จากการตัดสินใจของตนเอง

    ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 หยกโพสต์เฟซบุ๊กว่า
    “ยุติการเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองแล้วค่า อยู่กับที่บ้านเรียบร้อย สนับสนุนวงการดนตรีและกศน.”
    (กศน. คือการศึกษานอกโรงเรียน)

    หยก เลิกออกมาประท้วงหรือแสดงออกใด ๆ และเข้าศึกษาในระบบ “การศึกษานอกโรงเรียน” จนจบระดับเทียบมัธยมปลาย

    คนใฝ่รู้ไม่ต้องอาย ว่าจะเรียนที่ดัง หรือที่ไม่ดัง

    ○ และเวลานี้ #หยกกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    หยก เป็นตัวอย่างของคนหลงผิด และคนรู้จักกลับตัว .. ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

    ไม่มีใครมาช่วยหยกได้เลย ในยามที่หยกมีปัญหา , ไม่มีใครจ้างงานหยกแน่ ถ้าหยกไม่จบการศึกษาในระดับที่ดี

    หยกคงเห็นแล้วว่า ..
    ไม่มีลูกหรือเมียของพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบต่าง ๆ ออกมาเคลื่อนไหว ชูนิ้ว ด่าสถาบัน ให้ถูกจับดำเนินคดี

    พวกเขาคงเปิดไวน์คุยกันกับลูกเมียว่า “มีแต่คนฉลาดเท่านั้น ถึงหลอกใช้ให้คนอื่นไปติดคุกแทน”

    ลูก ๆ ของพวกผู้ใหญ่เหล่านั้น คงมองดูกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ด้วยความตลกและสมเพช .

    พวกนั้นอยู่ในคุก ลูก ๆ ฉันเดินเล่นอยู่ต่างประเทศ

    หยก หลุดพ้นได้ ด้วยสำนึกในอนาคตของหยกเอง

    ขอให้อนาคตหนูหยก จงก้าวด้วยขาที่แข็งแรง ใช้ความผิดพลาดในอดีต ไตร่ตรองตน . อย่าเป็นเหยื่อของใครได้อีก

    หยก จะเป็นหยกได้ ต้องรู้จักเจียระไน จึงจะมีค่า

    อย่าเป็นดินเหนียวไร้ค่า ให้ผู้อื่นเอามาปั้นเล่น

    ขอให้โชคดี ในเส้นทางอนาคตนะครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/948593&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1opHvqd45MCuPvWs1uvJ