Blog

  • เสี้ยนก็คือเสี้ยน! ‘อ.อัจฉราวดี’ เตือนอย่าปล่อย ‘กลุ่มอาสาส้ม’ เข้าไปในชุมนุม แฉพฤติกรรมสุดโหดไม่แพ้ ‘เรดการ์ด’

    เสี้ยนก็คือเสี้ยน! ‘อ.อัจฉราวดี’ เตือนอย่าปล่อย ‘กลุ่มอาสาส้ม’ เข้าไปในชุมนุม แฉพฤติกรรมสุดโหดไม่แพ้ ‘เรดการ์ด’

    24 ก.พ.2569- อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่ากลุ่มเรดการ์ด คือกระบวนการกวาดล้างผู้เห็นต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุดโหด จนทำให้คนจีนตายไปกว่า 8 ล้านคนในระยะเวลา 10 ปี

    เมื่อใดที่มีกลุ่มอาสาส้มเกิดขึ้น จงอย่าไว้ใจให้เข้ามาคลุกคลีในชุมชนเป็นอันขาด!!! เพราะพฤติกรรมของเจ้าของพรรค ที่อ้างว่าเป็นแนวทางก้าวหน้า มีแนวทางสอดคล้องกับระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ในยุคที่เหมา เจ๋อตุงเป็นประธานพรรค ด้วยการมุ่งทำลายของเก่าภายใต้การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน

    ปธน.เหมาสร้าง “กองทัพพิทักษ์แดง” หรือ Red Guards จากเยาวชนตามสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อกำจัด 4 เก่าในชุมชนทุกหนแห่ง ไม่ให้คนจีนศรัทธาสวามิภักดิ์ต่อประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะต้องการทำลายล้างความผูกพันต่อความเป็นชาติในระบอบเก่า รวมถึงห้ามไม่ให้มีศาสนา เพราะเกรงว่าจะเปิดช่องให้มีการรวมตัวลุกฮือขึ้นต่อต้านพรรค

    “สี่เก่า” ประกอบไปด้วยอุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดาน ที่พรรคคอมมิวนิสต์อ้างว่าเป็น “ระบอบเก่า” ซี่งเป็นอุปสรรคต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ปธน.เป็นผู้สร้างกองกำลังนี้ขึ้นมาและ พวกเรดการ์ดจบสิ้นลงด้วยน้ำมือของเหมา เจ๋อตุงเช่นกัน เพราะเมื่อใช้ประโยชน์จากเด็กๆ เหล่านี้สมใจแล้ว ก็กำจัดเสี้ยนหนามสำคัญของกลุ่มหัวหน้าทิ้ง เพราะเกรงจะเป็นภัยต่อตัวเหมาเอง

    พฤติกรรมช่างสอดคล้องกับการปลุกปั่นเด็ก 3 นิ้วให้มาเป็นเบี้ยลงถนนแล้วเขี่ยทิ้ง สุดท้ายกองทัพปลดปล่อยประชาชน ก็เข้ามาสลายกลุ่มเรดการ์ดที่มีสมาชิกถึง 20 ล้านคน ด้วยการจับพวกนี้ไปใช้ชีวิตในไร่นา เรดการ์ดจบลงในปี 1976 รวมเวลา 10 ปี ที่เยาวชนเรดการ์ดเข่นฆ่าคนจีนเพื่อทำลาย “ของเก่า”

    การทำลาย 4 เก่า เป็นสิ่งพรรคเองยอมรับความผิดพลาด แต่ก็ไม่อยากให้มีการรื้อฟื้น ที่ทางเข้าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เมืองซัวเถา มีคำประกาศเขียนไว้ว่า

    “ประวัติศาสตร์เป็นดั่งเงาสะท้อนของเรา เราจงอย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำอีก” คนจีนเองก็กล่าวว่า “พรรคเสียหน้าอย่างมาก พวกเขารู้สึกอับอายจากการปฏิวัติวัฒนธรรม” แต่บัดนี้คำเขียนนี้ถูกบดบังไปแล้วเช่นกัน

    ไม่น่าเชื่อว่า ยุคพ.ศ. 2560 ประเทศไทย มีขบวนการทำลายจารีต วัฒนธรรม ปกปิดและบิดเบือนประวัติศาสตร์ มุ่งทำลายสถาบันกษัติรย์ ปลุกปั่นให้คนชังชาติ ไม่ให้มีศาสนา ล้างสมองให้ทำลายของเก่าทิ้ง กระนั้นก็ยังมีผู้หลงสนับสนุน คงไม่รู้ตัวว่ากำลังจะร่วมมือทำให้ประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์

    ตอนนี้ส้มมามุกใหม่ จะแปลงร่างสาวกในนามของอาสาเพื่อให้แทรกซึมเข้าไปในชุมชน ในนามของการไปสอดส่องปัญหาเพื่อดูแลช่วยเหลือคนไทยทุกคนต้องกีดกันและปกป้องชุมชน อย่าให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเหมือนสมาชิกเรดการ์ด เข้าไปในพื้นที่ได้

    จำไว้ว่า เสี้ยนก็คือเสี้ยน หามีดีอะไรไม่ ตราบใดที่ผู้นำทางจิตวิญญาณยังคงเสี้ยมสาวกได้ต่อไปสิ่งใดที่ออกมาจากคนเหล่านี้ ล้วนมีจุดหมายเพื่อล้มล้างการปกครองทั้งสิ้น.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/952589/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw322ypYylPGtsyZ8e4QlSiB

  • กรมการพัฒนาชุมชนเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ จังหวัดนครราชสีมา ชูมรดกภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ จังหวัดนครราชสีมา ชูมรดกภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ จังหวัดนครราชสีมา ชูมรดกภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    24/02/2569 | 36 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ จังหวัดนครราชสีมา ชูมรดกภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ​วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีฯ

    ​ในการนี้ มีผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้นำกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีคุณภาพมาตรฐาน อันเป็นการสนองนโยบายกระทรวงมหาดไทยในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชน

    ​สำหรับงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จังหวัดนครราชสีมา กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 7 วัน ภายใต้แนวคิด ✨ “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” ✨ โดยมุ่งสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่การพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐาน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และสร้างโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้เลือกซื้อสินค้า OTOP คุณภาพดีในที่เดียว

    ​ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP เกรดพรีเมียมหลากหลายหมวดหมู่จากทั่วไทย โซน OTOP ชวนชิมที่รวมเมนูอร่อยรสชาติพื้นบ้าน กิจกรรมนาทีทองและโปรโมชันพิเศษลุ้นรับของรางวัลตลอดการจัดงาน พร้อมชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิงที่สร้างสีสันให้แก่ผู้ร่วมงานตลอดทั้งสัปดาห์ ภายใต้บรรยากาศการเดินชมงานที่สะดวกสบายและเป็นกันเอง

    ​ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประกอบการ OTOP ในงานนี้ครับ

    📌 พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (นครราชสีมา)

    🗓 วันที่: 22 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

    📍 สถานที่: ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

    🕙 เวลา: 10.00 – 21.00 น. (ทุกวัน)

    ✨ จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    #OTOPสร้างสุขสู่ชุมชน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/327676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ShUv3bnH0b-6gThYckOoZ

  • ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” | เดลินิวส์

    ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” | เดลินิวส์

    ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5631789/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20II1ltXQyJ0NfsfklrzUZ

  • ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

    ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนช่างไฟฟ้าภายในอาคารทั่วประเทศ เข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถตามกฎหมาย ก่อนเสี่ยงถูกปรับ

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า อาชีพ ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นอาชีพที่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการประเมินและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานฝีมือ ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสาธารณะ

    ผู้ที่ประกอบอาชีพโดยไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ขณะที่นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการที่จ้างช่างไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

    ปัจจุบันมีช่างไฟฟ้าภายในอาคารผ่านการประเมินแล้วกว่า 259,344 คน

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเปิดรับสมัครให้ช่างไฟฟ้าเข้ารับการประเมิน โดยสามารถติดต่อได้ที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ อาทิ
    • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ เปิดรับสมัครตลอดเดือนมีนาคม–เมษายน 2569
    • สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ ประเมินวันที่ 5 มีนาคม 2569
    • สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพะเยา เปิดรับสมัครแล้ว

    หรือเข้ารับการประเมินกับศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถตามมาตรา 26/4 (2) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาและสถาบันช่างไฟฟ้าเอกชนที่ได้รับอนุมัติจากกรมฯ ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ หนังสือรับรองความรู้ความสามารถมีอายุ 5 ปี เมื่อครบกำหนดต้องต่ออายุโดยวิธีการสัมภาษณ์เช่นเดิม จึงขอเชิญชวนช่างไฟฟ้าที่ไม่มีหนังสือรับรองฯ หรือครบกำหนด 5 ปีแล้ว รีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    เอกสารที่ใช้สมัคร
    • บัตรประชาชน
    • รูปถ่ายหน้าตรง 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป
    • หนังสือรับรองผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
    • วุฒิการศึกษา
    • หนังสือรับรองการทำงาน
    • เอกสารการฝึกอบรม (ถ้ามี)

    ค่าธรรมเนียม
    • 1,000 บาท (ประเมินกับสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน)
    • ไม่เกิน 2,000 บาท (ศูนย์ประเมินตามมาตรา 26/4 (2))

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 หรือทางเพจ Facebook กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999388&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07_7yfMwlZ4msd4dLhrzMT

  • เทศบาลอยุธยา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน แบ่งเบาภาระครอบครัว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน แบ่งเบาภาระครอบครัว | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นางรุ่งรัศมี สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา ค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน โดยมี นางสกาวรัตน์ จรัสศรี ผอ.ส่วนบริหารการศึกษา ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศึกษา นายพงศธร เหมะจันทร ผอ.โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม นักเรียน 80 คน เข้าร่วม

    นางรุ่งรัศมี กล่าวว่า การมอบทุนการศึกษาในเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเด็กนักเรียนและเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาเพื่อประโยชน์ของครอบครัวและเพื่อประโยชน์ของสังคม ผู้ที่มอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนมีความมุ่งหวังให้เด็กนักเรียนที่รับทุนเป็นทุนเป็นคนดี มีความกตัญญูรู้คุณ กตัญญูต่อพ่อแม่ ต่อผู้มีพระคุณ กตัญญูต่อผู้ที่ได้มอบทุนการศึกษา สิ่งที่จะแสดงออกถึงความกตัญญูได้ดีที่สุดก็คือการใช้ทุนอย่างมีคุณค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาเล่าเรียน เมื่อได้รับทุนมาก็อยากให้ตอบแทนกลับคืนสู่ผู้อื่นช่วยเหลือผู้อื่นตามโอกาส ตามกำลังความสามารถของเรา นั่นคือสิ่งที่เราสามารถตอบแทนสังคมโดยการเป็นคนดีของสังคม

    ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย งบประมาณรายจ่ายตามแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้กาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มอบเงินให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 43 คนๆละ 500 บาท/ภาคเรียน เป็นเงิน 21,500 บาท และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 -3 จำนวน 26 คนๆละ 1,500 บาท/ภาคเรียน เป็นเงิน 39,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณ 60,500 บาท ซึ่งทุนการศึกษาดังกล่าวจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียนและเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนในการจัดหาปัจจัยพื้นฐานในการศึกษาและการดำรงชีวิต เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5630838/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Mun2yRAW0zaSZ2jt-th1

  • กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

    นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี วศ. เปิดเผยว่า จากแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งสู่วิสัยทัศน์ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” โดยเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ ในการพัฒนาประเทศด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนระดับ 3 โดยปรับใช้นโยบายร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศในภาคอุตสาหกรรม

    หน่วยรับรองระบบงานจึงเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ในการยกระดับห้องปฏิบัติการภายใต้มาตรฐานสากล ให้เกิดความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจในผลการทดสอบ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าต่าง ๆ สร้างความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งผลักดันคุณภาพสินค้าด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    ทั้งนี้ นางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กล่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีหน่วยงานที่เข้ารับใบรับรองระบบงานฯ ในครั้งนี้ จำนวน 17 หน่วยงาน ได้แก่
    1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
    2. ห้องปฏิบัติการยางแท่งเอสทีอาร์ ศูนย์ควบคุมยางสงขลา
    3. ห้องเครื่องมือวิเคราะห์ ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    4. ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหาร ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
    5. ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมอาหารเพื่ออุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    6. ห้องปฏิบัติการทดสอบ กบินทร์บุรี บริษัท อีสเทิร์น ไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด
    7. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ไอ ซี พี ลัดดา จำกัด
    8. ห้องปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยกลุ่มชาติพันธุ์ ชายขอบ และแรงงานข้ามชาติ กรมอนามัย
    9. ห้องปฏิบัติการ บริษัท อาร์ซีไอ แล็บสแกน จำกัด
    10. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
    11. ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา บริษัท เบญจพันธ์พงศ์ จำกัด
    12. ห้องปฏิบัติการทางเคมี บริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    13. Food Safety Laboratory, Myanmar Innovative Life Sciences Company Limited
    14. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    15. สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    16. ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
    17. ฝ่ายผลิตเครื่องมือแพทย์ บริษัท วี เมด แล็บ เซ็นเตอร์ จํากัด

    ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้หน่วยตรวจสอบและรับรองทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับการรับรองระบบงานมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EiT-sL0AoIX3QkTAllgCd

  • วธ. ผนึก 30 หน่วยงาน เคาะแนวทางสงกรานต์ 2569 ชูธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทย สุขไกลทั่วโลก” ดันเป็นหมุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. ผนึก 30 หน่วยงาน เคาะแนวทางสงกรานต์ 2569 ชูธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทย สุขไกลทั่วโลก” ดันเป็นหมุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. ผนึก 30 หน่วยงาน เคาะแนวทางสงกรานต์ 2569 ชูธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทย สุขไกลทั่วโลก” ดันเป็นหมุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก

    วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.30 น. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ 2569

    ณ ศูนย์ประชุมชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริการกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ด้าน นางสาวซาบีดา เปิดเผยว่า เพื่อให้การจัดงานสงกรานต์เป็นไปอย่างงดงาม เหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทสังคม วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้บูรณาการกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว

    ความมั่นคง สาธารณสุข คมนาคม การปกครอง และภาคีเครือข่าย รวม 30 หน่วยงาน เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานภายใต้ 4 มิติหลัก ได้แก่

    มิติทางศาสนา เน้นสืบสานคุณค่าและสาระที่ถูกต้องของประเพณี เคารพความหลากหลายทางอัตลักษณ์ท้องถิ่น ส่งเสริมบทบาทครอบครัว ชุมชน และทุกช่วงวัย

    พร้อมรณรงค์กิจกรรมสำคัญ อาทิ ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ขอพรผู้สูงอายุ รวมถึงการเผยแพร่สถานะสงกรานต์ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

    นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการนำเสนออัตลักษณ์ไทยผ่านการแต่งกาย อาหาร งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และการละเล่นพื้นบ้านในรูปแบบร่วมสมัยอย่างเหมาะสม

    มิติด้านเศรษฐกิจ ต่อยอดคุณค่าสงกรานต์สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น สื่อโซเชียล ฟิลเตอร์ AR และคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรม เพื่อขยายการรับรู้สู่ตลาดนานาชาติ

    มิติด้านสังคม รณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจร และมาตรการความปลอดภัย งดกิจกรรมเสี่ยงอันตราย ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข

    ไม่เล่นแป้งหรือใช้อุปกรณ์ที่อาจก่ออันตราย พร้อมส่งเสริมบรรยากาศการร่วมงานที่เคารพสิทธิมนุษยชน ปลอดภัย และเป็นมิตรกับทุกคน

    มิติด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดขยะตามแนวคิด Zero Waste คัดแยกขยะ ใช้น้ำอย่างประหยัด และร่วมกันอนุรักษ์แหล่งน้ำ

    สำหรับปี 2569 วธ. เตรียมยกระดับการจัดงานใน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น 5 เมืองอัตลักษณ์ และ 13 เมืองน่าเที่ยว พร้อมจัดกิจกรรมในกรุงเทพฯ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และในวัด 50 เขต

    ภายใต้ชื่องาน “สงกรานต์น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” เพื่อเชิดชูอัตลักษณ์ไทยและสร้างประสบการณ์ Water Festival ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากประเทศอื่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวทิ้งท้ายว่า สงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาลเล่นน้ำ แต่คือเทศกาลแห่งความรัก ความกตัญญู และความอบอุ่นของครอบครัว

    วธ. มุ่งหวังให้สงกรานต์เป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก “ต้องมาเยือนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต” และอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

    ทั้งนี้ วธ. ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเตรียมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์ 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเฟซบุ๊กกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1498220&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AhuGMU2hld26xf39vW7EH

  • กรมหม่อนไหม ยก “แพรวาโสภารักษ์” ต้นแบบท่องเที่ยวหม่อนไหม สร้างรายได้กว่า 22 ล้านต่อปี

    กรมหม่อนไหม ยก “แพรวาโสภารักษ์” ต้นแบบท่องเที่ยวหม่อนไหม สร้างรายได้กว่า 22 ล้านต่อปี

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ กลุ่มหม่อนไหม “แพรวาโสภารักษ์” ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ให้กับ นายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ โดยมี นางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมหม่อนไหม หัวหน้าส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่นร่วมเป็นสักขีพยาน

    นางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม โดยสำนักงานอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม และการทอผ้าไหม ที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามให้อยู่คู่กับสังคมไทย ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการเผยแพร่ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม การอนุรักษ์และการส่งเสริมการใช้ผ้าไหมไทย สร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งการส่งเสริมและสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตามนโยบายด้านการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม

    “สำหรับการพัฒนาด้านการเลี้ยงหม่อนศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการสำรวจพื้นที่และชุมชนที่มีศักยภาพและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ในปี 2567 ถึง 2568 ได้ดำเนินการไปแล้ว 12 แห่ง โดยในปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมจำนวน 73,879 ราย มูลค่าการจำหน่ายสินค้ามากถึง 37,413,424 บาท และในปี 2569 ได้ดำเนินการเพิ่มขึ้นอีกสามแห่งในพื้นที่จังหวัดสกลนครบุรีรัมย์และสงขลารวมเป็น 15 แห่ง โดยในปี 2568 และ 2569 กรมหม่อนใหม่ได้จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์หม่อนใหม่เฉลิมพระเกียรติขอนแก่นดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ ”แพรวาโสภารักษ์“ ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ผ่านกิจกรรมฐานเรียนรู้การปลูกหม่อนการเลี้ยงไหมการสาวไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม และการทอผ้าไหม ที่สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและผู้คนในชุมชนที่เป็นสมาชิกเครือข่าย”

    ด้าน น.ส.ชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่การพัฒนาการเลี้ยงไหมได้ทำให้เกษตรกร มีอาชีพที่เข้มแข็งมีรายไดที่มั่นคง และการที่ผ้าไหมแพรวา ได้รับสมญานามว่าเป็น ราชินีแห่งผ้าไหมไทย นั้นยอมรับว่าตั้งแต่การเลี้ยง รวมไปถึงการถักทอมีความละเอียดปราณีตที่สำคัญได้รับการส่งเสริมจากพระพันปีหลวง จากผ้าสไบกลายมาเป็นผ้าไหมแพรวาที่สามารถนำมาตัดเป็นชุดสวมใส่ได้อย่างสวยงาม กลุ่มแพรวาโสภารักษ์ จึงไม่ใช่เพียงกลุ่มที่เลี้ยงหม่อนไหมธรรมดา แต่เป็นกลุ่มตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้จึงมีศักยภาพ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่างในเรื่องของการอนุรักษ์และการสร้างฐานรายได้ให้กับคนภายในชุมชน

    ด้าน นายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ตนเองอายุยังเล็กแต่สนใจในเรื่องของการทอผ้าไหมแพรวาจึงได้เข้าไปเรียนรู้ตามศูนย์ต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ จนสามารถทอผ้าไหมแพรวาได้และได้มีการประดิษฐ์คิดค้นลวดลายผ้าไหมแพรวา จนได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ โดยเฉพาะกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ความภาคภูมิใจที่ได้รับนี้จะมีการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้พื้นที่ได้ถูกจัดโซนแบ่งออกเป็นแปดส่วน จะเป็นฐานเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตหม่อนไหมไปจนถึงขั้นตอนการถักทอผ้าไหมแพรวา นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแพรวาที่เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ ทั้งนี้การพัฒนาด้านหม่อนไหมยังทำให้กลุ่มอาชีพที่เข้ามารวมกลุ่มกัน 20 แห่งมีรายได้ต่อกลุ่มมากถึงเดือนละ 100,000 บาท หรือมากกว่า 22 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นผู้ที่สนใจก็ขอเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในศูนย์แห่งนี้และเราจะเรียนรู้ไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/131207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XRjzr3Eky_HAm0tDvz8we

  • &

    &

    เรือยอชท์ 34 ลำ เชื่อมเส้นทาง ภูเก็ต – พังงา – กระบี่ บูรณาการศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทางทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ทีมฮอลลีวู้ดจากออสเตรเลียป้องกันแชมป์สำเร็จอีกครั้ง

    การแข่งขันเรือใบนานาชาติ “เดอะ เบย์ รีกัตต้า” ครั้งที่ 29 ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ ทีมฮอลลีวู้ดจากออสเตรเลียป้องกันแชมป์รุ่น Performanc Monohull ได้สำเร็จ เผยเบย์รีกัตต้าตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทางทะเลระดับแนวหน้าของเอเชีย โดยมีเรือยอชท์จำนวน 34 ลำ และนักแข่งเรือมืออาชีพจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรป เข้าร่วมการแข่งขันในรูปแบบแล่นแข่งผ่านเส้นทาง (Passage Race) เชื่อมต่อจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ตลอดระยะเวลา 4 วัน ตั้งแต่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2569

    ชูโมเดลท่องเที่ยวเชิงกีฬาเรือใบอย่างยั่งยืน:

    การแข่งขันตลอด 29 ปี จัดโดย Regattas Asia ชูเอกลักษณ์แตกต่างจากรายการเรือใบทั่วไป โดยเป็นรูปแบบ “รีกัตต้าที่เคลื่อนที่” ไม่ได้ใช้ท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียวเป็นฐานแข่งขัน โดยในแต่ละวัน ทีมเรือจะแล่นในระยะทางเฉลี่ยประมาณ 25 ไมล์ทะเล ก่อนจอดพักยังจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ทุกค่ำคืน รูปแบบดังกล่าวช่วยกระจายรายได้สู่หลายพื้นที่ตลอดเส้นทางการแข่งขัน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านบริการทางทะเลในแต่ละจังหวัด สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยตรงแก่ชุมชนท้องถิ่น

    นับตั้งแต่จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 เดอะ เบย์ รีกัตต้า มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพความงดงามของอ่าวพังงาและหมู่เกาะกระบี่ ปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ติดต่อกัน ถือเป็นหนึ่งในรายการเรือใบที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในปีนี้ มีนักแล่นเรือจากออสเตรเลีย ฮ่องกง เอสโตเนีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วม สะท้อนความเชื่อมั่นของนักกีฬาต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางกิจกรรมทางทะเลระดับนานาชาติ

    การแข่งขันมาตรฐานสากลใน 5 ประเภท

    แม้บทบาทด้านการท่องเที่ยวจะโดดเด่น แต่การแข่งขันยังคงดำเนินตามมาตรฐานสากล โดยในปีนี้แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ รุ่น Performance Monohulls, รุ่น IRC Racing, รุ่นMonohull Cruising,รุ่น OMR Multihulls และ รุ่น Cruising Multihulls

    โดยทีม Team Hollywood จากออสเตรเลีย คว้าแชมป์ประเภท Performance Monohull ด้วยผลงานชนะครบทั้ง 3 เรซที่แข่งขันป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ขณะที่รุ่น IRC Racing เป็นการแข่งขันที่สูสีที่สุด โดยเรือ Gern Kard จากเอสโตเนีย คว้าแชมป์จากการตัดสินคะแนน Countback

    แชมป์ในประเภทอื่น ได้แก่ทีม Kimikimi (ฮ่องกง) อันดับ 1 ในรุ่น Monohull Cruising, ทีม Parabellum (ฮ่องกง) ที่ 1 ในรุ่น OMR Multihull และ Zephyrus (สหราชอาณาจักร) คว้าชัยในรุ่น Cruising Multihull

    ทั้งนี้ การแข่งขันวันสุดท้ายจากอ่าวนางสู่ท่าเรืออ่าวฉลองจำเป็นต้องยกเลิก เนื่องจากสภาพลมไม่เพียงพอ ทำให้ผลการแข่งขันตัดสินจาก 3 วันแรก

    เส้นทางแข่งขันระดับโลก:

    จุดเด่นสำคัญของรายการคือเส้นทางการแข่งขันที่แล่นผ่านภูมิประเทศเขาหินปูนกลางทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ของอ่าวพังงา เกาะยาวใหญ่ และหมู่เกาะสวยงามของจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    การแข่งขันเริ่มต้นจากท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต ก่อนเข้าเส้นชัยในแต่ละวัน ตั้งแต่เกาะยาวใหญ่ และอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางทะเลของไทยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา เดอะ เบย์ รีกัตต้า จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การบริหารของ Regattas Asia สะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้สนับสนุน ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น

    การแข่งขันครั้งที่ 30 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อเฉลิมฉลอง 3 ทศวรรษของการแข่งขันเรือใบล่องเส้นทางในทะเลอันดามัน

    เดอะ เบย์ รีกัตต้า จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขันเรือใบระดับนานาชาติ หากแต่เป็นต้นแบบของการบูรณาการกีฬา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความประทับใจให้แก่นักแล่นใบจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สนับสนุนและพันธมิตร:

    นางสาวอรวินทณี วัฒนา ผู้จัดงานเดอะเบย์ รีกัตต้า และผู้อำนวยการรีกัตต้าเอเชีย กล่าวว่า “การแข่งขันเรือใบนานาชาติเดอะเบย์รีกัตต้าครั้งที่ 29 ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้สนับสนุนและพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว การบริการและธุรกิจในท้องถิ่น ขอขอบคุณหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย และมีผู้สนับสนุนร่วม ได้แก่ Tourismthailand.org, เวเคชั่นวิลเลจ กระบี่, Raymarine, สายการบินบางกอกแอร์เวย์, พอร์ต ตะโกลา, บมจ.หาดทิพย์, Really Good Deli, UK Sailmakers, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, บลูเบย์รีสอร์ท เกาะยาวใหญ่และอีกมากมาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieufxzt3l93vy0qcuy29tticzlkt4z38&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MnJ3JnRCiZKWS_I-1BYqN

  • สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vfk7nIh5stQlnUYjFPUr7