Blog

  • เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โตดีกว่าคาด ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ไม่หนักอย่างที่วิตก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โตดีกว่าคาด ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ไม่หนักอย่างที่วิตก : อินโฟเควสท์

    ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ระบุในวันนี้ (26 ก.พ.) ว่า แม้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาจะทำให้ทิศทางการค้าโลกเปลี่ยนไป แต่ผลกระทบไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้บางประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

    EBRD เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของ 40 ประเทศที่อยู่ภายใต้การดูแล ขยายตัว 3.4% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าประมาณการก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตือนว่า ความไม่แน่นอนและความปั่นป่วนทางการค้าที่ยังคงมีอยู่ อาจกระทบต่อการเติบโตของบางประเทศในระยะต่อไป

    EBRD ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 3.6% ในปี 2569 และ 3.7% ในปี 2570 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการช่วงฤดูใบไม้ร่วงทั้งสองปี

    เบอาตา ยาวอร์ชิก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EBRD ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา และคาดว่าการเติบโตในปีนี้และปีหน้าจะดีกว่าปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในยุโรป อีกทั้งผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงเท่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้

    การส่งออกจากบางประเทศสมาชิกของ EBRD ไปยังสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากประเทศเหล่านี้เข้ามาทดแทนสินค้าที่เดิมส่งออกจากจีน

    ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก และโปแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซิร์ฟเวอร์ หน่วยประมวลผล และระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนทิศทางการค้าดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี ยาวอร์ชิกเตือนว่า ผลกระทบทั้งหมดจากมาตรการภาษียังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลการค้าส่วนใหญ่ที่ใช้ในรายงานเป็นสินค้าที่ไปถึงสหรัฐฯ ก่อนการประกาศมาตรการภาษี “Liberation Day” ในเดือนเม.ย. 2568 นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น หลังศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการบังคับใช้มาตรการภาษีชุดแรก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aR9YRY7EcoeKmt4vdmisu

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 26/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 26/02/69

    วันที่ 26 ก.พ.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MIQhNgyk53rorWwmwvZbI

  • “ฮุน มาเนต” รับสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ไม่รู้ “เฉิน จื้อ” เป็นตัวการใหญ่

    “ฮุน มาเนต” รับสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ไม่รู้ “เฉิน จื้อ” เป็นตัวการใหญ่

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชา-ไทย ว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่ต้องการลดความตึงเครียดและต้องการอยู่ร่วมกับไทยอย่างสันติ

    พร้อมย้ำว่า กัมพูชาต้องการสันติภาพ ต้องแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและต้องการเจรจากับไทย รวมถึงพันธมิตรที่สามารถช่วยเหลือได้ เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติจะเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงและอนุสัญญาที่มีระหว่างกัมพูชากับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อพิพาทชายแดน

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569

    นอกจากนี้ นายกฯ กัมพูชา ระบุด้วยว่า เครือข่ายสแกมเมอร์หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของกัมพูชาและทำให้กัมพูชาเสื่อมเสียชื่อเสียง สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน จึงเป็นเหตุผลที่กัมพูชาต้องเดินหน้ากำจัดให้หมดไป

    ฮุน มาเนต ยอมรับว่า ศูนย์สแกมเมอร์อาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนและการก่อสร้างบางอย่าง แต่ยืนยันว่ารายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา พร้อมยืนยันด้วยว่าจีดีพีของกัมพูชามาจากภาคเศรษฐกิจที่สุจริต ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจหลอกลวงตามที่มีการกล่าวอ้าง

    ส่วนกรณี “เฉิน จื้อ” นายกฯ กัมพูชายืนยันว่า ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินคือตัวการใหญ่ โดยระบุว่ามีการตรวจสอบประวัติและไม่พบความผิดปกติ

    อ่านข่าว

    “สีหศักดิ์” โต้ “กัมพูชา” กลางวง UNHRC บิดเบือนใส่ร้ายไทย-ยั่วยุซ้ำซาก

    “คิวบา” ยิงเรือเร็วจดทะเบียนในสหรัฐฯ รุกล้ำน่านน้ำ เสียชีวิต 4 คน

    สมาชิกเดโมแครตโจมตี “ทรัมป์” แถลงนโยบายต่อสภา ชี้โกหก-เพ้อฝัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YxlZqPANuRLDa4ZY3gH2P

  • เศรษฐกิจไทย ม.ค.69 ส่งออกโตแรงรอบ 4 ปี ‘คลัง’ เกาะติดภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจไทย ม.ค.69 ส่งออกโตแรงรอบ 4 ปี ‘คลัง’ เกาะติดภาษีทรัมป์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ปรับดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางค่าเงินบาท ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    บริโภคเอกชนฟื้นตัว ความเชื่อมั่นขยับต่อเนื่อง

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.2 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 จากเดือนก่อนหน้า (หลังปรับผลทางฤดูกาล) สะท้อนกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงที่กลับมา

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 จาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี สัญญาณในกลุ่มฐานรากยังเปราะบาง โดยยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ใหม่ลดลงร้อยละ -3.4 และลดลงร้อยละ -4.2 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงหดตัวร้อยละ -9.0 จากปีก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านรายได้ในภาคเกษตร

    ลงทุนเอกชนทรงตัว รถเชิงพาณิชย์หด

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมมีลักษณะทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการนำเข้าสินค้าทุน (ข้อมูลเบื้องต้น) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ยังเดินหน้า

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

    อย่างไรก็ตาม ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ใหม่ลดลงร้อยละ -9.0 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ -8.5 จากเดือนก่อนหน้า บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจบางส่วนยังระมัดระวังการขยายกิจการ

    ส่งออกพุ่ง 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี

    มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 24.4 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี

    หากไม่รวมหมวดน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวร้อยละ 20.9 โดยสินค้าเด่น ได้แก่

    • เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวร้อยละ 67.0
    • เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 16.7
    • ยานพาหนะ ขยายตัวร้อยละ 11.3

    สินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการเติบโตโดดเด่น เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 53.4 กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 39.3 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 14.7 และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 8.2

    ด้านตลาดส่งออก พบว่าขยายตัวดีในตลาดออสเตรเลีย สหรัฐฯ จีน และอาเซียน (5) ที่ร้อยละ 97.8, 43.1, 35.1 และ 29.8 ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอินโดจีน (4) และแอฟริกาหดตัวร้อยละ -8.7 และ -3.6

    ท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว แต่ในประเทศยังขยาย

    ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 3.28 ล้านคน ลดลงร้อยละ -11.6 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ -0.4 จากเดือนก่อนหน้า (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศ

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากปีก่อน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    ภาคเกษตร–อุตสาหกรรมขยายตัว

    ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวร้อยละ 0.4 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 จากเดือนก่อนหน้า ตามผลผลิตข้าวโพดและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แม้ผลผลิตข้าวและมันสำปะหลังลดลง

    ภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนจากการเร่งผลิตรองรับคำสั่งซื้อช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจาก 88.2 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) อยู่ที่ 52.7 แม้ลดลงจาก 57.4 แต่ยังสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่อง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.66 และเงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ 0.60 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

    สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 66.1 ต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังตามกฎหมาย ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 289.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนเสถียรภาพภายนอกที่มั่นคง

    ตลาดการเงินฟื้น ต่างชาติซื้อหุ้นต่อเนื่อง

    ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,131 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ซื้อสุทธิรวม 54,485 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีซื้อสุทธิ 58,840 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของเงินทุนต่างชาติที่กลับมา

    ในตลาดตราสารหนี้ แม้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 7,325 ล้านบาท แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี ยังซื้อสุทธิสะสม 43,533 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ

    เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงยังมี

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั่วโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.5 จุด สูงกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก ทั้งภาคการผลิตและบริการ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีแนวโน้มปรับลดหรือคงอัตราเดิม

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด

    ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและเสถียรภาพด้านมหภาคที่แข็งแกร่ง แต่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P0fD3EjyO0fUgDgG0l9B0

  • เปิดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยเสี่ยง สนับสนุน ความท้าทาย | เดลินิวส์

    เปิดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยเสี่ยง สนับสนุน ความท้าทาย | เดลินิวส์

    วันที่ 26 ก.พ. ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน โดยนัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว

    “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% (ปรับขึ้นจากคาดเดิม 1.8%) ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต ไม่ได้โตเกิน 3% มา 8 ปีแล้ว

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่

    • ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
    • การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม
    • ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึง
    • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง
    • แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด
    • ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569

    ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ดังนี้ 

    • ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 2568
    • การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI
    • ภาคส่งออก คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี ประเมินการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 2568 
    • การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
    • ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 2569 มีเงินคงเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และการใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า และกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 0.2% ในปี 2569 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง

    ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637894/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u_2Q0E3uibUqsMI45dtKH

  • “ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

    “ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

    นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว AFP ยอมรับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์หรือ “เศรษฐกิจสีดำ” คือตัวการทำลายภาพลักษณ์ประเทศ กระทบการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างหนัก ยันเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่องพร้อมส่งตัว “เจ้าพ่ออาณาจักรไซเบอร์” อดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดให้ทางการจีนดำเนินคดี ปฏิเสธข้อหาจีดีพีกัมพูชาพึ่งพาเงินสีเทา

    นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียงในระดับสากล พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้

    “เครือข่ายต้มตุ๋น หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีให้กับกัมพูชา” ฮุน มาเนต กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษ โดยเขาย้ำว่านี่คือเหตุผลหลักที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “กวาดล้าง” ขบวนการเหล่านี้ให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

    แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่ามีผู้คนราว 100,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ และรายงานจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ในปี 2024 ระบุว่ารายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชาอาจสูงถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 388,500 ล้านบาท) หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ แต่นายกฯ ฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้พึ่งพาเงินเหล่านี้

    ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า “หลายคนบอกว่าจีดีพีของกัมพูชาพึ่งพาการต้มตุ๋น ซึ่งมันไม่จริง เราพึ่งพาเศรษฐกิจพื้นฐานทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และอุตสาหกรรมอื่นๆ” พร้อมยอมรับว่าแม้ธุรกิจเหล่านี้อาจมีการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการจ้างงานทางอ้อมบ้าง แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าสู่กระเป๋าของรัฐบาล

    ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการจับกุมและส่งตัว นายเฉิน จื้อ นักธุรกิจมหาเศรษฐีเชื้อสายจีนเจ้าของอาณาจักร Prince Group ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้งนายฮุน มาเนต และอดีตนายกฯ ฮุน เซน ให้กับทางการจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องฐานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่แฝงมาในคราบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาชีพที่ถูกกฎหมาย

    ฮุน มาเนต เผยว่า ในขณะนั้นรัฐบาล “ไม่ทราบเลยว่าเขาคือตัวการใหญ่” เนื่องจากการตรวจสอบประวัติในขณะนั้นไม่พบความผิดปกติใดๆ และบริษัทของเขาก็มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษด้วย

    “ก่อนจะมีข้อกล่าวหาปรากฏขึ้น สำหรับพนมเปญ เขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กิจกรรมอื่นๆ (ที่ผิดกฎหมาย) เราไม่รู้เรื่องเลย” ฮุน มาเนต กล่าวเสริมว่ารัฐบาลสั่งดำเนินการทันทีเมื่อทราบเบาะแสความผิด

    ส่วนประเด็นที่กัมพูชาเลือกส่งตัวนายเฉิน จื้อ ให้กับจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ นายกฯ ฮุน มาเนต อธิบายว่า เป็นเพราะตรวจพบว่านายเฉิน จื้อ ใช้เอกสารปลอมในการขอสัญชาติกัมพูชา จึงได้มีการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาของเขาออกไป ส่งผลให้เขามีเพียง “สัญชาติจีน” เท่านั้น ทางการกัมพูชาจึงจำเป็นต้องส่งตัวเขากลับไปยังประเทศบ้านเกิดตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ เครือข่ายต้มตุ๋นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ขยายวงกว้างจากการหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน ไปสู่เหยื่อทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scams) และการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีปลอม โดยใช้แรงงานทาสที่ถูกหลอกมาทำงานภายใต้การทารุณกรรม ซึ่งฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาจะยังคงร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2916564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-XAVyu0Ls2FTlTapPYFN9

  • ตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย รวบหนุ่มตามหมายจับคดีฉ้อโกง สั่งของออนไลน์มูลค่าสูงโชว์สลิปปลอม

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย รวบหนุ่มตามหมายจับคดีฉ้อโกง สั่งของออนไลน์มูลค่าสูงโชว์สลิปปลอม

    อาชญากรรม

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย รวบหนุ่มตามหมายจับคดีฉ้อโกง สั่งของออนไลน์มูลค่าสูงโชว์สลิปปลอม

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ต.โอภาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2  พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผกก.2 บก.ทท.2 พ.ต.ท.อิสระ บุญนำ สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2 สั่งการให้ ร.ต.ท.สายันต์ ชัยแก้ว รอง สว.(ป)ส.ทท.2กก.2 ด.ต.ประชา ปัญญายิ่ง จ.ส.ต.สุทธิรักษ์ โคตะสินธุ์ จ.ส.ต.ประวรงค์ ทองดินอก ผบ.หมู่ กก.2 พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวน ตม.จว.เชียงราย กก.สืบสวน ภ.จว.เชียงราย ออกติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาล หลังได้รับเบาะแสว่าหลบหนีมาก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณร้านกาแฟแห่งหนึ่งในพื้นที่ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ต้องหาได้นัดรับสินค้าจากบริษัทขนส่ง พบ ชาย อายุ 30 ปี ชาว จังหวัดเชียงราย เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี  ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับ แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับกุม ก่อนควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ต้องหายังมีหมายจับของศาลแขวงบางบอนอีก 1 หมาย ในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

    รายงานระบุว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหา คือ สั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ที่มีมูลค่าสูง เช่น ทองคำ ราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท โดยเลือกวิธีเก็บเงินปลายทาง ใช้ชื่อ–นามสกุลปลอม เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ทุกครั้ง และตระเวนเปลี่ยนจุดนัดรับของในหลายอำเภอ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามตรวจสอบ ส่งผลให้บริษัทขนส่งหลายแห่ง อาทิ ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, KEX Express, J&T Express และ Best Express ได้รับความเสียหาย

    วิธีการก่อเหตุคือ เมื่อถึงเวลารับสินค้า ผู้ต้องหาจะนำสลิปการโอนเงินปลอมมาแสดงต่อพนักงานส่งของ เพื่อให้เข้าใจว่าได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ก่อนรับสินค้าไปโดยไม่ได้ชำระเงินจริง

    เจ้าหน้าที่จึงขอแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ และบริษัทขนส่งพัสดุ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบหลักฐานการชำระเงิน โดยเฉพาะกรณีสินค้ามูลค่าสูง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/467427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K3HLBl3PIHm2Nx4fnPkID

  • ‘ไทยแอร์เอเชีย‘ ตั้งเป้าปี 69 ผู้โดยสาร 23.5 ล้านคนรายได้โต 7-9%

    ‘ไทยแอร์เอเชีย‘ ตั้งเป้าปี 69 ผู้โดยสาร 23.5 ล้านคนรายได้โต 7-9%

    ‘ไทยแอร์เอเชีย’เชื่อปี 69 อุตสาหกรรมการบินฟื้นตัว ตั้งเป้ารายได้โต 7-9% ขนส่งผู้โดยสาร 23.5 ล้านคน หลังจับมือ ททท. ดึง ‘ลิซ่า‘แบรนด์แอมบาสเดอร์ท่องเที่ยวไทย พร้อมเตรียมขยายฝูงบินเพิ่ม 5 ลำ

    26 ก.พ.2569-นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) เปิดเผยว่า แนวโน้มปี 2569 เชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย ตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการเติบโต 7-9% และขนส่งผู้โดยสารที่ 23.5 ล้านคน ภายใต้กลยุทธ์การขยายฝูงบินเพิ่มอีก 5 ลำในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ตั้งเเต่ต้นปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผ่านแคมเปญ ‘Feel All the Feelings’ โดยมี “ลิซ่า” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางในประเทศให้คึกคักยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความยั่งยืน

    สำหรับรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 นั้น บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 45,690.9 ล้านบาท ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากราคาค่าโดยสารเฉลี่ยที่ปรับลดลง 9% ท่ามกลางสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผชิญความท้าทายจากการชะลอตัวของกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลง ทั้งนี้ จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลง 10% ตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย ลดลง 5% อยู่ที่ 1.76 บาท บริษัทจึงรายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 7,835.1 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 2,336.2 ล้านบาท ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,541.9 ล้านบาท ตามการแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปี โดยหากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 302.7 ล้านบาท

    นายไพรัชล์ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 สายการบินไทยแอร์เอเชีย ขนส่งผู้โดยสารรวม 21.0 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1% โดยมีอัตราส่วนขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย 83% จากปริมาณที่นั่งที่ให้บริการ 25.2 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 10% โดย ณ สิ้นปีมีฝูงบินรวม 62 ลำ และใช้เครื่องปฏิบัติการบิน 59 ลำ ขณะที่ ในไตรมาส 4 ปี 2568 สายการบินไทยแอร์เอเชียมีรายได้รวม 14,259.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,609.5 ล้านบาท เติบโตขึ้น 351% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 1,087.5 ล้านบาท ลดลง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชียยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศในไตรมาสสุดท้ายแตะระดับสูงสุดที่ 43% พร้อมสัญญาณบวกจากตลาดจีนที่เริ่มมีแนวโน้มคงตัว โดยอัตราส่วนขนส่งผู้โดยสารของเส้นทางบินจีนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 85% ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ได้เปิดเส้นทางบินใหม่จากสุวรรณภูมิไปยังนครศรีธรรมราช และเชียงราย รวมทั้งเปิดเส้นทางข้ามภาคจากเชียงใหม่ไปยังอุดรธานี ส่วนเส้นทางภูเก็ต-ขอนแก่น และภูเก็ต-อุดรธานี กลับมาเปิดทำการอีกครั้งเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    นายไพรัชล์ กล่าวอีกว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาพรวมตลาดจีนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามสายการบินได้ปรับกลยุทธ์เน้นความเป็นผู้นำในตลาดภายในประเทศ จนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41% พร้อมขยายเส้นทางบินไปยังเอเชียใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางอินเดียปีนี้ ที่ยอดผู้โดยสารไทยแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% รวมถึงการขยายฐานปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปและอเมริกาเข้าสู่เครือข่ายบินของสายการบินฯ

    สำหรับตลาดระหว่างประเทศ แม้สายการบินปรับลดปริมาณที่นั่งลง 5% เพื่อให้สอดรับกับความต้องการเดินทาง แต่เส้นทางในตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และเส้นทางสิทธิเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) เช่น ดอนเมือง-ไทเป-โอกินาวา และดอนเมือง-หลวงพระบาง-ฮานอย ยังคงทำผลงานได้โดดเด่นและได้รับการตอบรับที่ดี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/954048/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ompYDBerI2tf09NMfM9Lv

  • เปิดโผ 5 ประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เที่ยวไทย 2569 มากสุด ใครนำโด่งครองแชมป์

    เปิดโผ 5 ประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เที่ยวไทย 2569 มากสุด ใครนำโด่งครองแชมป์

              เปิด 5 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย ปี 2569 จีน ยังครองอันดับ 1 รัฐบาลเผยยอดรวมท่องเที่ยว ทะลุเกือบ 6 ล้านคนในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

    นักท่องเที่ยว

              ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยช่วงต้นปี 2569 เพียงไม่ถึง 2 เดือน สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เกือบ 6 ล้านคน พร้อมสร้างรายได้มหาศาลเกือบ 3 แสนล้านบาท สะท้อนภาพรวมการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง

              วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมรวมทั้งสิ้น 5,947,434 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 293,119 ล้านบาท

    นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก

              อันดับ 1 : จีน จำนวน 969,505 คน  

              อันดับ 2 : มาเลเซีย จำนวน 573,323 คน  

              อันดับ 3 : รัสเซีย จำนวน 457,250 คน  

              อันดับ 4 : อินเดีย จำนวน 376,738 คน  

              อันดับ 5 : เกาหลีใต้ จำนวน 283,623 คน  

    นักท่องเที่ยว

    สัปดาห์ล่าสุดเข้าไทยเกือบ 9 แสนคน

              ขณะที่ข้อมูลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16 – 22 กุมภาพันธ์) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจำนวน 879,587 คน ลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือคิดเป็น 0.34% โดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 125,655 คน

              อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและรัสเซียกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 33.02% แตะระดับกว่า 111,581 คน ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ ส่วนรัสเซียเพิ่มขึ้น 7.57% จากปัจจัยช่วงปิดภาคเรียน

              ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลง 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอการเดินทางหลังเข้าสู่ช่วงปลายวันหยุดยาวในประเทศ  

    คาดท่องเที่ยวทรงตัวต่อเนื่อง

              ทั้งนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าในช่วงสัปดาห์ถัดไป (23 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน การส่งเสริมภาพลักษณ์ความปลอดภัย Trusted Thailand รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง หรือ Ease of Traveling

              นอกจากนี้ การยกเว้นบัตร ตม.6 และการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ขอบคุณข้อมูลจาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view299063.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zcIDlwiFA6I3bUDwWAMVs

  • เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    วันนี้, 06:47น.

              นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัก (ผวจ.) เชียงราย เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2/2569โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผวจ. พร้อมด้วย ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ประมงจังหวัดเชียงราย ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการนักวิจัยจากหลายสถาบันการศึกษา ตัวแทนภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและออนไลน์

              ที่ประชุมได้หยิบยกกรณีที่มีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกก จำนวน 16 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย ซึ่งพบค่าสูงกว่า 0.05 มก./กก. และบางรายมีอาการทางคลินิกที่ส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

              นายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายแลกเปลี่ยน หลังทราบข่าวสั่ง จนท.ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลเชียงราย วันนี้จะร่วมกับศูนย์การแพทย์ฯ ลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะ 1 วัน ,2 เดือน  สำหรับเดือนก.ค.68 ได้เคยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 2 พันคน กลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน

              ขณะที่ต้นเหตุปัญหา เช่น ทำเหมืองแร่ในพื้นที่รอยต่อชายแดน ซึ่งมีความต้องการแร่แรร์เอิร์ทสูง และราคาทองคำพุ่งสูง ยังคงเป็นปัจจัยความรุนแรงปัญหายังไม่บรรเทาที่ทำให้การแก้ไขผลกระทบระยะยาวเป็นไปได้ยาก

              ที่ประชุมมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสัมผัสน้ำหรือการลงเล่นน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำโขง ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ที่จะมีการทำแพเปียก ซึ่ง นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ.สคพ.ที่ 1 (กรมควบคุมมลพิษ) กล่าวว่า แม้การปนเปื้อนแม่น้ำสาย ไม่เหมาะที่จะลงสัมผัสน้ำ ส่วนการปนเปื้อนในแม่น้ำกกแม้จะไม่เกินมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ควรลงน้ำ หากลงดำผุดดำว่าย อาจทำให้น้ำเข้าสู่ร่างกาย และในตะกอนที่ฟุ้ง หากคนมีบาดแผลก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ แต่การพักผ่อนนั่งดื่มกินอยู่ริมน้ำสามารถทำได้

              อย่างไรก็ตาม ผวจ.เชียงราย ได้สั่งการในที่ประชุม 4 ประเด็นว่า การยืนยันผลเร่งด่วน โดยให้ทีมวิจัย มฟล. ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เก็บตัวอย่างซ้ำทั้งในสิ่งแวดล้อมและชีวภาพ (ปัสสาวะ/เส้นผม) ตามมาตรฐาน SOP และรายงานผลภายใน 2 สัปดาห์ ดำเนินตั้งศูนย์ประสานงาน ให้สำนักงานจังหวัดเป็นศูนย์กลางข้อมูล เชื่อมโยงแล็บและหน่วยงานปกครองเพื่อลดความซ้ำซ้อน ยกระดับห้องปฏิบัติการ ผลักดัน มฟล. และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแล็บอ้างอิงในพื้นที่ เพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์สารโลหะหนัก

              ด้านการเฝ้าระวังเชิงรุก ให้เครือข่ายโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเสี่ยงและนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อประเมินผลกระทบสุขภาพ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดจัดทำสื่อ 2 รูปแบบ ทั้งข้อมูลวิชาการสำหรับผู้เชี่ยวชาญ และอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

              ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะนัดประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาผลการตรวจซ้ำและอนุมัติงบประมาณขับเคลื่อนงานต่อไป

              รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ข่าวการตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมซึ่งเป็นสัญญาณของการสะสมของสารหนูในร่างกายเผยแพร่สู่สาธารณชน ปรากฏว่าคณะนักวิจัยถูกเรียกไปตำหนิ เนื่องจากเกรงว่าทำให้เกิดความตื่นตระหนกโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดเชียงรายและอีกหลายพื้นที่ริมแม่น้ำกกเตรียมจัดงานวันสงกรานต์ริมแม่น้ำหลังจากเมื่อปีที่แล้วไม่มีนักท่องเที่ยวจนทำให้ผู้ประกอบการแพริมน้ำขาดทุนไปตามๆกัน

    #กกปนเปื้อน

    #เชียงรายเฝ้าระวัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_Rv5bqGCfUjYAxUz-Z-vU