Blog

  • เปิดฤดูกาลเที่ยว “หาดแห่” ทะเลอีสานนครพนม พลิกวิกฤตแล้ง สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เปิดฤดูกาลเที่ยว “หาดแห่” ทะเลอีสานนครพนม พลิกวิกฤตแล้ง สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เปิดฤดูกาลเที่ยวแล้ว “หาดแห่” ทะเลอีสาน จ.นครพนม พลิกวิกฤตแล้ง – น้ำโขงลด ปรับเป็นแหล่งสร้างรายได้ หมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชน เงินสะพัดหลักแสนต่อวัน

    วันที่ 25 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยว หาดสันดอนทรายกลางน้ำโขง เขตพื้นที่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม นครพนมหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หาดแห่” นักท่องเที่ยวเริ่มคึกคัก หลังเปิดบริการทุกปีช่วงฤดูแล้งหลังน้ำโขงลด

    โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดสรรพื้นที่ จัดซุ้มร้านค้า ร้านอาหาร สร้างจากซุ้มไม้ไผ่ กว่า 200-300 หลัง พร้อมทั้งยังมีบริการเช่าอุปกรณ์เล่นน้ำ เจ็ตสกี บานาน่าโบ๊ท ส่วนอาหารก็มีหลากหลายเมนูไทยอีสาน พร้อมบริการเครื่องดื่มทุกชนิด จนได้ชื่อว่าทะเลอีสาน สร้างเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนสะพัดในชุมชน กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวคลายร้อนที่สำคัญของ จ.นครพนม

    อีกทั้งเป็นเส้นทางเดียวกันกับวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยวถือโอกาสมาเที่ยวพักผ่อน หลังไปกราบไหว้ขอพรองค์พระธาตุพนม ส่งผลให้มีการค้าขายคึกคักยาวไปถึงสงกรานต์ จนกว่าน้ำโขงจะเพิ่มระดับ มีเงินหมุนเวียนสะพัดวันละนับแสนบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ยิ่งคึกคัก

    สอบถามเจ้าของร้านอาหาร ธงฟ้า เปิดเผยว่า จุดเด่นของพื้นที่หาดแห่ นอกจากจะมีบริการเรือลงไปหาดฟรี ยังขายอาหารหลากหลายเมนู รวมถึงเมนูปลาน้ำโขง รสเด็ด การันตีความอร่อย ยังเป็นจุดที่สามารถเล่นน้ำคลายร้อนที่สะอาดปลอดภัย เพราะหาดแห่เป็นพื้นหินกรวดบนทราย ไม่มีร่องน้ำลึก สามารถเล่นน้ำได้ทุกจุด เหมาะสมหรับผู้ปกครองพาลูกหลานมาเที่ยวเล่นน้ำ รวมถึงยังมีบริการอุปกรณ์เล่นน้ำครบวงจร จึงเชิญชวนมาท่องเที่ยวหาดแห่ ทะเลอีสาน นครพนม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2916524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sb4suvHggpY-q9xlFkM0B

  • SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น
    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ
    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้
      • พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน
      • การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน
    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้
    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว
      • ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว
      • Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง
    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620538/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z4nbF2txjp2kGvK9EnMbk

  • “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล”นั่งประธานบอร์ด คุรุสภา เห็นชอบรับรอง 19 หลักสูตร 13 สถาบัน ผ่านประเมินครู 3,450 คน เร่งปรับระบบสอบ–ออกใบอนุญาตให้จบในหลักสูตร ลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ คุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ จำนวน 13 สถาบัน รวม 19 หลักสูตร พร้อมอนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลักสูตรที่ได้รับการรับรองแล้วใน 4 สถาบัน รวม 10 หลักสูตร โดยเป็นการปรับแผนการรับนักศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตครู

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการประพฤติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2569 รวม 3,450 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา และประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู รวมถึงผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบการทดสอบวิชาชีพครูอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้คุรุสภาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทดสอบและการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในหลักสูตรของสถาบันผลิตครู เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ พร้อมศึกษาแนวทางรองรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างสาขา

    ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบให้ใช้ข้อมูลการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นฐานประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู รวมถึงเห็นชอบร่างประกาศ แผนบริหารความเสี่ยงประจำปีงบประมาณ 2569 และร่างระเบียบด้านการบริหารงานบุคคลของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738545&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LRR3dciPt2HzCcvdzVxF7

  • กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน


    26/02/2569 | 79 |

    กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม โดยศูนย์สร้างทางสงขลา และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงทาง ทล.4030 ตอน ถลาง – หาดราไวย์ ช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 ระยะทาง 1.250 กิโลเมตร อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แล้วเสร็จ ยกระดับมาตรฐานทางเดิมจาก 2 ช่องจราจร เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรด้วยความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี ทล. เปิดเผยว่า ทล. มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ทล.4030 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสายหลักที่เชื่อมต่อจากถนนเทพกระษัตรี (ทล.402) ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา     หาดกะหลิม หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ไปจนถึงแยกราไวย์ เดิมเส้นทางช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 มีข้อจำกัดทางด้านกายภาพ เนื่องจากเป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจรและมีลักษณะเป็นทางโค้งต่อเนื่องหลายจุด และมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทล. จึงเร่งเข้าดำเนินการปรับปรุงทางหลวงสายนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์ 4 เลน ตัวสุดท้าย” เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร (ไป – กลับ) พร้อมติดตั้งเกาะกลางและระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุบรื้อสะพานคอนกรีตเดิมที่มีสภาพเก่าและก่อสร้างสะพานคอนกรีตใหม่ บริเวณ กม. ที่ 17+918 ที่มีความกว้างของผิวจราจรมากขึ้นและยาว 30 เมตร เพื่อทำให้การจราจรคล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความปลอดภัย เช่น ป้ายจราจร และระบบแสงสว่างครบถ้วนตามมาตรฐาน Road Safety เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิม การพัฒนาเส้นทางนี้นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างอำเภอถลางและหาดราไวย์ กระจายความหนาแน่นของการจราจรจากถนนสายหลัก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านคมนาคมขนส่งให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปด้วย

    ทล. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายทางให้เป็นเส้นทางแห่งความสะดวกและปลอดภัย โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากพบเหตุขัดข้องหรือต้องการร่วมเสนอแนะเพื่อการพัฒนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161894


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/480360&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VQiHHvO9H1Uel-OLg2iLD

  • ท่องเที่ยวฟื้น! ดันรายได้Q4‘กลุ่มดุสิตธานี’เพิ่ม78.9% คาดปี69 ธุรกิจขยายตัว 5-8%

    ท่องเที่ยวฟื้น! ดันรายได้Q4‘กลุ่มดุสิตธานี’เพิ่ม78.9% คาดปี69 ธุรกิจขยายตัว 5-8%

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

    ‘กลุ่มดุสิตธานี’เผยไตรมาส 4 การท่องเที่ยวฟื้นดันรายได้เพิ่ม 78.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ประเมินแนวโน้มปี 69 ธุรกิจขยายตัว 5-8% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ EBITDA Margin

    26 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 (ตุลาคมถึงธันวาคม) ปี 2568 ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 3,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คิดเป็น 78.9% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 173 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนสุทธิ 384 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โดยกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริงของธุรกิจ อยู่ที่ 749 ล้านบาท เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 74 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) บริษัทฯ มีกำไรสุทธิลดลง 44.2%

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า  ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 พลิกฟื้นจากไตรมาส 3/2568 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น จากอัตราการเข้าพักและค่าห้องเฉลี่ยที่สูงขึ้น  อีกทั้งบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการที่พักอาศัยบางส่วนในช่วงปลายปี ทำให้ผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) รายได้รวมของบริษัทฯ ปรับตัวลดลง 48.8% ซึ่งเป็นผลมาจากไตรมาส 4/2567  บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (ประมาณ 3,805 ล้านบาท)  ในขณะที่ไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากการแข็งค่าของเงินบาท ประกอบกับส่วนแบ่งเงินลงทุนใน DREIT ลดลงจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน  ส่งผลให้มี EBITDA ลดลง 31.4%

    นอกจากนี้บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่สามารถบันทึกดอกเบี้ยเป็นต้นทุนโครงการได้ภายหลังจากที่โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการตามส่วนงาน ทำให้รายงานกำไรสุทธิลดลง 44.2% เป็น 173 ล้านบาท

    ทางด้านผลการดำเนินงานประจำปี 2568 (มกราคมถึงธันวาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,938 ล้านบาท ลดลง 20.2% จาก 11,204 ล้านบาทในปี 2567  สาเหตุหลักมาจากปีที่แล้วมีการรับรู้รายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการส่งมอบอาคารพื้นที่ค้าปลีก  ทั้งนี้หากไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2567 และรายได้งานระบบประกอบอาคารพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 จะเท่ากับ 8,686 ล้านบาท เติบโต 17.4% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่สูงขึ้น

    จากรายได้รวมที่ลดลงข้างต้น บริษัทยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาท นอกจากนี้ ส่วนแบ่งเงินลงทุนใน DREIT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ EBITDA รวมลดลง 12.4% ในขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นไปตามประมาณการณ์ที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัท มีค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่สามารถบันทึกเป็นต้นทุนโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ได้อีกหลังจากทยอยเปิดดำเนินการบางส่วน ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ -453 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีขับเคลื่อนมูลค่าจากโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค (Unlock Value)  โดยสามารถรับรู้รายได้เต็มปีของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ รวมถึงทยอยเปิดให้บริการของส่วนต่างๆ ของโครงการ ได้แก่ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และสวนลอยฟ้า  ในขณะที่อาคารที่พักอาศัย ก็ทำยอดขายได้สูงถึง 95% ของพื้นที่ขายทั้งหมด และเริ่มทยอยส่งมอบห้องพักบางส่วน เพื่อรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา 

    สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานปี 2569 คาดว่า จะเป็นปีที่บริษัทฯ ก้าวสู่การเติบโตภายใต้ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในปีนี้ มาจากการคาดการณ์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตในระดับ 3-4% จากปี 2568 ภายใต้สมมติฐานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว 

    “ปีนี้เราวางกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งสร้างความสมดุล การขยายธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยง ตามกรอบ D.U.S.I.T. ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการลงทุน ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างหลากหลาย การสร้างคุณค่าในระยะยาว ความยั่งยืน  นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ตอบโจทย์ตลาด  โดยประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการโอนอาคารที่พักอาศัย) ไว้ที่ 5-8% และปรับเพิ่ม EBITDA Margin เป็น 18-20% ของรายได้รวม จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949369&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ffwyYzjN_TmEDQY4D1wgM

  • กรมทางหลวง ปิดจ๊อบ! เติมเต็ม “จิ๊กซอว์ 4 เลนตัวสุดท้าย” ทล.4030 ภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย สู่เส้นทางท่องเที่ยวที่สะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง ปิดจ๊อบ! เติมเต็ม “จิ๊กซอว์ 4 เลนตัวสุดท้าย” ทล.4030 ภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย สู่เส้นทางท่องเที่ยวที่สะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง โดยศูนย์สร้างทางสงขลา และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 4030 ตอน ถลาง – หาดราไวย์ (ช่วง กม.16+950 ถึง กม.18+200 ระยะทาง 1.250 กิโลเมตร) อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต แล้วเสร็จ ยกระดับมาตรฐานทางเดิมจาก 2 ช่องจราจร เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรด้วยความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดภูเก็ตเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 4030 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสายหลักที่เชื่อมต่อจากถนนเทพกระษัตรี (ทล.402) ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา หาดกะหลิม หาดป่าตอง และหาดกะตะ หาดกะรน ไปจนถึงแยกราไวย์

    เดิมเส้นทางในช่วง กม.16+950 ถึง กม.18+200 มีข้อจำกัดทางด้านกายภาพ เนื่องจากเป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจรและมีลักษณะเป็นทางโค้งต่อเนื่องหลายจุด และมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง กรมทางหลวงจึงเร่งเข้าดำเนินการปรับปรุงทางหลวงสายนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์ 4 เลน ตัวสุดท้าย” เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

    การก่อสร้างและปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 4030 ตอน ถลาง – หาดราไวย์ ดำเนินการก่อสร้างเป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร (ไป – กลับ) พร้อมติดตั้งเกาะกลางและระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุบรื้อสะพานคอนกรีตเดิมที่มีสภาพเก่าและทำการก่อสร้างสะพานคอนกรีตใหม่บริเวณ กม.17+918 ที่มีความกว้างของผิวจราจรมากขึ้น และมีขนาดความยาว 30 เมตร เพื่อทำให้การจราจรคล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความปลอดภัย เช่น ป้ายจราจร และระบบแสงสว่างครบถ้วนตามมาตรฐาน Road Safety เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิม

    การพัฒนาเส้นทางนี้ นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างอำเภอถลางและหาดราไวย์ กระจายความหนาแน่นของการจราจรจากถนนสายหลัก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านคมนาคมขนส่งให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปด้วย

    กรมทางหลวงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายทางให้เป็นเส้นทางแห่งความสะดวกและปลอดภัย โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากพบเหตุขัดข้องหรือต้องการร่วมเสนอแนะเพื่อการพัฒนา สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ezzbm8zTMFcmGPDxRZB87

  • ฮุน มาเนต ยอมรับเครือข่ายสแกมเมอร์กำลังทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ปัดรัฐบาลได้ประโยชน์จากศูนย์สแกม

    ฮุน มาเนต ยอมรับเครือข่ายสแกมเมอร์กำลังทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ปัดรัฐบาลได้ประโยชน์จากศูนย์สแกม

    ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า เครือข่ายการหลอกลวง หรือที่เราเรียกว่า ‘เศรษฐกิจมืด’  กำลัง ‘ทำลาย’ เศรษฐกิจที่สุจริตของกัมพูชา มันทำให้กัมพูชามีชื่อเสียงที่ไม่ดี นี่คือเหตุผลที่เราต้องกำจัดสิ่งนี้ให้หมดไป เพราะมันส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน” พร้อมยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวช่วยกระตุ้นธุรกิจบางอย่างทางอ้อมและสร้างงานในประเทศ แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ 

    “จริงอยู่ที่ว่าศูนย์กลางการหลอกลวงอาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การก่อสร้าง…แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา”

    — ฮุน มาเนต กล่าว 

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “กัมพูชามีศูนย์กลางการหลอกลวงหลายสิบแห่ง โดยมีผู้คนประมาณ 100,000 คน ซึ่งหลายคนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์” 

    นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังพูดถึง เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกจับกุมส่งทางการจีนไปเมื่อเดือนมกราคม ว่า เราไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นหัวหน้าใหญ่…และการตรวจสอบประวัติก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาเขา สำหรับกัมพูชาแล้ว เขาเป็นเพียงนักธุรกิจคนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้ แต่เมื่อเราทราบถึงการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา ทางการก็ไม่นิ่งเฉย” 

    “เฉินถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาแล้ว หลังจากที่เราพบว่าเขาใช้เอกสารปลอมเพื่อขอสัญชาติ และนั่นก็ทำให้เขามี ‘เพียงสัญชาติจีน’ เท่านั้น ทำให้ทางการกัมพูชาส่งตัวเขากลับประเทศบ้านเกิด” 

    — ฮุน มาเนต กล่าว 

    อย่างไรก็ดี ทางการกัมพูชาระบุว่า “การปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้ลดลงไปครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2026” ขณะเดียวกันกัมพูชาก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวที่หลอกเอาเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีจากผู้คนทั่วโลก  

    “ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ลดลงเหลือเพียง 50%” ไชย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโส ประธานสำนักเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการเบื้องต้นที่สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของการดำเนินการหลอกลวงโดยรวม แต่ ไชย สินะฤทธิ์ ไม่ได้ระบุวิธีการคำนวณ หรือจำนวนเครือข่ายที่ยังคงดำเนินการอยู่ และขนาดของกลุ่มเหล่านั้น 

    (Photo by : JOHN THYS / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/scam-centres-destroying-cambodia-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lNeGRuHgaUR1H0OnBleES

  • ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    26 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    #กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง

    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น

    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    #SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    #กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ

    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้

    O พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน

    O การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน

    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว

    O ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    O Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hpRzd-OTvlFU60c0FtUfH

  • เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เปิดประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่อินฟลูฯ สายบุญ ก่อนพัวพันคดีเดือด 3 รุม 1

    ชื่อของ “เสือ ดุสิต” กลับมาเป็นที่พูดถึงและติดเทรนด์โซเชียลอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องราวของการทำบุญหรือชกมวย ทว่ากลับเป็นคดีความรุนแรง หลังตกเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุรุมทำร้ายชายวัย 55 ปี ภายในร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 จนคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส ปอดทะลุ และต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU

    เหตุการณ์นี้เกิดจากปมหึงหวงแฟนสาว ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมายอมรับผิดและขอโทษสังคม โดยอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ วันนี้ Sanook News จะพาไปย้อนเส้นทางชีวิตของชายผู้นี้ ว่าเขาคือใคร และผ่านวีรกรรมอะไรมาบ้าง

    จุดเริ่มต้นฉายา “เสือ ดุสิต” คือใคร?

    นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสือ ดุสิต” ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ย่านสายไหม จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีดุสิต เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อปี 2562 จากคลิปไวรัลเหตุการณ์ “บุกปล้นบ่อน” ย่านสะพานใหม่ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศในขณะนั้น

    ในเหตุการณ์ดังกล่าว เสือ ดุสิต และพวก ได้บุกเข้าไปในบ่อนการพนันพร้อมอาวุธ แต่ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ทำลงไปเพราะถูกโกงเงินจากการเล่นพนัน จึงต้องการไปทวงเงินคืนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาปล้นทรัพย์แบบโจรทั่วไป จนได้รับฉายาจากชาวเน็ตบางกลุ่มว่า “พระเอกในคราบนักเลง” ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อปี 2565

    จากนักสู้ Fight Club สู่การเปลี่ยนลุคเป็นสายบุญ

    นอกเหนือจากคดีความ เสือ ดุสิต ยังเป็นที่รู้จักในแวดวงมวยข้างถนน หรือรายการ Fight Club Thailand ด้วยสไตล์การชกที่ดุดัน กล้าแลก กล้าบวก ทำให้เขามีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในความใจถึง และมักจะมีกรณีพิพาทกับคนดังในโซเชียล เช่น เสี่ยโป้ หรือ เสี่ยบุ๊ค ซึ่งมักจะจบลงด้วยการนัดเคลียร์ใจบนสังเวียนมวย

    ในช่วงหลัง เสือ ดุสิต พยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ หันมาใช้โซเชียลมีเดียในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแจกสิ่งของให้ผู้ยากไร้ หรือร่วมกิจกรรมการกุศลต่างๆ จนเริ่มถูกเรียกขานในอีกมุมหนึ่งว่าเป็น “อินฟลูฯ สายบุญ” และมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

    บทสรุปดราม่าล่าสุด ปิดตำนานสายบุญ?

    อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ที่สร้างมาต้องสั่นคลอนอีกครั้งจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายล่าสุด แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายและเยียวยาคู่กรณี แต่สังคมยังคงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดท้าทายตำรวจ หรือวลี “นนทบุรี ใครก็ได้” ตามที่เป็นข่าว

    สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ส่วนเส้นทางของ “เสือ ดุสิต” ในโลกโซเชียลหลังจากนี้ จะสามารถกู้ศรัทธากลับคืนมาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eg-sr_rbdFH26Y0MnJjG0

  • เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    26 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย ได้แก่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ดีโหวต), นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ (Domecloud), นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (ครูชัย), นายสมชัย ศรีสุทธิยากร (อดีต กกต.), นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (โฆษกพรรคประชาชน) และนายทรงพล เรืองสมุทร (ช่างภาพ Spacebar) 

    โดยระบุว่า ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หนูเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น 

    ซึ่ง กกต. มองว่าการกระทำนี้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66 วรรคสอง ที่มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

    นอกจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กกต. ยังแจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย

    • มาตรา 116  กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
    • มาตรา  209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000
    • มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม  เท็จ ที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613946&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mVQpH_sBE-U2MajyfHOcT