Blog

  • ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ตนได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล 2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม 4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

    “ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000551&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UI6VAUc-WBwIqoiBaS269

  • ตร.แนะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไทย ติดต่อตำรวจท่องเที่ยว ประสานดูแลความปลอดภัย

    ตร.แนะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไทย ติดต่อตำรวจท่องเที่ยว ประสานดูแลความปลอดภัย

    1 มี.ค.2569-เพจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง โปรดเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว

    “สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศไทย แนะนำให้ติดต่อผ่านตำรวจท่องเที่ยว สายด่วน 1155 มีล่ามแปลหลายภาษาและช่วยประสานงาน”

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘ดร.กอบศักดิ์’ จับตาสงคราม ‘อิสราเอล-สหรัฐ’ กับ ‘อิหร่าน’ วันที่ 2 จะลุกลามบานปลายแค่ไหน

    ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จับตาสงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มวันที่ 2

    นายกฯ บอกโมโตจีพี 2026 โชคดีจัดก่อนตะวันออกกลางปะทุ

    “อนุทิน” ชี้ โมโตจีพี 2026 คึกคักสุดในรอบ 7 ปี เงินสะพัดทะลุ 5 พันล้าน ทำไทยดังทั่วโลก ยัน โชคดีจัดก่อนเกิดเรื่องตะวันออกกลาง พร้อมดูแลต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตะวันออกกลางเดือด

    นายกฯ ย้ำไทยวางตัว ‘เป็นกลาง’ สถานการณ์ตะวันออกกลาง วอนใช้การทูตยุติความขัดแย้ง

    ‘อนุทิน’ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลางสถานการณ์ตะวันออกกลาง วิงวอน ทุกฝ่ายใช้เจรจาทางการทูตยุติความขัดแย้ง พร้อมสั่ง 6 กระทรวงออกมาตรการอุ้มประชาชน ลดผลกระทบเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/955915/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mb3L5xSX4Hg-jw1o817cX

  • ‘บิ๊กเผือก’ ตรวจเยี่ยมกำลังพลงาน ‘โมโต จีพี 2569’ เน้นย้ำเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘บิ๊กเผือก’ ตรวจเยี่ยมกำลังพลงาน ‘โมโต จีพี 2569’ เน้นย้ำเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 มี.ค. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.  พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผบก.ทท.2 เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่และปล่อยแถวกำลังพล เพื่อรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ “โมโต จีพี ประจำปี 2569” ณ จังหวัดบุรีรัมย์

    ​โดยมี พ.ต.อ.รนภัทร เพ็งหยวก ผกก.1 บก.ทท.2 พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. พ.ต.ท.ธนวินทร์ พวงมะลิ รอง ผกก.1 บก.ทท.2. พ.ต.ท.จิรพัฒน์ เขียวศิริ สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.2 พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ ณ ตู้บริการตำรวจท่องเที่ยวสนามช้างอารีนา

    สำหรับ​ไฮไลต์การตรวจเยี่ยมและข้อสั่งการสำคัญ​เสริมสร้างขวัญกำลังใจนั้น ผบช.ทท.ได้ร่วมจัดเลี้ยงอาหารแก่กำลังพล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางภารกิจระดับนานาชาติ พร้อม​เน้นย้ำมาตรฐานการบริการ กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทำหน้าที่เป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ปฏิบัติงานด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และพร้อมช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มกำลัง สร้างภาพลักษณ์ที่ดี มุ่งเน้นการสร้าง “ภาพจำ” และย้ำภาพลักษณ์ความเป็นตำรวจท่องเที่ยว “Your First Friend” ตำรวจท่องเที่ยวคือเพื่อนคนแรกของคุณ 

    หลังจากนั้น ผบช.ทท.พร้อมคณะได้ตรวจดูการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยวภายในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647463/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0obYGMlkuVBNoLLMLVDq_m

  • ท่องเที่ยวเกาะกูดพุ่ง! นักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 1,500 คน ผู้ประกอบการเพิ่มเที่ยวเรือรองรับ

    ท่องเที่ยวเกาะกูดพุ่ง! นักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 1,500 คน ผู้ประกอบการเพิ่มเที่ยวเรือรองรับ

    ท่องเที่ยวอำเภอเกาะกูดโตต่อเนื่อง ผู้ประกอบการเรือโดยสารเพิ่มเที่ยวและเพิ่มเรือโดยสาร,เผย 2 เดือนเเรกปี‘69 นทท.เที่ยวเฉลี่ยวันละ 1-1,500 คน

    อ.เกาะกูด จ.ตราด/สถานการณ์การท่องเที่ยวของอำเภอเกาะกูด จ.ตราด ที่มี 2 เกาะหลัก คือ ต.เกาะกูด และต.เกาะหมาก ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม และมีน้ำทะเลใส ชายหาดสะอาด ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาท่อบเที่ยวเพิ่มอย่างต่อเนื่องหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

    นายสุรศักดิ์ ศอกจะบก ผู้บริหารบริษัท เสือดำโก จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปอำเภอเกาะกูดปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์นี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการเป็นจำนวนมากกว่า 1 พันคน/วัน เฉพาะเรือโดยสารของบริษัท เสือดำโก จำกัดต้องนำเรือยอดมาเสริมเพิ่มอีกหนึ่งลำเพื่อรองรับปริมาณคนที่หนาแน่น ซึ่งโดยปกติแล้วหากไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือวันหยุดพิเศษจะไม่มีการเสริมเรือเช่นนี้ แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาเป็นช่วง High Season ทำให้นักท่องเที่ยวคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในวันนี้ช่วงเช้าเที่ยว 10.00 น. มีผู้โดยสารลงเรือไปแล้วกว่า 70 คน ตามด้วยเที่ยวเที่ยงอีกประมาณ 37 คน และรอบล่าสุดอีก 28 คน โดยในช่วงบ่ายจะมีอีกหลายเที่ยว คาดว่าจะถึง 300-400 คน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของกลุ่มเรือเสือดำโก

    “คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย แม้ว่าภาพรวมการเติบโตในปีนี้จะดูน้อยกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย แต่ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงมีจำนวนไม่มากนัก แต่จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้านยุโรปจะทยอยกลับ แต่ทั้งชาวไทยจะเดินทางมาเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสความงามของทะเลในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่ทะเลสวยที่สุดและอยู่ในฤดูกาลท่องเที่ยวพอดี โดยนอกจากเสือดำโกที่มีให้บริการถึง 4 รอบต่อวัน คือเวลา 10.30 น., 12.00 น., 14.00 น. และรอบสุดท้าย 16.00 น. แล้ว ก็ยังมีเรือของบริษัทอื่น ๆ เช่น บุญศิริ และ Express ที่พร้อมให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงเช่นกัน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทต้องเพิ่มเที่ยวเรือโดยสารและเพิ่มเรือโดยสารเพื่อรองรับความเติบโตของนักท่องเที่ยวด้วย“

    นายอรรถพล กลิ่นทับ ผู้บริหารบริษัท บุญศิริเรือเร็ว จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างคึกคัก โดยปัจจัยหลักมาจากช่วงเวลาที่ใกล้ปิดเทอมและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยเริ่มกลับมาเดินทางมากขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากที่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ชายแดนและความกังวลเรื่องสงครามในต่างประเทศ จนทำให้คนไทยหายไปในช่วง 2 เดือนแรก แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นได้กลับคืนมาแล้ว ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมีแนวโน้มที่ดีและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2568 มาถึงช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาคือ มกราคม -กุมภาพันธ์ 2569 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก แต่ช่วงวันหยุด และวันหยุดยาวรวมทั้งช่วงวันหยุดพิเศษนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งหากเฉลี่ย/วันจะอยู่ประมาณ 1,000-1,500 คน อย่างไรก็ตามอาจมากกว่านั้น จากที่มีเรือสปีดโป๊ทที่ที่เดินทางไปเกาะกูดแบบแพคเกจ

    “ส่วนแนวโน้มในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่พีคที่สุดของการท่องเที่ยวในต.เกาะหมาก และต.เกาะกูด จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญและมีการอั้นมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งการเติบโตนี้จะเป็นไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ทางภาครัฐและเอกชนยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านภาพลักษณ์ เชื่อว่าการสนับสนุนจากภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นที่ดีกว่าการที่ภาคเอกชนทำเพียงลำพังด้วยเหตุนี้ทางบริษัทบุญศิริเรือเร็วได้เตรียมพร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จึงได้มีการขยายเรือโดยสารเพิ่มขึ้น ซึ่งเร็วๆนี้ได้เพิ่มเรือโดยสารอีก 1 ลำ และยังเตรียมพร้อมออกมาให้บริการเพิ่มอีก 3 ลำ รวมถึงมีการเพิ่มเที่ยวเรือในแต่ละวันให้เพียงพอต่อความต้องการด้วย“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132152&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S0cx1Bqb6oEX41t4cvcYt

  • “สุชาติ” สั่ง “กรมทะเล” เร่งขจัดคราบน้ำมันเกาะราชาใหญ่ หลังเหตุเรืออับปาง ป้องกันผลกระทบระบบนิเวศ-ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวภูเก็ต

    “สุชาติ” สั่ง “กรมทะเล” เร่งขจัดคราบน้ำมันเกาะราชาใหญ่ หลังเหตุเรืออับปาง ป้องกันผลกระทบระบบนิเวศ-ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวภูเก็ต

    ภูเก็ต, วันที่ 1 มีนาคม – จากกรณีเหตุการณ์เรือ SEALLOYD ARC อับปางเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีคราบน้ำมันบางส่วนถูกกระแสลมและคลื่นพัดเข้าสู่ชายฝั่งเกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต อย่างต่อเนื่อง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) จึงสั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (กรมทะเล) เร่งตรวจสอบ ดำเนินมาตรการป้องกันพร้อมติดตามประเมินผลกระทบต่อแนวปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสียหายระยะยาวต่อทรัพยากรและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

    ด้านนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทะเล กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองป้องกัน ปราบปราม และบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยบริเวณอ่าวปะตก (อ่าวพลับพลา) พบก้อนน้ำมันกระจายตัวเป็นระยะทางประมาณ 195 เมตร (ความกว้าง 2 เมตร) และบริเวณอ่าวสยาม พบก้อนน้ำมันกระจายตัวเป็นระยะทางประมาณ 40 เมตร (ความกว้าง 5 เมตร) ซึ่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้เร่งเก็บก้อนน้ำมันตามแนวหาดทรายทั้งหมดแล้ว ส่วนคราบน้ำมันที่ติดอยู่ตามบริเวณโขดหิน ได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าจัดเก็บร่วมกัน เพื่อรักษาทัศนียภาพและลดผลกระทบต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวต่อไป

    “เป้าหมายเร่งด่วนของเราคือการกำจัดก้อนน้ำมันออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้สารเคมีตกค้างในระบบนิเวศแนวปะการัง และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกาะราชา” นายปิ่นสักก์ กล่าว พร้อมระบุว่า แม้จะดำเนินการจัดเก็บในพื้นที่หาดทรายเรียบร้อยแล้ว แต่จากการสำรวจยังพบคราบน้ำมันลอยอยู่ในบางจุดรอบเกาะราชาใหญ่ เจ้าหน้าที่กรมทะเลจึงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอุปกรณ์จัดเก็บเพิ่มเติมทันทีหากมีการพัดเข้าหาฝั่งอีกครั้ง ซึ่งก้อนน้ำมันที่จัดเก็บได้ทั้งหมด จะถูกลำเลียงขนย้ายกลับเข้าสู่ฝั่งจังหวัดภูเก็ต เพื่อนำไปกำจัดตามขั้นตอนมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280966&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw331VXgkoHa4RCDjg7NR6Oy

  • “ส.อ.ท.” หวั่นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน ทุบเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง-ส่งออกชะงัก เตือนวิกฤตพลังงาน กระทบส่งออกไทยสะดุด

    “ส.อ.ท.” หวั่นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน ทุบเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง-ส่งออกชะงัก เตือนวิกฤตพลังงาน กระทบส่งออกไทยสะดุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xrqcMSmxb21ito9fNXwcS

  • ‘กอบศักดิ์’ ชี้สงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจโลกผันผวน | เดลินิวส์

    ‘กอบศักดิ์’ ชี้สงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจโลกผันผวน | เดลินิวส์

    วันที่ 1 มี.ค. ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Kobsak Pootrakool” ระบุว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน !!! เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง

    President Trump ตอบ ถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม มาติดตามดูกันว่า ในวันที่ 2 จะเกิดอะไรต่อไป

    • จะลุกลาม บานปลายแค่ไหน โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง
    • จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิต
    • จะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน
    • จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่

    ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่า ช่วงต้นสัปดาห์หน้า ตลาดทุนโลกจะปรับตัวอย่างไร ทั้งราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ค่าเงิน และหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา

    ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ต่อไป

    ทั้งนี้ เราจะเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ จากการเผชิญหน้าใน 2-3 วันข้างหน้า ว่าทั้งหมดจะหมุนไปอย่างไร

    อิหร่านยังสามารถตอบโต้ได้ตามที่ข่มขู่ไว้หรือไม่ หลังผู้นำสูงสุด ผู้นำระดับสูงเสียชีวิตจากการโจมตีรอบแรก นับว่าปี 2569 เป็นปีที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เดือนละประเทศ 2 เดือน 2 ประเทศ !!!

    ส่วนสงครามการค้าโลก เริ่มยกสอง พร้อมผสมโรง สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก ไปพร้อมกัน !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647558/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ll_9ibkBRnfUx6uWcxA3G

  • โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?


    1/03/2569 | 38 |

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568-2569 ที่เปรียบเสมือนการเดินหน้าฝ่ามรสุม ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และการชะลอตัวของคู่ค้าหลัก หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามว่า “ประเทศไทย” มีดีอะไรที่ทำให้ยังคงรักษาเสถียรภาพและการเติบโตไว้ได้?

    เมื่อเราชำแหละลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี จะพบว่าเราไม่ได้เดินหน้าด้วยโชคช่วย แต่เป็นเพราะ “ภูมิคุ้มกัน” 3 ด้านหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ดังนี้:

    1. เสถียรภาพการเงินและการคลัง: ป้อมปราการที่แข็งแกร่ง

    จุดเด่นที่สุดของไทยคือ วินัยทางการเงินการคลัง ที่เข้มงวด แม้จะมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ (ภายใต้กรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70%)

    • เงินบาทที่ยืดหยุ่น: แม้ค่าเงินบาทจะมีความผันผวนตามกลไกตลาดและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed) แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้หลุดกรอบจนกระทบต่อภาคการส่งออก

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งเป็น “กันชน” ชั้นเลิศเมื่อเกิดเงินทุนไหลออกกะทันหัน

    2. เครื่องยนต์การท่องเที่ยวและการบริโภค: แรงขับเคลื่อนที่ไม่เคยหลับใหล

    ในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วง High Season ภาคการท่องเที่ยวถือเป็น “พระเอก” ตัวจริงที่เข้ามาเติมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจฐานราก

    • การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว: ไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “คุณภาพ” และการใช้จ่ายต่อหัว

    • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ: มาตรการอัดฉีดเงินและลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐในช่วงปลายปี ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ (Private Consumption) ให้ยังคงขยายตัวได้ดี

    3. ไทยในฐานะ “Safe Haven” และศูนย์กลางอาเซียน

    ในวันที่โลกแบ่งขั้วอำนาจ ไทยกลับได้รับอานิสงส์จากการเป็น “พื้นที่เป็นกลาง” ที่น่าดึงดูดใจ

    • การย้ายฐานผลิต (Relocation): เราเห็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), Data Center, และ Semiconductor * Connectivity: ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง (EEC และโครงข่ายระบบราง) ทำให้ไทยไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็น “จุดหมายปลายทาง” หลักของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก


    บทสรุป: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

    เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (Resilience) ที่น่าสนใจ แม้ตัวเลขการเติบโตอาจไม่ได้หวือหวาเท่าประเทศเกิดใหม่บางแห่ง แต่สิ่งที่ไทยมีคือ “ความมั่นคงและยั่งยืน” หัวใจสำคัญที่จะทำให้เราไปต่อได้อย่างสวยงามในปีหน้า คือการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนผ่านเสถียรภาพทางการเมือง และการเร่งปรับทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมไฮเทค หากไทยรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ มรสุมโลกจะรุนแรงแค่ไหน เราก็ยังคงเป็น “เกาะแห่งโอกาส” ในภูมิภาคอาเซียนต่อไปอย่างแน่นอน

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSrBI_EvIlm7KCJ0TIqeb

  • ลูกค้าโวยหนัก! ร้านทองขึ้นส่วนต่างซื้อ-ขายทองแท่งจาก 200 เป็น 2,000 บาท | เดลินิวส์

    ลูกค้าโวยหนัก! ร้านทองขึ้นส่วนต่างซื้อ-ขายทองแท่งจาก 200 เป็น 2,000 บาท | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 1 มีนาคม 2569 หลังจากสถานการณ์ราคาทองคำผันผวนหนัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านทองส่วนใหญ่ปิดการขาย และบางร้านเก็บทองคำออกจากตู้ทั้งหมด แต่ในส่วนของร้านแม่ทองสุกซึ่งส่วนใหญ่มีสาขาในศูนย์การค้านั้น ประกาศเปิดให้บริการตามปกติ โดยแจกคิวสำหรับซื้อทองคำแท่งให้ลูกค้าสาขาละเพียง 100 คิว และจำกัดการซื้อต่อ 1 บัตรประชาชนได้คนละ 5 บาทเท่านั้น ส่วนทองรูปพรรณและการขายฝากยังให้บริการตามปกติ

    ทั้งนี้ แม่ทองสุกได้ประกาศราคาหน้าร้าน ขายออกที่บาทละ 79,800 บาท และรับซื้อบาทละ 77,800 บาท นั่นหมายความว่าหากลูกค้าซื้อทองคำ 1 แท่ง 79,800 บาท เมื่อขายคืนจะได้รับเงินเพียงแค่ 77,800 บาท หรือส่วนต่างมากถึง 2,000 บาท จากปกติที่ราคาซื้อ-ขายต่างกันเพียงแค่ 200 บาท เท่านั้น ส่งผลให้มีลูกค้าโวยวายขึ้นอย่างหนาหู รวมไปถึงบนหน้าเพจเฟซบุ๊กของแม่ทองสุกด้วย

    สอดรับกับ นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ที่เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่า วันนี้ทางร้านทองที่เป็นสมาชิกในสมาคมฯ จะมีการปรับขึ้นค่าแรงเพิ่มอีกกว่าเท่าตัว เช่น โดยปกติซื้อทองคำ 1 บาท มีค่ากำเหน็จ 1,000 บาท ทางร้านก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ราคาทองคำผันผวนอย่างหนัก ซึ่งการปรับขึ้นราคาดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ในกฎข้อบังคับหรือควบคุมของทางสมาคม

    ขณะเดียวกันยังให้ความเห็นจากข่าวผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแต่ยังไม่แน่ชัด และปัญหาอาจยังไม่จบหรือมีประเทศอื่นเข้าร่วมด้วยทำให้ยังคาดการณ์ว่าในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ราคาทองคำยังคงปรับขึ้น และหากรุนแรงมากถึงขั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นไประดับ 100,000 บาท ต่อบาททองคำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5646962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUQsUTjqJMn80l6ZgCbd6

  • 4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ คาดน้ำมันในตลาดโลกมีราคาแพงขึ้น แรงงานไทยในอิสราเอลเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน ด้านนักท่องเที่ยวอิสราเอล อาจมีการชะลอเดินทางมาไทย 

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน (ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2569) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพ

    เป็นผลกระทบที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก

    ราคาน้ำมันและก๊าซ: ความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนสูง ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าไฟฟ้าในไทยปรับตัวสูงขึ้น

    ความมั่นคงทางพลังงาน: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ประมาณ 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) และมีการเตรียมแผนจัดหาจากแหล่งอื่นทดแทนหากสถานการณ์บานปลาย

    2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

    ตลาดหุ้นและทองคำ: ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลกจากความกังวลของนักลงทุน ในขณะที่ ราคาทองคำ พุ่งสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้ร้านทองบางแห่งต้องหยุดชะงักการซื้อขายชั่วคราวหากราคาสวิงแรงเกินไป

    ค่าเงินบาท: เงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้นในช่วงสงคราม ส่งผลให้ เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้จากการส่งออกในเชิงปริมาณเงินบาท

    3. ผลกระทบต่อแรงงานไทย

    ความปลอดภัย: มีคนไทยจำนวนมากทำงานในอิสราเอล (ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม) รัฐบาลไทยต้องเฝ้าระวังและเตรียมแผนอพยพกรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

    รายได้ส่งกลับ: หากสงครามยืดเยื้อจนแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศ จะส่งผลต่อรายที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในไทย

    4. การส่งออกและการท่องเที่ยว

    การขนส่งสินค้า: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าจะสูงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง

    นักท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาจลดลงเนื่องจากการปิดน่านฟ้าหรือความไม่สะดวกในการเดินทาง แต่อาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาที่ไทยแทนเพื่อหนีความไม่สงบ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2917181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aphMm9XrSjDAhSoFe8Ait