
กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย
ผลกระทบความตึงเครียดอิสราเอล / สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจโลก ไทย และภาค อสังหาริมทรัพย์ ที่ยกระดับล่าสุด มีการสังหารผู้นำ และระดับผู้นำกองทัพอิหร่านแล้วนั้น ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าในประเทศอิหร่านซึ่งแบ่งเป็น2ฝ่ายจะลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ความเสี่ยงส่งผลกระทบผ่าน “ราคาพลังงาน” คือเรื่องหลัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวสูง หรือปรับขึ้น ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน
1) ผลต่อเศรษฐกิจโลก
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและการลงทุนชะลอ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง หากสงครามยืดเยื้อ
2) ผลต่อเศรษฐกิจไทย
ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อในประเทศและดุลการค้า อีกทั้งแรงซื้อดอลลาร์เพื่อชำระค่าน้ำมันอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า หากเงินเฟ้อเร่งและบาทผันผวน จะเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายการเงินและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอ
3) ธปท. เพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1% เมื่อวันที่25กพ‘69 ที่ผ่านมา สัญญาณฟื้นเศรษฐกิจกำลังจะมาดีพอมีการปะทุของสงคราม ตะวันออกกลางครั้งนี้ หากส่งผลให้เงินเฟ้อไทยขยับเกินกรอบเป้าหมายและทรงตัวสูง ค่าเงินบาทจะมีแรงกดดันอ่อนค่า เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำแต่ไม่ถึงถดถอย
แนวโน้มการตัดสินใจ กนง ครั้งต่อไป มีโอกาสชะลอการลดดอกเบี้ย และอาจปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (เช่น 0.25%) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ และพยุงเสถียรภาพค่าเงิน แม้จะตระหนักถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ ธปท คงต้องรักษาสมดุลระหว่างเงินเฟ้อกับการเติบโต
4) ผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรร
หากดอกเบี้ย เปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น และสูงนาน ความสามารถผ่อนชำระ (DSR) ของผู้ซื้อบ้านกลุ่มกลาง–ล่างจะตึงตัว ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่
อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) เป็นฐานสำคัญ และซัพพลายใหม่ไม่ได้ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง แต่การฟื้นตัวอาจช้ากว่าที่คาด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/652708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34yf8Nj_SuuGQZYaIOyE4L
















พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยส่งเสริมการจัดระเบียบที่ดินทำกิน การพัฒนาอาชีพ และการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน โดยเริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563
เมื่อวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ ณ บ้านไล่โว่ บ้านสาละวะ และพื้นที่ใกล้เคียง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังจากที่ได้ตรวจติดตามผลการดำเนินโครงการมาโดยตลอดเพื่อตรวจเยี่ยมการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุข ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพของประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยท่านได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลสังคมและเศรษฐกิจของครัวเรือนมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาอย่างบูรณาการ รวมทั้งผลักดันการจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนมีสิทธิอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 
ภายหลังการติดตามผลการดำเนินงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีข้อสั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช น้อมนำผลสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบจังหวัดกาญจนบุรี ไปขยายผลสู่ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จำนวน 4,042 หมู่บ้าน เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานโครงการพระราชดำริ จำนวน 178 หน่วย และหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 223 หน่วย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินตามกรอบกฎหมาย การส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดรูปแบบการพัฒนาที่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ประชาชน และนำไปสู่เป้าหมาย “ป่าคงอยู่ คนมีอาชีพ ชุมชนเข้มแข็ง และประเทศชาติมั่นคงอย่างยั่งยืน”.









