Blog

  • ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง   ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง  ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    วันนี้ (13 พ.ค.2569)นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน เม.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 และอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    สำหรับสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง มาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างรอบด้าน

    ส่วนที่ความเชื่อมั่นในอนาคตเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง   ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง   ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    และเมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น พบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนในอนาคต คนยังมีความหวังจากมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน ก็จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

    อ่านข่าว:

    “ศุภจี” เผยพบ USTR เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

    เครื่องนุ่งห่มไทย จับมือ กสร. ต่อยอด GLP+หวังยกระดับแรงงานไทย

    เงินบาท อ่อนค่าสุดรอบ 1 เดือน ซื้อขายสัปดาห์นี้ 33.30-33.00

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W5zrAzQT_pXsgbQlc8aNm

  • ไทยกำลังเกิดวิกฤติความหวัง กังวลเศรษฐกิจหนักสุดในรอบหลายปี ไม่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

    ไทยกำลังเกิดวิกฤติความหวัง กังวลเศรษฐกิจหนักสุดในรอบหลายปี ไม่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

    ประเทศไทยเนี่ยนะห์ ไม่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้?

    thailand economy

    ‘Edelman’ บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก ได้ไปสำรวจประชากร 33,938 คนจาก 28 ประเทศ รวมถึงไทย แล้วพบว่า มีเพียง 32% ของผลสำรวจเท่านั้นที่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นปัจจุบัน

    ถ้าเจาะมาที่ผลสำรวจในหมู่คนไทยราวๆ 1,200 คนโดยเฉพาะ Edelman พบว่ามีแค่ 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดลงจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึง ‘วิกฤติความหวัง’ ของคนในประเทศ

    นอกจากนั้น ความวิตกกังวลต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยก็พุ่งขึ้นสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยกว่า 70% ของพนักงานไทยกังวลเรื่องสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างมาก

    แต่แม้ความหวังจะมีแค่นี้ เชื่อไหมว่า คนไทยยังคงเชื่อมั่นในภาครัฐ เอกชน สื่อ และองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) ของประเทศอยู่?

    ไทยเชื่อมั่นในหน่วยงานบ้านตัวเองมาก

    thailand economy

    นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ดัชนีความเชื่อมั่น (Trust Index) ซึ่ง Edelman ไปทำการสำรวจว่ากลุ่มตัวอย่างแต่ละประเทศเชื่อมั่นในหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อ และ NGO บ้านตนเองขนาดไหน ก่อนนำมาคำนวณค่าเฉลี่ย

    จากการสำรวจ Edelman พบว่า คนไทยมีดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 65 คะแนน ลดลงจากปีก่อนแค่ 1 คะแนนเท่านั้น แถมยังสูงเป็นอันดับที่ 7 ตามหลัง

    1. จีนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (80 คะแนน) 
    2. อินเดีย (74 คะแนน) 
    3. อินโดนีเซียและซาอุดิอาระเบีย (73 คะแนน) 
    4. ไนจีเรีย (72 คะแนน) 
    5. มาเลเซีย (71 คะแนน) 
    6. เคนยา (68 คะแนน)

    กลับกัน ประเทศที่มีดัชนีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดคือ ญี่ปุ่น (38 คะแนน) ฝรั่งเศส (42 คะแนน) สหราชอาณาจักรกับเยอรมัน (44 คะแนน) และสเปน (46 คะแนน)

    มันอาจดูแปลกตาสำหรับบางคน แต่ Edelman เผยว่า ปัจจุบัน ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ มีความเชื่อมั่นในประเทศตนเองมากกว่า ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ เสียอีก

    ไม่ใช่แค่นั้น Edelman ยังพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด Top 25% ของไทยมีดัชนีความเชื่อมั่นมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำสุด Bottom 25% ถึง 20 คะแนนด้วย

    เชื่อมั่นในรัฐบาลมาก แต่ไม่เชื่อใจคนที่เห็นต่างกับตนเอง

    listen

    นอกจากนี้ Edelman ยังสอบถามถึงการเปิดรับความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างแต่ละประเทศ จนพบว่า ปัจจุบัน โลกเรากำลังเผชิญกับ ‘ภาวะปิดกั้นทางความคิด’

    ภาวะปิดกั้นทางความคิดคือ การที่มนุษย์ลังเลหรือไม่พร้อมเปิดใจให้กับคนที่มีค่านิยม วัฒนธรรม ภูมิหลัง ไลฟ์สไตล์ มุมมองต่อปัญหาสังคม หรือแหล่งข้อมูลต่างจากตนเอง ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกฐานะ

    Edelman พบว่า 65% ของคนไทยกำลังเผชิญภาวะปิดกั้นทางความคิด แถม 56% ของคนไทยไม่เปิดรับข้อมูลจากแหล่งที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากตนเองด้วย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบไทยกับประเทศอื่นๆ ในผลสำรวจแล้ว เราจะอยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศที่ปิดกั้นทางความคิดน้อยที่สุด ตามหลัง ซาอุดิอาระเบีย (63%)  ไนจีเรีย (51%) จีน (50%) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (48%)  และอินเดีย (47%) 

    ขณะที่ประเทศที่ปิดกั้นทางความคิดมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น (90%) เยอรมัน (81%) ไอร์แลนด์ (80%) อิตาลี (79%) และอาร์เจนตินากับโคลอมเบีย (77%)

    สุดท้ายแล้ว หากต้องให้สรุปภาพรวมความคิดของไทยจากผลสำรวจของ Edelman คือ

    1. ไม่เชื่อว่าคนรุ่นหลังจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้
    2. ยังคงเชื่อมั่นในหน่วยงานทุกภาคส่วนของไทย โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีรายได้สูง
    3. ไม่เปิดใจให้กับคนที่เห็นต่างจากตนเอง และไม่เปิดรับข้อมูลจากแหล่งข่าวขั้วตรงข้าม

    Brand Inside คงไม่สามารถตอบได้ว่า ชุดความคิดแบบนี้จะนำไปสู่สังคมแบบใดในอนาคต แล้วคุณล่ะ มีความเห็นอย่างไรบ้าง?

    ที่มา: Edelman

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-optimism-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v-GZ3Vw8eGh8DxFZ6hpas

  • ‘กลุ่มโรงพยาบาล’ ครึ่งปีแรก ‘กำไรทรุด’ เซ่นพิษสงคราม-เศรษฐกิจซบ ลุ้นรายได้ต่างชาติฟื้น

    ‘กลุ่มโรงพยาบาล’ ครึ่งปีแรก ‘กำไรทรุด’ เซ่นพิษสงคราม-เศรษฐกิจซบ ลุ้นรายได้ต่างชาติฟื้น

    ‘กลุ่มโรงพยาบาล’ ไตรมาส 1 ปี 2569 ทิศทางกำไรมีแนวโน้มลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังภาวะเศรษฐกิจซบเซา และความขัดแย้งตะวันออกกลาง คาดหวังการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลังจากรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ มองแนวโน้มระยะยาวยังมีปัจจัยบวกจาก ‘ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-สังคมสูงอายุ’

    เมื่อภาวะเศรษฐกิจกำลังสะเทือนทิศทางผลดำเนินงาน “กลุ่มโรงพยาบาล” ไตรมาส 1 ปี 2569 ชะลอตัว สะท้อนผ่าน “กำไร 5 หุ้นหลัก” ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG และบริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 

    โดยคาด “กำไรกลุ่มโรงพยาบาล” ไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 6,393 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนจากเศรษฐกิจในประเทศ “ซบเซา” และถูกซ้ำเติมด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ภาพรวมทั้งปีคาดกำไรโตต่ำที่ 4% มองยังมีโอกาสฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลังหากผู้ป่วยต่างชาติกลับมา และเศรษฐกิจฟื้นตัว ระยะยาวยังมีดีมานด์หนุนจาก “ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” และ “สังคมสูงอายุ”

    “มินทรา รัตยาภาส” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์กำไรสุทธิหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล 5 ตัว ได้แก่ BDMS, BH, BCH, CHG และ PR9 ในไตรมาส 1 ปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 6,393 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค. ที่เริ่มรับรู้ผลกระทบของปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    โดยปัจจัยหลักมาจาก “ผู้ป่วยในประเทศชะลอ” เข้ารับการรักษาจากภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สวนทางรายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศยังคงเติบโต และมีรายได้ต่อคนสูงกว่าผู้ป่วยในประเทศ โดยในกลุ่มโรงพยาบาลด้วยกันคาดว่าจะมีเพียง BH ที่กำไรยังเติบโตได้ 3% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จากการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นเป็นหลัก แต่ในแง่รายได้ยังถือว่าโตต่ำเพียง 1%

    ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มโรงพยาบาลจะยังไม่โดดเด่น ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นโลว์ซีซัน โดยเฉพาะเดือนเม.ย. ที่มีวันหยุดหลายวัน รวมถึงรับรู้ผลกระทบจากสงครามมากขึ้น แต่หลังจากนี้ยังมีอัปไซด์ที่ต้องจับตามองเกี่ยวกับการฟื้นตัวของดีมานด์การเข้ารับการรักษา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของกำไรได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2569

    “กลุ่มโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่ไม่ได้ขายเรื่องการเติบโตที่หวือหวาอยู่แล้ว เรายังมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่ได้ดีในเชิงดีเฟนซีฟ กำไรสุทธิของทั้งกลุ่มในปี 2569 เราคาดว่าจะเติบโตราว 4% จึงคงคำแนะนำ “ถือ” ให้ BDMS เด่นกว่ากลุ่ม จากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ-รักษาความสามารถการทำกำไรได้ดี อีกด้านมอง PR9 หลังมีศักยภาพในการเติบโต และขยายตลาดใหม่ๆ”

    “เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส- อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า งบการเงินในกลุ่มโรงพยาบาลที่ออกมาแล้วของ BH ที่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีจากรายได้การให้บริการที่เพิ่มขึ้น แม้ช่วงปลายไตรมาสจะเห็นการชะลอตัวของผู้ป่วยทั้งใน และต่างประเทศบางส่วนจากปัจจัยด้านสงคราม

    สำหรับ BDMS รายได้ในไตรมาส 1 คาดยังเติบโตแต่ไม่ได้สูงมาก จาก “อัตรากำไร” หรือ “มาร์จิน” ที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายการขาย และบริหารเพิ่มขึ้น อีกทั้งได้ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้ากดดันหลายมิติ ทั้งการเลื่อนใช้บริการของผู้ป่วยจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางมารักษาได้

    ขณะที่ แนวโน้มกำไรกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 2 ภาพรวมคาดว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 เนื่องจากปัจจัยของสงครามเป็นหลัก โดยคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในเดือนเม.ย. หากสงครามยุติได้อย่างแท้จริงในเดือนพ.ค. อาจเริ่มเห็นการฟื้นตัวในกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางจากจำนวนเที่ยวบินที่จะกลับมา รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง 

    ทั้งนี้ คาดว่า BH จะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้มากกว่า BDMS เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงกว่า และเป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่รักษายากซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางมารักษาในไทย

    อย่างไรก็ตาม คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มโรงพยาบาลในปี 2569 ยังคงเติบโตในระดับเลขหลักเดียว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือ รัฐบาลกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจะมีนโยบายส่งผู้ป่วยมารักษาในไทยอยู่หรือไม่ ถ้ามีการสนับสนุนในส่วนนี้คาดว่าจะมีอัปไซด์จากการเร่งใช้จ่ายด้านการรักษา ในทางกลับกันหากรัฐบาลเน้นการฟื้นฟู และซ่อมแซมประเทศเป็นหลัก และสนับสนุนให้ประชาชนรักษาในประเทศก็อาจมีผลกระทบต่อรายได้ในกลุ่มโรงพยาบาลได้เช่นกัน

    “วัชรุตม์ วัชรวงศ์สิทธิ์” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มโรงพยาบาลอาจเริ่มต้นปี 2569 ได้ไม่ดีนัก จากทิศทางกำไรในภาพรวมทรงตัวไปจนถึงลดลงทั้งกลุ่ม มีเพียง BH ที่ยังเติบโตได้ จากแนวโน้มผู้ป่วยต่างประเทศในช่วงก่อนเข้าสู่เทศกาลรอมฎอนโดยเฉพาะผู้ป่วยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ทั้งนี้ รายได้จากผู้ป่วยในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ และการตัดสินใจเข้ารับบริการโดยเฉพาะในกลุ่มโรคไม่ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยในประเทศสูง อย่าง BCH ที่ 50% และ CHG ที่ 65% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวคาดเป็นแรงกดดันในไตรมาส 2 โดยยังต้องจับตาปัจจัยอื่นๆ อย่างการกลับมาเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยต่างชาติว่าจะสามารถประคองกำไรให้เติบโตได้หรือไม่

    “แม้ปีนี้กลุ่มโรงพยาบาลจะไม่เติบโตมากนัก แต่ระยะยาวเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ จะหนุนดีมานด์ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับหลายโรงพยาบาลยังขยายสาขาต่อเนื่อง และปรับค่ารักษาในกลุ่มโรคยากเพิ่มขึ้น เหล่านี้จะช่วยผลักดันการเติบโตได้”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1233713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ePc0udje3TU21PWhzMTRf

  • “อภิสิทธิ์” ค้าน กู้ 4 แสนล้าน ชี้เสี่ยงเศรษฐกิจพัง แนะลดภาษีน้ำมันแทน

    “อภิสิทธิ์” ค้าน กู้ 4 แสนล้าน ชี้เสี่ยงเศรษฐกิจพัง แนะลดภาษีน้ำมันแทน

    “อภิสิทธิ์” ค้าน กู้ 4 แสนล้าน ชี้เสี่ยงเศรษฐกิจพัง แนะลดภาษีน้ำมันแทน

    “อภิสิทธิ์” เตือนรัฐบาลหยุดใช้วาทกรรม “คนอื่นก็เคยทำ” อ้างความชอบธรรมกู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้สถานการณ์ปัจจุบันต่างจากวิกฤตในอดีต หวั่นซ้ำเติมเงินเฟ้อ

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความกังวลต่อกรณีที่รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าการออก พ.ร.ก. เป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารกู้เงินโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาฯ ซึ่งควรใช้เฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเท่านั้น

    โต้รัฐบาลอ้างอดีต สถานการณ์ปัจจุบัน “ไม่ใช่พายุหนัก”

    นายอภิสิทธิ์ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรเปรียบเทียบการกู้ครั้งนี้กับวิกฤตต้มยำกุ้งหรือช่วงโควิด-19 เนื่องจากขณะนั้นเศรษฐกิจติดลบและหยุดชะงักอย่างหนัก แต่ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจยังมีการเติบโต ทั้งภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น จึงตั้งคำถามว่าความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน พร้อมเปรียบเปรยว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเพียง “ฝนตกปรอยๆ” ไม่ใช่พายุหนักจนต้องใช้มาตรการรุนแรงแบบเดิม

    หวั่นเงินกู้ 2 แสนล้านแรก ซ้ำเติมเงินเฟ้อ

    สำหรับการแบ่งเงินกู้ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและอัดฉีดเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน นายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและอาจซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นจากราคาสินค้าที่แพงอยู่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการแจกเงินในระยะสั้นแบบไม่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางที่สุด เป็นการฉวยโอกาสอ้างความมั่นคงเพื่อหาเสียงทางการเมืองหรือไม่

    เสนอทางออก  ลดภาษีสรรพสามิต-เก็บภาษีลาภลอย

    ฝ่ายค้านเสนอแนวทางแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาค่าครองชีพ โดยไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม ดังนี้

    1.ลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน : เพื่อดึงราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือ 33 บาท ซึ่งใช้เงินน้อยกว่างบเยียวยาของรัฐบาลมาก

    2.เก็บภาษีลาภลอย : เพื่อนำรายได้มาช่วยลดราคาน้ำมันให้เหลือ 30 บาท

    3.เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : เน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยใช้วิธีการโอนงบประมาณปี 2570 แทนการกู้

    จี้ทบทวนงบพลังงานอีก 2 แสนล้าน

    ส่วนเงินกู้อีก 2 แสนล้านบาทที่จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายอภิสิทธิ์มองว่าไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจเร่งด่วน และยังขาดการเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่งไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นการสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ควรรับฟังเสียงทัดทานและเปลี่ยนใจจากการกู้เงินมาเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ เพื่อลดภาระหนี้ผูกพันของคนรุ่นหลังและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/742298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SF6BTB0ZLaiODbuQUFA8o

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดต่อเนื่อง ตลาดกำลังซื้อสูงส่งสัญญาณย่ำแย่

    นักท่องเที่ยวต่างชาติลดต่อเนื่อง ตลาดกำลังซื้อสูงส่งสัญญาณย่ำแย่

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14nJcq5n45Nsih957rkwxd

  • ‘ทีทีบี’ทุบเปรี้ยง!เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งหลังปี69‘เงินบาท’เสี่ยงอ่อนค่าอีก แม้สงครามจบ

    ‘ทีทีบี’ทุบเปรี้ยง!เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งหลังปี69‘เงินบาท’เสี่ยงอ่อนค่าอีก แม้สงครามจบ

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

    ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น จากความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อวิกฤตพลังงาน และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก

    13 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีความเสี่ยงอ่อนค่าแม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ยังค้างในระดับสูง ยังมีผลกระทบต่อบัญชีเดินสะพัด (Current Account) รวมทั้งแนวโน้มการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของหลายธนาคารทั่วโลก ที่จำกัดการเร่งขึ้นของราคาทองคำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดปริวรรตเงินตราในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีความผันผวนค่อนข้างสูง และเคลื่อนไหวไปตามรายงานข่าวเป็นหลัก กล่าวคือ เงินสกุลหลักและภูมิภาคปรับอ่อนค่า เมื่อความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้น และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และสถานะ Petrodollar โดยค่าเงินบาทเองก็ได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างมาก หลังมีการปรับอ่อนค่าลงประมาณ 3.5% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ. 69 ที่เกิดการปะทะ (จาก 31.08 บาท ช่วง 27 ก.พ. ไป 32.21 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค. 69 โดยแตะระดับสูงสุดที่ 33.00 บาท ณ วันที่ 23 มี.ค. 69) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูง ประกอบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี มักเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางฤดูกาลจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน

    ทั้งนี้ ทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มสิ้นสุดลง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งท้ายที่สุดก็คงจะปรับดีขึ้น ตลอดจนความคาดหวังว่าจะมีบทสรุป ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หลังทั้ง 2 ฝ่ายยังแสดงความต้องการในการเจรจา ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเริ่มมีสัญญาณกลับมาเปิดรับความเสี่ยงบ้าง และค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าเร็ว จากการเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนสูง (High-Beta Currency)

    นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี ค่าเงินบาทโดยรวมมักกลับมาเคลื่อนไหวแข็งค่าเสมอ โดยเฉพาะช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงไม่หมดไป โดยเฉพาะหากมองจากปัจจัยแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินโลกไปบ้างแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลังจากนี้ 

    ทั้งนี้ ttb analytics มองว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1) ผลกระทบราคาพลังงานที่สูงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (CA : Current Account) และ 2) ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

    ความเสี่ยงที่ 1 : Current Account ของไทยมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งดุลการค้า และดุลบริการ

    การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และ Current Account ในภาพรวมมีทิศทางสอดคล้องกัน กล่าวคือ ค่าเงินบาทมักปรับอ่อนค่าในช่วงที่ Current Account ขาดดุลหนัก และปรับแข็งค่าในช่วงที่ Current Account มีการเกิดดุลสูง โดยผลกระทบจากการปิดช่องแคบ Hormuz ส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง หลังประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก

    ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว หรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)

    นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังคงไม่นับถึงความเสี่ยงจากภาษีนำเข้ารอบใหม่จากสหรัฐฯ ผ่าน Section 301 ที่กำลังใช้เวลาในการตรวจสอบประเทศที่มีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีข้อสรุปในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ หากมีการบังคับใช้ หลังจากเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีสถานะเกินดุลสหรัฐฯ ในปี 2568

    ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07 – 33.20 ล้านคน ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา

    ความเสี่ยงที่ 2 : ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ

    การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค. 69 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ประกอบกับบางแห่งเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปบ้างแล้ว ในส่วนของ Fed แม้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้มีโอกาสต่ำ แต่การคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปียังคงมีโอกาสอยู่ ประกอบกับ Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลดงบดุลของ Fed จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั่วโลกโดยเฉพาะราคาทองคำ

    ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว

    ทั้งนี้ หากดูข้อมูลในอดีตพบว่า ราคาทองคำมักมีความสัมพันธ์ที่ผกผันกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่แท้จริง (Real Yield) อาทิ ปี 2556 และ ปี 2561 ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณลด QE (Quantitative Easing) และขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ตามลำดับ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับลดลงราว 28% และ 1.6% จากความสัมพันธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะไม่ Perform ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จำกัด เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี หลังธนาคารกลางหลายแห่งรอดูพัฒนาการของเงินเฟ้อ

    โดยสรุป ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่ หากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือผู้ที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังควรศึกษาและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความผันผวนและความเสี่ยงของค่าเงินบาท และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะมีต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/964125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2twbyEzNZv000amNX0FMYv

  • เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

    เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

    เช็กอาการค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีหลัง  มีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ยังค้างในระดับสูง ยังมีผลกระทบต่อบัญชีเดินสะพัด (Current Account)

    รวมทั้งแนวโน้มการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของหลายธนาคารทั่วโลก ที่จำกัดการเร่งขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

    ttb analytics
    เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง ราคาพลังงานค้างอยู่ในระดับสูง นโยบายการเงินโลกไม่แน่นอน

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ระบุว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดปริวรรตเงินตรามีความผันผวนค่อนข้างสูง และเคลื่อนไหวไปตามรายงานข่าวเป็นหลัก  คือ อ่อนค่า

    เมื่อความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สวนทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากความต้องการของสินทรัพย์ปลอดภัย  โดยเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงประมาณ 3.5% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ. 69 ที่เกิดการปะทะ (จาก 31.08 บาท ช่วง 27 ก.พ. ไป 32.21 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค. 69 โดยแตะระดับสูงสุดที่ 33.00 บาท ณ วันที่ 23 มี.ค. 69) 

    ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูง ประกอบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี มักเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางฤดูกาลจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน

    และดูเหมือนว่า ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงไม่หมดไป โดยเฉพาะหากมองจากปัจจัยแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินโลกไปบ้างแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัย คือ 

    1.ผลกระทบราคาพลังงานที่สูงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (CA : Current Account) โดยผลกระทบจากการปิดช่องแคบ Hormuz ส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง หลังประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก 

    ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว หรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)

    ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07 – 33.20 ล้านคน

    ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา

    2. ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก  ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค. 69 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ 

    ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว 

    โดยสรุป ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่ หากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/275393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw055XjhFANohBGW62P7qt4n

  • “อภิสิทธิ์” อัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เก็บ “ภาษีลาภลอย” แทนการสร้างหนี้ “กรณ์” เปิดตัวเลขกำไรโรงกลั่นพุ่ง 456%

    “อภิสิทธิ์” อัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เก็บ “ภาษีลาภลอย” แทนการสร้างหนี้ “กรณ์” เปิดตัวเลขกำไรโรงกลั่นพุ่ง 456%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fD8ajgYqGs22s22oC8sOZ

  • S&P มั่นใจเศรษฐกิจอินเดียโตแกร่งช่วยลดความกังวลเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออก : อินโฟเควสท์

    S&P มั่นใจเศรษฐกิจอินเดียโตแกร่งช่วยลดความกังวลเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออก : อินโฟเควสท์

    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า อินเดียจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางการเงินทั่วโลกได้ดี พร้อมระบุว่ากระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออกนั้น ถือเป็นความกังวลที่มากเกินไป

    ยี่ฟาน ฟัว ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือภาครัฐและต่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียของ S&P กล่าวว่า อินเดียมีกันชนที่เพียงพอในการรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน พร้อมกับแสดงความเห็นว่า กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับการไหลออกสุทธิของเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจต่างชาตินั้นเป็นความกังวลที่ค่อนข้างมากเกินไป เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่เหล่านี้สะท้อนถึงการนำผลกำไรกลับสู่ประเทศ ขณะที่ยอดเงินลงทุนไหลเข้าขั้นต้น (gross inflows) ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

    นอกจากนี้ เขากล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจอินเดียยังคงแข็งแกร่ง และยังมีโอกาสในการลงทุนอีกมาก

    การประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า S&P ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของอินเดีย หลังจากที่ S&P ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียสู่ระดับ BBB จากเดิมที่ BBB- เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว และให้แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือมีเสถียรภาพ

    การแสดงความเห็นของ S&P มีขึ้นในช่วงเวลาที่อินเดียเผชิญภาวะช็อกด้านน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน และเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นอินเดียสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ฉุดสกุลเงินรูปีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดระดับใหม่

    ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่มีต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันและควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังอินเดียได้หารือกับธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เกี่ยวกับมาตรการหลายอย่างที่อาจนำมาใช้เพื่อจำกัดความเสียหายจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยหนึ่งในข้อเสนอที่มีการหารือกันคือการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินเหล่านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A8gNA7sHrXXPISgRePiMn

  • รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

    รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

    รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน


    13/05/2569 | 104 |

    วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

    น.ส.รัชดา  กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

    โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

    “นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/164002


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05jjNCpn4TzkdzSnEgDiSW