Blog

  • ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กให้ชัด ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่?

    ในโลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เสียภาษี โดยมีการระบุว่าสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 สิทธิในการนำเงินบริจาคด้านการศึกษามาลดหย่อนภาษีจะถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า จากเดิมที่เคยได้รับสิทธิหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ทำให้เกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของภาครัฐ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันความสับสน โดยประสานงานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาที่ชัดเจนจากข้อกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงต้นปี 2568 นี้จริง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่มีการระบุว่า การยื่นภาษีปี 2568 สิทธิการลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษาจะปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า และมาตรการลดหย่อน 2 เท่าได้สิ้นสุดลงแล้ว?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” โดยมีรายละเอียดระบุว่า ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation)

    ข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้การบริจาคเงินแก่สถานศึกษาตามที่ประกาศกำหนด สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ โดยสิทธินี้มีผลบังคับใช้เฉพาะเงินบริจาคที่กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น

    ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปีภาษี 2568 (ซึ่งจะยื่นแบบในช่วงต้นปี 2569) หากไม่มีการประกาศขยายเวลาหรือออกกฎหมายฉบับใหม่มารองรับ มาตรการนี้ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้การบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จะกลับไปใช้หลักเกณฑ์ปกติคือสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เพียง 1 เท่าตามกฎหมายแม่บท

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลนี้เป็นข่าวจริง โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีบริจาคเพื่อการศึกษา 2 เท่า จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จะเหลือสิทธิลดหย่อนเพียง 1 เท่า ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

    อ้างอิง

    1. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
    2. กรมสรรพากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9876358/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PNaOJ-LQKKV3Z4vfsxz-A

  • กรมสรรพากร เผยยื่นภาษีปี 68 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า

    กรมสรรพากร เผยยื่นภาษีปี 68 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง โพสต์ระบุว่า
    จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ระบุว่า “ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า” นั้น เป็นข่าวจริง ตามที่กรมสรรพากรชี้แจง พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 768 พ.ศ. 2566 กำหนดให้การบริจาคผ่านระบบ e-Donation แก่สถานศึกษา สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 2 เท่า เฉพาะเงินบริจาคที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2567 เท่านั้น

    ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว (เริ่มปีภาษี 2568) สิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนแบบ 2 เท่าจะสิ้นสุดลง เป็นมาตรการชั่วคราวไม่ใช่สิทธิถาวรทางภาษี และกลับไปใช้หลักเกณฑ์ปกติ คือลดหย่อนได้เพียง 1 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000021137&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xd_5h4xLedr0Phnn5L6KD

  • คอนเสิร์ตจบการศึกษาโบกมือลา BNK48 รุ่น 3 | เดลินิวส์

    คอนเสิร์ตจบการศึกษาโบกมือลา BNK48 รุ่น 3 | เดลินิวส์

    BNK48 3rd Generation Graduation Concert “Once Upon a Time… The Rabbit Were Born คอนเสิร์ตจบการศึกษา BNK48 รุ่น 3 ซึ่งมีสมาชิก BNK48 ทุกรุ่นทั้งหมด 44 คน พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษที่มาร่วมส่งท้าย

    บรรยกาศภายในงานเต็มไปด้วยแฟนๆ ที่มาส่งกำลังใจการขึ้นเวทีด้วยกันครั้งสุดท้ายของเจ้ากระต่ายน้อยรุ่นที่ 3 แต่ละพาร์ทโชว์จัดเต็มมาเสิร์ฟให้ชมครบทุกอารมณ์แบบจุกๆ กว่า 30 เพลง พร้อมเซอร์ไพรส์แขกรับเชิญสุดพิเศษที่ทุกคนคิดถึง อาทิ ปัญ เจนนิษฐ์ ตาหวาน ปูเป้ รวมถึงอดีตสมาชิกวง เจ้าเข็ม แพมแพม ปาเอญ่า พิม และ ป๊อปเป้อ ชิไฮนิน หรือผู้จัดการวง BNK48 ที่ได้มารวมอยู่ในโมเมนต์ดีๆ ในครั้งนี้ไปด้วยกัน

    สมาชิกที่จบการศึกษามีทั้งหมด 8 คน ได้แก่ (อีฟ) อิสรีย์ ทวีกุลพาณิชย์, (เอิร์ธ) นภสรณ์ ศิริปาณี, (ยาหยี) ณัฏฐธิดา อาสนานิ, (เกรซ) วิรัลพัชร ธำรงค์พันธวนิช, (พีค) ภูษิตา วัฒนากรแก้ว, (เอิร์น) วชิราพร พัฒนพานิช, (มีน) ณัฐธันยา ดุลยพล และ (ข้าวฟ่าง) ญาณิศา เมืองคำ

    ส่วน (ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย, (แพนเค้ก) พิทยาภรณ์ เกียรติฐิตินันท์, (โยเกิร์ต) นพรดา เลิศวิริยะพร, (โมเน่ต์) ภาริตา ริเริ่มกุล และ (เฟม) นันทภัค กิตติรัตนวิวัฒน์ จะยังใช้นามสกุล BNK48 ต่อไป

    ฝากแฟนๆ เป็นกำลังใจให้กับสมาชิกรุ่นที่ 3 กับทุกเส้นทางในอนาคตต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5653272/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PufWx2KOPVPaEKsQh770q

  • มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    การศึกษา

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    วันอังคาร ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประสบความสำเร็จในการจัดงาน “มหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีเยาวชนกว่า 400 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงชัยในมิติของความงดงามและทักษะกีฬา ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คแอนด์สเปลล์ จังหวัดปทุมธานี

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันมวยไทยแห่ง มก. และภาควิชาพลศึกษาและกีฬา คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) สมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน และบริษัท Shoot it  จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย ทั้งการร่ายรำไหว้ครู ทักษะมวยไทย และคีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อเฟ้นหาความเป็นเลิศทางศิลปะมวยไทยจากเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนุรักษ์วัฒนธรรมผ่านกระบวนการทางวิชาการ เพื่อมุ่งสร้างศูนย์กลางความรู้มวยไทยสู่ระดับสากล

    ในพิธีปิดการแข่งขัน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน  ดร.เนตรทราย วงศ์อุปราช นายกสมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน บริษัท shoot its และ รศ.ดร.ต่อศักดิ์ เลิศจรัสวิไล ผู้อำนวยการสถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้เกียรติมอบรางวัลและทุนการศึกษาให้กับผู้ที่ชนะเลิศในการประกวดแต่ละประเภท ดังนี้

    ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนวัดนางพิมพ์  ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบางแพปฐมพิทยา ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบ้านวังไผ่ ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

    โอกาสนี้ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม  รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการตัดสิน ผู้บริหารสถานศึกษา นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้  ซึ่งการออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทยเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สามารถช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ควบคู่กับการเรียนรู้ศิลปะมวยไทย ฝึกความสามัคคี และการทำงานร่วมกัน  โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยินดีและพร้อมจัดกิจกรรมด้านมวยไทยให้กับทุกคนต่อไปในอนาคต โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดตั้ง สถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยในภาพรวม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/467914&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NB1s2UDzf3z-mbvpwyCiM

  • ยูโอบี ชู 3 โครงการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทย   สู่ฐานรากพัฒนาประเทศ

    ยูโอบี ชู 3 โครงการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทย   สู่ฐานรากพัฒนาประเทศ

    แม้อัตราการเข้าเรียนของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง แต่ผลการประเมิน PISA ล่าสุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐานขั้นต่ำ  และ ผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

    นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความท้าทายด้าน “ความพร้อม” ของคนรุ่นใหม่ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคง และความพร้อมตั้งแต่ระดับพื้นฐานการเรียนรู้ ไปจนถึงการส่งเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนวางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้ ทำให้UOB โฟกัสใน 3โครงการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้การพัฒนาประเทศโดยรวมดียิ่งขึ้น

    3โครงการที่UOB ให้การสรับสนุนได้แก่ 1.โครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS)  ทั้งนี้ รายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงที่ผ่านมาธธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยี          เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง  นับเป็นการสร้างโอกาสให้การเรียนรู้เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยดำเนินโครงการมาเป็นเวลา 4ปี ใน10 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล 10 จังหวัดพบว่าครูและนักเรียน 5,504 คน สามารถยกระดับห้องเรียนดิจิทัลได้  มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลใน3วิชา คือ วิชาวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ 10,045  คน  เพิ่มศักยภาพครูผู้สอนได้ 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

    ” ความสำเร็จของUOB My Digital Space  เห็นได้จากนักเรียนประมาณ 30% ที่เข้าร่วมโครงการมีผลการเรียนดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการ ทำให้โครงการ UOB My Digital Space   ยังเป็น1ในโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุนต่อเนื่องต่อไป”นางสาวธรรัตน กล่าว

    โครงการที่ 2 การสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่้นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน หรือโครงการ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัด              ทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้             ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น

    ” ในส่วนนี้ ถ้าถามว่าสำเร็จหรือไม่ เราวัดผลเชิงพฤติกรรม เราพบว่านักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หลายคนกลายเป็นโค้ชการเงินรุ่นใหม่ลงมือถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชน  เด็กๆที่อบรม เข้าไปสอนเรื่องการออม การลงทุนให้กับพ่อแม่ หรือคนในชุมชน เช่นการลงทุนก็จะเข้่าไปช่วยคิดวางแผนให้  ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ในเชิงบวก เราพบว่าก่อนเข้าอบรมทั้งเด็กและครู ไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลย ทุกอย่างเป็นศูนย์หมด เขาไม่ว่าวินัยทางการเงินคืออะไร “

    โครงการที่ 3 การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน (Sustainability Innovation) ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab  เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย เกิดไอเดียสร้างสรรค์ วิเคราะห์ปัญหาจริงในชุมชน และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการมุ่งเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการ           เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคม ใน ระยะยาว เป็นการหาทางออกที่ยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม

    “UOB Wonder Lab “เป็นการบ่มเพาะเยาวชนที่สนใจพัฒนา โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เปิดพื้นที่ให้ทดลอง ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญ และขยายไอเดียสู่การใช้งานจริง สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมามี 10 ผลงานที่น่าสนใจมาก ๆและสามารถนำไปใช้งานใช้ประโยชน์ได้จริง”

    นอกจากนี้ ในปี 2569″ UOB Wonder Lab “ยังเพิ่มความเข้มข้นท้าทายไปอีกระดับ นางสาวธรรัตน กล่าวว่า ธนาคารมีแผนที่จะร่วมกับภาคเอกชน คิดโจทย์ให้เยาวชนในUOB Wonder Lab  เข้ามามีส่วนร่วมหาทางออก ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้จากปัญหาและสภาพความเป็นจริง เป็นการท้าทายว่าน้องๆที่เข้าร่วมโครงการจะมีแนวคิดแก้ปัญหาแก้โจทย์อย่างไร

    “เป็นการตั้งโจทย์เพื่ออนาคต ให้คนรุ่นใหม่ พรั่งพรูไอเดีย มาแก้ปัญหาจากโจทย์ที่เป็นจริง ของภาคเอกชนซึ่งเป็นลูกค้าของเรา ตั้งประเด็นขึ้นมา ถือว่าเป็นความท้าทายอีกสเต็ปของเยาวชน “

    นางสาวธรรัตน กล่าวปิดท้ายว่า  โครงการที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นความตั้งใจของยูโอบี ที่จะมอบความพร้อมให้เคนรุ่นใหม่ ที่ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เพราะถ้าคนรุ่นใหม่ยังไม่พร้อม ประเทศก็จะขาดและไม่พร้อมเหมือนกัน ดังนั้น  การมุ่งมั่นยกระดับพื้นฐาน การ เรียนรู้ เสริมวินัยทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่          มีความมั่นใจและดูแลชีวิตตนเอง  จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้สังคมเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/956774/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sY8ak0tJVT1SliwdJHUGS

  • เที่ยวไทยแผ่ว!! ต่างชาติชะลอเดินทางทุกตลาด หลังจบตรุษจีน-ตอ.กลางฉุด : อินโฟเควสท์

    เที่ยวไทยแผ่ว!! ต่างชาติชะลอเดินทางทุกตลาด หลังจบตรุษจีน-ตอ.กลางฉุด : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 23 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่ชะลอตัวด้านการเดินทาง หลังสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลตรุษจีน แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่หนึ่งและสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้วในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ที่เข้าสู่ช่วงท้ายของการท่องเที่ยวในช่วง Winter holiday

    สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะวันที่ 1 มี.ค. ตลาดตะวันออกกลางลดลงกว่า 60% เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า รวมถึงตลาดยุโรปที่ลดลงกว่า 25% แต่ในภาพรวมยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 2.8 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 676,963 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 202,624 คน หรือ 23.04% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,709 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 122,169 คน รัสเซีย 54,794 คน มาเลเซีย 49,523 คน อินเดีย 47,391 คน และเกาหลีใต้ 33,060 คน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.49% ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน รัสเซีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 55.62% 38.63% และ 9.34% และ 3.67% ตามลำดับ

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 1 มี.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,624,397 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 326,611 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,091,674 คน มาเลเซีย 622,846 คน รัสเซีย 512,044 คน อินเดีย 424,129 คน และเกาหลีใต้ 316,683 คน

    ส่วนในสัปดาห์นี้ (2-8 มี.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3njf25UecoV54KqJDqLz3Y

  • ‘ท่องสวนทุเรียน-ชมสัตว์ป่า’  กลยุทธ์ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026

    ‘ท่องสวนทุเรียน-ชมสัตว์ป่า’ กลยุทธ์ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026

    มาเลเซียเดิมพันใช้การผจญภัยอย่างการท่องเที่ยวเชิงอาหารและการเดินป่าชมสัตว์ตามแคมเปญ “ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026” เพิ่มจำนวนผู้มาเยือน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปี 2025 มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยว 42.2 ล้านคน ปีนี้ตั้งเป้า 47 ล้านคน เน้นบริการเฉพาะกลุ่มเพื่อความโดดเด่นในภูมิภาค หลังจากการท่องเที่ยวทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากขึ้น  คิดเป็นราว 15.1% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2024 จ้างงาน 3.5 ล้านคน

     ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การขับรถไปยังสวนทุเรียนบลูปีที่รถธรรมดาไปไม่ได้กำลังเป็นที่นิยม นักท่องเที่ยวต้องฝ่าความร้อนและป่าทึบบนเส้นทางแคบคดเคี้ยว ไต่ขึ้นภูเขาห่างไกลทางภาคกลางของมาเลเซีย แต่เส้นทางทรหดแบบนี้มีเสน่ห์พอๆ กับจุดหมายปลายทาง นักท่องเที่ยวหลายคน เช่น ฮาร์เลียนดี ซาลิมจากอินโดนีเซีย เคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้ว

    “ที่อินโดนีเซียก็มีทุเรียนเหมือนกัน แต่รสชาติไม่เหมือน” ซาลิม วัย 43 ปี กล่าว เขาพาครอบครัวมาเที่ยวในเดือน ม.ค.เพื่อสัมผัสประสบการณ์

    มาเลเซียกำลังคาดหวังว่าการผจญภัยแบบนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เมื่อทางการเปิดแคมเปญปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 (Visit Malaysia 2026) หลังจากในปีที่ผ่านมาต้อนรับนักท่องเที่ยวทุบสถิติไปแล้ว ทางการหวังว่า การท่องเที่ยวรับประทานอาหาร เข้าพักในฟาร์ม และท่องเส้นทางเดินป่าจะดึงนักเดินทางเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

    ที่ผ่านมามาเลเซียเคยถูกเพื่อนบ้านอย่างไทยบดบังรัศมีมานานด้วยหาดทรายขาวและสีสันชีวิตกลางคืน ส่วนบาหลีในอินโดนีเซียก็โดดเด่นเรื่องการเล่นเซิร์ฟและสวรรค์ของเวลเนส สถานที่เหล่านั้นสร้างชื่อเสียงอันโดดเด่น ได้แรงหนุนจากวัฒนธรรมบริการอันแข็งแกร่งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    แต่มาเลเซียก็ค่อยๆ เติบโต การให้วีซ่าฟรีแก่ชาวจีนและอินเดีย สองตลาดเอาท์บาวด์ใหญ่สุดของเอเชีย รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินช่วยหนุนให้ต่างชาติเข้ามาเลเซียมากขึ้น ประกอบกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยในไทยชนวนเหตุจากการลักพาตัวดารายังมีอยู่ เหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้คนอยากไปมาเลเซียเพิ่มขึ้น

    ในปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีประชากร 34 ล้านคน ต้อนรับนักท่องเที่ยวถึง 42.2 ล้านคน เพื่อรักษาแรงส่งนี้ไว้ มาเลเซียกำลังเน้นจับตลาดเฉพาะเพื่อสร้างความโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แข่งขันกันเรื่องการท่องเที่ยวสูงมาก ปีนี้มาเลเซียตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวมาเยือน 47 ล้านคน

    โมห์ด อมิรุล ริซัล อับดุล ราฮิม ผู้ว่าการการท่องเที่ยวมาเลเซียกล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน “จากการเที่ยวชมสถานที่ไปสู่ประสบการณ์การเดินทางแบบมีเป้าหมายอย่างดื่มด่ำเข้มข้น” นั่นคือการพานักท่องเที่ยวไปในที่ที่คนรู้จักน้อย

    สถานที่อย่างแม่น้ำคินาบาตางันในรัฐซาบาห์ จุดที่พบช้างแคระและอุรังอุตังบ่อยๆและเมืองกูดัต ที่คนรุ่นใหม่ชอบไปดูดาวกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น อีกทั้งความต้องการประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบ “คนท้องถิ่น” ที่เพิ่มขึ้น กำลังดึงดูดผู้คนจำนวนมากไปเที่ยวพื้นที่ชนบท ที่ซึ่งพวกเขาสามารถพักอาศัยกับชุมชนพื้นเมืองและเข้าร่วมงานเทศกาลท้องถิ่นได้

    •  ท่องเที่ยวโดดเด่น

    ในช่วงที่การส่งออกกำลังเผชิญมรสุมการค้าโลกหนักหน่วงขึ้น การท่องเที่ยวกำลังทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากขึ้นทุกที ปีนี้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณกว่า 700 ล้านริงกิต (179 ล้านดอลลาร์) ให้ภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การท่องเที่ยวมาเลเซียคาดว่าปีนี้จะทำรายได้ 3.29 แสนล้านริงกิต จาก 2.91 แสนล้านริงกิตในปี 2025 ซึ่งรายได้จะเพิ่มขึ้นก็ต้องอาศัยความพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากจีน สิงคโปร์ และยุโรป การเสนอบริการสุดพิเศษยิ่งกว่าเดิม เช่น รีสอร์ตหรูและแผนการสร้างท่าเทียบเรือระดับพรีเมียมในรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ อาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีฐานะเหล่านี้ได้

    โมห์ด อามิรุล กล่าวด้วยว่า ทุเรียนกำลังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีความสำคัญ เมื่อนักท่องเที่ยวบินมาที่สวนทุเรียน “พวกเขาก็ไปเที่ยวในเมืองและชอปปิงด้วย” สตีเฟน ลก ผู้ก่อตั้งสวนทุเรียนบลูปีกล่าวและว่าวันที่แขกมากที่สุดเขาเคยรับคนมาเรียนปลูกทุเรียนถึง 180 คน แน่นอนว่าหลายคนมาพักค้างคืนและรับประทานอาหารด้วย

    ทว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ร้อนแรงเช่นกัน เมื่อประเทศอื่นๆ ต่างหาทางหนุนการเติบโต ในเดือน ม.ค. ฟิลิปปินส์ยกเลิกวีซ่าสำหรับชาวจีนเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในไทยมีรายงานว่าทางการกำลังสำรวจช่องทางทำสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ขณะที่เวียดนาม แหล่งท่องเที่ยวโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเปิดชุดมาตรการดึงนักเดินทางจากประเทศพัฒนาแล้ว

     ฮันนาห์ เพียร์สัน ผู้อำนวยการแผนการท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทที่ปรึกษาเพียร์ แอนเดอร์สัน กล่าวว่ แม้มาเลเซียมี “ส่วนผสมทุกอย่าง” สำหรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่เป้าหมายของปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 นั้นยากจะบรรลุแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 42.2 ล้านคนของมาเลเซียจะมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวแค่เดินทางมาระยะสั้นเช่น คนที่ข้ามพรมแดนมาจากสิงคโปร์ คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    เมื่อเทียบกับไทยยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคที่ปีก่อนต้อนรับนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน เวียดนาม 21.2 ล้านคนและอินโดนีเซียราว 15 ล้านคน ตัวเลขนี้รวมนักท่องเที่ยวไปเช้าเย็นกลับด้วย

     นอกจากนี้ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับมาเลเซียโดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่ ดังนั้นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอาจถึงคราสิ้นสุด

    “ผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่าได้ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วในปี 2024 และ 2025”คณะนักวิเคราะห์จากโนมูระโฮลดิงส์เคยรายงานไว้ในเดือน ธ.ค. ดังนั้นการจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2026 ต้องใช้ความพยายามทำตลาดอย่างหนัก

    สกุลเงินแข็งค่าอาจเป็นอีกหนึ่งอุปสรรค ตั้งแต่ต้นปี 2024 เงินริงกิตแข็งค่าขึ้นราว 18% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สูงกว่าสกุลเงินเอเชียอื่นๆ

    อย่างไรก็ตาม มีความหวังว่าแคมเปญปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 จะสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวมาเลเซียกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเข้ามามากอย่างมีนัยสำคัญช่วงวันหยุดตรุษจีนกว่า 8,000 คนภายในสองชั่วโมงแรกของตรุษจีนวันแรก

    เคแอล ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จัดพรีเมียมทัวร์ในซาบาห์ให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวแต่ละคน กล่าวว่า ปีการท่องมาเลเซียปีก่อนๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพุ่งถึง 20% ความต้องการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มรายได้ให้กับเขาถึงสี่เท่าในปีที่ผ่านมา และเขาคาดหวังอย่างมากว่าปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 จะดียิ่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะตั้งเป้าไว้สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hxru5cXlhZ1M7G8VzlXE4

  • ท่องเที่ยวเชียงใหม่ย้ำปลอดภัย เที่ยวได้ตามปกติ แม้ตะวันออกกลางตึงเครียด

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ย้ำปลอดภัย เที่ยวได้ตามปกติ แม้ตะวันออกกลางตึงเครียด

    ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ติดตามผลกระทบเหตุความไม่สงบตะวันออกกลาง ยืนยันสถานการณ์ในจังหวัดยังปกติ มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้ม นักท่องเที่ยวเที่ยวได้ตามปกติ

    วันที่ 3 มี.ค.69 นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบกรณีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ติดตามและสอบถามผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานและผู้โดยสาร ถึงผลกระทบต่างๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ ขอให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่ายังสามารถท่องเที่ยวและดำเนินชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างปกติ

    ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยตามหลักสากล อีกทั้งทุกหน่วยงานมีความพร้อมและจะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

    อย่างไรก็ตาม อาจมีสายการบินที่ได้รับผลกระทบบางส่วนแต่ได้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e2e75ImDhGSwwx3-ZRz_0

  • ญี่ปุ่นเตรียมจัดทำแนวทาง “สองราคา” ตามสถานที่ท่องเที่ยว มุ่งแก้ปัญหานทท.ล้น : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมจัดทำแนวทาง “สองราคา” ตามสถานที่ท่องเที่ยว มุ่งแก้ปัญหานทท.ล้น : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมยกร่างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งราคาแบบ Dual Pricing หรือระบบสองราคา ตามสถานที่ท่องเที่ยวสาธารณะ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นกับการจัดการภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมืองที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

    ยาซูชิ คาเนโกะ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่น เปิดเผยในการแถลงข่าววันนี้ว่า แม้การกำหนดราคาควรเป็นหน้าที่หลักของผู้ประกอบการแต่ละรายที่จะพิจารณาตามความต้องการของตลาดและปัจจัยอื่น ๆ แต่รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการให้คำแนะนำเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

    “การกำหนดราคาในรูปแบบที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและรักษามาตรฐานการให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคตถือเป็นเรื่องสำคัญ” คาเนโกะกล่าวระหว่างการแถลงข่าว

    กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว เตรียมเสนอเรื่องนี้เข้าสู่คณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือในรายละเอียดเชิงลึกสำหรับการจัดทำแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    ในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างมากในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีจำนวนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 40 ล้านคนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้กลับนำมาซึ่งปัญหาหลายด้าน ทั้งความแออัดในพื้นที่สาธารณะ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจุบัน กรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Tourism Agency: JTA) พบว่า เริ่มมีการใช้มาตรการด้านราคาที่หลากหลาย เช่น การมอบส่วนลดพิเศษแก่คนในท้องถิ่น หรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับเด็ก

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นเมืองฮิเมจิ ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ประกาศปรับเพิ่มค่าเข้าชมปราสาทฮิเมจิ ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก สำหรับนักท่องเที่ยวอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จาก 1,000 เยน เป็น 2,500 เยน ขณะที่เมืองยอดนิยมอย่างเกียวโตกำลังพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสารรถประจำทางสำหรับผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง ควบคู่ไปกับการลดค่าโดยสารให้แก่คนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2570

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขอให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิจารณานำระบบสองราคานี้มาใช้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2574

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573584&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LOFddrUPUhK2SgM93M9D6

  • ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ (2 มี.ค.) 

    ส่วนดัชนี S&P500 พลิกปิดแดนบวก เพราะนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ยังคงประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

    หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการตอบโต้อย่างหนักของอิหร่านทั่วภูมิภาค

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,904.78 จุด ลดลง 73.14 จุด หรือ -0.15%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,881.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.74 จุด หรือ +0.04% 
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,748.86 จุด เพิ่มขึ้น 80.65 จุด หรือ +0.36%

    ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นฉุดหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญกอดคอกันร่วง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักของธุรกิจ 

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง Delta Air Lines, United Airlines และ American Airlines ปรับตัวลดลงระหว่าง 2-5% ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้น 1.95% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.98%

    นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้ตลาดเปิดมาด้วยการเทขายอย่างรุนแรง 

    ดัชนี S&P 500 ดิ่งลงไป 1.2% ส่วนดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงถึง 1.6% ในช่วงต้นเซสชัน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนประเมินว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในอดีตมักไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว ทำให้มีแรงซื้อคืนกลับเข้ามาประคองตลาดไว้ได้ในที่สุด

    ข้อมูลสถิติจาก Wells Fargo ระบุว่า โดยปกติแล้วดัชนี S&P 500 มักจะกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ และโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น 1% เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน

    อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวคือ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดของวัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้คือ โอกาสสุดท้ายและดีที่สุด” ในการกำจัดภัยคุกคามจากระบบที่เรียกว่า น่ารังเกียจและชั่วร้าย พร้อมคาดการณ์ว่าความขัดแย้งอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น

    ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดูไบและอาบูดาบี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลว่า อิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกจะหยุดชะงักการผลิต โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 12% ในช่วงสูงสุดของวัน

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะลดระดับลงมาบ้าง แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงซื้อขายในระดับสูงที่กว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากมีการปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง

    หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไว้ โดย Northrop Grumman พุ่งขึ้น 6% และ Lockheed Martin บวกกว่า 3% ด้านหุ้น Exxon Mobil บวก 1.1% ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงภายหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหนุนตลาดเช่นกัน โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ซึ่งปรับตัวขึ้น 2.9% และ Microsoft บวก 1.5% เนื่องจากมองว่าเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงและมีความทนทานต่อผลกระทบจากสงคราม

    นอกจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เทรดเดอร์ยังคงจับตามองสัญญาณทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเพื่อประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนมกราคมที่ตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 130,000 ตำแหน่ง ซึ่งเคยช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ก่อนหน้านี้

    สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันจันทร์ ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. จากระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/652847&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2de0wMAYSySwvG-_xjbaqB