Blog

  • คอลัมน์การเมือง – สงครามสหรัฐอิหร่านบานปลายกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    คอลัมน์การเมือง – สงครามสหรัฐอิหร่านบานปลายกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    ย่างเข้าวันที่ 5 สงครามที่สหรัฐกับอิสราเอลสมคบกันรุกรานประเทศอิหร่าน ทำให้สงครามล้างผลาญบานปลายขยายวงออกไปนอกพื้นที่ขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างความปั่นป่วนแก่ความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    ทางด้านเศรษฐกิจกองกำลังพิทักษ์ปฏวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์เช้าวันที่ 5 มีนาคมว่า IRGC ควมคุมช่องแคบเออร์มุชได้เบ็จเสร็จเด็ดขาดแล้ว เรือบรรทุกน้ำมันขัดขืนคำสั่งถูกทำลายเสียหายแล้วสิบลำในจำนวนนี้สามลำจมลงใต้ทะเล

    สื่อในประเทศโอมานรายงานว่า กองทัพเรือโอมานส่งกำลังออกไปช่วยชีวิตลูกเรือที่ถูกยิงที่ลอยคอในน้ำขึ้นฝั่งส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 37 คน ความตึงเครียดในช่องแคบเออร์มุชเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 3 ของการน้ำมันส่งโลกผ่านช่องทางนี้ เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบเออร์มุชไม่ได้ สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจโลก ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทุกอย่างหยุดชะงักหรือชะลอตัวลง

    เพียงสามวันแรกการปิดช่องแคบเออร์มุช ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ณ.วันที่ 6 มีนาคมอยู่ที่ 83.52 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากราคา 65.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรล

    ความตึงเครียดในช่องเออร์มุชสร้างความตื่นตระหนกทางพลังงานทั่วโลกในประเทศไทยแม้รัฐบาลมีมาตรการห้ามตุนน้ำมันและยืนยันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 60 วัน แต่ไม่สามารถห้ามคนไทยไม่ให้ตุนน้ำได้โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล

    วันที่ห้าของสงครามตะวันออกกลางปั๊ม น้ำมันทั่วประเทศไทยรถเข้าคิวเติมน้ำกันยาวเหยียด รถใช้ที่เครื่องยนต์ดีเซลส่วนมากมีถังใส่น้ำมันอยู่ในกระบะหลังซื้อน้ำมันใส่ถังไปตุนไว้ บางคนเพื่อใช้ทำเกษตรกรรม บางก็ตุนไว้ก่อนน้ำมันขึ้นราคา

    สงครามสหรัฐรุกรานอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบิน และอุตสาหกรรมบริการในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางแวะพักหรือเปลี่ยนเครื่องบินต่อไปยุโรป สหรัฐอเมริกา และดูเหมือนว่าอิหร่านตั้งเป้าหมายทำลายเมืองท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรมบริการสำคัญของสหรัฐฯและบรรดาเศรษฐีโลกรวมทั้งเศรษฐีไทยที่ไปลงทุน และซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูอยู่อาศัยในเมืองดูไบ

    IRGC จึงยิงขีปนาวุธและโดรนพิฆาตถล่มเมืองดูไบ ในประเทศอาหรับเอมืเรต (UAE) มีรายงานว่าขีปนาวุธอิหร่านถล่มทำลายโรงแรม 7 ดาวในเมืองดูไบ และฐานทัพเรือสหรัฐในดูไบ (เคยได้ยินแต่โรงแรมห้าดาวในเมืองดูไบคงมีโรงแรม 7 ดาวแห่งแรกของโลก)

    โฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า “นาวิกโยธินสหรัฐฯ 100 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในดูไบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ True Promise 4

    ในวันเดียวกันที่อิหร่านโจมตีเมืองดูไบ สื่อและเสียงตามสายของ UAE ที่ได้ยินถึงดูไบรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศ UAE สามารถยิงสกัดทำลายขีปนาวุธและโดนอิหร่านได้ทั้งหมด มีผู้ได้บาดเจ็บสอง-สามรายที่ชิ้นส่วนโดรนถูกทำลายกลางอากาศหล่นใส่ สรุปว่า ไม่อิหร่านก็ UAE ปิดบังความเสียหายหรือแถลงไม่ตรงกับความจริง

    หาก UAE สกัดต่อต้านทำลายขีปนาวุธและโดรนพิฆาตของอิหร่านได้ จริงทำไม UAE ต้องรีบเร่งอพยพคนต่างชาติ 44,000 คนออกจากดูไบด้วยเครื่องบินเหมาลำนับร้อยเที่ยวบิน

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯและสหรัฐอาหรับเอมิเรตกลับ ระบุ รายละเอียดการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านในพื้นที่สถานกงสุล สนามบิน ท่าเรือ และโรงแรมในนครดูไบ และกรุงอาบูดาบี ทำให้เกิดไฟไหม้และมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ความเสียหายเกิดจากเศษซากขีปนาวุธและโดรนที่ถูกทำลาย โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) อ้างว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตเพียง 6 นายเท่านั้น โดย 4 นายได้รับการยืนยันตัวตนและเผยแพร่ข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว

    นอกจากนั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐยังแถลงข่าว ได้โจมตีเรือรบของอิหร่านโดยเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 78 ราย และลูกเรืออิหร่านอีก 101 คนยังคงสูญหายในทะเล

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับน่านน้ำศรีลังกา โดยหน่วยยามฝั่งของศรีลังกาได้ช่วยเหลือลูกเรืออิหร่าน 30 คน

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะนี้เรืออิหร่านลำดังกล่าวได้จมลงแล้ว

    ฝ่ายอิหร่านแถลงว่า เรือรบลำดังกล่าวกำลังเดินทางกลับจากการร่วมซ้อมรบกับกองทัพเรืออินเดีย และไม่คาดคิดว่าสหรัฐขี้ขลาดจะลอบกัดอิหร่านไกลจากพื้นที่ขัดแย้งตะวันออกกลาง อิหร่าน ระบุว่า อเมริกามีเป้าหมายขยายความรุนแรงออกไป และ IRGC จะสนองตอบความบ้าคลั่งสงครามกับไซออนิสต์ให้สาสม

    สงครามบานปลายขยายวงออกไป เพราะทั้งอิหร่านและสหรัฐกับอิสราเอลใช้ยุทธศาสตร์ทำลายเครือข่ายของศัตรู อิสราเอลส่งเครื่องบินรบไปถล่มทำลายเฮชบอลเลาะห์เครือข่ายอักษะแห่งการต่อต้านของอิหร่านในประเทศเลบานอน ในประเทศซีเรีย และประเทศเยเมน ซึ่งอิสราเอลอ้างว่าสังหารอักษะแห่งต่อต้านของอิหร่านไปแล้ว 1,045 คน และในประเทศเลบานอนประชากร 80,000 คนต้องพลัดถิ่น

    ฝ่ายอิหร่านเน้นการทำลายล้างฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและประเทศอืรักที่มีสนามบินกองทัพสหรัฐอยู่ในประเทศอิรัก

    IRGC แถลงว่าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง วันที่ 5 อิหร่านสามารถทำลายฐานทัพสหรัฐแล้ว 11 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นน้ำมันในประเทศอ่าวอาหรับถูกทำลายไม่น้อยกว่า 50 แห่ง

    คาโรลีน ลีฟวิทต์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า กองทัพอากาศสหรัฐถล่ม 2000 เป้าหมายในอิหร่านทำลายขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านนับพันๆลูก อิสราเอลสามารถควบคุมน่านฟ้าอิหร่านโดยได้สิ้นเชิง เธอกล่าวด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมจะเจรจาประเด็นนิวเคลียร์เพื่อสันติกับอิหร่านแต่เตหะรานไม่ยอมเจรจา

    ไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากคาโรลีนแถลงว่า สหรัฐทำลายขีปนาวุธโดรนอิหร่านลายพันลำและควบคุมน่านอิหร่านได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขีปนาวุธอิหร่านสามลำพุ่งเข้าทำลายเมือง อัล-คาร์จ ของซาอุดิอาราเบีย อัล-คาร์รจเมืองเกษตรกรรมอุสาหกรรมนมทางตอนใต้กรุงริยาด

    IRGC แถลงตอบโต้คาโรลีนว่า ไม่มีใครสามารถทำลายขีปนาวุธที่มีอนุภาพทำลายล้างสูงของอิหร่านได้ มันเก็บรวบรวมและยิงมาจากสถานที่รักษาความปลอดภัยสูงสุด

    นักวิเคราะห์สงครามชาวอเมริกัน ระบุว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธจากฐานยิงใต้ตินลึกลงไปกว่า 15 ก.ม.ในทะเลทรายที่เปิดปิดอัตโนมัติ ซึ่งสามารถทำลาย 17 ฐานทัพสหรัฐและยิงคลุมพื้นที่ไปไกลถึงตุรกี อิหร่านจึงกล้าเดินหน้าตอบโต้สหรัฐผู้รุกรานได้นานเท่าที่อิหร่านต้องการ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน

    คำพูดของนักวิเคราะห์ข่าวสงครามชาวอเมริกัน บังเอิญตรงกับที่นักท่องเที่ยวไทยสงสัยว่า ต้องมีอะไรสำคัญสูงสุดอยู่ในทะเลทรายอันเวิ้งว้างนั้น นักท่องเที่ยวไทยเล่าว่าหลายปีก่อนไปเที่ยวอิหร่านเจ็ดวัน คนที่นั่นมีอัธยาศัยดีท่องเที่ยวได้ตามสบาย แต่วันหนึ่งร่วมนั่งรถทัวร์ไปกับนักท่องเที่ยวเมืองไหนจำไม่ได้ แต่พอไปใกล้ถึงทะเลทรายอันเวิ้งว้าง มัคคุเทศก์ออกคำสั่งขึงขังเข้มงวดมาก ห้ามไม่ให้ถ่ายรูปข้างทางเด็ดขาด ผู้หญิงทุกคนต้องคลุมหัวคลุมหน้าด้วยผ้าอีญาบ

    นักท่องเที่ยวไทยเก็บความสงสัยมาหลายปีและถึงบางอ้อเมื่อมีคนวิเคราะห์ว่า มีฐานยิงขีปนาวุธอยู่ใต้ทะเลทรายลึกลงไปกว่า 15 ก.ม.และอาจมีอะไรที่ลึกลับมากกว่านั้น มัคคุเทศก์ชาวอิหร่านถึงได้เข้มงวดขั้นสูงสุด

    IRGC แถลงด้วยว่าขีปนาวุธที่ยิงถล่มฐานทัพและผลประโยชน์อเมริกาห้าวันที่ผ่านมานั้น เป็นของเก่าที่เหลือใช้จากสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปีกลาย ส่วนขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิครุ่นใหม่มีซับพลายเออร์ ส่งเข้ามาไม่ขาดสาย และขีปนาวุธรุ่นอนุภาพทำลายร้ายแรงกว่า มันจะทำให้ไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้สหรัฐอเมริกาและสมุนบริวารเป็นจุณ

    จึงไม่ประหลาดใจทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อพบว่า การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านแล้วจัดให้มีรัฐบาลใหม่ มันไม่ง่ายเหมือนปฏิบัติการปล้นน้ำมันในประเทศเวเนซูเอล่า ตอนนั้นแค่บุกจับประธานาธิยดีนิโคลัส มาดูโรกล่าวหาค้ายาเสพติดมาขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกา ก็บริหารจัดการประเทศเวเนซูเอลา ปล้นน้ำมาขายได้อย่างง่ายดาย

    แต่สำหรับประเทศอิหร่าน การสังหาร  อยาตอเลาห์อาลี คาเมเนอีกับผู้บัญชาการระดับสูง IRGC กว่า 50 คน ได้สร้างโกรธแค้นแก่นักรบเพื่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่ฝึกปรือปลูกฝังอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนามาหลายชั่วคน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำให้คนอิหร่านก้มหัวให้ศัตรูผู้รุกรานได้

    ที่สำคัญมีจีน รัสเซีย และ เกาหลีเหนือ พันธมิตรใกล้ชิดอิหร่าน ประเทศเหล่านี้มีอาวุธนิวเคลียร์ ไว้ในครอบครองด้วยกันทั้งนั้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังอิหร่าน

    นอกจาก จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือเป็นก้างขวางคอ ทรัมป์ยังมีสงครามภายในคนอเมริกันชิงชังไม่พอใจที่ ทรัมป์นำประเทศเข้าสู่สงครามขัดปฏิญญาสหประชาชาติและกฎหมายสากล ที่เลวร้ายคือทรัมป์ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส การทำสงครามกับประเทศอื่นก่อนขออนุมัติจากคองเกรสขัดรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ที่อาจถูก อิพีช (impeacement) หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีได้

    ทรัมป์คงหน้าดำคร่ำเครียดไปอีกนานจนกว่าจะมีใครพาดบันไดลงให้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทรัมป์เป็นคนดื้นรั้นถือความคิดตัวเป็นใหญ่ดังสุภาษิตไทย “ไม้แก่ดัดยาก” ชาวโลกต้องทนความทุกข์ยากลำบากอีกสามปีจนไม้พิษแก่ต้นนี้หมดวาระหรือเฉาตายไปก่อนหน้าหมดวาระสี่ปี

    สุทิน วรรณบวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1imuBjvKLOPoqbfrKiUY64

  • สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล  วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายวีรพัฒน์​ เกียรติเฟื่องฟู​  รองปลัดและโฆษกกระทรวงพลังงาน​  แถลงภายหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก​ หรือ  ศบก. กล่าวว่า​  กระทรวงพลังงานพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่​ ที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง​ และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ​ เร่งดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยการสร้างความมั่นคงและปริมาณน้ำมันสำรองวันนี้ ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอในการใช้งานได้ 95 วัน จากเดิม ที่เคยแถลงไว้ว่า 60 วัน เนื่องจากช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาผู้ค้าน้ำมันภายในประเทศ​ สามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม​ได้ และได้รับการยืนยันในการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และยังคงยืนยันในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวว่านอกจากนี้ได้มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี​ที่สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันทยอยเพิ่มสัดส่วนในการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก  1%  เป็น 3% เพื่อเพิ่มความมั่นคงในระยะยาว  พร้อมทั้งมีการควบคุมการส่งออกน้ำมัน  ยกเว้น​ทางสปป.ลาวและเมียนมา  เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาพลังงานระหว่างกัน และเพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวต่อว่าส่วนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและการกักตุน ปัญหาการขาดแคลนในบางพื้นที่ เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชนทำให้ความต้องการใช้สูงกว่าปกติในช่วงระยะเวลาสั้นๆแต่กระทรวงพลังงานได้มีการสั่งการให้ทางกรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน​ และป้องกันการกักตุนน้ำมัน​ รวมถึงสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันจัดส่งน้ำมันเข้าสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนโดยเร็วที่สุด

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวว่าขณะที่มาตรการการลดภาระค่าครองชีพและราคาน้ำมัน​ กระทรวงพลังงานได้มีการตรึงราคาน้ำมันผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรึงราคาดีเซล​ ระยะเวลา 15 วันโดยเริ่มตั้งแต่ 3 มีนาคม​ 2569​ ที่ผ่านมา  ซึ่งทางกระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากสถานการณ์ ยืดเยื้อก็จะมีการพิจารณามาตรการชดเชยอีกครั้ง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

    ส่วนความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานได้เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG​ เพิ่มเติมและเพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติ​จากอ่าวไทยเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง​ และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล จากถ่านหิน​ พลังงานน้ำที่จะ มีการนำเข้าน้ำจากต่างประเทศ​ เพื่อให้ มั่นใจว่า จะไม่มีเรื่องไฟฟ้าดับทั้งในครัวเรือนและในภาคอุตสาหกรรม

    “​ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินทุกมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทย มีพลังงานอย่างเพียงพอ มีการจัดการทุกกลไกอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้น้อยที่สุด”

    #กระทรวงพลังงาน #น้ำมันสำรอง #ราคาน้ำมัน #พลังงานไทย #วิกฤตพลังงาน #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวพลังงาน #BreakingNews #ข่าววันนี้ #น้ำมันไทย #EnergySecurity #น้ำมันดีเซล #ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ #สถานการณ์พลังงาน #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจไทย #ราคาน้ำมันโลก #EnergyCrisis #พลังงานโลก #ไฟฟ้าไทย #LNG #กองทุนน้ำมัน #ข่าวใหญ่วันนี้ #ThailandEnergy #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZLADFyfw8y-HR4hIXlx3I

  • พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 หัวข้อ “MICE-Powered Asia: Thailand as the Strategic Hub Driving Regional Economy through World-Class Exhibitions” ณ ห้อง Plenary 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานมีผู้ร่วมกล่าวปาฐกถาอื่นๆ เช่น 
    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    งาน UFI Asia-Pacific Conference จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนสถานที่จัดในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนแนวโน้มอุตสาหกรรม Exhibitions และMICE ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสร้างเครือข่ายธุรกิจในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า

    โดยท่านอธิบดีได้กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่มีความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการค้าสูงขึ้น อุตสาหกรรม MICE เป็นพื้นที่กลางที่เป็นกลาง (Neutral Ground) สำหรับการเจรจาธุรกิจและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลาง MICE ของเอเชียและ Trusted Integrator เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การค้า การลงทุน และนวัตกรรม และพร้อมผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพ เช่น High-Tech Industry, Future Food, Health & Wellness และCreative Economy เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Value-Based Economy และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมเป็น Co-creator ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม MICE ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้จัดงาน แต่ในฐานะพันธมิตรที่ร่วมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางการค้า (Trade Resilience) โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังหลักคือ ผู้บริหารและผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม MICE และงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รวมทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สมาคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ MICE โดยอุตสาหกรรม MICE ทั่วโลก ในปี 2567 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 8.7 แสนล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ระหว่างปี 2568 – 2573

    ที่ผ่านมากรมฯ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมเสวนาภายในงาน Thailand MICE X-Change (TMX) จัดโดยสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสปปน.ในปี2567 – 2568 ตลอดจนการเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฯ จัดโดยสสปน. เช่น งาน TCEB Strategic Direction 2026 การประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นการเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารพาวิลเลียนประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการเพื่อความเป็นกลางและรูปแบบการรับรอง เป็นต้น

    ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพลวัตทางสังคม ทำให้เกิดอุตสาหกรรมและบริการใหม่ ๆ ไทยควรเร่งคว้าโอกาส และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น อุตสาหกรรม AI ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ Cloud & Data Center การแพทย์สมัยใหม่ และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของการจัดงานระดับนานาชาติ ไทยจึงต้องเร่งผลักดันให้อุตสาหกรรม MICE เชื่อมโยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เข้าร่วม (Digital Integration and Experience – driven) บนพื้นที่แห่งความเป็นกลาง จะทำให้ MICE กลายเป็นหนึ่งใน “Strategic Trade Infrastructure” สร้างพื้นที่ที่ดีลธุรกิจเกิดขึ้นจริง เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนระยะยาว การผลักดันเศรษฐกิจชุมชน และเป็นกลไกเร่งการขยายตลาดส่งออกของไทย ช่วยเปลี่ยนโอกาสทางการค้า ให้เป็นข้อตกลงทางการค้า และเปลี่ยนการจัดงานหรือการประชุมให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการค้า นำไปสู่การสร้างมูลค่าการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน

    “อุตสาหกรรม MICE ควรเชื่อมโยงการจัดงานใน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อพาไทยก้าวออกจากกับดัก (Out of The Trap) สู่ Value – Based Economy ได้แก่ High-Tech Industry สร้างพื้นที่เชื่อถือได้สำหรับการเจรจาการค้าและธุรกิจระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Centers, FinTech, EVs และ Smart Electronics Future Food เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตตามอุปทาน (Supply Driven) สู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ (Demand Driven) Health & Wellness เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุน รวมถึงช่วยขับเคลื่อน Longevity Economy ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยีสุขภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น” นางสาวสุนันทากล่าว

    ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM คิดจะส่งออก…นึกถึง DITP

    *********************************
    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
    5 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ditpnew/jh8n4xuv5vkcsdg3wp6xsazo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LJzUfHUj9v5hB5hJa4prp

  • หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    นายพุฒิพงศ์ ประสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยระหว่างเข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ITB Berlin 2026 ที่กรุงเบอร์ลินสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะนักท่องเที่ยวยุโรปต้องพึ่งพาสายการบินจากตะวันออกกลางเดินทางมาเอเชียถึงประมาณ 40% หากสายการบินเหล่านี้ไม่สามารถทำการบินได้ จะทำให้ผู้โดยสารหายไปมาก เพราะสายการบินตะวันออกกลางใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น Airbus A380 และมีเที่ยวบินเข้าไทยวันละหลายเที่ยว ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    “ในช่วงระยะสั้นประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแรก การเดินทางอาจไม่สะดวก เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นทำได้ยาก เพราะสายการบินจำนวนมากมีอัตราการจองที่นั่งเต็มอยู่แล้ว ขณะที่การเพิ่มเที่ยวบินระยะไกลก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดสรรเครื่องบินและทรัพยากรการบิน”

    โดยสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลต่อ “Mood” หรือบรรยากาศการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ที่อาจระมัดระวังมากขึ้น  แต่ถึงกระนั้นยังเชื่อมั่นว่า เสน่ห์ของประเทศไทยที่มีความสวยงาม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาจกลายเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาพำนักระยะยาว โดยในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนก็มีชาวต่างชาติจำนวนมากย้ายมาอยู่ระยะยาวในเกาะสมุย พะงัน และหัวหิน

    สำหรับการเข้าร่วมงาน ITB Berlin นายพุฒิพงศ์ ระบุว่า ตลาดหลักของบางกอกแอร์เวย์สกว่า 70-80% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส กลุ่มสแกนดิเนเวีย และสวิตเซอร์แลนด์ การเข้าร่วมงานจึงมีเป้าหมายเพื่อพบปะบริษัททัวร์ ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวหลังเกิดการสู้รบ เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการดำเนินงานต่อไป

    “บริษัทเตรียมหารือกันถึงแนวทางรับมือสถานการณ์ โดยหนึ่งในมาตรการที่ทำได้ทันทีคือ ทบทวนโครงสร้างค่าใช้จ่าย หรือ “รัดเข็มขัด” เพื่อลดภาระต้นทุน รวมถึงปรับแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากตลาดยุโรปได้รับผลกระทบหนัก อาจหันไปมองตลาดระยะใกล้ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มากขึ้น ขณะเดียวกันยังติดตามการฟื้นตัวของตลาดจีน ซึ่งแม้ไม่ใช่กลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ แต่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) ที่มีกำลังซื้อสูง”

    อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.69 ถือว่าเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากระดับที่เกือบเต็มอยู่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางเกาะสมุย ที่บางวันมีผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยวบินปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของภูเก็ต ที่กลายเป็นประตูท่องเที่ยวสำคัญของไทย นักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากเลือกบินตรงมาภูเก็ตโดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ส่งผลให้บางกอกแอร์เวย์สเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต–สมุย จากเดิมวันละ 3-4 เที่ยวบิน เป็นวันละ 8 เที่ยวบิน เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการขยายสนามบินสมุย โดยมีแผนขยายอาคารผู้โดยสารจากเดิม 2,000 ตารางเมตรเป็น 4,000 ตารางเมตร และยื่นขอเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินจาก 50 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 73 เที่ยวบินต่อวัน จากปัจจุบันที่ได้รับการผ่อนผันให้บินได้ 60 เที่ยวบินต่อวัน นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับลักชัวรี ที่เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet ) และมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 1-2 ลำ เป็น 6 ลำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918386&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32f2-QCVGuJREmZCiTc8F_

  • คาดหมายลีลาเศรษฐกิจของเมืองจากแนวโน้มของตลาดหุ้น

    คาดหมายลีลาเศรษฐกิจของเมืองจากแนวโน้มของตลาดหุ้น

    ภาพคำทำนายสรุปสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569

    มาช้ามากชนิดข้ามปีเลยทีเดียวสำหรับมาตรการพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ ครั้งที่ 7 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ใช้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เริ่มเวลา 12.18 น. ไปจนเปิดตลาดภาคบ่าย เพราะดัชนีติดลบไปร้อยละ 8.1 ของราคาปิดเมื่อวันก่อน

    เหตุเกิดทั้งๆ ที่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ดัชนีไต่ระดับอย่างน่าตื่นตาตื่นใจมากจนได้เห็นตัวเลข 1,400 จุด และ 1,500 จุด เพราะปัจจัยภายนอกอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยทำนายเอาไว้ในดวงเมืองทั้งปี 2568 และ 2569 ด้วยความหวาดเสียวยิ่งนักว่า ระหว่างวันเกิดเมือง 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 เมืองจะเจอปัญหาเศรษฐกิจหนัก ทั้งปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของเราเอง และสงครามเศรษฐกิจโลกให้ฟันฝ่า

    แล้วทุกคราวที่เขียน ทุกรายการที่มีโอกาสให้สัมภาษณ์ ผู้เขียนได้เรียกร้องว่า เป็นระยะที่เมืองต้องการมือเศรษฐกิจชั้นเซียน ไม่ใช่มือสมัครเล่นเพื่อพาเมืองตีฝ่าปัญหา และดิ้นรนให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดกับมาแล้วสามสิบกว่าปี

     ต่อไปนี้คือเกณฑ์จากดวงชะตาเมืองและแนวโน้มจากตลาดหุ้นที่ใช้วัดภาพความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจให้ส่อง แม้จะเป็นเทียนเล่มเล็กๆ ในความมืดและความวุ่นวายของโลกเพื่อนำทางให้บ้าง ดังนี้

    1.ท่ามกลางภัยสงครามเศรษฐกิจโลก และการปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะโดยอะไรก็ตาม เมืองรัตนโกสินทร์และคนในเมืองก็ต้องปฏิวัติใหญ่ทางเศรษฐกิจและการทำมาหากินไปด้วย หากจะทำอะไรแบบเดิมๆ ก็ต้องต่อยอด

    เกณฑ์นี้เป็นมาตั้งแต่กรกฎาคม 2565 แล้วจะไปสิ้นสุดเอากลางกรกฎาคม 2572

    ผลของปรากฏการณ์นี้คือ เมื่อครบเจ็ดปีประมาณกลางกรกฎาคม 2572 หากเมื่อยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่าเศรษฐกิจของเมืองและของคนในเมืองไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    เป้าหมายสำหรับเมืองคือ เป็นประเทศรายได้สูง

    ส่วนแต่ละท่านที่อยู่ในเมืองตั้งเป้าหมายและลงมือทำ เช่น ผู้เขียนก็หวังอย่างแรงกล้ากลางปี 2572 ว่าจะมีพอร์ตหุ้นเป็นเลขแตะสองหลัก หรือหากทำได้เยี่ยมอาจจะเลยสองหลักสักครั้งในชีวิต เป็นต้น

    2.แทรกเกณฑ์ลบเข้ามาอย่างน่าหวาดเสียวคือ ขณะที่ต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจและปฏิวัติเศรษฐกิจไปด้วย ระหว่าง 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 เมืองมีเคราะห์หนักด้านเศรษฐกิจโดยพื้นฐานเป็นเวลาหนึ่งปี (พระศุกร์ 6 ดาวเศรษฐกิจของเมืองเป็นกาลกิณีจร)

    ขนาดรัฐบาลแจกเงินหมื่นยังหายต๋อมเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปเลย เพราะทำอะไรแบบเดิมๆ

    พอคนละครึ่งกลับมา คงจะเป็นด้วยเพิ่มพลัสเลยพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 ให้กระเตื้องได้

    3.เคราะห์ทางเศรษฐกิจซ้ำอีกชั้นให้รัฐบาลต้องรับมือแก้ไข ดิ้นรนเอาตัวรอด แทรกเข้ามาตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป (พระเสาร์จร 7 ตัวแทนรัฐบาล-การบริหารราชการแผ่นดินเดินในราศีมีน-ภพวินาสน์-มุมอับดวงเมือง)

    เหตุจึงเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน เดือดร้อนอลหม่านกันไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็ด้วยที่รัฐบาลต้องดิ้นรนพาประชาชนเอาตัวรอด เน้นไปที่พลังงาน (พระเสาร์จร 7 เดินในราศีมีนทับพระศุกร์ดวงเดิม ๖ ดาวเศรษฐกิจของไทย และถึงพระอังคารดวงเดิม ๓ ดาวประจำชีพเมืองที่ตั้งอยู่ในราศีพฤษภ)

    จึงเมื่อดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์เจอทั้งข้อ 1. และ 2. รวมกัน มีหรือจะเหลือ เราจึงได้เห็นตลาดหุ้นที่ไฮเปอร์และไวต่อความรู้สึกมาก ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

     และต่อไปนี้คือลีลาดวงชะตาเมืองและเศรษฐกิจที่คาดหมายว่าจะเกิดต่อไป

    ก.เคราะห์ทางเศรษฐกิจชั้นที่หนึ่งที่เกิดกับพื้นฐานเศรษฐกิจของเมืองตามข้อ 1. จะค่อยๆ จางและจบลงรอบนี้ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป (พระศุกร์ยุติการเป็นกาลกิณีจร)

    ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เมืองและรัฐบาลทำอะไรจะได้ครึ่งเสียครึ่ง ไม่เต็มที่

    หรือไม่ก็จะออกแนวเริ่มต้นบวก-ครึ่งหลังลบ หรือเริ่มต้นลบแล้วกลับบวก (ทักษาจรเมืองตกภูมิกลางหรือเกตุ ๙)

    แต่หากอ่านแบบกำปั้นทุบดินคือ ในเมื่อเมืองจะได้ครึ่งเสียครึ่งแล้ว อาจหมายได้ว่ารัฐบาลคงออกมาตรการคนละครึ่งพลัสตลอดปี

    ค.ภายใต้ความกดดันและขีดจำกัดหลายอย่าง โครงการมหึมาที่จะเป็นฐานเศรษฐกิจของชาติในอนาคตจะเกิดระหว่าง 1 มิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 เป็นรอบแรก

    ง.แม้เมืองและรัฐบาลจะถูกกดดันจากอาการได้ครึ่งเสียครึ่ง แต่ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลคงทำได้บวกมากกว่าลบ โดยคาดหมายได้จากดวงเมืองชะตาเมืองที่เคยทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นระยะที่ตลาดหุ้นจะทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งในแนวบวก และบางช่วงเมืองจะโด่งดังไปทั่วโลก

    เช่นในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ

    ส่วนหุ้นนั้นตาดีได้ตาร้ายเสีย เพราะขนาดผู้เขียนที่คิดว่าตาดียังขายหุ้นไม่ทัน 21 เมษายน 2568 ทั้งๆ ที่ทำนายเองแท้ๆ

    ส่วนเศรษฐกิจเมืองมีแนวโน้มหลุดจากได้ครึ่งเสียครึ่งเป็นได้เต็มที่เมื่อใด จะแจ้งให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/959072/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vPYNDug44Mp4jVnvrJkBK

  • สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน ส่งผลให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าทางทหารรอบใหม่ ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้ ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ทันทีที่มีรายงานการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดพลังงานโลกตอบสนองอย่างรวดเร็ว ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า การส่งออกนํ้ามันจากตะวันออกกลางอาจหยุดชะงัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคานํ้ามันดิบมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในกรณีที่สงครามขยายวงกว้าง ราคานํ้ามันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของไทยเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพการฟื้นตัวในหลายมิติ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 สะท้อนกำลังซื้อของกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงที่เริ่มกลับมา

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงมีฐานะที่แข็งแรง อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับตํ่า โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 0.88% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงกว่า 289,000 ล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง

    อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเป็นเพียง “ภาพสะท้อนในช่วงก่อนเกิดแรงกระแทกใหม่” จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะราคาพลังงาน การค้าโลก และเสถียรภาพของตลาดการเงิน 

    สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่เพียงราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่คือ ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับ “สุญญากาศทางการคลัง” ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม กลไกการใช้งบประมาณของรัฐจะมีข้อจำกัดอย่างมาก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการเยียวยาได้เต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจลดลง

    บทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตคือ ความสามารถในการตอบสนองเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วของภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการจำกัดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 

    ดังนั้น ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการปลดล็อกกลไกงบประมาณของประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถผ่านพ้นแรงกระแทกจากวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ไปได้มากน้อยเพียงใด

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,181 วันที่ 8 -11 มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/653150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FqGjnimLhqeaMviRKDm3G

  • สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย   “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

     นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประเมินและรับมือผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ว่า ได้สั่งการให้เร่งหาตลาดทดแทนทั้งระยะใกล้และระยะกลางเพื่อรักษาระดับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และอีสเตอร์ มุ่งเป้าคงจำนวนนักท่องเที่ยวรวมตลอดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า   ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทาง หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ปัญหาลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้ว 33 ล้านคน แต่ในทางกลับกัน หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี (Best Case) ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท. ขอยืนยันเป้าหมายขั้นต่ำที่จะต้องรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมให้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน

    โดยกรณีบริหารจัดการได้ดี ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตนี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง จากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งพร้อมจัดสรรสล็อตการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น Air France, Lufthansa รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่

    นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ ผลกระทบ ใน 3 รูปแบบ ดังนี้  กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว 

    ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง

        นางจิระวดี  กล่่าวถึงรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกว่า เพื่อให้ครอบคลุมที่สุด ททท. ได้นำตัวเลขตลาดอิสราเอลซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 400,000 คนในปีที่ผ่านมา มาประเมินตลาดยุโรปด้วย ซึ่งเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 854,963 คน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 พอดี ทำให้ยอดการจองล่วงหน้า  ชะงักงันและไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกลลดลง  9% แบ่งเป็นตลาดยุโรป  9% อเมริกา 6% แอฟริกา 27% และที่ทรุดหนักที่สุดคือตะวันออกกลางลดลง 6%  เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน

    นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ปรับราคาเพิ่มถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น  อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทาง ออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง

    “หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวว่า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาด จะไม่มีประโยชน์และ สูญเปล่า ซึ่งททท. ได้สั่งระงับแคมเปญแล้ว รอดสถานการณ์  หากเลยช่วงรอมฎอน ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hkrOFLb3WhgYZZKhB5XmO

  • ดอยภูคาคว้าเหรียญเงิน! ไทยผงาดเวทีโลก ITB Berlin 2026 ด้านท่องเที่ยวยั่งยืน | TOPNEWS

    ดอยภูคาคว้าเหรียญเงิน! ไทยผงาดเวทีโลก ITB Berlin 2026 ด้านท่องเที่ยวยั่งยืน | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน รับรางวัลเหรียญเงิน ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในเวทีระดับนานาชาติ หลังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยได้รับรางวัลจากเวทีประกาศรางวัลการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก ภายในงาน Internationale Tourismus Börse (ITB) Berlin 2026 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    โดย จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วย บุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประกาศรางวัล Green Destinations Awards และ Travelife Awards Ceremony ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

    ผลการประกาศรางวัลพบว่า แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับนานาชาติ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง สะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชนอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการทัวร์ของไทยได้รับใบประกาศนียบัตรมาตรฐาน Travelife for Tour Operators ประจำปี 2026 รวม 5 ราย ได้แก่ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด, Octo Cycling, บริษัท พี สมาย ออร์กาไนเซอร์ จำกัด, ไทยดรีมทัวร์ และ Tour Indepth by Paree Travel

    กรมการท่องเที่ยวระบุว่า รางวัลทั้ง 7 รายการเป็นผลจากความร่วมมือกับองค์กร Green Destinations และ Travelife for Tour Operators ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล ภายใต้โครงการความร่วมมือพัฒนา Joint Award Program เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก

    อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน รับรางวัลเหรียญเงิน , เมืองเก่าตะกั่วป่า จ.พังงา รับรางวัลเหรียญทองแดง งานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ Green Destinations Awards และ Travelife Awards Ceremony 2026 ภายในงาน “Internationale Tourismus Börse (ITB) Berlin 2026”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1508380&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vou_cErkJuYJwhHaC6d9B

  • เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์


    6/03/2569 | 85 |

    ในปัจจุบัน “มะพร้าวน้ำหอม” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้พื้นเมืองของไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่ามหาศาล (New S-Curve) ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน ความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศจะพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ การขับเคลื่อนผ่านกลไก “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) และการเชื่อมโยงกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับ SME และเศรษฐกิจฐานราก

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming): หัวใจของการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า

    การก้าวสู่เกษตรสมัยใหม่ในสวนมะพร้าวน้ำหอมไทย มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำเค็มรุกในช่วงต้นปี นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วย:

    • ระบบ IoT และเซนเซอร์ควบคุมความชื้น: เกษตรกรในพื้นที่ GI (Geographical Indication) เริ่มใช้ระบบการให้น้ำอัจฉริยะที่สั่งการผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยลดการใช้แรงงานและควบคุมคุณภาพน้ำให้สม่ำเสมอ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรสชาติความหวานและกลิ่นหอม

    • การบริหารจัดการด้วย Data Analytics: การเก็บข้อมูลผลผลิตรายต้นช่วยให้เกษตรกรสามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิตได้ล่วงหน้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการความต่อเนื่อง (Sustainability of Supply)

    2. อัตลักษณ์ 4 ลุ่มน้ำ: สินค้า GI สู่จุดขายทางการท่องเที่ยว

    มะพร้าวน้ำหอมในแต่ละแหล่งผลิตมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ (Sense of Place) ซึ่งสามารถนำมาสร้าง Storytelling เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ ดังนี้:

    แหล่งผลิต (GI) เอกลักษณ์โดดเด่น การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว
    ราชบุรี (ดำเนินสะดวก) กลิ่นหอมคล้ายใบเตยจัด รสหวานนุ่ม การล่องเรือชมสวนมะพร้าวโบราณและตลาดน้ำ
    บ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) เนื้อหนานุ่ม น้ำเยอะ หวานกลมกล่อม เยี่ยมชมโรงงานแปรรูป SME มาตรฐานส่งออก
    บางคล้า (ฉะเชิงเทรา) รสชาติมีเอกลักษณ์จากดินลุ่มน้ำบางปะกง เส้นทางไหว้พระริมน้ำและชิมมะพร้าวน้ำหอม
    สามพราน (นครปฐม) ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากดินตะกอน คาเฟ่เชิงเกษตร (Agri-Café) และโฮมสเตย์ริมสวน

    3. การเชื่อมโยง SME และ OTOP สู่เศรษฐกิจชุมชน

    การจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ต้องมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Value Addition) สินค้าจากมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลสด แต่ SME และกลุ่ม OTOP ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ เช่น:

    • นวัตกรรมอาหาร: พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนออร์แกนิก, กะทิผงความมันต่ำ, และไซรัปจากช่อดอกมะพร้าว

    • ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์: เครื่องสำอางจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และบรรจุภัณฑ์จากกาบมะพร้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      การสร้างเส้นทางท่องเที่ยว “Coconut Route” จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกระบวนการเหล่านี้โดยตรง เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในชุมชน และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มผู้ผลิตรายย่อย

    บทสรุป

    การส่งเสริม “เกษตรสมัยใหม่” ในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในไร่นา แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยง การผลิตมาตรฐานสูง (Smart Farm) เข้ากับ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (SME/OTOP) และ การตลาดเชิงประสบการณ์ (Tourism) เมื่อเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพสินค้า GI ไว้ได้ภายใต้การจัดการที่ทันสมัย และเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวในพื้นที่ จะทำให้มะพร้าวน้ำหอมไทยไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลกได้อย่างสง่างาม

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม 

    • กรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture): แนวทางการจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอมอัจฉริยะและมาตรฐาน GAP

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Intellectual Property): ข้อมูลทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มะพร้าวน้ำหอมรายจังหวัด

    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (DASTA): รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์

    • กระทรวงพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรไทยและโอกาสในตลาดต่างประเทศ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481508&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pueAtdz1HoBzSNlqHxoe1

  • NotebookLM เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ แปลงสรุปเนื้อหาเป็นวิดีโอภาพยนตร์

    NotebookLM เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ แปลงสรุปเนื้อหาเป็นวิดีโอภาพยนตร์

    NotebookLM เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Cinematic Video Overviews” แปลงสรุปเนื้อหาออกมาเป็นวิดีโอภาพยนตร์ พร้อมความเคลื่อนไหว-กราฟิกละเอียด ใช้ได้แต่ภาษาอังกฤษ สำหรับผู้สมัครแพ็กเกจ Google AI Ultra

    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน NotebookLM โดยใช้ชื่อว่า “Cinematic Video Overviews” ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ของความสามารถในการสร้างวิดีโอด้วย AI

    ฟีเจอร์ดังกล่าวพัฒนาต่อยอดจากระบบ Video Overviews แบบเดิม ที่ใช้จัดทำการบรรยายพร้อมสไลด์ โดย Cinematic Video Overviews จะสามารถสร้างวิดีโอจากเนื้อหาที่เราต้องการ ได้ออกมาสมจริงและมีความเป็นภาพยนตร์มากขึ้น พร้อมภาพเคลื่อนไหวและกราฟิกที่ละเอียด เพื่อช่วยให้เรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาจากข้อมูลที่สนใจได้ง่ายขึ้น

    Google
    NotebookLM เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Cinematic Video Overviews”

    Cinematic Video Overviews ทำงานด้วยการผสานโมเดล AI หลายตัวของ Google ได้แก่ Gemini 3, Nano Banana Pro และ Veo 3 ซึ่งช่วยสร้างภาพเคลื่อนไหวและภาพประกอบที่มีรายละเอียดสูง

    Google ระบุว่า Gemini จะทำหน้าที่เหมือนผู้กำกับของวิดีโอ ใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยตัดสินใจด้านโครงสร้างและสไตล์ ตั้งแต่การกำหนดรูปแบบการเล่าเรื่อง สไตล์ภาพ ไปจนถึงรูปแบบวิดีโอที่เหมาะสมที่สุดกับเนื้อหาที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป ผ่านการทำงานร่วมกับ Banana Pro และ Veo 3

    Google
    ฟีเจอร์ใหม่ “Cinematic Video Overviews”

    นอกจากนี้ AI ยังสามารถปรับปรุงผลงานได้ซ้ำหลายรอบ เพื่อให้ภาพและโครงเรื่องมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกันมากขึ้น

    ฟีเจอร์ Cinematic Video Overviews เปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มต้นในภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ใช้ที่สมัครแพ็กเกจ Google AI Ultra ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งบนเว็บไซต์และอุปกรณ์มือถือ

    ที่มา: Google

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/270194&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HPWMdox27ayV8J-iIEWpP