Blog

  • ชาวเมืองคนดี ร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สมทบทุนซ่อมรถตู้ สนับสนุนการเรียนพระปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    ชาวเมืองคนดี ร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สมทบทุนซ่อมรถตู้ สนับสนุนการเรียนพระปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาปัญญาทีปวิทยานุสรณ์ วัดศานติไมตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้ นายชวลิต โรจนรัตน์ ปลัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สมทบทุนซ่อมแซมรถตู้ของโรงเรียน โดยมี พระมหาสัญญา จนฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดศานติไมตรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน คณะกรรมการวัด และคณะกรรมการสถานศึกษาเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    นางสาวอรพรรณ รักษ์เดช รองผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาปัญญาทีปวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันมีสามเณรนักเรียนจำนวน 94 รูป และสามเณรต่างชาติในโครงการแลกเปลี่ยนจากประเทศบังคลาเทศอีก 14 รูป พักประจำภายในโรงเรียน

    ซึ่งโรงเรียนจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร มีการถวายภัตตาหารเช้าและเพลเพื่อลดภาระผู้ปกครอง ดำเนินการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชา ควบคู่กับรายวิชาภาษาบาลีและธรรมวินัย เป็นการศึกษาที่ผสานทั้งทางโลกและทางธรรม ตามแนวคิด “โรงเรียนวิถีไทย” สืบสานปณิธานของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ว่า “ศีลธรรมของยุวชน คือสันติภาพของโลก”

    สำหรับการทอดผ้าป่าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนซ่อมแซมและปรับปรุงรถตู้ของโรงเรียนจำนวน 2 คัน ซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรม โดยรถดังกล่าวได้รับบริจาคมาจากโรงพยาบาลบ้านนาสาร เพื่อนำมาใช้เป็นยานพาหนะรับ–ส่งสามเณรนักเรียน รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาและการออกพื้นที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา

    กิจกรรมครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังศรัทธาจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสนับสนุนการศึกษาและร่วมสร้างศาสนทายาท เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5675690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0suc2648RL27KpHjsc2k1W

  • เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’  – BBC News ไทย

    เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปวีณา นิลบุตร
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 15 นาที

    “ในการทำงานเราอยากมีความสุขไปด้วย…และรู้สึกว่าเราได้ทำอะไรที่สำคัญ แต่พอทำผิดพลาดไปแล้ว เราก็หมดโอกาสที่เราจะได้ลองทำอะไรที่เขามองว่าอาจจะไว้ใจให้ทำ ก็เลยเริ่มรู้สึกตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเอง”

    วิรมณ รัตนเพ็ญ หนึ่งในคน “เจนซี” (Gen Z) วัย 24 ปี ที่เพิ่งเริ่มทำงานประจำครั้งแรกเมื่อปี 2567 และปัจจุบันรับงานฟรีแลนซ์ (freelance) บอกกับบีบีซีไทย

    แม้เธอไม่ได้ลงรายละเอียดชัดว่าเธอเคยทำผิดพลาดเรื่องใด แต่ก็ยอมรับว่าเกิดจาก “สะเพร่า” และ “ความไม่รู้” ของเธอเอง ทว่าหัวหน้ากลับใช้คำพูดที่ “ใส่อารมณ์” แทนการบอกเธอตรง ๆ

    นี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่เด็กจบใหม่ (first jobber) ไม่มีประสบการณ์อย่าง วิรมณ เคยต้องเผชิญ และต้องการหางานใหม่ที่ให้โอกาสเธอมากขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ก็มองหาสิ่งที่คล้ายคลึงกันในงานแรกของพวกเขา เช่น การสอนงาน, พื้นที่ที่การทำผิดพลาดได้รับการให้อภัย, และวัฒนธรรมการทำงานที่เข้ากัน

    ธนกร ดำรงพันธุ์สุนทร วัย 24 ปี ที่เริ่มงานแรกหลังเรียนจบจากรั้วมหาลัยเมื่อปีที่แล้วก็บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาให้ความสำคัญเรื่องสังคมที่ทำงาน และไม่ลังเลที่จะลาออก หากรู้สึกว่า “เข้ากันไม่ได้” กับบริษัท

    “ตอนนั้นบอกเลยว่าไม่อยากกลับไปทำงานบริษัทแล้วพอเจอประสบการณ์ไม่ดี ผมก็คิดว่าไลฟ์สไตล์ผมอาจจะไม่เข้ากับบริษัท ไม่ชอบทำงานประจำ ชอบทำงานที่ทำที่ไหนก็ได้มากกว่า แล้วก็ไม่ชอบให้เขามาบังคับเราด้วย มาตีกรอบ (scope) เราเยอะเกินไป” ธนกรอธิบาย

    เขาบอกด้วยว่าแทนการตีกรอบ ตนอยากได้ “คนที่รับฟังไอเดีย” และ “ช่วยกันคิด” มากกว่าการตัดความเห็นของตนออกโดยสิ้นเชิง

    ประสบการณ์ของสองเจนซีข้างต้น เป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ที่อาจส่งผลให้อัตราการว่างงานของกลุ่มผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาอยู่ในระดับสูง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นั่นทำให้ก่อนหน้านี้ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เคยออกมาเตือนในงานแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ถึงการปรับ “ทักษะและทัศนคติ” ของคนรุ่นใหม่เรื่องการทำงาน หลังพบตัวเลขการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่อยู่ในระดับที่สูง

    “เราต้องเข้าใจว่าในการทำงานจริง เรารับเงินเดือนมาแล้ว มันก็ต้องเป็นการทำงานอย่างเต็มที่ เวิร์ค-ไลฟ์บาลานซ์ (work-life balance) ในช่วงต้น ๆ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้น ก็อาจจะต้องเข้าใจมัน อาจจะต้องเวิร์ค(ทำงาน)ก่อน แล้วค่อยไปบาลานซ์(สร้างความสมดุล)ทีหลัง” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

    จากสถานการณ์ดังกล่าว เกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มคนวัยเริ่มทำงานครั้งแรก ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มหางานยาก และทัศนคติ หรืออคติที่เกิดขึ้นระหว่างวัยส่งผลต่อกลุ่มเหล่านี้อย่างไร

    “คนเจนซี” หางานยากจริงหรือไม่ ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล “หลีกเลี่ยง” การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่

    กลุ่มเจนซี (Gen Z) คือกลุ่มคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2552 (ปัจจุบันอายุตั้งแต่ 17-31 ปี) ตามข้อมูลของ แมคครินเดิล (McCrindle) องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สังคมและประชากรศาสตร์

    แม้เป็นวัยเพิ่งเริ่มเข้าตลาดแรงงานแต่ดูเหมือนว่าคนเจนซีกำลังประสบกับปัญหา

    ผลสำรวจจากโรงเรียนธุรกิจนานาชาติ ฮัลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสสิเนส สคูล (Hult International Business School) และบริษัทวิจัยอิสระอย่าง เวิร์คเพลส อินเทลลิเจนท์ (Workplace Intelligence) ที่ทำการสำรวจหัวหน้างานด้านทรัพยากรมนุษย์จำนวน 800 คน และบัณฑิตจบใหม่ (อายุระหว่าง 22-27 ปี) อีก 800 คน ในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว พบว่าหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล 89% บอกว่าพวกเขา “หลีกเลี่ยง” การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างเช่น การขาดประสบการณ์ในโลกของการทำงานจริง, ไม่มีทัศนคติแบบสากล (global mindset), ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และยังขาดมารยาททางธุรกิจและการทำงาน เป็นต้น

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวยังพบอีกว่า 3 ใน 10 ของหัวหน้าเหล่านี้เผยว่า พวกเขามักเลือกให้ตำแหน่งงานนั้นว่างมากกว่าจะจ้างบัณฑิตจบใหม่ และ 78% ของบริษัทที่เลือกจ้างบัณฑิตจบใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา เผยว่าพวกเขาได้มีการเชิญพนักงานเหล่านั้นออกไปบ้างแล้ว

    เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อมูลจากรายงานเรื่องโอกาสและความหวังของ “เด็กจบใหม่” ในตลาดแรงงาน ของ สถาบันวจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ประกาศรับสมัครงานออนไลน์มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่ไม่ต้องการประสบการณ์การทำงานมาก่อน

    กลุ่มงานหลักที่ไม่ได้ต้องการประสบการณ์การทำงานมาก่อน คือ งานด้านธุรการ, งานด้านการขาย และงานด้านการติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม

    ขณะที่ ข้อมูลการว่างงานตามระดับการศึกษา จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือน มี.ค. 2568 พบว่าผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ หรือคิดเป็น 144,000 คน หรือ 38% จากผู้ว่างงานทั้งหมด 378,000 คน

    อย่างไรก็ตาม สำหรับธนกรและวิรมณได้สะท้อนความคิดเห็นกับบีบีซีไทยถึงขั้นตอนการสมัครงานและสัมภาษณ์งานไว้ว่า มีบางประเด็นที่ทำให้พวกเขาไม่สบายใจนัก

    ธนกร ก็บอกว่า คำถามที่เขามักพบเมื่อสมัครงานครั้งแรกคือ “ทำงานอะไรมาแล้วบ้าง” ซึ่งทำให้เด็กจบใหม่อย่างเขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

    “เขาก็ถามว่าเราจบอะไรมา แล้วเราทำงานอะไรมาแล้วบ้าง แล้วเด็กจบใหม่อย่างผมตอนนั้นยังไม่มีผลงาน มีแค่คลิปวิทยานิพนธ์ที่ทำตอนฝึกงานแค่นั้น แต่เราก็ให้ความมั่นใจกับเขาว่า ถ้ารับเราเข้าไปเราก็จะช่วยเขาพัฒนาการสร้างแบรนด์ของเขา” ธนกรบอก

    ขณะที่ วิรมณ ก็บอกว่า ในการสมัครงาน ดูเหมือนว่าบริษัทบางแห่งให้ความสำคัญต่อเรื่องอายุมาก

    “ตอนสัมภาษณ์งานบางที่เขาก็ถามเราว่าอายุเท่าไหร่ พอเราบอกอายุไป เขาก็บอกว่า นี่เป็นเจนซีนี่ เราก็รู้สึกว่าโอเคเจนซีแล้วยังไงต่อ สำหรับเขามันจะดีหรือไม่ดี” เธอตั้งคำถาม

    คนเจนซีย้ายงานบ่อยเพราะ “ไม่ทนงาน” จริงหรือ

    แม้ว่าทั้งธนกรและวิรมนจะยอมรับว่าการหางานครั้งแรกไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ทั้งคู่ก็สามารถผ่านเข้ามาทำงานในบริษัทที่พวกเขาคาดหวังไว้ โดยที่ธนกรได้ทำงานในบริษัทด้านโฆษณาแห่งหนึ่ง ส่วนวิรมณได้ทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการจัดงานอีเวนต์

    ทว่า ชีวิตการทำงานของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดคิด โดยที่ธนกรทำงานได้เพียงสี่เดือนเท่านั้น แต่ตัดสินใจลาออก “ไม่ได้อยู่รอฟังฟีดแบ็ก (การประเมินผลงาน)” หลังครบทดลองงานที่ก็มีระยะเวลาสี่เดือน

    ธนกร บอกด้วยว่า จริง ๆ แล้วเขาตัดสินใจแจ้งลาออกกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลตั้งแต่วันแรกของการทำงานเสียด้วยซ้ำ โดยมีสองเหตุผลหลัก คือ ขาดคนสอนงาน และเข้ากับ “พี่” ในที่ทำงานไม่ได้

    “ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ก็ไม่รู้ว่าเราจะเริ่มไปยังไง เหมือนพี่เขาก็ให้คำตอบประมาณว่า ลองไปดูงานของคนเก่าสิ ไม่ได้เป็นเป็นการสอนมากกว่าแค่ให้เราไปดูตัวอย่าง…ก็เลยเป็นสิ่งที่ตัดสินใจว่า โอเค เราไม่น่าไหว ก็เลยอยากขอลาออก ไปบอกพี่ HR ตั้งแต่วันแรกเลย” ธนกรเล่าย้อนเหตุการณ์

    เขาบอกด้วยว่าที่ตนตัดสินใจทำต่อไปถึงสี่เดือนก็เพราะฝ่ายบริหารบุคคลแนะนำให้เขา “อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจลาออก ให้ลองทนทำไปดูก่อน”

    ส่วนวิรมณ ก็ทำงานที่แรกได้เพียงสี่เดือนก่อนจะตัดสินใจย้ายงาน โดยเธอให้เหตุผลว่า รู้สึกว่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ “วัฒนธรรม” ในที่ทำงานได้

    “เราเป็น First Jobber (เด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์ ) เราก็มีทำอะไรที่มันผิดพลาดบ้าง ทำอะไรที่มันไม่ถูกต้องตามระเบียบของเขา รู้สึกว่ามันมีความไม่แมทช์ (ความไม่ลงตัว) ในเรื่องคัลเจอร์ (วัฒนธรรมการทำงาน) ..เหมือนมันเป็นคัลเจอร์ที่ไม่ได้มีพื้นที่ให้เราทำผิดพลาดขนาดนั้น พอผิดพลาดมันส่งผลต่อต่อความรู้สึก สุขภาพจิตของเรา” เธออธิบาย

    “สิ่งที่เราจะไม่ทนเลยมันคือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจของเรา ส่งผลต่อความรู้สึก คุณค่าที่เราเชื่อในตัวเอง มันคือสิ่งที่เราคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องทน” เธอกล่าวเสริม

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

    คำบรรยายภาพ, ธนกร ดำรงพันธุ์สุนทร วัย 24 ปี บอกบีบีซีไทยว่าเขาอยากลาออกจากงานที่แรกตั้งแต่วันแรก แต่หลังจากที่เขาตัดสินใจทำต่ออีกสี่เดือน ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า เขาไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรแห่งนั้นได้

    อย่างไรก็ตาม หลังธนกรตัดสินใจออกจากงานประจำ เขาก็เลือกออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับรีวิวจากลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนตัวของตน ขณะที่วิรมน หลังลาออกจากที่ทำงานแรกก็ย้ายไปทำงานอีกสองบริษัทในสายงานการตลาด ก่อนจะลาออกอีกครั้งเพื่อมารับงานฟรีแลนซ์ (freelance) ในปัจจุบัน

    ด้าน รศ.ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายการย้ายงานของเจนซีว่า ไม่ใช่เป็นเพราะไม่ทนงาน แต่เป็นเพราะงานไม่ตอบโจทย์พวกเขา

    “เจนซีไม่ใช่ไม่ทนงาน แต่พอเขาเข้าไปทำงานตรงนั้น เขารู้สึกว่างานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน แรงจูงใจในการทำงาน มันไม่ได้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เขาอยากได้” รศ.ดร.กมลพร ระบุ

    เธอเสริมว่าสิ่งที่เจนซี ให้ความสำคัญคือเส้นทางอาชีพ (career path) ที่ชัดเจน และมีความโปร่งใส โดยปัจจัยที่สำคัญที่มีอิทธิพลให้เจนซีอยู่ทำงานในที่ ๆ หนึ่งไปได้นานขึ้นคือ Extrinsic work values หรือ ค่านิยมในการทำงานที่มาจากปัจจัยภายนอก

    “ค่าตอบแทน โอกาสเติบโต ผลประโยชน์ที่ชัดเจน อะไรก็ตามที่จับต้องได้มากกว่า Intrinsic work values หรือ แรงผลักที่มันอยู่ข้างใน อันนี้จะเป็นของคนสมัยก่อน ที่เงินไม่ดีฉันก็อยู่ทำงานต่อ เพราะมีแรงผลักรักงานจากด้านใน อันนี้จะไม่ใช่เจนซี” รศ.ดร.กมลพรบอก

    ขณะที่ จิราทรัพย์ กิจการสังวร ผู้ก่อตั้ง HR Thailand เพจให้คำแนะนำเรื่องทรัพยากรบุคคล ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 200,000 คน และเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลมามากกว่า 18 ปี บอกว่าเทรนด์การเปลี่ยนงานในระยะเวลาสั้น ๆ ของเจนซีอาจจะเกิดแค่ในช่วงแรกของการทำงานเท่านั้น เพราะเป็นช่วงปีที่กำลังตามหาตัวตน

    “ในปีแรกน้องอาจจะเปลี่ยนงานสองถึงสามที่ แต่หลังจากนั้นเขาก็จะรู้ว่าเขาชอบอะไร และจะสามารถทำงานไปในระยะยาวได้ เพราะในช่วงปีแรกที่เขาเรียนจบเขาอาจค้นหาตัวเองด้วยในระดับหนึ่ง หนึ่งถึงสองปีแรกไม่เกินนี้” เขาบอก

    เขาเสริมด้วยคำว่าทนงานต้องดูหลายปัจจัยว่า การให้และการรับในงานนั้น ๆ สมดุลกันหรือไม่ด้วย

    “เด็กทุกคนเขาก็ทนงาน แต่ถ้าเขาจะทุ่มเทกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องดูว่าการให้การรับมันบาลานซ์ (สมดุล) กันไหม คุณจ่ายในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมไหม ไม่ใช่ว่าทำงานไปหนึ่งปีคุณก็ไม่ได้ปรับอะไรเยอะ ไม่ได้มีสวัสดิการเพิ่มขึ้น…แต่ว่าการจ่ายของคู่แข่งในตลาดที่ให้มากกว่า น่าดึงดูดมากกว่า เขาก็อาจจะมีการโยกย้ายงาน” จิราทรัพย์อธิบาย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    หนึ่งในบริษัทที่เชื่อเรื่องผลตอบแทนที่สมดุลกับการทำงานคือ Aura Wellness (ARWN) ที่มี เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งบอกกับบีบีซีไทยว่า บริษัทของเขามีการจ้างงานคนวัย “เจนซี” กว่า 80% จากพนักงานมากกว่า 1,000 คน ของบริษัท

    “เราก็ต้องอยากทำให้บริษัทเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วย รวมถึงหัวหน้าแต่ละทีมแต่ละคน ต้องมีแนวคิดว่าทุกคนมีหน้าที่ทำให้วัฒนธรรมในการทำงานมันสนุก เราซื้อเขา[พนักงาน]ด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้” เขาเสริม

    ปัญหาการสื่อสารเข้ากับวัฒนธรรมที่ทำงานไม่ได้ ?

    อีกประเด็นที่ถูกระบุในผลการศึกษาจาก Hult International Business School และบริษัทวิจัยอิสระ Workplace Intelligence ที่ทำให้นายจ้างเลี่ยงการจ้างงานเจนซี คือ การขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และขาดมารยาททางธุรกิจและการทำงาน

    นอกจากนี้ บีบีซีไทยพบเนื้อหาบนสื่อโซเชียลมีเดียในไทย ที่มีผู้ใช้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาการทำงานร่วมกันเจนซีด้วย เช่น ปัญหาเจนซีมักรับฟังเฉพาะที่อยากฟังและทำเฉพาะที่อยากทำ หรือ การทำงานเร็วแต่มักผิดพลาด ขณะที่บางคนบอกว่าเจนซีไม่มีความรับผิดชอบ

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

    คำบรรยายภาพ, วิรมณ รัตนเพ็ญ วัย 24 ปี บอกว่าการกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นเป็นจุดแข็งของคนกลุ่มเจนซี

    ด้านวิรมณบอกถึงปัญหาเรื่องการสื่อสารเมื่อตอนทำงานประจำว่าอาจเกิดขึ้นบ้าง

    “บางทีเราอาจจะเจอปัญหาว่า เราขาดการสื่อสารไปบ้าง หรือบางทีเราไม่รู้ว่าเราต้องบอกใครบ้างในการทำหนึ่งสองสามสี่ มันก็ต้องเรียนรู้ไป” เธอบอก

    ธนกร ก็เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการสื่อสารในองค์กรที่ทำให้เขา “ไม่อยากที่จะคุยกับคนอื่น”

    “ไม่เชิงว่าคุยกันไม่ได้ อาจจะเป็นคุยไม่ตรงใจกันมากกว่า รู้แล้วแหละว่าเขาอยากได้แบบไหน แต่ผมอยากได้อีกแบบหนึ่ง เราก็เลยแบบลองทำแบบนี้ไปก่อน ถ้าเขาไม่ให้ผ่านเราค่อยเอาตามเขา” ธนกรเล่า

    แต่ เจตบดินทร์ จาก Aura Wellness group ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคลินิกเสริมความงาม, ผลิตแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และร้านสปาและนวดไทย กลับชื่นชอบในการทำงานและการสื่อสารกับเจนซี เพราะเป็นวัยที่ “มีความตรงไปตรงมา” และ “กล้าเถียง”

    “เราอยากได้คนที่กล้าแสดงออก กล้าเถียง กล้าที่จะท้าทายไอเดีย แม้จะเป็นการท้าทายกับตัวเอง กับหัวหน้าทีม หรือชาเลนจ์กับซีอีโอเลยก็มี ที่เรารับเด็กฝึกงานอายุ 21 ปี ก็ชาเลนจ์ผมกลางห้องประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ผมชอบมากกว่า” เจตบดินทร์อธิบาย

    เขาให้เหตุผลที่ชื่นชอบการถูกท้าท้ายทางความคิดโดยเด็กรุ่นใหม่ว่า เป็นเพราะหากบริษัทต้องการเติบโตอย่างรวดเร็ว “มันคือการที่เราต้องไม่เชื่อหรือชาเลนจ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม (conventional wisdom)”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    รศ.ดร.กมลพร อธิบายลักษณะการสื่อสารของคนกลุ่มเจนซีว่ามัก “รวดเร็ว” และ “ตรงไปตรงมา” เพราะเป็นกลุ่มวัยที่ชอบความกระชับและไม่เป็นทางการ

    เธออธิบายว่านั่นเป็นเพราะคนกลุ่มเจนซี เติบโตมากับยุคโซเชียลมีเดียที่มีการสื่อสารแบบกระชับรวดเร็ว และอาจมีปฏิสัมพันธ์กับคนสมัยก่อนน้อยกว่ารุ่นอื่น

    “ด้วยความที่พวกเขาถูกเลี้ยงมากับเทคโนโลยี มันก็อาจจะไม่ได้ต้องเกรงใจใคร เพราะการเข้าสังคมไม่เหมือนกับคนสมัยก่อนที่จะมีปู่ย่าตายายมานั่งกินข้าวร่วมกัน พอเจนซีปฏิสัมพันธ์มันน้อยลง ทุกอย่างคือเขาเล่นอยู่บนโซเชียลบนมือถือ” รศ.ดร.กมลพร อธิบาย

    เธอบอกว่าอีกอย่างคือ เจนซีเกิดมาในยุคที่การทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น การประชุมผ่านทางออนไลน์ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือน “ไม่ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น ไม่เหมือนสมัยก่อน”

    “มันอาจทำให้เจนซีรู้สึกว่าเขาเข้าถึงผู้บริหารได้ง่ายขึ้น บางทีเขาอาจจะข้ามไปถึงผู้บริหารเลย โดยลืมความเป็นลำดับชั้น ผู้ใหญ่จึงอาจรู้สึกว่าพวกเขาท้าทายระบบหรือเปล่า” เธอกล่าวเสริม

    การมุ่งเปลี่ยนระบบมากกว่าตัวบุคคล

    “ต้องมองไปถึงว่าสาเหตุที่มันเกิดแบบนี้เป็นเพราะอะไร” รศ.ดร.กมลพร ตั้งคำถาม

    เธอเสริมว่าปรากฏการณ์เหมารวมว่ากลุ่มคนเจนซีทำงานด้วยยาก อาจต้องแก้ด้วยการมองไปที่ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท ว่าสามารถปรับตรงไหนได้บ้างเพื่อคนแต่ละเจเนเรชั่น

    “เจนซีเขาอาจจะต้องการความปลอดภัยทางจิตใจในการทำงาน ซึ่งหน่วยงานระบบราชการ หรือเอกชนมีแบบนี้ให้เขาไหม หรือเป็นไปได้ไหมว่าถ้าเขาชอบเวลาการทำงานแบบยืดหยุ่น ถ้าต้องสแกนลายนิ้วมือ เป็นไปได้ไหมที่จะปล่อยเขาไปทำงานที่ co-working space ได้บ้าง” เธอบอก

    ทั้งนี้ เธอเสริมว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการออกแบบของระบบการทำงานของหน่วยงานมากกว่าการปรับตัวบุคคล และบางเรื่องที่เจนซีแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาก็อาจเป็นเรื่องที่ “คนสมัยก่อนก็คงจะอยากได้เหมือนเจนซี แต่ไม่พูดด้วยวัฒนธรรมความเกรงใจ”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ด้าน จิราทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ การไม่เหมารวมและการเปิดใจรับฟัง

    “ไม่ว่าจะเป็นน้องจบใหม่ที่เป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนงานบ่อยครั้ง (job hopper) ช่วงแรก หรือเจนซีที่มีอายุงานแล้ว ก็ควรใช้หลักการในการพูดคุยกัน เข้าใจว่าแต่ละคนมีบริบทที่ต่างกัน อย่าไปเหมารวมว่าเจนซีทั้งหมด [ทำงานด้วยยาก]” จิราทรัพย์อธิบาย

    เขาบอกด้วยว่าแม้อาจจะเป็นการยากที่จะเริ่มต้น การเปิดใจฟังกลุ่มคนวัยแตกต่างจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

    “บางทีเราก็ต้องเปิดใจ บางคำถามอาจจะแทงใจดำคนทำงาน หรือผู้บริหาร แต่เราก็ต้องฟังเขา สุดท้ายพอทำแบบสำรวจความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร (engagement survey) ถ้าคุณมีเจนซี 40% คุณก็ต้องอยู่กับ 40% แล้ว” จิราทรัพย์เสริม

    ด้าน ธนกร ในฐานะหนึ่งในคนเจนซี บอกเช่นกันว่าเขาอยากให้ที่ทำงานลอง “เปิดใจ” กับคนรุ่นใหม่เพราะเชื่อว่าเจนซี รวมถึงตัวเขาเอง “ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น อยากคุย อยากเข้าสังคมการทำงานมาก”

    “เจนซีไม่ได้ไม่ทนงาน แต่เจนซีต้องการสังคมงานที่เป็นธรรมกับเขามากกว่า ที่พร้อมที่จะเปิดรับพวกเขา ถ้าสังคมในที่ทำงานเปิดรับ พวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าไปกับสังคมนั้นและพัฒนาตัวเอง”

    ในทำนองเดียวกัน วิรมณก็ต้องการที่ทำงานที่สามารถเป็นพื้นที่ในการแสดงออก ฟังความเห็นต่างเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป

    “การกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นคือจุดแข็งของเรา[เจนซี]เลย เพราะถ้าเราไม่กล้าพูด และยอมรับในสิ่งที่ใครบอกมาเราก็ทำ มันจะไม่สามารถเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้เลย” วิรมณ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c747yq92ye8o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sj-RKZbyLJojw2bJFwEKq

  • ‘สถานทูตอิหร่าน’ เผยบทบาทโดดเด่น ‘โมจตาบา’ ผู้นำคนใหม่ ทำให้สหรัฐ-ยิวลอบสังหารหลายครั้ง

    ‘สถานทูตอิหร่าน’ เผยบทบาทโดดเด่น ‘โมจตาบา’ ผู้นำคนใหม่ ทำให้สหรัฐ-ยิวลอบสังหารหลายครั้ง

    11 2569 – เพจ IR Iran Embassy in Bangkok Thailand ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในประเทศไทย​ โพสต์ข้อความว่า

    ใครคือ Ayatollah Hajj Seyyed Mojtaba Khamenei: ผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน?

    ประวัติส่วนตัวและการศึกษาช่วงต้น
    Ayatollah Hajj Seyyed Mojtaba Khamenei เป็นบุตรชายคนที่สองของผู้นำสูงสุด Grand Ayatollah Seyyed Ali Khamenei ผู้ล่วงลับ ท่านเกิดในปี ค.ศ. 1969 ณ เมืองมัชฮัด (Mashhad)
    ท่านเริ่มต้นการศึกษาวิชาศาสนาเบื้องต้นที่โรงเรียน Ayatollah Mojtahid Tehrani และได้มีส่วนร่วมในแนวหน้าช่วงสงครามศักดิ์สิทธิ์ (Holy Defense) ร่วมกับเหล่านักรบแห่งอิสลาม หลังจากสิ้นสุดสงคราม ท่านได้เดินทางไปยังเมืองกุม (Qom) ในปี 1990 เพื่อศึกษาต่อในระดับเซมินารีและพำนักอยู่ที่นั่นจนถึงต้นปี 1993 ก่อนจะกลับสู่เตหะรานเป็นเวลา 5 ปีเพื่อศึกษาต่อ
    ในปี 1998 ท่านได้สมรสกับ Zahra Haddad Adel และในปีเดียวกันนั้นได้ย้ายกลับไปยังเมืองกุมเป็นครั้งที่สองเพื่อบรรลุการศึกษาขั้นสูงและแสวงหาความเจริญทางจิตวิญญาณ

    เส้นทางวิชาการและการยอมรับจากศาสนาจารย์
    ท่านได้ศึกษาวิชาขั้นสูงจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน อาทิ Ahmadi Miyaneji, Reza Ostadi, Osati รวมถึงปรมาจารย์แห่งเมืองกุมอีกหลายท่าน นอกจากนี้ ท่านยังได้รับความรู้ด้านนิติศาสตร์อิสลาม (Jurisprudence) และหลักการศาสนาอย่างลึกซึ้งจากบิดาของท่านเอง และจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับ Grand Ayatollahs เช่น Sheikh Javad Tabrizi, Sheikh Hossein Vahid Khorasani, Seyyed Musa Shabbiri Zanjani, Agha Mojtaba Tehrani และ Sheikh Mohammad Momin Qomi

    ท่านได้เข้าร่วมหลักสูตร Kharej ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการศึกษาทางศาสนาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 17 ปี ความโดดเด่นของท่านคือการนำเสนอแถลงการณ์ทางวิชาการเป็นภาษาอาหรับและความสามารถในการวิเคราะห์ประเด็นทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของการตั้งคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงวิชาการ จนได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากเหล่าผู้อาวุโส ด้วยอัจฉริยภาพ พรสวรรค์ ประกอบกับความเพียรพยายามและความแม่นยำ ส่งผลให้ท่านมีผลงานนวัตกรรมที่มั่นคงในระบบวิทยาศาสตร์ของเซมินารี โดยเฉพาะในด้านนิติศาสตร์ หลักการ และริจาล (Rijal)

    วิสัยทัศน์ด้านการบริหารและการปกครอง
    ท่านเป็นผู้มีรากฐานทางความคิดที่สอดประสานกันในชุดวิชาวิทยาศาสตร์อิสลาม และยึดมั่นในรากฐานของการผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์ในประเด็นต่าง ๆ นอกจากบทบาทด้านการสอนแล้ว ท่านยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและบุคคลสำคัญในระบบการปกครองมาทุกยุคทุกสมัย

    ท่านมีประสบการณ์ล้ำค่าจากการจัดประชุมร่วมกับกลุ่มชนชั้นนำเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศ ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค (Governance of the country) ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ดังนี้:
    * การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของราคาสินค้าจำเป็น
    * โครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยมวลชนที่มีราคาถูก รวดเร็ว และทันสมัย
    * การปฏิรูประบบเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในอิหร่าน
    * การสนับสนุนโครงการฐานความรู้ที่สำคัญ รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    บทบาทด้านความมั่นคงและจิตวิญญาณ
    อีกด้านที่สำคัญคือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและต่อเนื่องกับผู้บัญชาการทหารและผู้นำของแนวร่วมต่อต้าน (Resistance Front) โดยเฉพาะกับ Sayyid Hassan Nasrallah และ Martyr General Hajj Qassem Soleimani

    ด้วยบทบาทที่โดดเด่นนี้ ทำให้ท่านเผชิญกับความเป็นศัตรูและความเกลียดชังจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ ซึ่งนำไปสู่ความพยายามลอบสังหารและกำจัดท่านหลายครั้ง แต่ด้วยความโปรดปรานของอิมามมะฮ์ดี (Imam Mahdi) และพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ทำให้ท่านรอดพ้นจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ เพื่อรักษาท่านไว้เป็นกำลังสำคัญสำหรับ “วันแห่งสงครามที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่” ระหว่างฝ่ายแห่งความจริงและฝ่ายแห่งความจองหองระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/961006/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J4qWWXQ7-iqfG4-LmCHTL

  • เริ่ม 3 เม.ย.นี้! สพฐ. จับมือ ก.ยุติธรรม-สถาบันการเงิน เปิดมหกรรมเร่งแก้หนี้ครู ช่วยไกล่เกลี่ยก่อน-หลังถูกฟ้อง

    เริ่ม 3 เม.ย.นี้! สพฐ. จับมือ ก.ยุติธรรม-สถาบันการเงิน เปิดมหกรรมเร่งแก้หนี้ครู ช่วยไกล่เกลี่ยก่อน-หลังถูกฟ้อง

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

    สพฐ.-ก.ยุติธรรม-สถาบันการเงินกว่า 19 แห่ง จัด “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569” เริ่ม 3 เม.ย.นี้

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเข้มข้น โดยได้ทำความร่วมมือกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสถาบันการเงินกว่า 19 แห่ง จัดงาน “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม เพื่อคุณภาพชีวิตครูไทย” เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและช่วยเหลือพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีปัญหาหนี้สิน หรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ โดยการลดดอกเบี้ย หรือขยายเวลาชำระ

    “การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ สพฐ. เร่งดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเงินเหลือใช้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ สพฐ. ได้ทำความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยขับเคลื่อนแนวทางแก้ปัญหาให้ประสบความสำเร็จ ล่าสุดร่วมกับกระทรวงยุติธรรม และสถาบันการเงินกว่า 19 แห่ง จัดงาน มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 โดย สพฐ.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คุณครูในสังกัดได้รับทราบและเข้าร่วมงานตามกำหนดการในแต่ละภูมิภาค ดังนี้ 

    -จ.เชียงราย (กลุ่มภาคเหนือตอนบน)  วันที่ 3-4 เมษายน 2569  โรงแรมเฮอริเทจ

    -จ.ขอนแก่น (กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)17-18 เมษายน โรงแรมอวานี 

    -จ.เชียงใหม่ กลุ่มภาคเหนือตอนบน )24-25 เมษายน โรงแรมแกรนด์วิว

    รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับ มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน เป็นโครงการที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและช่วยเหลือพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหาหนี้สิน โดยการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนฟ้องและหลังคำพิพากษา มีคลินิกแก้หนี้ครูโดยเฉพาะ รวมถึงเปิดให้คำปรึกษากฎหมายฟรี จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ที่สนใจเตรียมบัตรประชาชนและเอกสารหนี้สิน เพื่อเข้าร่วมงานตามวันและเวลาที่กำหนด  สอบถามได้ที่ สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/951873&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AFTig9-LBBu9aHWZ4sIy8

  • HILITE: COM7 พุ่ง 6.33% นำกลุ่มขายปลีกไอที โบรกมองโดดเด่นสุดรับอานิสงส์ WFH เร่งดีมานด์

    HILITE: COM7 พุ่ง 6.33% นำกลุ่มขายปลีกไอที โบรกมองโดดเด่นสุดรับอานิสงส์ WFH เร่งดีมานด์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    เมื่อเวลา 10.57 น.ราคาหุ้น COM7 พุ่ง 6.33% มาที่ 23.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.40 บาท มูลค่าซื้อขาย 346.63 ล้านบาท

    SIS บวก 2.86% มาที่ 21.60 บาท ปรับขึ้น 0.60 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 5.55 ล้านบาท

    SYNEX บวก 2.66% มาที่ 9.65 บาท ปรับขึ้น 0.25 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 6.53 ล้านบาท

    SVOA บวก 2.44% มาที่ 1.68 บาท ปรับขึ้น 0.04 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 2.06 ล้านบาท

    บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า วานนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางรับมือสถานการณ์พลังงาน โดยขอความร่วมมือประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้พลังงาน ขณะที่สั่งให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ Work From Home หากเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน

    เรามองเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีอย่าง บมจ.คอมเซเว่น [COM7] โดยให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 32.00 บาท คาดว่ารายได้ไตรมาส 1/69 เติบโต YoY จากความต้องการ IPhone 17 พร้อมการเปิดตัวของ Macbook Neo และ Samsung S26 ขณะที่มี upside จากการเปิดตัว Ai ของ Iphone ในไตรมาสหน้าและการ work from home ช่วยเร่งอุปสงค์

    ณ ปัจจุบัน ราคาหุ้น COM7 ซื้อขายที่ PE ปี 69 ที่ 11.5 เท่า (-0.75SD) ถูกสุดในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 14.5 เท่า สวนทางกับ ROE ที่ 40% สูงที่สุดในกลุ่ม

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREA0IQ4K8DTNVMDCLSJNKW34E8F91KJ&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wJqLv4YE5OuGvvaKS_oDY

  • ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (10 มี.ค.) หลังจากที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

    และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Stagflation) 

    แม้ว่าในช่วงแรกตลาดจะได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านอาจใกล้ยุติลง

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,706.51 จุด ลดลง 34.29 จุด หรือ -0.07%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,781.48 จุด ลดลง 14.51 จุด หรือ -0.21% 
    • ดัชนีดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,697.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.16 จุด หรือ +0.01%

    โดยช่วงแรกตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่นักลงทุนลดความคาดหวังในเรื่องดังกล่าว หลังจากทรัมป์ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยสิ้นเชิง

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าจะไม่ยอมให้น้ำมันออกจากตะวันออกกลางจนกว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยุติลง ซึ่งท่าทีดังกล่าวทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า หากอิหร่านทำสิ่งใดก็ตามที่ขัดขวางการลำเลียงน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาจะถูกสหรัฐฯ โจมตีหนักกว่าเดิมยี่สิบเท่า เมื่อเทียบกับที่พวกเขาเคยโดนโจมตีมาจนถึงตอนนี้

    พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยจะส่งเครื่องบินขับไล่จำนวนมากที่สุด เครื่องบินทิ้งระเบิดมากที่สุด และทำการโจมตีอิหร่านมากที่สุดเพื่อกดดันให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ ทำลายคลังขีปนาวุธของอิหร่านและความสามารถในการผลิตขีปนาวุธ, ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร

    นักลงทุนวิตกกังวลว่า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะผลักดันให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นและบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะ Stagflation

    หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.32% และกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.73% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยี ดีดตัวขึ้น 0.26% และ 0.1% 

    หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Nvidia บวก 1.2% ขณะที่หุ้น SanDisk พุ่งขึ้น 5.1% และหุ้น Western Digital ปรับตัวขึ้น 1.6%

    สวนทางกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ที่ร่วงลง 1.7%

    สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 4.09 ล้านยูนิตในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.89 ล้านยูนิต แต่เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านลดลง 1.4% ในเดือนก.พ.

    ขณะที่ อโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ.

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนี CPI ประจำเดือนก.พ.ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/653525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ajUBFAj9OETSC4GL0oAOn

  • แบงก์ชาติส่องเศรษฐกิจภูมิภาคปี 69 เหนือ-อีสาน-ใต้ชะลอลงจากกำลังซื้อเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติส่องเศรษฐกิจภูมิภาคปี 69 เหนือ-อีสาน-ใต้ชะลอลงจากกำลังซื้อเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาค ปี 2569 (ณ เดือนมีนาคม 2569) จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัว 1.5%

    *เศรษฐกิจภาคเหนือ คาดโต 0.5-1.5% ชะลอจาก 1.4-2.4%

    • ภาคเกษตร หดตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากแนวโน้มปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศครึ่งหลังของปีอาจไม่เอื้ออำนวยเท่าปีก่อน รวมทั้งราคาพืชสำคัญตกต่ำ ไม่จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการเพาะปลูกและบำรุงรักษา
    • ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวชะลอลง ตามการสีข้าวที่ลดลงเล็กน้อยตามปริมาณวัตถุดิบเกษตร ส่วนผักและผลไม้แช่แข็งและแปรรูปทรงตัว ด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง ตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และความต้องการของตลาดในกลุ่ม DataCenter และ AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
    • ภาคการค้า ขยายตัวชะลอลง คาดว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากรายได้ที่อ่อนแอและหนี้ครัวเรือนสูง อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเครื่องทำความเย็นเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ขณะที่สินค้าวัสดุก่อสร้างคาดว่าทรงตัว
    • ภาคก่อสร้าง ทรงตัว การก่อสร้างภาครัฐลดลง แม้โครงการส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องภายใต้งบลงทุนปี 69 และงบผูกพัน แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 70 คาดว่าล่าช้าและกระทบในช่วงไตรมาสสุดท้าย ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนคาดว่าปรับดีขึ้นบ้างในช่วงครึ่งหลังของปี ตามการก่อสร้างที่อยู่อาศัยจากอุปทานในบางพื้นที่ทยอยลดลง
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวชะลอลงเล็กน้อย ตามจำนวนและรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง โดยเฉพาะตลาดชาวจีนที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัวและพฤติกรรมการเปลี่ยนไปท่องเที่ยวประเทศอื่น อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้รายรับผู้เยี่ยมเยือนในภาพรวมเพิ่มขึ้น และทำให้รายได้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารขยายตัว

    *เศรษฐกิจภาคอีสาน คาดหดตัว -0.5 ถึงโต 0.5% จาก 0.1-1.1%

    • ภาคเกษตร ขยายตัว จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงปี 68 ถึงต้นปี 69 ทำให้ผลผลิตยางพาราขยายตัว รวมถึงผลผลิตอ้อยที่ขยายตัวตามการเร่งเก็บเกี่ยวที่เลื่อนจากปีก่อน ขณะที่มันสำปะหลังยังลดลงจากพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ลดลงและผลของโรคใบด่างที่ยังมีอยู่
    • ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว จากการผลิตเพื่อการส่งออกในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และความต้องการของตลาดในกลุ่ม Data Center และ AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและการผลิตเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะเสื้อผ้ากีฬาที่ยังขยายตัว ขณะที่การผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากผลผลิตอ้อยเหลื่อมปีที่จะเข้าหีบในช่วงต้นปี 69 อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มเพื่อจำหน่ายในประเทศหดตัว ตามกำลังซื้อที่เปราะบาง
    • ภาคการค้า หดตัว จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอและภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
    • ภาคก่อสร้าง กลับมาหดตัว จากการก่อสร้างภาครัฐที่กลับมาหดตัว ตามงบลงทุนปี 70 ที่คาดว่าล่าช้า ขณะเดียวกันการก่อสร้างภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่อง ตามภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังหดตัว
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งไทยและต่างชาติ จากแรงสนับสนุนที่ยังมีอยู่ รวมถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ในช่วงต้นปี อาทิ MotoGP ที่บุรีรัมย์ งานมาราธอนระดับนานาชาติ ที่บุรีรัมย์และขอนแก่น รวมทั้ง งานพืชสวนโลกที่อุดรธานีซึ่งจะจัดในช่วงปลายปี

    *เศรษฐกิจภาคใต้ คาดโต 1.0-2.0% จาก 1.2-2.2% ปี 68

    • ภาคเกษตร ขยายตัวในพืชสำคัญทุกชนิดโดยเฉพาะทุเรียน ตามผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยกว่าปีก่อน
    • ภาคอุตสาหกรรม หดตัวจากความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอลงตัว และผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้การผลิตอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง ไม้ยางแปรรูป และยางพาราแปรรูปลดลง ประกอบกับการผลิตถุงมือยางหดตัวต่อเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจีนในตลาดส่งออกอื่นนอกจากสหรัฐฯ ด้านการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ คาดว่าปรับลดลงในปี 69 ตามผลผลิตที่ชะลอลงหลังเร่งไปในปี 68
    • ภาคการค้า ทรงตัว จากกำลังซื้อที่อ่อนแอตามแนวโน้มรายได้ทั้งในและนอกภาคเกษตรกรที่หดตัว อย่างไรก็ดี การขายยานยนต์และสินค้าวัสดุก่อสร้างคาดว่าขยายตัวเล็กน้อย จากผลของอุทกภัยปลายปีก่อน รวมถึงการขายส่งสินค้าเกษตรที่ขยายตัวตามผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น
    • ภาคก่อสร้าง หดตัวจากผลกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนปี 2570 ที่คาดว่าล่าช้าทำให้การก่อสร้างภาครัฐหดตัว ด้านการก่อสร้างภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัว ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะสัญชาติจีน และอินเดีย ที่ปรับดีขึ้น ตามการเปิดเส้นทางการบินใหม่ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่านักท่องเที่ยวยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/575933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z8zm6zVPP2wdp-GrA5Z44

  • หอการค้าระยอง MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันยั่งยืน

    หอการค้าระยอง MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันยั่งยืน

    หอการค้าจังหวัดระยอง จับมือภาคธุรกิจ ลงนาม MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” มุ่งแลกเปลี่ยน-แก้ไขประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจทันสถานการณ์ ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันยั่งยืน

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค.69 ที่ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดระยอง ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง ลงนาม MOU กับภาคธุรกิจในพื้นที่ ประกอบด้วย ศูนย์วัฒนธรรมและประสานงานไทยจีน, สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบจังหวัดระยอง, สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยอง, ชมรมร้านทองจังหวัดระยอง, สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก, ชมรมร้านขายยาจังหวัดระยอง, สมาคมขนส่งภาคตะวันออก, สมาคมประมงระยอง, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และสมาคมผู้ค้าส่งค้าปลีกแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออก ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง”

    ทั้งนี้เพื่อร่วมกันรายงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ปัญหา พร้อมทั้งรวบรวมและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติแสวงหาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคเอกชนและประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองร่วมกันที่มีรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นเวทีปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรและสมาชิก เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ให้สามารถพัฒนาและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31T6sysb8Tc1Jca5zw4NaK

  • ‘ดร.สุวิทย์’ แนะจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ ต้องจัดตาม 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์

    ‘ดร.สุวิทย์’ แนะจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ ต้องจัดตาม 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์


    11 มี.ค.2569 – ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง  จัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ มีเนื้อหาดังนี้

    ในโลกการเมืองแบบเดิม การจัดคณะรัฐมนตรีมักเป็นเรื่องของสมดุลอำนาจทางการเมือง พรรคได้โควตากระทรวงอะไร ใครดูแลเศรษฐกิจ ใครดูแลสังคม และใครคุมความมั่นคง แต่ในโลกของ The Post-Westphalian World Order ที่กำลังก่อตัวขึ้น วิธีคิดแบบนั้นอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
    เพราะโลกไม่ได้กำลังเผชิญ “ปัญหาเฉพาะด้าน” แต่กำลังเผชิญ “ความระส่ำเชิงระบบ”— ภูมิรัฐศาสตร์กำลังแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานกำลังแตกตัว ระบบการเงินปั่นป่วน เทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน
    ในบริบทเช่นนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นรัฐมนตรี แต่คือรัฐบาลจะถูกจัดวางอย่างไร เพื่อให้รัฐสามารถนำทางประเทศในโลกที่กำลังระส่ำ

    I. จากรัฐเชิงบริหาร สู่รัฐเชิงยุทธศาสตร์
    โครงสร้างการบริหารราชการไทยที่ใช้กันมานานสะท้อนโลกยุคเก่า กระทรวงถูกจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ—เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โมเดลนี้เหมาะกับโลกเก่าที่ปัญหาถูกแยกตามบทบาทหน้าที่
    แต่โลกของ “ความระส่ำเชิงระบบ” ไม่ทำงานแบบนั้น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ความมั่นคง และสังคม ได้หลอมรวมกันเป็น “ระบบเดียว” —สงครามการค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทคโนโลยีเกี่ยวพันกับความมั่นคง ความมั่นคงข้องแวะกับห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รัฐแบบเดิมจึงมีข้อจำกัด เพราะมันถูกออกแบบให้เป็น “รัฐเชิงบริหาร” (Administrative State) ไม่ใช่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State)
    หากรัฐบาลใหม่ต้องการนำพาประเทศผ่านความระส่ำของโลก การจัดทัพ ครม. ต้องเปลี่ยนจากการแบ่งตามบทบาทหน้าที่ ไปสู่การจัดวางตามคลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    II. 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2.0
    ภายใต้โลกของความระส่ำเชิงระบบ รัฐบาลอนุทิน 2.0 ควรจัดวางการทำงานของรัฐใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ พร้อมกัน
    • คลัสเตอร์ I : การทำให้ประเทศยืนอยู่ได้ในปัจจุบัน —Stabilize the Nation
    • คลัสเตอร์ II : การสร้างศักยภาพประเทศสำหรับอนาคต —Transform the System
    • คลัสเตอร์ III : การนำทางประเทศในเกมมหาอำนาจ —Navigate the World
    • คลัสเตอร์ IV : การกำหนดบทบาทของไทยในระเบียบโลกใหม่ —Shape the Future

    1) คลัสเตอร์ I : Stabilize the Nation
    นี่คือภารกิจพื้นฐานที่สุดของรัฐบาล ทำให้ประเทศสามารถดูดซับแรงกระแทกจากโลกที่ระส่ำเชิงระบบ —ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น
    กระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลัง
    ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสามารถสะดุดได้ทุกเมื่อ และราคาพลังงานสามารถผันผวนได้ในเวลาไม่กี่วัน รัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ประเทศ “นิ่งพอ” จะไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้เลย

    2) คลัสเตอร์ II : Transform the System
    ขณะเดียวกัน การบริหารประเทศในโลกใหม่ ไม่ใช่แค่การประคองสถานการณ์ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Technosphere— AI, Deep Tech, Biotech และเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ก็จะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
    คลัสเตอร์นี้จึงเกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัล กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน
    โจทย์หลักคือการสร้าง AI infrastructure ของประเทศ การยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นฐานนวัตกรรม การพัฒนา Human OS แบบ STEAM-ME (Science, Technology, Engineering, Art & Humanities, Mathematics —Morality, Empathy) และการสร้าง Startups & Deep Tech Ecosystem
    นี่คือ คลัสเตอร์ของการสร้าง Future Capability

    3) คลัสเตอร์ III : Navigate the World
    โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Geopolitical Fragmentation—การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ชมได้ ต้องมีความสามารถในการนำทางภูมิรัฐศาสตร์
    กระทรวงหลักประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม โดยมีภารกิจสำคัญคือ การสร้างสมดุลในเกมมหาอำนาจ การใช้ ASEAN เป็น Strategic Buffer การ Repositioning ประเทศใน Supply Chain ใหม่ และการพัฒนา Logistics Corridors ที่เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค
    นี่คือ ศิลปะของ Statecraft

    4) คลัสเตอร์ IV : Shape the Future
    เหนือกว่าการเอาตัวรอดในระยะสั้น ทุกประเทศต้องตอบคำถามเดียวกัน ในระเบียบโลกใหม่ ประเทศจะมีบทบาทอะไร
    นี่คือคลัสเตอร์ที่ลึกที่สุด เกี่ยวข้องกับสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. และกระทรวงวัฒนธรรม โจทย์ของคลัสเตอร์ นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือบทบาทของไทยใน Technosphere การเป็น Knowledge Hub ของภูมิภาค การทำหน้าที่ Mediation State ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการนำเสนอแนวคิดเชิงอารยธรรมของไทยต่อโลก
    นี่คือ คลัสเตอร์ของ Civilizational Strategy

    III. คำถามที่สำคัญกว่าการแบ่งเก้าอี้
    ดังนั้น การจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 อาจไม่ควรถูกมองเพียงว่า พรรคไหนได้กระทรวงอะไร แต่ควรถูกถามว่า รัฐบาลชุดใหม่มีทีมที่สามารถทำงานใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ นี้พร้อมกันหรือไม่ สามารถประคองประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำทางภูมิรัฐศาสตร์ และกำหนดบทบาทของไทยในโลกใหม่ ได้จริงหรือไม่
    เพราะในโลกที่กำลังระส่ำ ความท้าทายของรัฐไม่ได้อยู่ที่การบริหารงานประจำ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อยู่ที่ความสามารถในการออกแบบอนาคตของประเทศ
    และในท้ายที่สุด การจัดคณะรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่การจัดสรรอำนาจทางการเมือง แต่คือการจัดทัพของรัฐ ยกระดับ State Capacity เพื่อเผชิญหน้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/961079/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mswBd7k3-A0GD7MF39Inu

  • ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คณะอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำโดย นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ จันทรสุรินทร์ กรรมการ ธ.ก.ส. นางสาวลดาวัลย์ คำภา ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และนายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมการประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Synergy for Sustainability: Empowering the Local Economy) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

    โดยเริ่มจากการ บูรณาการองค์ความรู้ สร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนโมเดลความสำเร็จจากภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปปรับใช้กับ การพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ การยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การพัฒนาชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวยเพชร โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/11/624571/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nPs5B9WFe0SjQztacLHRt