Blog

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tDqSLJ2f-wZoUB9zAML32

  • โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    การโจมตีเรือ “มยุรีนารี” เรือสินค้าสัญชาติไทยในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงแต่เป็นวิกฤตการณ์ทางทะเล แต่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สถานการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) ในอิหร่านได้ ซ้ำร้ายยังทำให้อิหร่านใช้ชัยภูมิที่ได้เปรียบควบคุมเส้นทางลำเลียงน้ำมันโลกเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง จนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจโลก

    ความล้มเหลวของทรัมป์และทฤษฎี TACO

    บทวิเคราะห์จาก พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย มองว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่หวังใช้ความรุนแรงสยบอิหร่านผ่านการสังหารผู้นำเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเปลี่ยนระบอบปกครองไม่ได้ยังเป็นการ “จุดไฟ” ให้ภูมิภาค และสร้างความแค้นเคืองแก่คนรุ่นใหม่ในอิหร่าน

    อดีตทูตพิศาลยังให้นิยามพฤติกรรมของทรัมป์ว่า “TACO” (Trump Always Chickens Out) หรือพฤติกรรมที่มักประกาศกร้าวแต่พร้อมจะถอยทัพทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์กระทบต่อตลาดหุ้นหรือคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม เนื่องจากกลัวว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและยอดสูญเสียของทหารอเมริกันจะทำให้เขาพ่ายแพ้ในสนามการเมือง

    อธิปไตยเคลื่อนที่ และชัยภูมิที่เหนือกว่าของอิหร่าน

    ในมุมมองด้านความมั่นคง พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่ากรณีเรือมยุรีนารีต้องถือเป็นเรื่อง “อธิปไตย” เพราะเรือที่จดทะเบียนและชักธงไทยคือแผ่นดินไทยที่เคลื่อนที่ไปในทะเล การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอิหร่านมีความสามารถในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้ “อาวุธไร้คนขับ” (Unmanned Systems) และทุ่นระเบิด ซึ่งยากจะป้องกันแม้จะมีเรือรบคุ้มกัน

    เป้าหมายของอิหร่านชัดเจนคือการผลักดันราคาน้ำมันให้แตะระดับ 150-200 เหรียญต่อบาร์เรล เพื่อใช้เป็นไม้ตายสุดท้ายในการรักษาประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการยึดพื้นที่คืนต้องใช้การรบยกพลขึ้นบกเต็มรูปแบบซึ่งมีความเสี่ยงสูงเกินรับได้

    ทางออกประเทศไทย: เลิก ‘หน่อมแนม’ ชูไพ่ตาย ‘อู่ตะเภา’

    สำหรับบทบาทของรัฐบาลไทย อดีตทูตพิศาลวิจารณ์ว่าที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายแบบ “หน่อมแนม” เน้นเพียงการแสดงความห่วงใยจนขาดจุดยืนที่สง่างาม ข้อเสนอแนะคือไทยต้องใช้การทูตเชิงรุกบนหลักมนุษยธรรม เช่น การส่งเวชภัณฑ์ช่วยเหลืออิหร่านเพื่อแสดงความเป็นมิตร

    ขณะเดียวกัน พล.ร.อ.จุมพล ชี้ว่าไทยยังมี “ไพ่ต่อรอง” ระดับทองคำคือสนามบินอู่ตะเภาและชัยภูมิขวานทองที่อยู่กึ่งกลางสองมหาสมุทร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ขาดไม่ได้ในการดำเนินนโยบายอินโด-แปซิฟิก รัฐบาลจึงควรนำจุดแข็งนี้มาเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ แทนการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่รอรับผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

    เรียบเรียง: อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา: รายการคมชัดลึก(คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/739296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pQjNyLzWtrvLzcG6W3TPC

  • “สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

    “สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

    นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 12 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นไทย โดยระดับราคาน้ำมันที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งจะกำหนดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มพลังงานกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ประเมินว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นเพียงภาวะตื่นตระหนกระยะสั้น (Panic) เนื่องจากปัจจุบันตลาดพลังงานโลกยังมีอุปทานส่วนเกิน และยังมีเส้นทางการขนส่งสำรองที่สามารถรองรับได้

    สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,380 จุด โดยแรงกดดันหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีแหล่งพลังงานภายในประเทศ

    ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในภาวะลดความเสี่ยง (Risk-off) มากกว่าการถอนการลงทุนอย่างถาวร โดยหากสถานการณ์ราคาน้ำมันคลี่คลาย รวมถึงปัจจัยภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

    กลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน กลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจากความตื่นตระหนกของตลาด

    สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่
    กลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันในระดับสูง
    กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้ก๊าซในประเทศเป็นวัตถุดิบ
    กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงราว 15% แม้มีสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 2%
    กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งมีโครงสร้างรายได้มั่นคง และยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
    กลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
    ขณะที่กลุ่มสื่อสาร มองว่าเป็นกลุ่มปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

    นอกจากนี้ ภาคการเดินเรือยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในสองมิติ โดยในระยะสั้นเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์กระทบต่อเรือไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางอาจกลายเป็นโอกาส หากค่าระวางเรือ (Freight Rate) ปรับตัวสูงขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและภาวะตึงตัวของอุปทานการขนส่ง ซึ่งอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้บริการในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/818896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30j5XtlhQkhnI7kO7P_0Db

  • สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารในอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะดอกเบี้ยและการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเปิด 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ RAPTOR รุ่นที่ 2 – AI Edition และ REAL Hotel รุ่นที่ 3 ซึ่งเริ่มอบรมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ

    นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การเงิน การท่องเที่ยว และการจ้างงานจำนวนมาก การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการจึงไม่เพียงส่งผลต่อธุรกิจรายบริษัท แต่ยังมีผลต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

    “ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านกลไกตลาด การเงิน เทคโนโลยี และทิศทางการพัฒนาเมือง เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นายพรนริศกล่าว

    พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

    หลักสูตร RAPTOR (Real Asset Program for Technological Optimization and Residential Development)รุ่นที่ 2 ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้บริหารและเจ้าของกิจการที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการในยุคดิจิทัล

    โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน การบริหารที่ดิน การจัดโครงสร้างเงินทุน ตลาดทุน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI, Data และ Automation ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมวิเคราะห์ภาพรวมตลาดในระดับเมือง ภูมิภาค และแนวโน้มการใช้ประโยชน์พื้นที่ในยุค Hybrid Work

    นายวรยุทธ กิตติอุดม อุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้ดูแลหลักสูตร RAPTOR กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันเป็นการแข่งขันด้านประสิทธิภาพและข้อมูล ผู้ประกอบการต้องสามารถวิเคราะห์ความต้องการตลาดได้แม่นยำ บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ AI และ Data จะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของผู้พัฒนาโครงการในอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก พร้อมย้ำว่าการสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน หลักสูตร REAL Hotel รุ่นที่ 3 ภายใต้การดูแลของ ดร.วรพจน์ กันติพิพัฒน์ มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ และ Hospitality ที่กำลังเติบโตตามภาคการท่องเที่ยว โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน หลักสูตรรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ 16 ท่าน จากองค์กรชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมจัดการเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทั้งมิติการลงทุนและการดำเนินงาน

    ดร.วรพจน์ กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมต้องเข้าใจทั้งมิติการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริหาร Hospitality ควบคู่กัน การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสและความท้าทายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ในวันเปิดหลักสูตร ได้รับเกียรติจากผู้บริหารภาครัฐและเอกชนร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรม อาทิ นายไพสิฐ แก่นจันทน์ ประธานบริษัท แมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารในแวดวงโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมอบรม อาทิ มาริสา สุโกศล ผู้บริหารโรงแรม สุโกศล และนายกสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าผู้ประกอบการแม้มีประสบการณ์ยาวนาน ก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    “การเปิดหลักสูตรทั้งสองจึงสะท้อนบทบาทของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยในการทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาทุนมนุษย์ของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/653715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AhqPjIMHn5P6WMSFcc14a

  • เปิดเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง

    เปิดเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง

    เปิดงานเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง 11-15 มี.ค. 69 ภายในงานมีอาหารทะเลสดๆ และร้านค้ากว่า 300 ร้านค้ามาจำหน่าย

    เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่บริเวณลานกิจกรรมท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง “เทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ–เกาะเสม็ด” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง พร้อมด้วย นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานระยอง นายปรีดี วริลุน ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และประชาชนร่วมงานจำนวนมาก

    นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ กล่าวว่า พื้นที่ตำบลบ้านเพถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดระยอง มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม อาหารทะเลสดอุดมสมบูรณ์ และการเดินทางสะดวก จึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    เทศบาลตำบลบ้านเพจึงได้จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง “เทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด” ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 11–15 มีนาคม 2569 ณ บริเวณลานกิจกรรมท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ

    สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านเพ กระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับร้านค้า รวมถึงร้านอาหารทะเลสดให้เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองให้คึกคักต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2919606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17hiDGOSlRN3U9WP9vKE7V

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสายทั่วประเทศ ติดอาวุธ IP ให้คนไทย พร้อมเปิดคลังความรู้ออนไลน์ เสริมกลยุทธ์สร้างแต้มต่อธุรกิจยุคใหม่ เข้าถึงง่าย ครบวงจร

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสายทั่วประเทศ ติดอาวุธ IP ให้คนไทย พร้อมเปิดคลังความรู้ออนไลน์ เสริมกลยุทธ์สร้างแต้มต่อธุรกิจยุคใหม่ เข้าถึงง่าย ครบวงจร

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าเสิร์ฟความรู้ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ถึงมือคนไทยทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาคลังความรู้ออนไลน์ DIP e-Learning เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาที่ตอบโ ทย์การค้ายุคใหม่ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครบวงจร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างแต้มต่อในการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สอดรับเป้าหมาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเครื่องมือคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าและรายได้ในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและมีการบริหารจัดการสิทธิอย่างเป็นระบบ จะสามารถเปลี่ยนไอเดียความคิดให้เป็นแต้มต่อทางการแข่งขันได้ ทั้งในด้านการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ การขยายโอกาสทางการค้า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและนักลงทุน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการเจรจาธุรกิจในเวทีการค้า ด้วยเหตุนี้ การติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีกลยุทธ์ รวมทั้งการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลักดันภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม – กุมภาพันธ์) ของปี 2569 กรมฯ ได้สนับสนุนวิทยากรลงพื้นที่ส่งเสริมความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศแล้ว 32 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวม 2,205 คน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้แก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Unit) ภายในองค์กร ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ส่งต่อความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่นักวิจัย นักศึกษา และบุคลากรภายในหน่วยงาน พร้อมทั้งช่วยตรวจสอบรายละเอียดคำขอเบื้องต้นก่อนยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากับกรมฯ ซึ่งจะช่วยให้คำขอมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ลดขั้นตอนการแก้ไข และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานมีระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ​ทั้งนี้ จากสถิติในปี 2568 กรมฯ ได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 195 ครั้ง มีผู้ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพกว่า 14,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและกระแสความสนใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน โดยกรมฯ ได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมหัวข้อที่ทันสมัยและสอดรับกับการค้าในยุคดิจิทัล อาทิ การร่างคำขอและขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เทคนิคการสืบค้นและใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลสิทธิบัตร การสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ การสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งด้วยเครื่องหมายการค้า

    การวางกลยุทธ์บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ กฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของสัญญาลิขสิทธิ์ ความรู้ด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ในรูปแบบการลงพื้นที่ (On-Site) จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถซักถามและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละหน่วยงานเป็นรายกรณี หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจ ต้องการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาส่งวิทยากรไปช่วยอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรของหน่วยงานแบบเฉพาะกลุ่ม สามารถติดต่อได้ที่ กองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4664

    ​นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยได้พัฒนาระบบ DIP e-Learning ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ โดยมีหลักสูตรตั้งแต่ระดับความรู้พื้นฐานไปจนถึงเนื้อหาเชิงลึกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ผู้เรียนสามารถบริหารจัดการเวลาเรียนได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้รับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) เมื่อเรียนจบหลักสูตรและผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ กรมฯ มีแผนพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพิ่มเติม และส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวให้แพร่หลายยิ่งขึ้น โดยจะนำหัวข้อที่ได้รับความนิยมในการขอรับการสนับสนุนวิทยากรที่ผ่านมา มาพัฒนาเป็นหลักสูตรออนไลน์ใหม่ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยให้พร้อมก้าวสู่สนามแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

    ​สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบ DIP e-Learning ได้ที่ elearning.ipthailand.go.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหน่วยงานที่ต้องการขอรับบริการวิทยากร การจัดอบรมเชิงลึกเฉพาะด้าน หรือการขอรับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Facebook กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2547 4664 หรือ สายด่วน 1368 โดยกรมฯ พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความสำเร็จของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1003298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KT_XHzzWOeqPkdJN0OrpA

  • โลกในเงาสงคราม เศรษฐกิจในความเสี่ยง

    โลกในเงาสงคราม เศรษฐกิจในความเสี่ยง

    สถานการณ์สงครามที่กำลังทวีความรุนแรง กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกดดันเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ

        กลายเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า พลังงาน และตลาดการเงินทั่วโลกอย่างรุนแรง หลายประเทศเริ่มตระหนักแล้วว่า สงครามยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ แต่กำลังลุกลามเข้าสู่ “สนามเศรษฐกิจ” ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
        ผลกระทบที่ปรากฏชัดที่สุด คือ ความผันผวนตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญหลายชนิดเริ่มแกว่งตัวอย่างรุนแรง ขณะที่เส้นทางขนส่งสินค้าในหลายภูมิภาคตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากความไม่ปลอดภัย สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น พร้อมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาอย่างน่ากังวลในหลายประเทศ อีกด้านหนึ่ง โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วเศรษฐกิจและการเมืองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ระบบการค้าเสรีที่เคยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน หลายประเทศหันมาสร้างกำแพงทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และสะสมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

        สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างความกังวลอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น โลกอาจต้องเผชิญภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การลงทุนระหว่างประเทศอาจหดตัว การค้าโลกอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลก

        หันมามองประเทศไทย เราไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความปั่นป่วนระบบเศรษฐกิจโลกได้ เพราะพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอย่างสูง การเปลี่ยนแปลงราคาพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายขั้นสุดอย่างจริงจัง
        ท่ามกลางความไม่แน่นอน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงความรุนแรงของสงคราม แต่คือผลกระทบเชิงระบบที่กำลังค่อยๆ สะสมและส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังเศรษฐกิจสังคมทั่วโลก หากประชาคมโลกไม่สามารถหาทางลดความตึงเครียดและสร้างกลไกความร่วมมือใหม่ได้ทันเวลา วิกฤติครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจโลก และเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ต่อความสามารถของทุกประเทศในการปกป้องความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชนของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQo2kRrCW6JXJ1R1Cm0MG

  • เมื่อพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    เมื่อพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจโลกในช่วงปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่สหรัฐฯเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง

    สำหรับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปมีอยู่สองประเด็นหลัก ได้แก่ ระยะเวลาของความขัดแย้ง (Duration) ว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และ ระดับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน (Energy supply disruption) ว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณอุปทานพลังงานในตลาดโลกมากน้อยเพียงใด สองปัจจัยนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อความผันผวนของตลาดการเงินในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสมดุลของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยเฉพาะผ่านกลไกของราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก

    มิติด้านพลังงาน : จุดเริ่มต้นของการส่งผ่านแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    ในทุกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่านมา ราคาพลังงานมักเป็น ช่องทางหลัก (Primary transmission channel) ที่ส่งผ่านผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลก เมื่อเกิดความตึงเครียดในพื้นที่สำคัญ เช่น ตะวันออกกลาง หรือยุโรปตะวันออก สิ่งที่ตลาดกังวลเป็นอันดับแรกคือความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมักสะท้อนออกมาอย่างรวดเร็วผ่านการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจอยู่ในวงจำกัด แต่หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในวงกว้าง ผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงเป็นพิเศษในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค และลดความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    ในสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกมักต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากต้องเลือกระหว่างการใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาวะดังกล่าวมักถูกเรียกว่า Inflation–Growth Trade-off ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน

    มิติด้านตลาดทุน : กลไกที่ขับเคลื่อน Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

    ในตลาดการเงินโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันทิศทางของอัตราผลตอบแทนดังกล่าวถูกกำหนดโดยกลไกหลักสามประการ ประการแรกคือ ความคาดหวังเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการลดลงของมูลค่าเงินในอนาคต ประการที่สองคือ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven demand) ในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนทั่วโลกมักปรับพอร์ตการลงทุนโดยลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลง ประการสุดท้ายคือ ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากราคาพลังงานที่สูงเริ่มฉุดรั้งเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจะเริ่มคาดการณ์ถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลง

    เนื่องจากแรงผลักทั้งสามด้านนี้อาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน ตลาดพันธบัตรจึงมักมีความผันผวนสูงในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

    มองอดีต : บทเรียนจากสงครามยูเครน

    หากย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 จะเห็นภาพการส่งผ่านผลกระทบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกเพิ่งผ่านพ้นวิกฤต Covid-19 และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ผลที่ตามมาคือธนาคารกลางสหรัฐต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาสั้น ๆ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันยังแตกต่างจากปี 2022 อยู่พอสมควร กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ในภาวะร้อนแรงเหมือนช่วงหลัง Covid-19 วัฏจักรดอกเบี้ยของหลายประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ทยอยลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินได้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวอาจปรับเพิ่มขึ้นได้จำกัด และไม่น่ารุนแรงเท่ากับในช่วงปี 2022 เว้นแต่ราคาพลังงานจะปรับตัวขึ้นอย่างมากและทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน

    บทสรุป : พลังงานยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด

    ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อจากนี้จะยังคงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางของราคาพลังงาน หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในวงจำกัด และไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในระดับรุนแรง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินอาจยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก ราคาพลังงานที่สูงและยืดเยื้ออาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกทิศทางเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก ดังนั้น สำหรับนักลงทุน การติดตามพัฒนาการของราคาพลังงานจึงยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่สามารถกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกได้อย่างทรงพลังที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1224948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ebdqsh9xjTEZ08oYnZR4G

  • จิ๋วแต่แจ๋ว! จังหวัดเล็กที่สุดในไทย ประชากรแค่ 1.8 แสน แต่นักท่องเที่ยวมาเยือน 4.5 ล้าน

    จิ๋วแต่แจ๋ว! จังหวัดเล็กที่สุดในไทย ประชากรแค่ 1.8 แสน แต่นักท่องเที่ยวมาเยือน 4.5 ล้าน

    จังหวัดพื้นที่เล็กที่สุดในไทย ใกล้กรุงเทพฯ ประชากรแค่ 1.8 แสน แต่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากถึง 4.5 ล้านคน

    ประเทศไทยประกอบไปด้วย 77 จังหวัดที่มีลักษณะภูมิประเทศและขนาดพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่จังหวัดที่มีขนาดพื้นที่น้อยที่สุด 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณภาคกลางและแถบชายฝั่งทะเล ซึ่งแม้จะมีพื้นที่จำกัดแต่หลายจังหวัดกลับมีความหนาแน่นของประชากรและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก

    แสดงให้เห็นว่าขนาดพื้นที่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสำคัญของจังหวัดเสมอไป ดังจะเห็นได้จากกรุงเทพมหานครหรือภูเก็ต ที่แม้จะมีพื้นที่น้อยติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลับเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกที่สร้างรายได้มหาศาล

    อันดับที่ 10: จังหวัดปัตตานี

    จังหวัดชายแดนใต้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีพื้นที่ประมาณ 1,940.356 ตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 1,940.356 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: มัสยิดกรือเซะและศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

    อันดับที่ 9: กรุงเทพมหานคร

    เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางทุกด้าน แม้จะดูเป็นเมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้ามากมาย แต่ในเชิงพื้นที่ภูมิศาสตร์ถือว่าเล็กเป็นอันดับ 9 ของประเทศ

    • พื้นที่: 1,568.737 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของชาติ

    อันดับที่ 8: จังหวัดปทุมธานี

    จังหวัดในเขตปริมณฑลที่เป็นแหล่งรวมสถานศึกษาและนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,525.856 ตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 1,525.856 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: ตลาดไทและดรีมเวิลด์

    อันดับที่ 7: จังหวัดสมุทรปราการ

    เมืองปากน้ำที่เป็นประตูสู่ประเทศไทยทางอากาศและเป็นเขตอุตสาหกรรมหลัก มีพื้นที่เพียง 1,004.092 ตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 1,004.092 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: สนามบินสุวรรณภูมิและเมืองโบราณ

    อันดับที่ 6: จังหวัดอ่างทอง

    จังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีชื่อเสียงด้านเกษตรกรรมและงานหัตถกรรม มีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งพันตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 968.372 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: วัดม่วงและพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

    อันดับที่ 5: จังหวัดสมุทรสาคร

    เมืองประมงและศูนย์กลางอาหารทะเลระดับประเทศ มีพื้นที่ประมาณ 872.347 ตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 872.347 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: ตลาดมหาชัยและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล

    อันดับที่ 4: จังหวัดสิงห์บุรี

    ดินแดนแห่งวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นจังหวัดขนาดเล็กที่มีความสงบและรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม

    • พื้นที่: 822.478 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: วัดพิกุลทองและอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน

    อันดับที่ 3: จังหวัดนนทบุรี

    จังหวัดปริมณฑลที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่ง มีพื้นที่เพียง 622.303 ตารางกิโลเมตร

    • พื้นที่: 622.303 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: เกาะเกร็ดและทุเรียนนนท์

    อันดับที่ 2: จังหวัดภูเก็ต

    จังหวัดที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในไทย แต่เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศแล้ว ภูเก็ตมีพื้นที่น้อยเป็นอันดับที่ 2

    • พื้นที่: 543.034 ตารางกิโลเมตร
    • จุดเด่น: ไข่มุกแห่งอันดามันและแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

    อันดับที่ 1: จังหวัดสมุทรสงคราม

    ครองแชมป์จังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีพื้นที่เพียง 416.707 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 260,000 ไร่ ประกอบไปด้วย 3 อำเภอหลัก คือ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที

    จากการรายงานของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2568 พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้สมุทรสงครามจะมีประชากรเพียง 186,784 คน ซึ่งแต่กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนสูงถึง 4,527,319 คน ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 16 ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ขนาดเล็กไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศ

    • พื้นที่: 416.707 ตารางกิโลเมตร
    • จำนวนประชากร: 186,784 คน
    • จุดเด่น: ตลาดน้ำอัมพวา ดอนหอยหลอด และการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน

    ตลาดน้ำอัมพวา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LhTRIZ28pDoRs-r2UtUyW

  • อ.เมืองเพชรบุรี ดันแตงโมหนองพลับพืชเศรษฐกิจเด่น สีแดงฉ่ำรสชาติหวานหนุนเกษตรกรครบวงจร | เดลินิวส์

    อ.เมืองเพชรบุรี ดันแตงโมหนองพลับพืชเศรษฐกิจเด่น สีแดงฉ่ำรสชาติหวานหนุนเกษตรกรครบวงจร | เดลินิวส์

    นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี บูรณาการภาคีเครือข่ายลงพื้นที่ตำบลหนองพลับ ร่วมกิจกรรมตัดแตงโมผลผลิตขึ้นชื่อของพื้นที่ พร้อมเดินหน้าหาแนวทางสนับสนุนด้านการผลิตและการตลาดครบวงจร หวังสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

    นายศรัณย์ พร้อมด้วยพัฒนาการอำเภอ เกษตรอำเภอ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพลับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ตำบลหนองพลับ ร่วมกิจกรรมตัดแตงโม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

    โดย ทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือเพื่อบูรณาการความช่วยเหลือ กำหนดแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการพัฒนาคุณภาพการผลิตและการขยายช่องทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่อไป

    สำหรับแตงโมหนองพลับเป็นของดีขึ้นชื่อเรื่องความหวานกรอบ เนื้อแดงแน่น รสชาติหวานฉ่ำ เป็นผลผลิตจากการปลูกพืชหมุนเวียนหลังทำนาของกลุ่มเกษตรกรลาวโซ่ง นิยมปลูกและออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคมของทุกปี  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35v2RJOlIpYO0wPCKkXrQR