Blog

  • ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

    ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นฐานสำคัญที่สามารถพยุงอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยมีจำนวนมากกว่า 200 ล้านคน-ครั้งต่อปี และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้รวมภาคการท่องเที่ยว ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าตลาดในประเทศไม่ใช่เพียงกลไกระยะสั้นในยามวิกฤต แต่เป็นเครื่องยนต์หลักที่สามารถเสริมเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเร่งปรับกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศมากขึ้น ด้วยการกระจายความเสี่ยงตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งในสัดส่วนสูงเกินไป และเสริมความแข็งแรงของตลาดในประเทศอย่างจริงจัง พร้อมทั้งพัฒนาโมเดลการจองแบบยืดหยุดกำหนดเงื่อนไขเลื่อนหรือยกเลิกได้ เพื่อลดความลังเลของนักเดินทางในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวน รวมถึงการโฟกัสกลุ่มลูกค้าคนไทย พัฒนาแพ็กเกจที่พักแบบ Staycation, Workation และ Family Travel ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย สร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ในส่วนของภาครัฐ จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง การจัดกิจกรรมสัมมนาและการเดินทางขององค์กรภาคเอกชน ตลอดจนจัดมาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ควรมีการสื่อสารเชิงรุกในระดับประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคและยืนยันภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นปัจจัยปกติ การสร้างความแข็งแรงจากฐานในประเทศคือยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องดำเนินการทันที การรอให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงก่อนแล้วจึงออกมาตรการ อาจทำให้การฟื้นตัวใช้เวลานานกว่าที่ควร ดังนั้น การเสริมความแข็งแกร่งของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศควรถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    รวมถึง อโกด้า ก็มีเทรนด์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความยั่งยืน นักเดินทางชาวไทย 36% ระบุว่า ต้องการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไว้สำหรับอนาคต รองลองมา 27% ต้องการให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น อีก 22% ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานที่ และ 16% ของนักเดินทางชาวไทย ระบุว่า ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงในการเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางชาวไทยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท่องถิ่น     

    นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่า นักเดินทางชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดย 43% สนใจทัวร์และกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางที่เปิดโอกาสให้สามารถร่วมดูแลธรรมชาติและชุมชน 25% ขณะเดียวกัน 18% ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 15% มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน สะท้อนความต้องการตัวเลือกการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตลอดทั้งการเดินทาง.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/965482/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rKePMJH47F9qBMtHyZHtm

  • พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวชลบุรี เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวชลบุรี โดยมี สมาชิกสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องโรงแรมเวย์ พัทยา จ.ชลบุรี 

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ เมืองพัทยายังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพเมือง สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามสถานการณ์ความจริงของโลกยุคปัจจุบันให้ก้าวทันกระแสต่อไป 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tCnOagF9LKa8IX-IR5jxO

  • เวียดนามชูไทย ‘คู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียน’ เร่งดึงนักลงทุนเป้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    เวียดนามชูไทย ‘คู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียน’ เร่งดึงนักลงทุนเป้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ตามความร่วมมือไทย–เวียดนามกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 2ประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีมูลค่าการค้ารวม 22.1 พันล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา และปัจจุบันไทยเป็น คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียตนามในอาเซียนมี นักลงทุนไทยมี789 โครงการทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำธุรกิจในเวียดนามควรศึกษาตลาดอย่างรอบคอบสร้างพันธมิตรกับธุรกิจท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์การลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะยาวเพราะเวียตนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจหากผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวและวางแผนอย่างเหมาะสม เวียดนามจะเป็นตลาดที่สำคัญและจะเป็นฐานการลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคต

    เวียดนามชูไทย 'คู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียน' เร่งดึงนักลงทุนเป้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    ขณะที่นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 25 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งขอนแก่นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคนมีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งโดยเฉพาะ มข. เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมโยงไทยกับ ลาว และเวียดนามนอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยยังมี ชุมชนชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของ2ประเทศ

     เวียดนามชูไทย 'คู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียน' เร่งดึงนักลงทุนเป้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    “โอกาสความร่วมมือในอนาคต ทั้งในเรื่องการค้าและโลจิสติกส์ การพัฒนาเส้นทางขนส่งสินค้า ไทย – ลาว – เวียดนาม การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเกษตร การพัฒนาการแปรรูปอาหารและห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร การศึกษาและวิจัย ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของเวียดนามกับ มข. โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและงานวิจัยร่วม ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ด้วยการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงขอนแก่นกับเมืองสำคัญของเวียดนาม เช่น ฮานอย, ดานัง, และ โฮจิมินห์

    เวียดนามชูไทย 'คู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียน' เร่งดึงนักลงทุนเป้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและไทยมีความเข้มแข็งทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าการค้ากว่า 20 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และการลงทุนจากไทยในเวียตนามจำนวนมาก ภายใต้บริบทนี้ ขอนแก่นมีศักยภาพสำคัญในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านการค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862559&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J3_4WY0ObjuoTu1U0SLcP

  • สว.ไชยยงค์ จี้ รมว.พลังงาน สั่งบริษัทน้ำมันเปิดบัญชีค้าส่งให้จ๊อบเบอร์ ก่อนเศรษฐกิจไทยพังระนาว | เดลินิวส์

    สว.ไชยยงค์ จี้ รมว.พลังงาน สั่งบริษัทน้ำมันเปิดบัญชีค้าส่งให้จ๊อบเบอร์ ก่อนเศรษฐกิจไทยพังระนาว | เดลินิวส์

    ภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 69 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพิ่มการอุดหนุนภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็น 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผลทันที ขณะที่ประชาชนยังเดือดร้อนเรื่องการเติมน้ำมัน เนื่องจากปั๊มขาดแคลนน้ำมันให้บริการ นั้น

    เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก คณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐมนตรีพลังงาน เร่งดำเนินการให้บริษัทผู้ค้าน้ำมัน เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ คาลเท็กซ์ ที่เป็นเจ้าของกิจการโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งของประเทศ ซึ่งได้หยุดขายน้ำมันในบัญชีค้าส่งให้กับจ๊อบเบอร์ ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกประเภท บริษัทขนส่งสินค้า บริษัทรถโดยสารประจำทาง ผู้รับเหมาก่อสร้างถนนหนทางและชลประทาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ ที่ซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ ที่เป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 2 ที่เป็นลูกค้าของบริษัทน้ำมันทั้งหมด โดยซื้อจากบัญชีค้าส่ง ส่วนปั๊มน้ำมัน ซื้อในบัญชีค้าปลีก เมื่อบริษัททั้งหมด ที่เป็นเจ้าของโรงกลั่น สั่งหยุดขายบัญชีค้าส่ง ทำให้ จ๊อบเบอร์ ไม่สามารถส่งน้ำมันให้ผู้ประกอบการทุกประเภท ทำให้ต้องไปเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมัน จนทำให้น้ำมันในปั๊มไม่พอขาย รวมทั้งคลังน้ำมันในแต่ละพื้นที่ ได้รับคำสั่งจากบริษัทน้ำมัน ให้มีการจำกัดขายให้ปั๊ม โดยจำกัดจำนวนน้ำมัน เพื่อให้เพียงพอในการจ่ายน้ำมัน จนกว่าเรือบรรทุกน้ำมัน หรือรถบรรทุกน้ำมันจากโรงกลั่น จะส่งน้ำมันมายังคลังน้ำมัน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้มีการปิดปั๊มครึ่งวัน เพราะน้ำมันหมด และมีรถจ่อคิวนับร้อยคัน เพื่อรอเติมน้ำมัน

    นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาความเดือดร้อน และโกลาหล ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ รมว.พลังงาน ต้องสั่งการให้บริษัทน้ำมัน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงกลั่น เปิดขายน้ำมันในบัญชีค้าส่ง โดยให้ จ๊อบเบอร์ สามารถซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันได้ อาจจะมีราคาที่แพงกว่าราคาหน้าปั๊ม หรือ บัญชีค้าปลีกบ้าง แต่ต้องไม่ใช่ลิตรละ 50 บาท อย่างที่บางบริษัท เคยเปิดขายในบัญชีค้าส่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเกลียด และไม่มีธรรมภิบาล และผู้ประกอบการรับไม่ได้ เพราะหาก รมว.พลังงาน ยังไม่แก้ปัญหาให้มีการขายในบัญชีค้าส่ง ผู้ประกอบการทุกประเภท ก็ต้องไปแย่งซื้อน้ำมันในปั๊มกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ถ้า รมว.พลังงาน และผู้บริหารรัฐบาล ไม่แก้ไข ปล่อยให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกประเภท ไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน และบริษัทน้ำมันมีการจำกัดโควตา ไม่ขายน้ำมั้นให้กับปั๊ม ที่ต้องซื้อน้ำมันมากกว่าปกติ เพราะต้องขายให้กับผู้ประกอบการ ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันก็จะแก้ไม่ได้

    “ผู้ประกอบการมีความสำคัญกับการอยู่รอดของเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าโรงงานต้องหยุด การขนส่งต้องหยุด เศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลาย และหากผู้ประกอบการต้องซื้อน้ำมันในราคาแพง สินค้าทุกชนิดต้องแพงขึ้น เพราะมีการขึ้นค่าขนส่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นชุมทางการขนส่ง เป็นเมืองชายแดน อย่าง จ.สงขลา ที่ต้องขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อส่งออกไปยังท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย และท่าเรือที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งต้องเติมน้ำมันในประเทศก่อนที่จะไปเติมยังมาเลเซีย ถ้าการส่งออกมีปัญหา เพราะขาดแคลนน้ำมัน ความหายนะ จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่ส่งผลถึงความหายนะของเศรษฐกิจของประเทศด้วย” สว.ไชยยงค์ กล่าว

    นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ฝากถึงผู้ว่าราชการ จ.สงขลา และพลังงาน จ.สงขลา ก่อนที่จะบอกกับประชาชน ว่า น้ำมันมีเพียงพอ และไม่ขาดแคลน ให้ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง โดยสอบถามจากปั๊มน้ำมันว่า ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง เขาซื้อน้ำมัน หรือได้รับน้ำมันจากคลังน้ำมันใน อ.สิงหนคร จ.สงขลา ปั๊มละหมื่นลิตรต่อวัน และหลังจากมีวิกฤติจากสงครามตะวันออกกลาง เขาถูกตัดโควตาวันละกี่พันลิตร โดยสามารถดูหลักฐานจาก “ใบอินวอยซ์” ที่ออกจากคลังน้ำมันได้ รวมทั้งสอบถามพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจะบอกได้ว่า ณ วันนี้ รถบรรทุก 16,000 คัน 8 คลัง จ่ายน้ำมันให้เพียง 10,000 ลิตร บางวันได้เพียง 9,000 ลิตร หรือ 7,000 ลิตร ที่สำคัญแม้แต่น้ำมัน แก๊สโซฮอร์ 91 และ 95 ที่ไม่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และภาคการเกษตร ก็มีการจำกัดการขายให้ปั๊ม ทำให้เกิดการขาดแคลน ที่ไม่ต่างกับน้ำมันดีเซล ผู้ว่าราชการจังหวัด และพลังงานจังหวัด ต้องมีการพูดคุยกับนายคลัง ทั้งคลัง ปตท. และคลังร่วม และตัวแทนจำหน่ายของบริษัทน้ำมัน ปตท. บางจาก เชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่ อ.สิงหนคร เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน การขาดแคลนน้ำมัน ไม่ใช่มาจากการความแตกตื่น และแห่มาเติมเพื่อกักตุน แต่เป็นเพราะการบริหารที่ผิดพลาดของผู้รับผิดชอบ ที่ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ การค้าน้ำมันในประเทศ และปล่อยให้โรงกลั่น อยู่เหนือกฎหมายที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้

    สว.ไชยยงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนของ จ.สงขลา ที่การขาดแคลนน้ำมันรุนแรงมาก เป็นเพราะในเวลาปกติ ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งซื้อน้ำมันจากขบวนการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซีย วันละไม่ต่ำกว่า 1 ลิตร แต่หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง น้ำมันในประเทศมาเลเซียแพงขึ้น ปั๊มน้ำมันในมาเลเซีย จำหน่ายดีเซลที่ลิตรละ 30 บาท เท่ากับหน้าปั๊มของประเทศไทย ทำให้การค้าน้ำมันเถื่อนหยุดชะงัก ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความขาดแคลนของ จ.สงขลา มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถเทรเลอร์บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กว่า 200 คัน ที่ต้องบรรทุกสินค้าไปยังมาเลเซีย-สิงคโปร์ ที่ต้องใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อก่อนส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเถื่อน และเติมน้ำมันในประเทศมาเลเซีย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5698419/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23ocl0dVv1hFjzJ5Ymq6nf

  • รมต.คลังเผย รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิต หากกองทุนน้ำมันถึงขีดจำกัด

    รมต.คลังเผย รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิต หากกองทุนน้ำมันถึงขีดจำกัด

    รมต.คลังเผย รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิต หากกองทุนน้ำมันถึงขีดจำกัด

    18 มีนาคม 2569, 20:13น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าวิกฤตน้ำมันว่า ขณะนี้ ทางรัฐบาลเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบข้อกฎหมายว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง แต่เนื่องด้วยเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังไม่สามารถออกกฎหมายหรือมาตรการบางอย่างได้ เนื่องจากเป็นข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169

              อย่างไรก็ตาม ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเครื่องมือและมาตรการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

              เรื่องแรกที่เตรียมไว้คือพิจารณาทางเลือกช่วยเหลือประชาชน ปัจจุบันยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งกระทรวงการคลังได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากกองทุนถึงขีดจำกัดอาจจะพิจารณาการใช้มาตรการด้านภาษี เช่น การปรับลดภาษีสรรพสามิต แต่เนื่องด้วยมีข้อจำกัดด้านรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ในการเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้ไม่สามารถออกกฎหมายได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในเชิงนโยบายและรับมือสำหรับช่วยประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว

               กระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ถึงวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่เผชิญกันทุกประเทศทั่วโลก สิ่งที่ต้องทำคือเตรียมมาตรการเฉพาะกลุ่มสำหรับภาคธุรกิจ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่วันนี้ไม่สามารถทำได้  ต้องรอรัฐบาลใหม่

    #กองทุนน้ำมัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ARBX1tQDLi0sNnnXicA9I

  • สงครามดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ยของแอฟริกาใต้

    สงครามดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ยของแอฟริกาใต้

    แนวโน้มเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ขยายตัวระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และในบางช่วงปรับขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดกังวลว่าสงครามอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานในภูมิภาค

    สำหรับแอฟริกาใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นส่วนใหญ่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้าอาหาร และระดับเงินเฟ้อโดยรวม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งอาจทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 ต้องล่าช้าออกไป

    หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ Standard Bank (DrElna Moolman) ระบุว่า ผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องเลื่อนออกไป โดยก่อนหน้านี้ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank) มีแนวโน้มจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 หลังจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่ช่วงเป้าหมายที่ 3–6 เปอร์เซ็นต์

    ทั้งนี้ ระบบกำหนดราคาน้ำมันของแอฟริกาใต้เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนแรนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสะท้อนมายังราคาขายปลีกภายในประเทศในที่สุด นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าหากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง แอฟริกาใต้อาจเผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านเงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หากค่าเงินแรนด์ยังคงมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ทองคำ โลหะกลุ่มแพลทินัม และถ่านหิน ซึ่งแอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตสำคัญของโลก มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน

    นอกจากนี้ ตลาดพลังงานโลกยังคงจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญระหว่างอิหร่านและโอมานที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลก หากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น แอฟริกาใต้

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ขณะเดียวกัน การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ทองคำ โลหะกลุ่มแพลทินัม และถ่านหิน อาจช่วยพยุงรายได้จากการส่งออกของแอฟริกาใต้ได้ในระดับหนึ่ง

    การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและค่าขนส่งในตลาดโลกส่งผลให้ต้นทุนการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในแอฟริกาใต้

    เครดิตภาพและที่มาข่าว www.mg.co.za

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hucnd6d4ycr4bsbbnwk3j4y8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z8zrLbTzUXyX9nsF8usPn

  • “ไข่ขาว” ช่วยกำจัดสารเคมีอันตรายได้? ผลการวิจัยใหม่พบคำตอบแล้ว : เช็กข่าวชัวร์

    “ไข่ขาว” ช่วยกำจัดสารเคมีอันตรายได้? ผลการวิจัยใหม่พบคำตอบแล้ว : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กให้ชัด ข่าว “ไข่ขาวช่วยกำจัดสารเคมีอันตราย PFAS ได้” ตามงานวิจัยใหม่ จริงหรือไม่?

    ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่อ้างว่า “โปรตีนในไข่ขาวสามารถช่วยกำจัดสารเคมีอันตราย PFAS จากน้ำได้” จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามว่านี่เป็นความจริงหรือเป็นเพียงข่าวปลอม (Fake News)

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวและงานวิจัยต้นทาง พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยจริง แต่ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมก่อนนำไปตีความหรือแชร์ต่อ

    คำถาม

    มีการแชร์ว่า “ไข่ขาวสามารถกำจัดสารเคมีอันตราย PFAS ออกจากน้ำได้ และอาจเป็นวิธีแก้ปัญหามลพิษราคาถูก” ข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย North Dakota State University และ Iowa State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cell Reports Physical Science และมีการรายงานผ่านสื่ออย่าง NDTV

    งานวิจัยระบุว่า โปรตีนหลักในไข่ขาวที่เรียกว่า “ovalbumin” มีคุณสมบัติสามารถจับกับสารเคมีกลุ่ม PFAS (per- และ polyfluoroalkyl substances) ได้ในระดับโมเลกุล โดยใช้การจำลองแบบโมเลกุลและการคำนวณเชิงวิทยาศาสตร์

    PFAS เป็นสารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น กระทะเคลือบกันติดและผ้ากันน้ำ และถูกเรียกว่า “สารเคมีตลอดกาล” เนื่องจากสลายตัวยากและสะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น มะเร็ง ความเสียหายของตับ และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

    ผลการศึกษาพบว่า ovalbumin สามารถทำหน้าที่เหมือน “กับดัก” จับและกักเก็บ PFAS ไว้ในโครงสร้างที่เสถียร และสามารถจับ PFAS ได้อย่างน้อย 7 ชนิดภายใต้สภาวะต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า นี่เป็นเพียงการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการ (theoretical/computational study) ยังไม่ได้ถูกพัฒนาเป็นเทคโนโลยีใช้งานจริงในระบบบำบัดน้ำ และยังต้องมีการทดลองเพิ่มเติมในระดับอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ แนวคิดการใช้โปรตีนจากไข่ขาวเป็นวัสดุดูดซับชีวภาพ (bio-adsorbent) ยังอยู่ในขั้น “ศักยภาพ” ไม่ใช่วิธีที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ไข่ขาวดิบกรองน้ำโดยตรง

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลนี้ “ไม่ใช่ข่าวปลอม” แต่เป็นงานวิจัยจริง อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการ และยังไม่สามารถนำมาใช้กำจัดสารพิษในน้ำได้จริงในปัจจุบัน

    อ้างอิง

    1. รายงานข่าวจาก NDTV และ SOHA
    2. งานวิจัยในวารสาร Cell Reports Physical Science

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9879034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oZNE6tl1mPY_KIP7sVpPr

  • “เลขาฯแสวง” ชี้แจงด่วน ! “ปธ.กกต.-กกต.-เลขาฯ”  งดร่วมบินต่างประเทศดูงานกับ “พตส.” หลัง ครม.ร่อนหนังสือขอความร่วมมือ

    “เลขาฯแสวง” ชี้แจงด่วน ! “ปธ.กกต.-กกต.-เลขาฯ” งดร่วมบินต่างประเทศดูงานกับ “พตส.” หลัง ครม.ร่อนหนังสือขอความร่วมมือ

    ัวันที่ 18 มี.ค.2569 ภายหลังปรากฏการนำเสนอข่าวประธาน กกต. และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานจะนำคณะผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตร พตส. จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศนั้น ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาชี้แจงว่าในการเดินทางไปศึกษาดูงานนั้น นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงเลขาธิการ กกต. ไม่ได้ร่วมเดินทางไปต่างประเทศตามที่ปรากฏเป็นข่าว

    โดยแจ้งงดเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในที่ประชุม กกต. หลังจากได้รับหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆให้งดเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ จากคณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนรายละเอียดจะมีการออกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

    “ท่านประธาน กกต และ กกต ทุกท่าน รวมทั้งเลขาฯ ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ในการไปดูงานกับนักศึกษา พตส. ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด รายละเอียดจะเพรสข่าวพรุ่งนี้ครับ” นายแสวง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/135782&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tFXB6yiVU6vTfSQ7Y6h06

  • ‘ฮันนี่ ภัสสร-เอ้ ชุติมา’ร่วมอวยพร ‘แนวหน้า’ ก้าวสู่ปีที่ 47 พร้อมชวนร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเด็กไทย

    ‘ฮันนี่ ภัสสร-เอ้ ชุติมา’ร่วมอวยพร ‘แนวหน้า’ ก้าวสู่ปีที่ 47 พร้อมชวนร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเด็กไทย

    วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

    Tag :

    สองนักร้องนักแสดงสาว‘ฮันนี่ภัสสร’และ‘เอ้ชุติมา’ร่วมส่งคำอวยพรถึงบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบก้าวสู่ปีที่ 47 พร้อมชื่นชมบทบาทสื่อที่อยู่คู่กับวงการบันเทิงมายาวนานและเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนโดย ‘ฮันนี่’ได้เปิดบทสนทนาถามขึ้นว่า “พี่เอ้ พี่เอ้รู้ไหมว่าแนวหน้าเนี่ยกี่ปีแล้ว” ก่อนที่เอ้จะตอบว่า “ถ้าเดาไม่ผิดนะคะ ก็ประมาณสี่สิบเจ็ดปีแล้วค่ะ”

    ซึ่ง‘ฮันนี่’กล่าวต่อว่า แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่แนวหน้าก็ยังคงเป็นสื่อที่น่ารักและมั่นคง อีกทั้งยังมีกิจกรรมดีๆเพื่อสังคม โดยเฉพาะการร่วมมอบทุนการศึกษาให้กับมูลนิธิช่วยการศึกษาของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นโครงการที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนไทย

    ด้าน‘เอ้’ยังเล่าถึงความผูกพันกับแนวหน้าว่าตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่สมัยประกวดนางงามจนมาเป็นนักแสดง ก็ได้พบกับ ‘ทีมข่าวแนวหน้า’มาโดยตลอด อีกทั้งยังเห็นการส่งต่อของทีมงานจากรุ่นสู่รุ่นจนปัจจุบันมีทั้งทีมรุ่นใหม่หรือมิวเจเนอเรชันเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องท้ายที่สุดทั้งสองคนยังร่วมแสดงความยินดีพร้อมเชิญชวนประชาชนให้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของแนวหน้าในการระดมทุนเพื่อการศึกษาเพื่อช่วยเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็กไทยต่อไปในอนาคต ชื่อบัญชี ‘มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร’ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-0

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/953449&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W5J_mybUGoyUvDER9H6A1

  • 109 ปี ‘จุฬาฯ’ ปักธง ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ย้ำมหา‘ลัย ต้องไม่โตลำพัง

    109 ปี ‘จุฬาฯ’ ปักธง ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ย้ำมหา‘ลัย ต้องไม่โตลำพัง

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ

    ที่เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน งาน “President’s Tea Room”หรือเป็นการพบปะระหว่างสื่อมวลชน  กับ  ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมผู้บริหารจุฬาฯ ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยบริหาารภายใต้ยุทธศาสตร์ “เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง ” มุ่งพัฒนาการศึกษาวิจัย และนวัตกรรม เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  การสร้างบัณฑิต จึงต้องมีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพในการเผชิญความท้าทายของโลกยุคใหม่   ขณะเดียวกันปีนี้  109 ปี ของจุฬาฯ  บทบาทของจุฬาฯก็จะต้องกว้างขวางขึ้น   โดยมองว่าจุฬาฯจะต้องไม่โตเดี่ยวๆ ไม่โตโดยลำพัง แต่ต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง  จุฬาจึงขอทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชน และสร้างคุณค่าให้กับสังคมก้าวใหม่ของจุฬาฯจึงได้เพิ่มยุทธศาสตร์ “จุฬาฯเติบโตท่วมท้น มีประชาขนเป็นศูนย์กลาง”  

    “ท่ามกลางกระแสข่าวในโลกปัจจุบันที่มี Fake news มากมาย ปณิธานของเราที่เคยประกาศไว้คือ ประชาชนคือ The first to knows หมายถึงประชาชนเป็นผู้รู้ข่าวสารที่ถูกต้องก่อน เพราะจุฬาฯจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้  เราทำสิ่งที่เรียกว่า ถ้าสังคมมีปัญหา มีคำถามใดๆ จุฬาฯคือคำตอบ เห็นได้จากเรื่องต่างๆที่มีการแถลง”อธิการบดีฯกล่าว

    จากการมองว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญ ไม่แตกต่างจากนิสิตของ จุฬาฯ จึงเป็นที่มาของ การจัดตั้งวิทยาลัยและเปิดคณะใหม่ 3คณะ ได้แก่

    วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อประชาชนแห่งจุฬาฯ หรือ Chula XL ผ่านหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย ตอบสนองความต้องการแรงงานหรือสังคมในปัจจุบัน พัฒนาทักษะใหม่ๆ ในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น อบรม คลังหน่วยกิตที่สะสมนำไปต่อยอดการศึกษาในอนาคต ถือเป็นการสร้างโอกาส ในการพัฒนาตนเองของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    “Chula XL  เปิดโอกาสไม่ต้องสอบก็เรียนจุฬาฯได้ จากแต่ก่อนการเข้ามาเรียนที่จุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย วิชาที่มาเรียน เช่น ภาษาอาหรับ ที่ไม่ได้หาที่เรียนได้ง่ายๆ เหมาะกับคนที่ต้องการไปทำงานตะวันออกกลาง  เป็นต้น”ผศ.ดร.เอกก์  ภทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์จุฬาฯ และโฆษกจุฬาฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

    สำหรับคณะใหม่ คือ คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร มุ่งพัฒนาบัณฑิตให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง และผู้ประกอบการการเกษตรที่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้  ขณะเดียวกันก็สร้างสรรค์งานวิจัย และนวัตกรรมแบบสหศาสตร์ที่ครอบคลุม ทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไปจนถึงการตลาด ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนเกษตรกรไทย หลุดพ้นความยากจน สร้างความมั่นคงอาหารของไทยไปสู่ระดับสากล

    อีกคณะ วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากบัณฑิตวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การจัดตั้งคือการพัฒนาการรูปแบบการศึกษาสหวิทยาฯ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ มุ่งเป็นผู้นำภูมิภาคด้านการจัดการศึกษาแบบสหวิทยา

    งานวิจัยและนวัตกรรมที่จุฬาฯให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดคือ การพัฒนายารักษามะเร็ง หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ทำวิจัยโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งขณะนี้ใกล้ความจริง เพราะผ่านขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทั้งหนูและลิงมาแล้ว และปีนี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนทดลองในมนุษย์ 100 คน ทำให้ต้องระดมเงินจำนวนมาก ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุน ทั้งการจัดคอนเสิร์ต
    “ถ้าสำเร็จ ต้นทุนยาจะเหลือ 1 ล้าน จากที่นำเข้าจากต่างประเทศ 20 ล้าน และถ้าการทดลองอาสาสมัคร 100 คนสำเร็จ ยาตัวนี้จะเข้าไปอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช.”

    อธิการฯ กล่าวอีกว่า ก้าวต่อไปไม่หยุดนิ่งของจุฬาฯ ได้ทลายกำแพงระหว่างมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้นักศึกษาเรียนวิชาต่างๆ ข้ามมหาวิทยาลัยได้ ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับ4 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ทั้งฮาร์เวิร์ด อ๊อกฟอร์ด เอ็มไอที และซินหัวของจีน .

    “น้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้เราร่วมมือกับ เอ็มไอที ออกแบบระบบ กันก่อนท่วม เพื่อเตือนภัย และแก้ปัญหาน้ำท่วม  เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจปัญหาสังคม ประเทศชาติของเรา “

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/965089/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gHpQSKQGqyP2arNxxkGx5