Blog

  • ‘อนุทิน’ เรียกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถกด่วนวิกฤติพลังงาน คุย ‘จ๊อบเบอร์’ เคลียร์ปัญหา | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เรียกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถกด่วนวิกฤติพลังงาน คุย ‘จ๊อบเบอร์’ เคลียร์ปัญหา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 10.40 น. นายกฯ เรียกหารือสถานการณ์น้ำมันสำรองในประเทศ พร้อมรับฟังรายงานผลการตรวจสอบคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงรับฟังรายงานความคืบหน้าการกักตุนน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วม นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า นายกฯ ได้เรียกพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมันที่รับน้ำมันปริมาณมากจากโรงกลั่นหรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ (จ๊อบเบอร์) ร่วมประชุมด้วย 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายกฯ ได้ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบตลอดทั้งวัน โดยเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานวันน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ในหัวข้อ “Water and Gender” (น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ) ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จังหวัดนนทบุรี

    ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมายนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในกิจกรรมการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และเวลา 19.30 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมาย น.ส.ซาบีดา เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712421/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f8fCmQ1BR4BR5mZifqYAd

  • ช็อก! ทองคำดิ่งเหวจังหวะ ‘ช้อน’ หรือ ‘ถอย’ ในยุคสงครามปีนี้  | เดลินิวส์

    ช็อก! ทองคำดิ่งเหวจังหวะ ‘ช้อน’ หรือ ‘ถอย’ ในยุคสงครามปีนี้  | เดลินิวส์

    สถานการณ์ตลาดทองคำเช้าวันนี้นี้ (23 มีนาคม 2569) ยังคงเกิดปรากฏการณ์ราคาทองคำร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกราฟตัวเลขทองคำยังคงลดลงต่อจากช่วงสัปดาห์ที่แล้ว โดยปรับลดลงทันที 1,850 บาท ในการประกาศครั้งแรก ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงเทขายทำกำไรที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

    จังหวะนี้คือ “นาทีทอง” ของคนรอซื้อ หรือเป็น “กับดัก” ที่ต้องระวัง?

    นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด ประเมินว่า

    1. สถานการณ์ “ทองเปลี่ยนทิศ” เหนือความคาดหมาย

    ราคารูดหนักอย่างรุนแรงจนเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “ขาลง” ชัดเจน และเมื่อราคาไม่สามารถยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ได้ คาดว่าทำให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่อง 

    โดยแรงขายปริศนาขึ้น…แม้กองทุน SPDR จะขายในช่วงที่ผ่านมาแต่ก็ขายไม่เยอะ ขณะที่ในภาพรวมกลับพบว่ามีแรงเทขายมหาศาลเกิดขึ้น นั่นก็คือ แรงขายปริศนาจากแหล่งอื่นเพื่อต้องการถือเงินสด จากสถานการณ์ที่เหนือเหตุผล 

    2. เปิดพิมพ์เขียว “จัดพอร์ต” 

    กลยุทธ์การลงทุนวินาทีนี้ จึงต้องขึ้นอยู่กับ “ประเภทเงิน” ในมือ หากสายเก็งกำไร / เงินร้อน: แนะนำ ให้ “ถอยและลดพอร์ต” ให้มากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยง ข้อควรระวัง: อย่ารีบเข้าไปช้อนซื้อเด็ดขาด ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด 

    ส่วนสายออม / เงินเย็น ควร “อยู่นิ่งๆ เอามือซุกกระเป๋า” แม้จะเป็นโอกาสแต่ยังไม่ควรรีบซื้อ เพราะแนวโน้มราคายังปรับทิศทางลงอยู่ จังหวะเข้า: รอให้ราคาหยุดตกและสถานการณ์นิ่งกว่านี้ก่อน 

    ด้านสายลงทุนระยะยาว แนะนำให้ “ขายบางส่วน” เพื่อลดน้ำหนักพอร์ต แล้วรอไปช้อนซื้อกลับในราคาที่ถูกกว่าเดิม 

    3. ปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา

    ดอลลาร์แข็งค่า: เป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองโลก 

    สงครามเศรษฐกิจ: การใช้นโยบายทำลายล้างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซ จนเกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ 

    ทองไทย: ดอลลาร์แข็งค่าทำให้บาทอ่อน แม้ทองโลกจะร่วงแต่ราคาทองในประเทศอาจถูกทิ้งจนเข้าสู่ขาลงตามไปด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712000/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Ie3FZY2wqxFifQVYthfz

  • จีนเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจต้อนรับบริษัทต่างชาติ รับมือข้อพิพาทการค้าสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    จีนเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจต้อนรับบริษัทต่างชาติ รับมือข้อพิพาทการค้าสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ให้คำมั่นว่า จีนจะเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจให้แก่บริษัทต่างชาติมากขึ้น และจะผลักดันการค้ากับบรรดาประเทศคู่ค้าทั่วโลกให้มีความสมดุลมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าและสงครามภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในปีที่ผ่านมา

    หลี่กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม China Development Forum ณ กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ (22 มี.ค.) ว่า จีนจะนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น และร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการค้าที่เหมาะสมและมีความสมดุล รวมถึงขยายส่วนแบ่งการค้าโลกเพิ่มขึ้นด้วย

    นายกรัฐมนตรีจีนยังให้คำมั่นว่า บริษัทต่างชาติจะได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกับบริษัทในประเทศ เพื่อให้บริษัทจากทุกประเทศสามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างมั่นใจและบรรลุเป้าหมายในจีน

    ถ้อยแถลงของหลี่สอดคล้องกับที่ หวัง เหวินเถา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวกับผู้นำธุรกิจจากกลุ่มการค้าเภสัชกรรมของสหรัฐฯ และผู้บริหารจากบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ข้ามชาติ 5 แห่งในการประชุมอีกวาระหนึ่งว่า จีนจะเสริมสร้างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและปรับปรุงความโปร่งใสของนโยบายให้ดียิ่งขึ้น

    สำหรับการประชุม China Development Forum ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของจีนที่จะปิดฉากลงในวันนี้ (23 มี.ค.) ถือเป็นโอกาสให้รัฐบาลจีนได้นำเสนอวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนให้แก่ผู้นำธุรกิจต่างชาติ เจ้าหน้าที่จีน นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการได้รับทราบ โดยการประชุมมีขึ้นหลังจากที่จีนรายงานตัวเลขเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังพยายามพลิกฟื้นสถานการณ์การลงทุนจากต่างประเทศที่ย่ำแย่ลง โดยเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ร่วงลง 5.7% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับเพียง 9.2 หมื่นล้านหยวน (1.336 หมื่นล้านดอลลาร์) หลังจากที่ลดลง 9.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้ ความพยายามดังกล่าวของจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว เมื่อจีนได้เพิ่มอุตสาหกรรมอีก 200 ประเภทเข้าสู่บัญชีรายชื่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ตั้งแต่การลดหย่อนภาษีไปจนถึงสิทธิพิเศษในการใช้ที่ดิน โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคการผลิตขั้นสูง บริการสมัยใหม่ รวมถึงภาคส่วนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีขั้นสูง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/579082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UFK4RSJ6yNI2lw3DIkmez

  • อนุทินยกเลิกงานด่วน เรียกทีมเศรษฐกิจถกวิกฤตพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล

    อนุทินยกเลิกงานด่วน เรียกทีมเศรษฐกิจถกวิกฤตพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล

    อนุทินยกเลิกงานด่วน เรียกทีมเศรษฐกิจถกวิกฤตพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล

    นายกฯ สั่งยกเลิกภารกิจด่วนมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้า ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการตัดสินใจยกเลิกภารกิจสำคัญที่ได้กำหนดวาระล่วงหน้าไว้ตลอดทั้งวัน

    การปรับเปลี่ยนกำหนดการอย่างกะทันหันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเร่งรัดกระบวนการหารือและติดตามสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีต้องการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้เป็นลำดับแรกเหนือภารกิจเชิงสัญลักษณ์อื่นๆ

    สำหรับการปฏิบัติหน้าที่แทนนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานเปิดงานวันน้ำโลก ประจำปี 2569 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี แทนตนเองในช่วงเช้า

    นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้งานในส่วนภูมิภาคสามารถดำเนินต่อไปได้ตามกำหนดการเดิม

    รัฐมนตรีเข้าทำเนียบฯระดมสมองกู้วิกฤตค่าครองชีพ

    เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงตึกไทยคู่ฟ้า ได้ขึ้นไปยังบริเวณระเบียงชั้น 2 เพื่อสักการะองค์นรสิงห์ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ปฏิบัติเป็นประจำ ก่อนจะเริ่มภารกิจสำคัญในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่ทยอยเดินทางเข้ามาสมทบ

    ต่อมาในเวลา 10.40 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรีโดยทันที

    ในวงสนทนาดังกล่าว ยังมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของขุนพลเศรษฐกิจและหน่วยงานวางแผนหลักของประเทศ

    การพบกันครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการหารือในระดับนโยบายเพื่อหามาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในปัจจุบัน

    เตรียมถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อ

    นอกจากการหารือเรื่องพลังงานในภาคเช้าแล้ว แหล่งข่าวระบุว่าในช่วงบ่าย เวลาประมาณ 13.00 น. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการจะเป็นประธานในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.

    การประชุม ศบก. จะจัดขึ้น ณ ตึกภักดีบดินทร์ ภายในทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้

    ความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่เป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค และปัจจัยภายในที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน

    บทสรุปของการหารือร่วมกับรัฐมนตรีและเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ในช่วงเช้า คาดว่าจะมีการแถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือมาตรการช่วยเหลือเยียวยาออกมาในลำดับถัดไป เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะยากลำบาก

    แฟ้มภาพประกอบข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZnUYyHnfwgh1LGI94MfGq

  • คนไทยต้องพร้อมถูกตัดเงิน-ตกงานใน 3-6 เดือน นักวิชาการมธ. เตือนเศรษฐกิจปีนี้ เสี่ยงแย่กว่าที่คิด

    คนไทยต้องพร้อมถูกตัดเงิน-ตกงานใน 3-6 เดือน นักวิชาการมธ. เตือนเศรษฐกิจปีนี้ เสี่ยงแย่กว่าที่คิด

    “อย่าคิดว่าชีวิตจะเหมือนเดิมอีกต่อไป” เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ลุกลามจนกระทบแหล่งพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง กลายเป็นแรงกระแทกลูกใหญ่ที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ล่าสุด ‘ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล’ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนชัดว่า ภาพเศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้ม “แย่ลงกว่าที่คิด” ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซัพพลายเชนที่สะดุด และค่าขนส่งที่แพงขึ้นทั่วทั้งระบบ ซึ่งจะไหลไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และกำลังซื้อของคนไทยหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แรงกระแทกนี้กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ตั้งแต่โควิด-19 ขณะที่ภาครัฐเองก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณจากวิกฤตที่ผ่านมา ทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก ภาคเอกชนชะลอการลงทุนเพราะมองไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส

    สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับมหภาคเท่านั้น แต่กำลังไหลลงมาถึงระดับชีวิตประจำวันของคนไทยโดยตรง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความเสี่ยงของการขาดแคลนสินค้าในบางพื้นที่ และโอกาสที่รายได้จะลดลง

    ‘วิทวัส’ จึงแนะนำให้ประชาชน “ตั้งต้นคิดใหม่” ด้วยการประเมินสถานการณ์ในมุมที่แย่ที่สุด เช่น หากรายได้หายไปครึ่งหนึ่ง หรือถูกเลย์ออฟภายใน 3-6 เดือน จะยังสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ พร้อมทั้งต้องเริ่มจัดการสภาพคล่องของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดรายจ่าย ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนที่กำลังจะเกิดขึ้น

    ในมุมของตลาดแรงงาน ผลกระทบมีแนวโน้มกระจุกตัวในบางกลุ่มอาชีพก่อน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

    1. กลุ่มเกษตรกรที่ต้องเจอกับต้นทุนปุ๋ยและวัตถุดิบที่สูงขึ้น
    2. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ที่แบกรับต้นทุนน้ำมันโดยตรง
    3. กลุ่มการท่องเที่ยวและการบินที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
    4. กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีความเปราะบางสูงอยู่แล้ว และอาจต้องเจอกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจนต้องก่อหนี้เพิ่ม

    แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าอาจลากยาวต่อเนื่องหลายเดือน และสะเทือนเศรษฐกิจไทยไปตลอดทั้งปี 2569 จากทั้งการฟื้นตัวของแหล่งพลังงานที่ต้องใช้เวลา และภาระของกองทุนน้ำมันที่ต้องกลับมาเก็บเงินชดเชยในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส โดย ‘วิทวัส’ เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากตะวันออกกลาง รวมถึงปรับกติกาเพื่อเอื้อให้ต่างชาติเข้ามาพำนัก และลงทุนในไทยระยะยาวมากขึ้น ทั้งในด้านวีซ่า การอยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากวิกฤตโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ทั้งนี้ ‘วิทวัส’ สะท้อนว่า โจทย์ใหญ่ของไทยในรอบนี้ไม่ใช่แค่การ ‘ประคองตัว’ แต่คือการยอมรับความจริงว่า โลกกำลังเปลี่ยน และชีวิตทางเศรษฐกิจของคนไทยก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ในวิกฤตรอบใหม่ที่กำลังคืบเข้ามาอย่างเงียบๆ

    ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thais-face-pay-cuts-layoffs-as-2026-economy-deteriorates/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QvMZj6h8x0G3Br6NP8fPn

  • BOIฉายภาพการลงทุนไทยปี69 จากจุดเปลี่ยนโลกสู่โอกาสตั้งหลักเศรษฐกิจใหม่

    BOIฉายภาพการลงทุนไทยปี69 จากจุดเปลี่ยนโลกสู่โอกาสตั้งหลักเศรษฐกิจใหม่

    ต้องยอมรับว่า ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการ “เร่งเครื่อง” แต่คือจังหวะของการ “ตั้งหลักใหม่” ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการเมืองในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การลงทุนจึงไม่ได้เดินหน้าแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมด “ปรับฐาน” เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทยต้องปรับฐานใหม่

    ภาพรวมการลงทุนของไทยในปี 2569 นี้จึงถือเป็นช่วงเวลาของการ “ปรับฐานสู่เศรษฐกิจใหม่” ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยหน่วยงานหลักๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และ ศูนย์วิจัยธนาคารชั้นนำ มีการวิเคราะห์แนวโน้มที่น่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.อุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่ถือเป็นพระเอก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมองตรงกันว่า “เทคโนโลยีขั้นสูง” คือหัวใจสำคัญของการดึงเงินลงทุน

    ไม่ว่าจะเป็น Data Center และ Cloud Services ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาแรงที่สุดจากการสนับสนุนของบีโอไอ เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วน ที่ยังคงเป็นแม่เหล็กหลักในการดึง FDI (เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทย และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ ที่หลายบริษัทเริ่มลงทุนในระบบอัตโนมัติเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity)

    2.เทรนด์การลงทุน “สีเขียว” (Green Investment) โดยสอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของไทย ไม่ว่าจะเป็น พลังงานสะอาด ทั้งการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์), พลังงานลม และขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) ซึ่งเป็นการนำผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นเคมีภัณฑ์หรือพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของไทยที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยี

    และ 3.มุมมองจากตลาดทุนและภาคธนาคาร (Financial Outlook) ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ Selective Buy ที่สถาบันการเงินแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อเศรษฐกิจชะลอตัว (Defensive Stocks) เช่น กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น, การแพทย์และสุขภาพ (Wellness) และกลุ่มปันผลสูง ขณะที่ ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยสภาพัฒน์และศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนเรื่องความล่าช้าของงบประมาณภาครัฐปี 2570 และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจกดดันกำลังซื้อในประเทศ ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอาจยังไม่หวือหวานัก

    สงครามกำลังเปลี่ยนผ่านการลงทุน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจทั่วโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะ “ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” ทั้งจากราคาพลังงานและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึง “ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ” ที่เริ่มส่งสัญญาณขาดแคลนและราคาพุ่งสูง โดยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงวิกฤต แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสสำคัญของประเทศไทย” ในการยกระดับบทบาทเป็นฐานการผลิตที่มีความมั่นคงและปลอดภัยในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    “ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง กำลังทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่จะฝังตัวอยู่ในระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ไปอีกระยะยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้ ดังนั้นประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็น Safe and Secure Production Base หรือฐานการผลิตที่ปลอดภัยของโลก โดยสิ่งสำคัญคือ เราต้องหาตำแหน่งของประเทศที่โลกขาดเราไม่ได้” นายนฤตม์ กล่าว

    4 จุดแข็งไทยชูสู่ความมั่นคงระดับโลก

    บีโอไอได้ประเมินว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเป็น “จิกซอว์สำคัญของเศรษฐกิจโลก” ผ่านจุดแข็งหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่หลากหลาย สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก “เราต้องเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ที่ไม่ใช่แค่ส่งออกวัตถุดิบ แต่ต้องเป็นฐานการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้โลกมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ไทยจะมีอาหารหล่อเลี้ยงเสมอ”

    2.ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ “เป้าหมายคือ การมุ่งสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) เรากำลังทำเรื่อง Direct PPA เพื่อให้บริษัทข้ามชาติสามารถซื้อไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกใช้ตัดสินใจเลือกฐานการผลิตในปัจจุบัน” 

    3.ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security) ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 70-80% ของโลก, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่ไทยเป็น อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน “ไทยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และต้นน้ำอย่าง PCB โดยเราจะวางตัวเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ห่วงโซ่การผลิตโลกขาดไม่ได้ แม้ในยามที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เกิดขึ้น”

    และ 4.ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness และ Medical Hub ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค “เราชูจุดแข็งเรื่อง Wellness และระบบสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม เพื่อให้นักลงทุนและบุคลากรเก่งๆ จากทั่วโลก (Talents) รู้สึกปลอดภัยและอยากเข้ามาใช้ชีวิตในไทย ผ่านมาตรการสนับสนุนอย่าง LTR Visa และการดูแลด้านความปลอดภัยในการอยู่อาศัย”

    ต้องยอมรับว่าในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนไม่ได้มองแค่ “กำไร” หรือ “ค่าแรงถูก” อีกต่อไป แต่มองหา “ความมั่นคง” ในมิติต่างๆ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ครบถ้วนที่สุดในอาเซียน

    เตรียมเสนอวาระชงรัฐบาลชุดใหม่

    นายนฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อรัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน อาทิ 1.เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization หรือการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อปกป้องและเสริมความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม

    “ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน” นายนฤตม์ กล่าว

    2.ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยภายในปลายเดือนนี้ รวมถึง Infineon Technologies ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3

    และ 3.ดันพลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่บีโอไอกำลังเร่งผลักดัน คือ การแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เริ่มมีจำนวนจำกัดและราคาสูง, ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก Data Center และ AI

    “ความต้องการพลังงานของอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นในลักษณะ Exponential จึงจำเป็นต้องปรับแผนระบบไฟฟ้าให้รองรับการลงทุนในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

    นโยบายดึงบุคลากรทักษะสูงทั่วโลก

    นายนฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คนภายใน 5 ปี โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    “ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน” นายนฤตม์ กล่าว

    Thailand FastPass ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน

    ในการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน การลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน ซึ่งเป็นระบบเร่งรัดการอนุมัติ/อนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการลงทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว โดยมี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือบีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

    สำหรับ ความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่างๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570  

    ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และ การจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน ดังนี้ ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด: บอร์ดบีโอไอเห็นความจำเป็นในการเร่งเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงการ Data Center ซึ่งปัจจุบันมี Data Center ได้รับการส่งเสริมแล้ว 55 โครงการ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 4.5 กิกะวัตต์ และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป

    ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บูรณาการความร่วมมือกับบีโอไอ การไฟฟ้าต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้สามารถรองรับการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของความมั่นคง ความเพียงพอของไฟฟ้า พื้นที่ และการเข้าถึงพลังงานสะอาด ทั้งนี้บอร์ดบีโอไอยังกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องได้รับหนังสือยืนยันการจ่ายไฟจาก กกพ. ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนสามารถดำเนินการต่อไปได้

    ขณะที่ ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน โดยบอร์ดบีโอไอรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมในอนาคต 2.การจัดทำแนวทางปฏิบัติการขุดและถมดิน เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพื้นที่ได้เร็วขึ้น โดยปัจจุบัน กนอ.จัดทำร่างแนวทางแล้วเสร็จและคาดว่าจะออกประกาศในเดือน เม.ย.2569 และ 3.การเร่งรัดการขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติในนิคมอุตสาหกรรม

    โดยมีการเร่งรัด 25 โครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต และกำหนด 4 โครงการเป้าหมายสำคัญเพื่อผลักดันให้ใช้พื้นที่ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติให้เสนอคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/967776/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oLRk3jyWod_EskD5opeBf

  • ‘อดีตรมว.การคลัง’ แนะนโยบาย ‘เตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ’ ที่ ‘รัฐบาลใหม่’ ควรต้องทำ

    ‘อดีตรมว.การคลัง’ แนะนโยบาย ‘เตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ’ ที่ ‘รัฐบาลใหม่’ ควรต้องทำ

    23 มี.ค.2569-นายสมหมาย ภาษี อดีตรมว.การคลัง และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โพสต์เฟซบุ๊ก Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี เรื่อง “นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ” มีเนื้อหาดังนี้

    ในเมื่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ผมบอกได้เลยว่าเราอย่าไปคิดว่าสงครามจะสงบโดยเร็ว อย่าไปคิดว่าประเทศมหาอำนาจในโลกใบนี้จะมีการประคบประหงมกันแบบเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเป็นการละทิ้งกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) และขององค์การสหประชาชาติ (UN) จนไม่เหลือกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกนี้อีกต่อไป

    1. การที่ชาติมหาอำนาจนำกำลังเข้ามาระรานชาติที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

    รัสเซียเป็นประเทศแรกที่เริ่มก่อสงครามและรุกรานประเทศที่เล็กกว่าอย่างยูเครนไม่หยุดมากว่า 4 ปีแล้ว ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ และราคาพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นมาพอสมควรแล้ว แล้วรัสเซียก็กอบโกยผลประโยชน์ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลายกันอย่างสบายใจ

    สหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นประเทศผู้ดูแลกำกับประเทศสมาชิกของ UN ก็นำมาตรการมาบอยคอตรัสเซีย โดยห้ามไม่ให้ประเทศอื่นซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

    เมื่อนานเข้านานเข้า ค่าเงินดอลลาร์ก็ตกต่ำลงเรื่อย พันธบัตรของรัฐบาลอเมริกันที่ประเทศต่างๆซื้อเก็บเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงก็หมดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก ก็ได้หันมาใช้นโยบายปรับภาษีนำเข้า (Tariff) ให้สูงขึ้นตามอำเภอใจมาร่วมปีแล้ว และเมื่อเห็นท่าจะไม่ได้ผล แถมศาลสูงสุดของประเทศตนเองก็ไม่เอาด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เลยเปลี่ยนมาใช้นโยบายรุนแรง โดยการใช้อำนาจทางทหารที่ตนเองยิ่งใหญ่ เข้าไปจัดการเปลี่ยนผู้นำอย่างกระหายเลือดกับประเทศที่เขาจ้องอยู่

    ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มเล่นงานประเทศเวเนซุเอลาก่อน ซึ่งได้ผลสมใจอย่างง่ายดาย เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่อ่อนแอ ทำงานสบายๆเหมือนฟิลิปปินส์และชุกชุมด้วยคอร์รัปชันไม่แพ้ไทย จากนั้นไม่ถึง 3 เดือน ก็หันมาเล่นงานประเทศอิหร่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ร่วมมือกับประเทศอิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างหนักพร้อมบอกชาวโลกว่าก่อสงคราม Just for fun พร้อมๆกันนี้เพื่อไม่ให้ประเทศรัสเซียและประเทศอื่นว่าได้ ก็ยกเลิกการบอยคอตรัสเซียที่มีมายาวนาน ปล่อยให้รัสเซียขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆได้

    ตอนนี้ใครๆก็จะถามว่าเมื่อไหร่สงครามจะจบ อยากบอกว่ามันจบยาก อย่างดีก็แค่ตกลงหยุดรบแล้วก็ต้องมาเจรจาใช้เวลาอีกนาน แต่สิ่งที่เลวร้ายได้เกิดขึ้นกับชาวโลกแล้ว คือการขึ้นสูงของราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจทุกประเทศไปอีกเป็นปี

    2. การเตรียมรับสถานการณ์สงครามของรัฐบาลไทย

    ที่พูดมาทั้งหมดนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็รู้กันดีอยู่แล้ว อยากจะถามว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไรกันอยู่ ยังยึดติดความคิดเดิมๆอยู่ใช่ไหม เช่น การประกาศนโยบายซื่อๆของรัฐบาลว่าจะคงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ให้รถราเติมน้ำมันได้ครั้งละไม่ถึงพันบาท แทนที่จะเกิดผลดี ไม่เลย ผู้คนตระหนกกันทั้งประเทศ อีกตัวอย่าง คือการได้ประกาศนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์เดิมในเรื่องการจัดงบประมาณประจำปี ก็จะลดการคลังขาดดุลที่จะทะลุเพดานเงินกู้ให้ไม่เกิน 3 % ของ GDP ภายในปี 2572 หรือ 6 ปีข้างหน้า เป็นต้น นโยบายเหล่านี้นักเศรษฐกิจรุ่นใหม่เขาส่ายหัวกันทั้งนั้น

    ผมอยากเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาที่เกิดวิกฤตของโลกตอนนี้มาเป็นการสร้างโอกาสของประเทศไทย โดยเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบเก่าที่บรรจงวางไว้ทั้งหมด มาเป็นแบบใหม่ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ” ตั้งแต่บัดนี้ได้แล้ว เพราะใครๆก็แหกกฎของประชาคมโลกกันมากแล้ว ไทยเรายังจะทนบริหารบ้านเมืองแบบเดิมอยู่อีกหรือ

    ยังจำได้ไหมว่า ทุกชาติเขารู้ว่าไทยเราเป็นผู้ป่วยหนักในเอเชีย ยังจำได้ไหมว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดได้สร้างเรื่องงามหน้ากับ Uncle ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของกัมพูชา ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน ปีที่แล้ว สำนักงานจัดอันดับเครดิตชื่อ Fitch Rating ได้ปรับภาวะเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มแย่ลง (Negative Outlook) แล้วจำได้ไหมว่าในช่วงปี 2568 ได้มีภาพเลวร้ายของการฉ้อฉลทางการเงินที่เรียกว่า Scammer ปรากฏออกมาให้เห็นในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานาน และได้ส่งผลทำให้แปดเปื้อนภาวะการเงินของไทยอย่างมากมายจนสุดจะพรรณนา

    แม้ได้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลโดยการนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ การพลิกฟื้นประเทศที่มีอาการทางเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์มานานให้ได้ผลก็ยังไม่ปรากฎ ณ วันนี้ได้เป็นนายกตัวจริง มีคณะรัฐบาลใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะคอยติดตามดูท่านว่าจะสลัดทิ้งแนวการทำงานแบบเก่าได้ไหม

    ผมเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งแม้จะตกลงหยุดสงครามได้ในอนาคตที่ไม่นาน แต่ผลของสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้จะทำให้เกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆลากยาวไปเป็นปี ไทยเราจึงต้องใช้นโยบายเตะผ่าหมาก เข้ามาแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นไปจัดการกับเรื่องการคลังเป็นเรื่องแรก ซึ่งมีข้อเสนอแนะพอสังเขปดังต่อไปนี้

    3. นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ

    นโยบายนี้ที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการมี 2 ประการ ดังนี้

    ประการแรก คือ นโยบายการปรับโครงสร้างของงบประมาณปีหน้า คือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายขึ้นจากปี 2569 ที่ไม่ได้งบเพิ่มเลย ปีหน้านี้ต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 12 เป็นอย่างน้อย และต้องยอมให้งบขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับร้อยละ 4.5 และ 4.3 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาสูงได้ถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP ซึ่งแน่นอนต้องยอมให้วงเงินกู้สูงกว่าอัตราที่เคยเจอ สูงจนทะลุเพดานหนี้ร้อยละ 70 แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะนโยบายเดิมไม่ได้ช่วยให้ไทยรอดและโตได้ แต่นโยบายใหม่นี้จะทำให้ไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ระดับกลางได้ และยังสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจน้ำมันแพงในยุคสงครามได้ นี่คือนโยบายเตะผ่าหมาก ถ้าถามว่าจะมีความเสี่ยงไหม คำตอบคือทุกนโยบายมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น มากหรือน้อย แต่ถ้าไทยจัดการได้ดี โอกาสเป็นบวกมีมากกว่า เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีอยู่ค่อนข้างสูง

    ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องประกาศวางเป้าด้านการคลังตามมาให้เห็นชัดว่ายอดการคลังขาดดุลที่สูงนั้น ร้อยละ 70 จะต้องนำไปลงเพิ่มในฐานงบลงทุนปีที่แล้วที่จัดไว้แค่ 860,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้งบลงทุนจากงบประมาณในปีหน้ามีจำนวนอย่างน้อย 1,700,000 ล้านบาท

    นอกเหนือจากนี้รัฐบาลต้องประกาศเพิ่มแวต (VAT) จาก 7 % เป็น 8 % ในปี 2570 และในปี 2571 จะเพิ่มอีก 2 % เป็น 10 % ประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยว รัฐบาลจะได้ภาษี VAT จากนักท่องเที่ยวเต็มๆ นอกจากนี้รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคลให้ก้าวหน้าและใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น

    ทางด้านรายจ่ายของงบประมาณ จำเป็นต้องทำการรื้อแพลตฟอร์มของการจัดงบประมาณที่สำนักงบประมาณทำอยู่ในทุกวันนี้ใหม่หมด ต้องรื้อฟื้นการจัดสรรงบประมาณแบบขี้เกียจ คือ จัดสรรงบให้แต่ละหน่วยงานตามแนวโน้มในอดีต อย่างนี้ต้องยกเลิกแล้วต้องจัดสรรตามเนื้องานจริงๆ ถึงต้องมีการรื้อระบบ

    ปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลต้องประกาศนโยบายลดข้าราชการที่ล้นงานออกไปด้วยวิธีไหนก็ตามให้ได้ 5 % และทำดังนี้ไป 3 ปีติด แล้วนำงบที่ได้ไปโปะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการที่คงอยู่ ซึ่งต้องมีการจัดให้ทำงานอย่างเข้มแข็งและเข้มข้นอย่างมาก เหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ เมื่อจะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างของรัฐแล้ว ก็ต้องรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้บรรดาลูกจ้างในภาคเอกชนด้วย

    ประการที่สอง คือ นโยบายการรื้อระเบียบและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ทันสมัย เทียบเท่ากับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน ของไทยเราที่ใช้อยู่เป็นระเบียบที่เก่าเอื้อผู้รับเหมาก่อสร้างมากเกินไป เอื้อแบบปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบที่ไม่ดี แล้วหัวหน้าส่วนราชการก็ใช้วิธีเดินตามน้ำไปเรื่อยๆ โครงการแต่ละชิ้นจึงเสร็จช้า อืดอาด ช้ากว่าใครเพื่อนในรอบบ้าน ดังนั้น ถ้าเราเอาแต่เพิ่มงบลงทุน แต่ไม่รื้อขั้นตอนการทำโครงการให้กระชับ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ก็จะเสียของไปทั้งยวง

    นโยบายใหม่ที่ขอนำเสนอหลักๆก็มีแค่นี้ ขอให้รัฐบาลใหม่และเสนาบดีใหม่ทั้งหลายลองพิจารณาดูก็แล้วกัน แม้ไม่เกิดสงครามก็ควรทำเพื่อให้หายป่วย แต่เมื่อเกิดสงครามอย่างนี้ ยิ่งต้องเอาไปเป็นโอกาสให้ทำได้เต็มที่

    ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยก็น่าสมเพชอยู่แล้ว แต่คนไทยจะยอมให้ชาติอื่นทั่วโลกมาเรียกเราว่าเป็นคนไข้เรื้อรังแห่งเอเชียไม่ได้นะครับ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/967720/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18hyiRi-yk9YehFeEZM1jG

  • พม.ขับเคลื่อนความเท่าเทียมยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจประเทศ

    พม.ขับเคลื่อนความเท่าเทียมยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจประเทศ

    พม.ขับเคลื่อนความเท่าเทียมยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.02 น.

    Tag :

    พม.ขับเคลื่อนความเท่าเทียมยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจประเทศ

    นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในงานวันสตรีสากล ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกจัดกิจกรรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรำลึกถึงการต่อสู้ของสตรี เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ความเสมอภาค สันติภาพ และการพัฒนา รวมทั้งการนำไปสู่การทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานในเรื่องต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

    ตลอดจนสิทธิมนุษยชนของสตรีและประชาชนทุกคน สำหรับประเทศไทยในฐานะสมาชิกสหประชาชาติได้แสดงเจตนารมณ์ในการปฏิบัติตามพันธสัญญาต่อเวทีโลก ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถานภาพสตรี และการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยได้ดำเนินการจัดงานวันสตรีสากลเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงศักยภาพและสิทธิมนุษยชนของสตรี และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาสถานภาพสตรี รวมทั้งยกระดับการพัฒนาสตรีให้สอดคล้องกับหลักสากล

    นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ กระทรวง พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ได้จัดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการสร้างความเสมอภาค ความยุติธรรม และการรับฟังเสียงของผู้หญิง สอดคล้องกับหัวข้อหลักในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี สมัยที่ 70 (CSW70) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 -19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คือ การสร้างหลักประกันและเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน รวมถึงการส่งเสริมระบบกฎหมายที่ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน การขจัดกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง

    รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 5 เพื่อบรรลุความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนาบทบาทสตรีและเด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคม ผ่านการยกระดับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้สตรีทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเท่าเทียม ควบคู่ไปกับการสร้างความยุติธรรม ด้วยการผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่รับฟังเสียงของสตรีเพื่อให้สตรีมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจและเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

    ทั้งนี้การบูรณาการทั้งหมดนั้น ตั้งอยู่บนเป้าหมายคือการก้าวไปสู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการมุ่งเน้นดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีกลุ่มเปราะบางให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยที่ทุกคนมีความเข้มแข็งและก้าวหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954142&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Esv0xHk21Dh1Kx93D7akf

  • การชี้แจงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน

    การชี้แจงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน อับบาส อารักชี โพสต์ข้อความในเครือข่าย X เกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซว่า:

    “ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิด การหยุดเดินเรือเกิดจากความหวาดกลัวของบริษัทประกันภัยต่อ ‘สงครามที่คุณเลือก’ ซึ่งคุณเป็นผู้เริ่ม ไม่ใช่อิหร่าน

    ไม่มีบริษัทประกันใดและไม่มีชาวอิหร่านคนใดจะยอมจำนนต่อการข่มขู่เพิ่มเติม แทนที่จะข่มขู่ จงให้ความเคารพ

    เสรีภาพในการเดินเรือไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีเสรีภาพทางการค้า จงเคารพทั้งสองสิ่งนี้ มิฉะนั้นก็อย่าคาดหวังว่าจะได้สิ่งใดเลย”

  • ผู้หญิง – คุณแหน : 23 มีนาคม 2569

    ผู้หญิง – คุณแหน : 23 มีนาคม 2569

    ฟิล์มบงกช ภัททิยไกรฤกษ์ มาลินีจักรพันธุ์ รวมพรเกตุทัต ลูกหว้าพิจิกา วรณันภิรมย์ภักดี วิสาขาภูมิรัตน์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/953597&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T6n_j7gIXg_Y61ywTBbnG