8
ภาพ
คัดลอกลิงก์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878434/gallery/6223982/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KZUSyiQvy4jJTw6eXx8Qb

8
ภาพ
คัดลอกลิงก์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878434/gallery/6223982/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KZUSyiQvy4jJTw6eXx8Qb

กระแสการเติบโตของ ‘นิโคตินถุง’ ในประเทศไทยกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของภาครัฐ ทั้งในมิติสุขภาพและการกำกับดูแลตลาด หลังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกเร่งขยายช่องทางจำหน่ายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า ซึ่งเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขยายตัวของสินค้าใหม่ในตลาดยาสูบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างของการควบคุมในยุคดิจิทัล เมื่อผู้ประกอบการบางส่วนใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการโฆษณาและขายสินค้า ส่งผลให้ ‘นิโคตินถุง’ กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น
ล่าสุด รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด หลังพบการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงแพร่หลายในหลายช่องทาง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ในเชิงสุขภาพ นิโคตินถุงถูกจัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีความเข้มข้นของนิโคตินในระดับสูง และสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น และแน่นหน้าอก อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเสพติด และอาจกระทบต่อพัฒนาการของสมองในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
ในมิติทางกฎหมาย การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ถือว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 27 (2) ซึ่งห้ามขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน การวางจำหน่ายหรือแสดงสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า ก็เข้าข่ายผิดมาตรา 36 ที่ห้ามแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบในสถานที่ขายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท และหากมีการแสดงชื่อหรือราคาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังมีโทษปรับเพิ่มเติม
อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การออกมาตรการ ‘สั่งเข้ม’ ครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มการยกระดับการกำกับดูแลสินค้ายาสูบรูปแบบใหม่ ที่กำลังเติบโตเร็วในตลาดไทย โดยเฉพาะในช่วงที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ในเชิงเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการค้าปลีกและแพลตฟอร์มออนไลน์อาจต้องเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้น ขณะที่ตลาดสินค้าทดแทนยาสูบจะถูกจับตาเข้มมากขึ้นในระยะถัดไป
อย่างไรก็ดี ภาครัฐยังขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อช่วยลดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในกลุ่มเยาวชน และสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของตลาดกับการคุ้มครองสุขภาพของสังคมโดยรวม
อัยรินทร์ ยังชี้ ไม่เพียงการปราบปรามสินค้า ‘นิโคตินถุง’ เท่านั้น แต่รัฐกำลัง ‘ปิดช่องโหว่’ ของตลาดยาสูบยุคใหม่ ที่เคลื่อนตัวเร็วกว่ากฎหมายในช่วงที่ผ่านมา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/government-nicotine-pouch-crackdown&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j0DqNC1dRe8SiaJRmx8el


รัฐบาลสั่งเข้มดำเนินคดีผู้จำหน่ายยาสูบประเภท ‘นิโคตินถุง’ ผ่านออนไลน์-แหล่งท่องเที่ยว-ห้างสรรพสินค้า เตือนภัยอันตรายกระทบสมองในระยะยาว
23 มี.ค. 2569 – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และมีการวางจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า ทำให้เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ นิโคตินถุงมีนิโคตินความเข้มข้นสูง ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น แน่นหน้าอก และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงก่อให้เกิดการเสพติด และกระทบพัฒนาการสมองในระยะยาว รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเข้มพร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงในสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นการกระทำเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ได้แก่ การขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 27 (2)) ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการวางจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้าถือเป็นการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบในสถานที่ขายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท นอกจากนี้หากพบว่า การแสดงชื่อและราคาของผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 36 วรรคสอง มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โทร. 0 2590 3852 ขอย้ำเตือน ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่จำหน่ายหรือแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการแสดงสินค้าและราคาอย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันปกป้องสุขภาพของประชาชน และลดปัญหาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเยาวชน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/967714/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11JJ7TYvXIV5-FmlRrXv-s


นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางดัชนี SET มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,400-1,450 จุด แม้ภาพรวมจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร
ทั้งนี้กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้งซึ่งอาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนอีกราวหนึ่งเดือน
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงเป็นตัวแปรหลักที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก โดย QatarEnergy ระบุว่ากำลังการส่งออกก๊าซ LNG อาจหายไปถึงร้อยละ 17 ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า แม้ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่ากำลังพิจารณา “ปิดฉาก” ปฏิบัติการทางทหาร เพราะบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้ว แต่อิสราเอลยังยืนยันที่จะยกระดับการโจมตีต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการที่สงครามในตะวันออกกลางไม่จบเร็ว ดันให้ราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า กระทบ GDP ไทย 0.2-0.7% ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ทั้งนี้การที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลกกดดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
โดยเครื่องมือ FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED จะปรับลดดอกเบี้ยช้าลงไปจนถึงช่วงกลางปี 2570 สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านตลาดแรงงาน แต่กลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างหนักในภาคอสังหาริมทรัพย์
ท่ามกลางมรสุมต่าง ๆ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 8,000 ราย เหลือ 205,000 ราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 215,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งและช่วยหนุนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอยู่ที่รายงานเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ อาทิ สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์จะรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเตรียมแถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภูมิภาค และดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนวันที่ 31 มีนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยจะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และในสัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะประกาศดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และต่างประเทศ วันที่ 23 มีนาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยวันที่ 24 มีนาคม ญี่ปุ่นจะเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือนมีนาคม
ขณะเดียวกันสหภาพยุโรปจะรายงานดัชนี PMI เช่นกัน สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ ผลิตภาพและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยไตรมาส 4/68 และดัชนี PMI เดือนมีนาคม วันที่ 25 มีนาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเปิดเผยรายงานการประชุม และสหรัฐฯ จะรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4/2568 ราคานำเข้า–ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU, บริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA และบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทนและสินค้าเกษตรแปรรูปอย่าง บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI, บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE และบริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/821012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BC-xgBDoeKLX-tmhJxe41

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณีครูพลศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้มอบหมายให้ตนเองติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้โดยทันที เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของ สพฐ. อย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งยังขัดต่อนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด และเขตพื้นที่ฯ ได้ออกคำสั่งให้ครูคนดังกล่าวพักราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งได้ส่งนักจิตวิทยาโรงเรียนลงพื้นที่ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจนักเรียนและผู้ปกครองแล้ว และจะติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากพบผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาที่มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลย ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง และปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712650/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V9F3m0CHXYj6uwjntG9p9

วันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศขึ้น โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล
ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ
ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ หนึ่ง โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) สอง โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) สาม โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus) สี่ โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant)
ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง
“ที่สำคัญ ในการจัดงานครั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.” ดร.พิรุณ กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1525097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WSs01hb8pvZOtk3mmd1T

วิกฤตโลก แต่ไทยยังมีทางรอด “ดร.เอกนิติ” ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ แก้เกมสงคราม “จับต้องได้ -โตได้”
#topnewstv #สหรัฐฯ #อิสราเอล #อิหร่าน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1525061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PrDCKTjNn3h2vjwgqQ1CU

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4 โดยมี นางสาวจิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทน รฟม. นำผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า มหานคร และผู้ใช้บริการอาคารจอดแล้วจร เข้าร่วมกิจกรรม ชมเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ ณ ตลาดคลองบางหลวง ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชคล (MRT สายสีน้ำเงิน) โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้สักการะขอพรหลวงพ่อบุษราคัม พระพุทธรูปปางมารวิชัย ณ วัดกำแพงบางจาก เดินชมวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ ตลาดคลองบางหลวง ชมงานศิลป์ ณ บ้านศิลปิน และทำกิจกรรม Workshop ร้อยลูกปัดตามสีประจำวันเกิดเสริมโชคชะตา
ทั้งนี้ รฟม. ตั้งใจจัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวสายทางรถไฟฟ้ามหานคร ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน โดยสร้างประสบการณ์เดินทางที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง คือการได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชน มรดกทางวัฒนธรรมที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเมืองใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ อันเป็นการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนกับวีถีชุมชน อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง รฟม. และ ชุมชน ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าของ รฟม. ติดตามข้อมูลข่าวสารของ รฟม. ได้ที่ www.mrta.co.th หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 “องค์กรชั้นนําในการขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/th/site/post_share/view/160198&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_o6IrPYhvVnrcoNzr1knm

สงขลา, วันที่ 23 มีนาคม – ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดกิจกรรม “อบรมเชิงปฏิบัติการค่ายและการปฐมนิเทศเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 (ทุนซีพี ออลล์ เยาวชนใต้)” โดยมี ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะครู และเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมณ โรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา อย่างคึกคัก
นายปฏิพัทธ์ มะลิสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างโอกาสทางสังคม กล่าวว่า ศอ.บต. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่ออาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ประจำปีการศึกษา 2569 รวมทั้งสิ้น 600 ทุน

ทั้งนี้ ทุนการศึกษาดังกล่าวแบ่งออกเป็น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 150 ทุน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 200 ทุน และระดับปริญญาตรี จำนวน 250 ทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้สายอาชีพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับกิจกรรมค่ายและการปฐมนิเทศในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่ได้รับทุนซึ่งยังไม่ผ่านการอบรม จำนวน 360 คน พร้อมด้วยตัวแทนนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา และคณะอาจารย์พี่เลี้ยงจากสถาบันการศึกษา รวมทั้งสิ้น 400 คน

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม “มารยาทเบื้องต้นเพื่อการอยู่ร่วมกัน” การถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง กิจกรรม “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง อาชีพในฝัน” การเข้าฐานการเรียนรู้ และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเยาวชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ทั้งนี้ ศอ.บต. และ CP All ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนในทุกมิติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/285416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tZNtO7Dni-ZwJ6_Ms7Jgn


กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล
ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ
ทั้งได้จัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ
ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่
ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง
ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป
พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ที่สำคัญคือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/654704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nprHxOkIoZpPvliyYvkfD