Blog

  • ท่องเที่ยวภูเก็ตอ่วม! น้ำมันแพงทำต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    ท่องเที่ยวภูเก็ตอ่วม! น้ำมันแพงทำต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    27 มี.ค. 2569 – นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม กลุ่มรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถโดยสาร รถทัวร์ รวมถึงขนส่งทางทะเล เช่น เรือนำเที่ยวและเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัด

    อ้างอิงผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคท่องเที่ยว โดยภาคขนส่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 39–48% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้ทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ แม้ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานโดยตรงไม่สูงมาก แต่ยังคงได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมของนักท่องเที่ยว

    จากการจำลองสถานการณ์ในงานวิจัย หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ต้นทุนโรงแรมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 7% อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 50% ต้นทุนโรงแรมอาจเพิ่มสูงถึง 25.7% ขณะที่ภาคขนส่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 38.5% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกระแทกต่อทั้งระบบอุตสาหกรรม

    นายกสมาคมฯ ระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงค่าเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เท่าผู้ประกอบการรายใหญ่

    พร้อมกันนี้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้เสนอ “ชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ตรึงราคาน้ำมันดีเซลในระดับเป้าหมายสำหรับภาคท่องเที่ยว ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน ควบคู่กับการกำหนด “Tourism Fuel Rate” หรือราคาน้ำมันเฉพาะสำหรับภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราราคาพิเศษให้กับผู้ประกอบการขนส่งนักท่องเที่ยว เช่น รถรับส่งโรงแรม รถทัวร์ และเรือท่องเที่ยว ผ่านระบบบัตรหรือการคืนเงินตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อลดต้นทุนในภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบ และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปยังนักท่องเที่ยว

    ในด้านภาษี เสนอให้มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว 6–12 เดือน และออกมาตรการ Energy Tax Credit ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันไปหักภาษีได้โดยตรง ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลชั่วคราว การพักชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน เพื่อรักษา demand ของตลาด เสนอให้ภาครัฐเร่งออกโครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยขยายรูปแบบจากคนละครึ่งเดิมให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบราคาขายมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน สมาคมฯ เห็นว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่น landing fee และ passenger service charge รวมถึงการจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดการแบ่งเบาความเสี่ยงร่วมกับสายการบิน (Load Factor Support) ในบางเส้นทางใหม่หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดหรือคงเส้นทางบินไว้ในช่วงที่ต้นทุนสูงและ demand ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ในระยะกลาง เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “Green Transport Corridor” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต โดยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV shuttle และ EV boat พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งทั้งเกาะในระยะยาว รวมทั้งเสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว (Tourism Energy Stabilization Fund) เพื่อช่วยรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเปราะบางสูง

    “มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบ ตั้งแต่สายการบิน ขนส่ง ไปจนถึงโรงแรม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง จะส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในราคาที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย” นายกสมาคมฯ กล่าว และยืนยันว่า ภาคเอกชนพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงาน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/970262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lUscVuGWo8TJN1KPITuPG

  • เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    ภูมิภาค

    เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกมลแก้ว แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เทศบาลเดินหน้านโยบายเชิงรุกด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ โดยร่วมกับกองการท่องเที่ยวและกีฬา และวนอุทยานเขาตาม่องล่าย ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติแห่งใหม่ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติถ้ำหัวใจตาม่องล่าย”

    การดำเนินงานครั้งนี้มีนายสุกฤษฎ์ แจ้งท้วม หัวหน้าวนอุทยานเขาตาม่องล่าย ร่วมบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมีระยะทางประมาณ 600 เมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง โดยจุดเด่นอยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ควบคู่การเรียนรู้ระบบนิเวศ

    เบื้องต้น วนอุทยานเขาตาม่องล่ายได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการนักท่องเที่ยว โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้เส้นทางไม่เกินครั้งละ 6 คน เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ ระหว่างเวลา 09.00–16.00 น.

    ทั้งนี้ คณะทำงานได้สำรวจสภาพเส้นทาง จุดเสี่ยง จุดพัก และพื้นที่ภายในถ้ำ เพื่อนำไปวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งป้ายสื่อความหมาย การกำหนดมาตรการความปลอดภัย และการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่

    นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยว ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์เมืองประจวบฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและผจญภัยอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470606&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GnyWS1wJVnnuZjeXtQd7j

  • กรุงศรีเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/137464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bj8JbI8_W-DmMMJpnW3T8

  • ลุคใหม่ ศุภจี หารือทูตแอฟริกาใต้ หลายคนถึงกับสะดุดตา เป๊ะ ปังกว่าเดิม | เดลินิวส์

    ลุคใหม่ ศุภจี หารือทูตแอฟริกาใต้ หลายคนถึงกับสะดุดตา เป๊ะ ปังกว่าเดิม | เดลินิวส์

    หลังจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ปฏิบัติภารกิจงานโดยไม่ได้ลงมาพบปะสื่อมวลชนนานร่วมสัปดาห์ ล่าสุด นางศุภจี ได้ปรากฏตัวเป็นข่าวอีกครั้ง ในการพบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริก เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อหารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้หลายคนถึงกับสะดุดตากับการปรับลุคใหม่ของ รมว.พาณิชย์ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม

    สำหรับการหารือในวันนี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรี นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI) อย่างเต็มที่

    นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน

    นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี  การขนส่ง TILOG – LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

    พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

    ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5722989/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gGea1SXb5IeeGnGLmtGkm

  • CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    เซ็นทรัลพัฒนา กางแผน 5 ปี ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ยกระดับอสังหาฯ ไทย สู่มาตรฐานโลก

    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ประกาศวิสัยทัศน์ ‘A Future-Led Ecosystem’ พร้อมกางโรดแมปการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2569–2573

    มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการแบบ Mega-Scale Mixed-Use ที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็นการ “สร้างย่าน สร้างเมือง” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ระดับโลก
     

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    บิ๊กโปรเจกต์รังสิต: เมืองแห่งอนาคตบนพื้นที่ 750 ไร่

    ไฮไลท์สำคัญที่สุดคือการประกาศบุกเบิกกรุงเทพฯ ตอนเหนือด้วยเมกะโปรเจกต์บนที่ดินขนาดใหญ่ถึง 750 ไร่ ติดถนนพหลโยธินและใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง

    โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มเซ็นทรัลเคยพัฒนามา โดยเน้นแนวคิด Nature-Integrated และ Sustainable Living เพื่อสร้างเมืองที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถเดินถึงกันได้ (Walkable City) และมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รองรับคุณภาพชีวิตที่ดี

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    พลิกโฉม 3 ย่านยุทธศาสตร์: พระราม 9, ลาดพร้าว, บางนา

    นอกจากการสร้างเมืองใหม่แล้ว CPN ยังเดินหน้า Transformation ย่านสำคัญเดิมให้กลายเป็น Future District:

    Central GR9 (พระราม 9): ยกระดับพื้นที่ 73 ไร่ ให้เป็น Well-Established CBD แห่งอนาคต ด้วยพื้นที่โครงการรวม 1.1 ล้าน ตร.ม. เชื่อมโยงอาคารออฟฟิศระดับ Grade A และศูนย์การค้าโฉมใหม่

    The Central District (ลาดพร้าว-พหลโยธิน): ผนึกกำลัง Central Ladprao และโครงการใหม่ “The Central” บนที่ดินรวม 96 ไร่ เพื่อสร้าง Ecosystem รีเทลที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เกือบเท่าเซ็นทรัลเวิลด์

    The New Central Bangna: พลิกโฉมสู่มิกซ์ยูสบนพื้นที่ 50 ไร่ เจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth Family) ที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้า CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และ CEO กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า “เซ็นทรัลพัฒนา ภูมิใจที่ได้มีส่วนสร้างย่าน สร้างเมือง ภายใต้โมเดล Retail-Led Mixed-Use ที่ประสบความสำเร็จตลอด 45 ปี เราจะเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี เพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050 และสร้างงานกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development ระบุว่า “เราต้องมองอนาคตให้ใกล้กว่าเดิม เพื่อพัฒนา Mega-scale Urban Transformation Projects ให้เป็นเมืองคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุม Strategic Ring ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ Super Core CBD ไปจนถึงมุมเมืองต่างๆ”

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer เน้นย้ำบทบาทใหม่ว่า “เรายกระดับสู่การเป็น The Masterplanner ที่พัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือโตเกียว พร้อมใช้แพลตฟอร์ม Data & AI ผ่าน The 1 ที่มีสมาชิกกว่า 23 ล้านราย ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรกว่า 1,400 แบรนด์เติบโตไปพร้อมกัน”

    นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ Head of Leasing เสริมถึงความสำเร็จจากการปรับโฉมว่า “เราเห็นโอกาสจากกลุ่ม Wealth Segment อย่างที่ Central Bangna และ Chaengwattana ที่หลังปรับโฉม Traffic เติบโตขึ้นถึง 40% สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ Non-retail นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ CFO และ President Hotel and Office ระบุว่า “อาคารสำนักงาน Grade A ทั้ง 11 แห่งของเรายังคงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลก และเรามีแผนขยายธุรกิจ Office และ Hotel ไปยังหัวเมืองสำคัญอย่างเชียงใหม่และหาดใหญ่”

     ขณะที่ นายกรี เดชชัย President, Residence Business กล่าวว่า “ธุรกิจที่อยู่อาศัยเติบโตต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยแบรนด์ PHYLL และ ESCENT จะเข้าไปเติมเต็มโครงการ Mega Projects ทั่วประเทศเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ด้วยแผนการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต

     เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าที่จะสร้าง The Ecosystem for All ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับทุกภาคส่วนของสังคมไทย CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OEzFJV8ggBPMClIih0bIo

  • “ทอง” พุ่งทะลุ 7 หมื่น! ราคาล่าสุดขยับแรง เช็กด่วนก่อนพลาดโอกาส

    “ทอง” พุ่งทะลุ 7 หมื่น! ราคาล่าสุดขยับแรง เช็กด่วนก่อนพลาดโอกาส

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t949pwNi_yop7ok9FXrR7

  • ฟิล์มพลาสติก – ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

    ฟิล์มพลาสติก – ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

    UNIX ยืนยันซัพพลายเชนยังดำเนินงานได้ตามปกติ แม้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมมั่นใจส่งมอบสินค้าครบตามคำสั่งซื้อ จากระบบบริหารสต๊อกและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/tag/%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10q1d126r2BItSA2YJ36lc

  • โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 ราย

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 ราย

    ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 ราย

    วันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 ราย

    มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักการคลังและสินทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568

    และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายพีรธร วิมลโลหการ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองบริหารจัดการทรัพย์สิน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1227004&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0isikb7nac_a0ortbEx9A5

  • ประวัติ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” องคมนตรีคนใหม่ อดีตผู้ว่าฯ ธปท. คนที่ 24

    ประวัติ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” องคมนตรีคนใหม่ อดีตผู้ว่าฯ ธปท. คนที่ 24

    เปิดประวัติ “ดร.นก – เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” องคมนตรีคนใหม่ ก่อนหน้านี้ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ หลังเกษียณจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. คนที่ 24

    วันที่ 26 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็น องคมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (อ่านเพิ่มเติม : โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็น “องคมนตรี”) ซึ่ง นายเศรษฐพุฒิ เป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    ประวัติ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ”

    สำหรับประวัติของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ มีชื่อเล่นว่า นก เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2508 ปัจจุบันอายุ 61 ปี (พ.ศ. 2569) เป็นบุตรของนายโอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ชีวิตวัยเด็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน ต้องย้ายไปอยู่ประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นยังต้องเดินทางไปอยู่หลายประเทศ ทั้งอินเดีย โปแลนด์ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

    การศึกษา

    นายเศรษฐพุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลูกฝังความสนใจในสังคมศาสตร์ และมีความชื่นชอบในวิชาคณิตศาสตร์ จึงศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จาก Swarthmore College สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2534 และ 2537 ตามลำดับ

    เส้นทางการทำงาน

    ทั้งนี้ นายเศรษฐพุฒิ ในอดีตเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และตลาดการเงิน เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในตำแหน่ง Business Analyst ที่บริษัท McKinsey & Co. นครนิวยอร์ก ต่อมาเข้าร่วมงานกับ ธนาคารโลก (World Bank) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในตำแหน่ง Senior Economist ต่อมาได้รับเชิญให้กลับมาประเทศไทยในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 เพื่อร่วมงานในตำแหน่ง ผู้อำนวยการร่วม สถาบันวิจัยนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง หลังจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จึงเดินทางกลับไปปฏิบัติงานที่ธนาคารโลกอีกครั้ง

    โดยตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา นายเศรษฐพุฒิ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในองค์กรชั้นนำของประเทศไทย เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 

    กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายเศรษฐพุฒิ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 24 ต่อจาก นายวิรไท สันติประภพ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 และหลังครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้งให้ นายเศรษฐพุฒิ เป็นที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยมีผลทันทีตั้งแต่หลังครบวาระการดำรงตำแหน่งเดิม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 และล่าสุดวันที่ 26 มีนาคม 2569 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี

    เส้นทางการทำงาน

    2529 – 2531 Business Analyst, McKinsey & Co., New York สหรัฐอเมริกา

    2541 – 2543 ผู้อำนวยการร่วม สถาบันวิจัยนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง

    2535 – 2541 / 2544 – 2547 Senior Economist, World Bank, Washington DC สหรัฐอเมริกา

    2548 – 2550 ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    2550 – 2551 อนุกรรมการจัดการลงทุน (Investment Committee) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด

    2551 – 2552 กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด

    2552 – 2554 ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

    2554 – 2555 กรรมการ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

    2543 – 2560 Visiting Professor of Economics สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    2554 – มกราคม 2561 กรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิแอดไวเซอร์ จำกัด

    2555 – กุมภาพันธ์ 2560 ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา

    2560 – มีนาคม 2563 กรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

    2557 – สิงหาคม 2563 กรรมการอิสระ ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

    2557 – กันยายน 2563 กรรมการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    2558 – กันยายน 2563 กรรมการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    2559 – สิงหาคม 2563 กรรมการ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

    1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน 2568 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ลำดับที่ 24

    1 ตุลาคม 2568 – ปัจจุบัน ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่

    ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น องคมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922839&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i6md-qlNvK-ByTtxG4-U_

  • การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เผยว่าต้นทุนเศรษฐกิจจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมอย่างมาก โดยผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ก่อความเสียหายหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อเศรษฐกิจโลก

    การวิจัยครั้งนี้วัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำหนดส่วนแบ่งความเสียหายไปยังผู้ปล่อยมลพิษรายใดรายหนึ่ง ตั้งแต่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ไปจนถึงบริษัทน้ำมันข้ามชาติ

    สหรัฐฯ แชมป์โลกการปล่อยมลพิษ

    การประเมินแสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ระหว่างปี 1990-2020 เป็นแหล่งที่ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีนที่ 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ และสหภาพยุโรปที่ 6.4 ล้านล้านดอลลาร์

    สำหรับบริษัทเอกชน การศึกษาพบว่าการปล่อยมลพิษที่เชื่อมโยงกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย อย่างซาอุดี อารัมโก้ ระหว่างปี 1988-2015 ส่งผลให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจโลกสะสมมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020

    ความเสียหายในอนาคตมากกว่าที่ผ่านมา

    ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำการศึกษา กล่าวว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจไม่เพียงแต่ขนาดโดยรวมของความเสียหายที่ประเมินได้ซึ่งอยู่ในระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังประหลาดใจที่ความเสียหายในอนาคตจากการปล่อยมลพิษ ที่จะมากกว่าความเสียหายในอดีตจากการปล่อยมลพิษ

    การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในปี 1990 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 180 ดอลลาร์ ภายในปี 2020 แต่คาดว่าจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1,840 ดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2100 ซึ่งมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 10 เท่า!!

    — ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก ระบุ

    กิจกรรมปล่อยมลพิษสูงสร้างความเสียหายมหาศาล

    การวิจัยยังเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น การเดินทางทางอากาศ ต่อความเสียหายในอนาคต การเดินทางในเส้นทางไกลด้วยเครื่องบินปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี อาจก่อให้เกิดความสูญเสียประมาณ 25,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2100

    การเรียกร้องความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

    เมื่อการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นและประเทศยากจนต้องรับภาระหลัก ประเทศที่มั่งคั่งและธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทที่ไม่สมส่วนในการขับเคลื่อนความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ การศึกษาแยกต่างหากในวารสาร Nature ปีที่แล้ว พบว่าความร้อนจัดที่เชื่อมโยงกับการปล่อยมลพิษจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 111 บริษัท ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจโลก 28 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1991-2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/major-polluters-climate-damages-economic-cost-study&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EJBvmJIBtWAz-HnDqO8_j