Blog

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    สรุปสาระสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. โดยรวมชะลอลงจากเดือนก่อน จากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

    • ด้านอุปสงค์ชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงในบางหมวดสินค้าหลังจากเร่งไปในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงหลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
    • ด้านอุปทานปรับลดลงจากกิจกรรมทั้งในภาคบริการและการผลิตภาคอุตสาหกรรม
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบมากขึ้นจากหมวดอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน
    • ประเด็นที่ต้องติดตาม 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงมาตรการรับมือและเยียวยาของภาครัฐจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    31 มีนาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”text-4592e6e527″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    31 มีนาคม 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pfLqXu1D-x3fy_QgpeL70

  • สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    Loading…

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-92&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfMBGS5K7hdm5cL9pX62Y

  • พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ

    พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ จัดพิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ ปีการศึกษา 2568

    สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ จัดพิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ ประจำปีการศึกษา 2568 เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 ณ หอประชุมจุฬาฯ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานในพิธี และกล่าวรายงานโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดี และให้โอวาทนิสิตโดย อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) และ ดร.นันทกา ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ มูลนิธิทางสู่ฝัน ปั้นคนเก่ง

    พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษา เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ผู้ให้ทุนและผู้รับทุนการศึกษาได้พบเจอเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีงาม ทั้งสร้างการตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญในโอกาสทางการศึกษาที่นิสิตได้รับ

    ความเป็นมาของทุนการศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น สืบย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดระเบียบการอุปการะนักเรียนไว้สองประเภท คือ นักเรียนหลวง และ นักเรียนราชูปถัมภ์ ซึ่งเมื่อสถาปนาขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังคงใช้ระเบียบการเช่นนี้ต่อมาในระยะแรก พร้อมกับการได้รับแรงสนับสนุนอย่างไม่ขาดสายจากพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ที่ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเล่าเรียนให้แก่นิสิต รวมถึงความร่วมมือจากหน่วยงานระดับสากล จนนำไปสู่การพัฒนาเป็นทุนเล่าเรียนบริบูรณ์ในเวลาต่อมา

    รากฐานแห่งการให้ที่มั่นคงนี้ยังคงหยั่งลึกและแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปอย่างกว้างขวาง โดยมีท่านผู้มีอุปการะคุณด้านทุนการศึกษาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสืบสานพระบรมราชปณิธานแห่งการสร้าง ‘คน’ เพื่อสร้าง ‘ชาติ’ ให้คงอยู่คู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสืบไป

    สำหรับผู้ทีประสงค์บริจาคทุนทรัพย์เพื่อสมทบเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิต สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2218 7339 ในวันและเวลาทำการ

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/296380/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BUf8YmR996EEa26vdSsVO

  • ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารสวมรอยอาจารย์ หลอกโอนเงินค่ามัดจำทุนการศึกษา ย้ำมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายโอนเข้าบัญชีบุคคล เช็กด่วนก่อนตกเป็นเหยื่อ

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อ มหาวิทยาลัยบูรพา (Burapha University) ออกประกาศเตือนภัยด่วน! หลังพบกลุ่มมิจฉาชีพใช้มุกใหม่ ทำเอกสารปลอมที่มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย และสวมรอยเป็นอาจารย์หรือบุคลากร เพื่อหลอกลวงนิสิตและผู้ปกครองให้โอนเงิน โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    เปิดกลโกงมิจฉาชีพ : มุกไหนที่ต้องระวัง?

    มิจฉาชีพมักจะใช้จิตวิทยาความกลัวและการตัดสิทธิ์มาขู่ โดยมีรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อย ดังนี้:

    • หลอกค่ามัดจำทุนการศึกษา : อ้างว่านิสิตได้รับทุน แต่ต้องโอนเงินมัดจำก่อน มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์
    • ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปต่างประเทศ : หลอกว่าเป็นค่าดำเนินการล่วงหน้าสำหรับนิสิตที่ได้รับทุนไปศึกษาหรือดูงานต่างประเทศ
    • กิจกรรมไม่มีอยู่จริง : แอบอ้างการจัดกิจกรรมพิเศษและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม
    • ค่าประกันการเข้าเรียน : หลอกเรียกเก็บเงินเพื่อยืนยันสิทธิ์หรือรับประกันการเข้าศึกษาต่อ

    3 จุดเช็กชัวร์! ก่อนตกเป็นเหยื่อ

    มหาวิทยาลัยบูรพาขอยืนยันข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ปกครองและนิสิตใช้ตรวจสอบดังนี้:

    • ไม่มีนโยบายเก็บเงินมัดจำ : มหาวิทยาลัยไม่มีการเรียกเก็บเงินมัดจำเพื่อรับทุนการศึกษา หรือเงินประกันการเข้าเรียนทุกกรณี
    • ชื่อบัญชีต้องเป็นนิติบุคคล : การชำระเงินทุกอย่างของมหาวิทยาลัย ต้องโอนเข้าบัญชีชื่อ “มหาวิทยาลัยบูรพา” เท่านั้น
    • ไม่โอนเข้าบัญชีส่วนตัว : มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้นิสิตหรือผู้ปกครองโอนเงินเข้าบัญชีชื่อ “บุคคล” หรือ “อาจารย์” โดยตรง

    “โปรดระลึกเสมอว่า หากมีการเร่งรัดให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ”

    ช่องทางการติดต่อและตรวจสอบข้อมูล

    หากท่านได้รับการติดต่อที่น่าสงสัย หรือได้รับเอกสารเรียกเก็บเงินที่มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย โปรดอย่าเพิ่งโอนเงินเด็ดขาด และตรวจสอบความถูกต้องได้ที่:

    • โทรศัพท์ : ติดต่อเบอร์กลางของมหาวิทยาลัยบูรพา หรือหน่วยงานต้นสังกัดของคณะที่นิสิตสังกัดโดยตรง
    • เว็บไซต์หลัก : www.buu.ac.th
    • Facebook Fanpage : มหาวิทยาลัยบูรพา Burapha University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1227609&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ZfkpBR752vF4rl2Q0Lty

  • 240 ปี ทุ่งลาดหญ้า: พลังแห่งความกล้าหาญจากอดีต สู่พลังแห่งความสามัคคีสู้ทุกวิกฤต

    240 ปี ทุ่งลาดหญ้า: พลังแห่งความกล้าหาญจากอดีต สู่พลังแห่งความสามัคคีสู้ทุกวิกฤต

    มทบ.17 จัดงานวิ่ง THUNG LATYA RUN 2026 ปลุกพลังความสามัคคีระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์และมอบทุนการศึกษา ส่งต่อ “DNA ผู้ชนะ” จากวีรชนสู่นักสู้ยุคใหม่เพื่อก้าวข้ามทุกวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมไปด้วยกัน

    กาญจนบุรี – 29 มีนาคม 2569 ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พลังแห่งความสามัคคีถูกปลุกขึ้นอีกครั้งบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์ มณฑลทหารบกที่ 17 (มทบ.17) จัดกิจกรรม “วิ่งรำลึก 240 ปี เกียรติภูมิทุ่งลาดหญ้า” (THUNG LATYA REMEMBRANCE RUN 2026) เปลี่ยนหยาดเหงื่อให้เป็นความหวัง ระดมทุนสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ และสร้างรอยยิ้มผ่านทุนการศึกษาแก่บุตรหลานทหารและผู้ผ่านศึก

    พล.ต. ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 เปิดเผยว่า กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการหลอมรวมหัวใจของคนไทยกว่า 1,500 คน นำโดย นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มาร่วมแสดงพลัง ณ บริเวณอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเวียดนาม ค่ายสุรสีห์ เพื่อตอกย้ำว่า “ไม่ว่าวิกฤตจะหนักหนาเพียงใด หากเรามีหัวใจที่กล้าหาญและไม่ทอดทิ้งกัน เราจะผ่านพ้นไปได้เสมอ”

    ถอดบทเรียน “วีรชน” สู่แรงบันดาลใจในวันวิกฤต

    ย้อนกลับไปเมื่อ 240 ปีที่แล้ว สงครามทุ่งลาดหญ้าคือบทพิสูจน์ของความเด็ดเดี่ยวและการวางแผนที่ชาญฉลาดของบรรพชน กิจกรรมวิ่งครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งต่อ “DNA แห่งผู้ชนะ” ให้กับพี่น้องประชาชน:

    • ความอดทน (Endurance): เช่นเดียวกับการวิ่งระยะไกล 21K, 10K หรือ 5K ที่ต้องใช้พลังกายและใจก้าวข้ามขีดจำกัด
    • ความสามัคคี (Unity): ภาพของทหารและประชาชนที่วิ่งเคียงข้างกัน คือสัญลักษณ์ของการเกื้อกูลที่ไม่มีวันจางหาย
    • การแบ่งปัน (Sharing): รายได้ทั้งหมดจากการจัดงานจะถูกส่งต่อไปยังส่วนหน้าของวิกฤตสุขภาพ นั่นคือการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้รพ.ค่ายสุรสีห์ เพื่อดูแลชีวิตผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่

    ก้าวเล็กๆ ที่กลายเป็นพลังยิ่งใหญ่

    แม้ในวันที่หลายคนอาจรู้สึกท้อถอยจากสภาวะรอบด้าน แต่ภาพนักวิ่งกว่าพันชีวิตที่เริ่มออกสตาร์ทตั้งแต่เช้ามืดจนถึงเส้นชัย สะท้อนให้เห็นว่า “การเริ่มต้นลงมือทำ” แม้เพียงก้าวเดียว ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเชื้อไฟที่จุดประกายความหวัง ให้ทุกคนลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง และมีสุขภาพใจที่พร้อมจะสู้ไปด้วยกัน
    “เราจะจดจำวีรกรรมของบรรพชน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เราสร้างวีรกรรมของตัวเองในวันนี้ คือการร่วมมือกันเอาชนะวิกฤต เพื่อส่งต่อสังคมที่เข้มแข็งให้ลูกหลานสืบไป”
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามภาพบรรยากาศงาน:
    มณฑลทหารบกที่ 17 (ค่ายวชิราลงกรณ์) และ ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/740209&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAXk8b2J092P3oj81yInm

  • มหิดลผนึก 200 พันธมิตร ดัน “MU Synergy” พลิกงานวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง ปั้นอุตสาหกรรมอนาคตขับเคลื่อน GDP ไทย

    มหิดลผนึก 200 พันธมิตร ดัน “MU Synergy” พลิกงานวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง ปั้นอุตสาหกรรมอนาคตขับเคลื่อน GDP ไทย

    มหาวิทยาลัยมหิดล ปลดล็อกงานวิจัยสู่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ: ผนึกพลังความร่วมมือ MU SYNERGY ร่วมกับ 200 บริษัทเอกชนชั้นนำ อาทิ NVIDIA ,สยามเอไอ, สยามไบโอไซเอนซ์, NZeno ,
    เบทาโกร, Deltaฯลฯ  ตลอดจนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปลี่ยนงานวิจัยระดับโลกให้เป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง มุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างชาติ

    อัพเดทความคืบหน้าแผนการดำเนินการอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (New S-Curve) และการลงทุนในนวัตกรรมขั้นสูง ตั้งแต่ Medical AI ที่ใช้งานจริงแล้วในประเทศไทย, โรงงานยาชีววัตถุ ATMU, ไปจนถึงเทคโนโลยี การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ และ อาหารแห่งอนาคต

    พร้อมปฏิรูปกำลังคนทักษะเฉพาะทาง (Zero-Day Readiness): ด้วยการพลิกโฉมระบบการศึกษาผ่านโมเดล CWIE และ คลังหน่วยกิต (MU-CBS) สร้างบัณฑิตทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในเศรษฐกิจยุคใหม่

    กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 – มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัยปี 2569 เพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่การพัฒนาประเทศ ชูโมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” แนวทางการดำเนินงานที่มุ่งปลดล็อกทุกข้อจำกัดของงานวิจัย เน้นลงมือทำจริง และเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ พร้อมเปิดความก้าวหน้าของ 5 ไฮไลต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่
    (New S-Curve) ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) การสร้างโรงงานยามีชีวิต (ATMU) การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) และการปฏิรูปการศึกษา(Next-Gen Education) ซึ่งทั้ง 5 ด้านมีศักยภาพในการสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ เสริมโอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองโดยในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ ‘Real World Impact’ ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่

    การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมาอาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

    การสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต

    การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมุ่งพัฒนา    “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

    อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก โดยมีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการ ที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล

    การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน เช่น เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    “การประกาศ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ถือเป็นการยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมสังคมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ A1 – Synergistic and Collaborative Innovations (สานภารกิจวิจัย): มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ A2 – Empowering Learners (เพิ่มอำนาจผู้เรียน): พัฒนาระบบการศึกษาแบบ Lifelong Learning และการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (CWIE) เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที A3 – Amplifying Operations (ขยายผลสัมฤทธิ์): ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ ทั้งนี้เป้าหมายยุทธศาสตร์มุ่งเน้นที่การลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้
    ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Engine of Growth) ของประเทศ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้ 5 เสาหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ WHA Group สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยภายในงาน “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทยถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนระดับสากล ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนจึงเป็นกลไกหลักในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เพื่อรองรับเศรษฐกิจอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/138391&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3bsG42p3XscxjwNDMGjz

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569


    31/03/2569 | 24 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569

    วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม

    การประชุมในครั้งนี้ มีวาระสำคัญประกอบด้วย การรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พลังงานและความมั่นคง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ตลอดจนการกำหนดทิศทางการทำงานและการมอบหมายภารกิจแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบูรณาการงานร่วมกันเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

    กรมการพัฒนาชุมชน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนข้อมูลและขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด โดยได้กำหนดมาตรการประหยัดพลังงานของหน่วยงานอย่างเข้มข้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาระด้านงบประมาณของ ดังนี้

    – มาตรการ Work From Home: ให้หมุนเวียนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ (WFH) ในสัดส่วนร้อยละ 20 – 30 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด โดยกำชับว่าต้องไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน

    – ปรับรูปแบบการประชุมเป็น Online: ให้การประชุมของจังหวัดเปลี่ยนจากรูปแบบ Onsite เป็นแบบ Online ทั้งหมด พร้อมทั้งให้รายงานผลกลับมาว่ามาตรการนี้ช่วยประหยัดงบประมาณลงไปได้เท่าไหร่

    – ยกเลิกการตรวจราชการแบบลงพื้นที่: ให้เปลี่ยนมาใช้การตรวจราชการและติดตามงานผ่านระบบออนไลน์แทน เพื่อลดการใช้พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง

    – ยกระดับการอบรมสู่ระบบออนไลน์: ปรับรูปแบบการจัดอบรมสัมมนาให้เป็นระบบออนไลน์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและที่พัก

    – ปรับแผนการอบรมเชิงรุก: ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการฝึกอบรม ให้พิจารณาปรับแผนโดยการเคลื่อนย้ายวิทยากรไปหาผู้อบรมในพื้นที่แทนการให้คนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาพรวม

    – มาตรการ Carpool (ทางเดียวกันไปด้วยกัน): กำชับการใช้รถยนต์ราชการให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยต้องจัดที่นั่งให้เต็มความจุก่อนจึงจะพิจารณาใช้รถคันใหม่ เน้นการรวมกลุ่มเดินทางไปพร้อมกัน และงดการเดินทางไปที่เดียวกันด้วยรถหลายคัน

    – ควบคุมและสรุปค่าใช้จ่ายน้ำมัน: มอบหมายให้กองคลัง สรุปรายงานค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างละเอียด เพื่อเปรียบเทียบผลและหาทางลดค่าใช้จ่ายน้ำมันของจังหวัดในการเดินทางอย่างจริงจัง

    – งดการศึกษาดูงานต่างประเทศ: ปฏิบัติตามข้อสั่งการรัฐบาลอย่างเคร่งครัดในการงดเดินทางศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ โดยให้เปลี่ยนมาดำเนินการภายในประเทศแทน

    – การแต่งกายให้เหมาะสมกับฤดูกาล: ส่งเสริมให้บุคลากรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อลดการใช้พลังงานที่เกินความจำเป็น เช่น การปรับลดการใช้เครื่องปรับอากาศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/345184&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k679sBsbQh5k4Pt1g7BhY

  • นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    ลงประกาศวันที่ 31 มี.ค. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    วันที่ 31 มีนาคม – 15 เมษายน พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ/การตลาด นิเทศศาสตร์/วารสารศาสตร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน หรือสาขาอื่นๆ ที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเหมาะสม

    ประสบการณ์ทำงาน

    1. มีประสบการณ์ทำงานด้านวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่อ หรืองานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
    2. มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    3. มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. มีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    2. มีความยืดหยุ่น เปิดกว้างกับโจทย์เชิงทดลองและโจทย์การทำงานสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Resilience)
    3. มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิพากษ์ข้อมูล (Critical Thinking)
    4. มีความรับผิดชอบ สามารถในการบริหารจัดการตนเอง อย่างมีวุฒิภาวะ (Independence & Maturity)
    5. มีความรู้ ความเข้าใจ และใช้งานสถิติขั้นพื้นฐาน เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เป็นต้น
    6. รู้จักและติดตามผลงาน เนื้อหาของไทยพีบีเอส และแบรนด์ในเครือ รวมถึงมีความสนใจเปิดรับเนื้อหาในสื่ออย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเนื้อหาและรูปแบบที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ (Media Habits)

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1.ศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหาและการแข่งขันของแบรนด์สื่อ (เน้นสื่อทีวี)

    • วิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหา และรูปแบบรายการ
    • สรุปข้อค้นพบจากการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสถิติการรับชมที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง

    2.ประเมินคุณภาพและคุณค่าของรายการ

    • ออกแบบแนวทางการประเมิน รวมถึงพัฒนาตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับรายการ
    • ดำเนินกระบวนการประเมิน ด้วยการคัดเลือกรายการ และนำส่งลิ้งก์ออนไลน์ให้กับกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
    • สรุปผลการประเมินประสานและสนับสนุนงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์องค์การ

    3.ศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ

    • สนับสนุนการจัดกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ
    • สรุปประเด็นสำคัญจากการศึกษา เพื่อนำไปสื่อสาร หรือเผยแพร่ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

    4.บริหารจัดการโครงการวิจัย

    • บริหารจัดการโครงการวิจัย ให้คำแนะนำ และประสานความร่วมมือกับทีมวิจัย ให้สามารถดำเนินการวิจัย ผลิตเอกสารวิชาการ และเผยแพร่ทั้งภายในและนอกองค์กร

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2206
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/50127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw234iYR9PjrLz4ihIyKyjgh

  • ไทยพีบีเอส ร่วมส่งมอบ “ปฏิทินเก่า ให้เรานะ” แก่ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด จ.นนทบุรี – ไทยพีบีเอส

    ไทยพีบีเอส ร่วมส่งมอบ “ปฏิทินเก่า ให้เรานะ” แก่ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด จ.นนทบุรี – ไทยพีบีเอส

    ไทยพีบีเอสร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค นำปฏิทินเก่าส่งมอบแก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย จ.นนทบุรี เพื่อนำไปผลิตปฏิทินอักษรเบรลล์ รวมทั้งเชิญชวนประชาชนบริจาคขวดพลาสติก(ขวดPET)แบบไม่บีบ นำไปผลิตสื่อการเรียนการสอนเพื่อเด็กตาบอดทั่วประเทศ

    ทีมรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส พร้อมทีมงานการประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท Eastwater ในเครือการประปาส่วนภูมิภาค ช่วยกันลำเลียงปฏิทินเก่าที่ได้รับบริจาคมาจากประชาชนทุกภูมิภาคและเพื่อนพนักงาน รวมกว่า 300 กล่อง ส่งมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นำไปผลิตปฏิทินอักษรเบรลล์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 69

    นางชนิดาภา เพ็ชรรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด กล่าวว่า คนตาบอดทั่วประเทศตอนนี้มีหลายแสนคน ที่มีต้องการปฏิทินอักเบรลล์ใช้ในชีวิตประจำวัน การบริจาคปฏิทินเก่าเป็นประโยชน์และยังช่วยให้ศูนย์สามารถลดต้นทุนกระดาษในการผลิตได้มาก แต่จะต้องนำมาคัดให้ได้ไซส์มาตรฐานที่ต้องการ

    นอกจากนี้ยังอยากเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคขวดน้ำดื่มชนิดขวด PET แบบไม่บีบ เพื่อนำมาพัฒนาทำสื่อ 3D ปริ้น เป็นการเพิ่มสื่อการเรียนรู้ให้กับเด็กตาบอด เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกมพยัญชนะ เพราะปกติสื่อการเรีนจะมีแค่อักษรเบรลล์และสื่อเสียงเท่านั้น

    ด้านนายธงชัย ระยะกุญชร ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า กิจกรรม “ปฏิทินเก่า ให้เรานะ” ได้ร่วมมือกับไทยพีบีเอส มาเป็นปีที่ 4 และได้ความร่วมมือจากเพื่อนพนักงานรวมถึงบริษัทในเครือ ร่วมบริจาคปฏิทินเก่า เพื่อมาทำประโยชน์แก่คนตาบอดทั่วประเทศ

    สำหรับผู้ที่สนใจมอบปฏิทินเก่าหรือกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว สามารถนำมาบริจาคได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เลขที่ 78/2 ถ.ติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โทร 02-583-6518 และ 02-962-5818

    หรือ สมทบทุนเพื่อผลิตสื่อ สำหรับผู้พิการทางการมองเห็น มอบให้โรงเรียนสอนคนตาบอด 16 โรงเรียนทั่วประเทศ ธนาคารกรุงไทย บัญชีเลขที่ 123-1-42148-7 ชื่อบัญชี ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด โดยระบุข้อความในสลิปโอนเงิน ”พิมพ์หนังสือนิทานอีสป” แอดไลน์สแกน QR Code เพื่อส่งสลิปการโอนเงิน (สามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/csr/53996/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gN3LTQXdyFNVs_2NNyY3T

  • พิธีมอบประกาศนียบัตรบัณฑิตน้อยที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นปฐมวัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ | TOPNEWS

    พิธีมอบประกาศนียบัตรบัณฑิตน้อยที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นปฐมวัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ | TOPNEWS

    พิธีมอบประกาศนียบัตรบัณฑิตน้อยที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นปฐมวัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่

    • เผยแพร่ : 31/03/2026 17:35

    วันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกองการศึกษา เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ระดับปฐมวัย   ของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568 นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวมณิฐกานต์ เมธาพิมุกต์นนท์ สมาชิก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย คณะสมาชิกสภาเทศบาลฯ หัวหน้าส่วนราชการ ผอ.กองการศึกษา เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่

    นายอภิเชษฐ แนวพญา ผอ.รร.อนุบาลเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คณะครู และผู้ปกครองร่วมในกิจกรรมพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568  ด้าน นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวว่า ด้วยเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของเด็กปฐมวัย  โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาเด็กประถมวัยให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ   เสริมสร้างเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขและเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อม ให้กับเด็กที่จะเข้ารับการศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป

    ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2568 มีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 223 คน และมีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ชั้นปฐมวัยปีที่ 3 จำนวน 69 คน ซึ่งในพิธีมอบประกาศนียบัตร นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ได้กล่าวให้โอวาทกับนักเรียน ที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นประถมวัย และในระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไป

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/นายอัฑฒ์ สุทธารักษ์ คิวผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    image

    SOCAIL 16-9

    ทรัมป์โพสต์เดือดบอกพันธมิตรยุโรปไปเอาน้ำมันที่ฮอร์มุซเอง

    “เอกนิติ” ชี้วิกฤตพลังงาน สร้างผลกระทบศก.ยิ่งกว่าช่วงโควิด ไม่ดันทุรังนโยบายอุดหนุน เตรียมยุทธศาสตร์ 3 T นำไทยสู่ระเบียบโลกยุคใหม่

    จีนยืนยันเรือสินค้า 3 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ทุบสถิติโลก! ‘เครื่องบินกระดาษ’ จีนร่อนกลางอากาศ 31.2 วินาที

    รมว. ต่างประเทศปากีสถานเยือนจีนถกสถานการณ์ตอ. กลาง

    ชาวเกาหลีใต้แห่กักตุนถุงขยะหวั่นขาดแคลน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1533239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X75_elf4Kiixe7igHV_yp