Blog

  • นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% เริ่ม 1 เมษายน

    นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% เริ่ม 1 เมษายน

    01 เมษายน 2569, 20:17น.

                นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า 10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า 20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด 58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

               นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

               สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม House Brand ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย

               กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

               พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers) ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสีฟัน โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู โดยกล่าวว่า ‘วันนี้ยาสีฟันหมดพอดี เตรียมมาซื้อในงานวันนี้’

     

    #ไทยช่วยไทย

    #ค่าครองชีพ

    Cr:รัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHfM-GR7haXFK67cokdzO

  • “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    วันนี้ (1 เม.ย.2569) ที่อาคารรัฐสภา พรรคเศรษฐกิจได้แสดงจุดยืนด้านนโยบายพลังงาน โดยมุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันและการเปิดความร่วมมือระหว่างประเทศ

    ภาพประกอบข่าว “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    นายคริส โปตระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วยนายพีรพล กนกวลัย น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล เปิดเผยว่า พรรคได้หารือร่วมกับผู้แทนกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เพื่อแสวงหาแนวทางนำเข้าน้ำมันเสรีในราคาที่เหมาะสมเข้าสู่ประเทศไทย โดยการหารือดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่พรรคได้อภิปรายในสภาเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

    นายภูมิพงศ์ จงสกุล โฆษกพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

    1.เปิดให้นำเข้าน้ำมันเสรี ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุน เพื่อลดราคาน้ำมันได้ 7-10 บาท

    2.ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จากอัตราปัจจุบันที่เก็บประมาณลิตรละ 7 บาท

    3.ยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมัน เพื่อลดราคาขายปลีกเพิ่มเติม เพื่อลดราคาลิตรละ 2 บาท

    พรรคเศรษฐกิจประเมินว่า หากดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างครบถ้วน จะสามารถลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณ 16–19 บาทต่อลิตร แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้ในระยะสั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจพร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่ม BRICS ในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลกทันที หากรัฐบาลแสดงความพร้อมในการดำเนินนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอให้มีการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบพลังงานของประเทศ

    ภาพประกอบข่าว “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    ด้าน ดร.มีชัย เถาเจริญ ในฐานะผู้แทน BRICS ประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Iurii Filatov ที่ปรึกษา ผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะรัสเซีย มีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน และสามารถนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานของทั้งสองประเทศในลำดับถัดไป

    พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    วิกฤต พลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.2–1.6%

    ปณท.ตรึงค่าขนส่งถึง 15 เม.ย. ก่อนปรับค่าบริการ EMS, e-CoPost เริ่ม 16 เม.ย.

    “เชียงใหม่” ผุดแอปฯ “ห้องพักปอด” ให้ประชาชนใช้บริการหนีฝุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lY88l_h5nPpsiFiWWfbCe

  • ‘ศุภจี’ ซัด ไร้สาระ โดนขุดเรียนมหาลัยห้องแถว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานเพียบ

    ‘ศุภจี’ ซัด ไร้สาระ โดนขุดเรียนมหาลัยห้องแถว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานเพียบ

    “ศุภจี” ข้องใจ มีปัญหาอะไร หลังเพจดังแฉเรียนจบมหาวิทยาลัยห้องแถวในสหรัฐฯ แจง คนมีความสามารถจบที่นี่เพียบ ในไทยก็มี ยัน เรียนจริง จบจริง สุดท้ายปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานกับบริษัทเพียบ ไม่คิดว่าเป็นประเด็น ไร้สาระ แต่ไม่ฟ้อง เผย เข้าการเมืองไม่ได้ยื่นวุฒิการศึกษา

    จากกรณีที่เพจ CSI LA ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จบ MBA จาก Northrop University ปี 1988 มหาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ทั้งที่ในยุคนั้นก็มีมหาลัยดีๆ ให้เลือกอีกมาก แต่กลับเลือกที่นี่ มันส่อให้เห็นอะไรบางอย่างนั้น 

    โดยนางศุภจี เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก่อนจะถามผู้สื่อข่าวว่า ทำไมละค่ะ มีปัญหาอะไร 

    เมื่อถามว่า มหาวิทยาลัยอื่นก็มี ทำไมเรียนที่นี่เพราะถูกมองมหาวิทยาลัยห้องแถว นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก คนที่มีความสามารถจบจากที่นี่มากมาย ในประเทศไทยก็มี ผลิตบุคลากรเยอะแยะมากมาย ตนก็เรียนจริงๆจบจริงๆ เมื่อเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริงๆ 

    “เราก็ทำงานมาตั้งขนาดนี้ ในบริษัทต่างๆ มีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นอะไรเลย ไร้สาระมาก” นางศุภจี กล่าว ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ 

    จากนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยอีกครั้งถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ฟ้องหรอก ไม่ซีเรียส เพราะมีเรื่องใหญ่กว่านี้ให้โฟกัส อย่างความเดือดร้อนของประชาชน 

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เพจดังกล่าวเคยนำเสนอเรื่องวุฒิการศึกษาของ สว.รายหนึ่งมาแล้ว นางศุภจี กล่าวว่า มันคนละเรื่องกัน และตนไม่ได้ยื่นวุฒิการศึกษาในการเข้ามาทำงานการเมือง ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ไม่ซีเรียส ปล่อยไปเถอะ ให้เขาไปโฟกัสเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และเรามาเดินหน้าทำเรื่องที่เป็นเรื่องดีกว่า เพื่อช่วยประโยชน์กับสังคมดีกว่า หากตนจะขอร้องให้ช่วยกันคือ ช่วยกันโปรโมทโครงการไทยช่วยไทยดีกว่า คนที่เขามีความเดือดร้อนได้รับผลกระทบสินค้าแพง และเป็นบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็เดินหน้าหาสินค้าที่ลดราคาและควบคุมได้มาจำหน่าย ช่วยกันตรงนี้ดีกว่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227794&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W8KWvxT87jdvIH-DqUDs0

  • ปลัด ก.ท่องเที่ยว ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2569 ขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องบ้านน้ำรี มุ่งพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    ปลัด ก.ท่องเที่ยว ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2569 ขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องบ้านน้ำรี มุ่งพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    ปลัด ก.ท่องเที่ยว ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2569 ขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องบ้านน้ำรี มุ่งพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    (วันที่ 30 มีนาคม 2569) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานองคมนตรี ทำเนียบอุทยานสราญรมย์ โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนให้มีรายได้และสุขภาวะที่ดีขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้บ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในการดำเนินงานโครงการ โดยระยะแรกจะมุ่งเน้นการคืนพื้นที่ป่า การจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ถนน ระบบสาธารณูปโภค และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อสร้างความพร้อมในการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

    ในระยะต่อไป โครงการจะส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism) มุ่งพัฒนาอัตลักษณ์ชุมชนให้สอดคล้องเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน โดยยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนน การเข้าถึง และการเดินทาง ซึ่งต้องเร่งพัฒนา พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายจิตอาสา และภาคีการพัฒนา เพื่อผลักดันบ้านน้ำรีให้เป็นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตและท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69404&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y2EW7-ZbN4AVrBFPGzdOs

  • ผลสำรวจชี้คนไทยให้ความสำคัญดีไซน์ และความปลอดภัยรถยนต์เป็นอันดับแรก

    ผลสำรวจชี้คนไทยให้ความสำคัญดีไซน์ และความปลอดภัยรถยนต์เป็นอันดับแรก

     ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์)  ที่ปรึกษา และวิจัยการตลาด เผยผลการศึกษาวิจัย ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องนี้ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์ ฯลฯ. หรือที่เรียกว่า “ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิด “ความภักดีในใจของลูกค้า” ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย

    การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งเริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์ โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ 5) ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 6) การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 7) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 8) ระบบเสียง และความบันเทิง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 9) แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า “ผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ในครั้งนี้เราพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน) Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม”

    “รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด”

    “ในส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 1) แบตเตอรี่ และการชาร์จ 2) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 3) ระบบเสียง และความบันเทิง”

    “ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 1) ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 2) ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า”

    “ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร”

    “และยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive(รู้สึกเฉย ๆ) และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด”

    การจัดอันดับดัชนีประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2569 กลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน)

    Study Name: Differential 2025 Thailand Product Customer Experience Index Study (Product CXI) SM

    หมายเหตุ:

    (การศึกษานี้แสดงถึงการประเมินโดยหน่วยงานอิสระ และบุคคลที่สามเกี่ยวกับประสบการณ์ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ต่อ การออกแบบ การใช้งาน เทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่นำเสนอในตัวผลิตภัณฑ์รถยนต์ ครอบคลุมแบรนด์รถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (ไม่รวมกลุ่มรถหรูและรถสปอร์ต) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย 

    แผนภูมิ และกราฟจากข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ หากนำไปใช้ รบกวนระบุ “แหล่งที่มา: บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด” การจัดอันดับจะพิจารณาจากคะแนนตัวเลข และอาจไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความสำคัญทางสถิติ การใช้ข้อมูลในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้เพื่อการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจาก บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด

    นายศิรส ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่”

    “สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา” นายศิรส กล่าว.
     

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/      

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2923832&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15DAuCJ_8exrR2N2ksWYv3

  • UNIX ปิดเทรดวันแรก 1.94 บาท ยืนเหนือจอง 2.65% – Infoquest

    UNIX ปิดเทรดวันแรก 1.94 บาท ยืนเหนือจอง 2.65% – Infoquest

    UNIX ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีความชำนาญและประสบการณ์มากกว่า 30 ปี โดยบริษัทสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและตลาดด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน อาทิ การนำ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vtl0v93jIBWl6WECkolM2

  • แฟนมอเตอร์สปอร์ต โพสต์ขายมอเตอร์ไซค์ 600cc คันเดียวกับที่ “ฟิล์ม รัฐภาคย์” ใช้แข่ง Moto2 ปี 2011

    แฟนมอเตอร์สปอร์ต โพสต์ขายมอเตอร์ไซค์ 600cc คันเดียวกับที่ “ฟิล์ม รัฐภาคย์” ใช้แข่ง Moto2 ปี 2011

    Andy Dea แฟนมอเตอร์สปอร์ตคนดังกล่าว ประกาศปล่อยรถ FTR Moto2 M211 รุ่น 600cc สัญชาติอังกฤษ โดยเป็นตัวเดียวกับที่ “ฟิล์ม” ลงบิดรายการ Moto2 ให้กับทีม ไทย ฮอนด้า สิงห์ แซ็ก (SAG) …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/6/article/24752&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vRejWAh5_pH3TJzkD2AaC

  • ‘อนุทิน’ ลงนามตั้ง ‘คตร.’ ให้ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ส่ง ครม.ใน 15 วัน

    ‘อนุทิน’ ลงนามตั้ง ‘คตร.’ ให้ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ส่ง ครม.ใน 15 วัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (1 เม.ย.) เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2569

    โดยที่สถานการณ์ราคานำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูงมากอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน และที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและต้นทุนการประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังมีความไม่ชัดเจนในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาขาขายปลีก สมควรให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนราคา จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อลดภาระประชาชน

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1. คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตันไป

    ข้อ 2. ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ประกอบด้วย

    1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมกรรมการ
    2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการ
    3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ
    4.  นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นกรรมการ
    5. ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน เป็นกรรมการ
    6. ดร. อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก เป็นกรรมการ
    7. ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านพลังงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นกรรมการ
    8. ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ
    9. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ
    10. ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ
    11.  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
    12.  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

    ข้อ 3 ให้ คตร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    1. ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
    2. ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
    3.  ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

    ให้ คตร. เสนอผลการศึกษาตาม ข้อ1 และ 2 ต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ

    1. ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใด ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใด ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

    สั่ง ณ วันที่ 31  มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kyEO_ZJ8n1jbmMlcLE-WD

  • ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

    ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

    วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

    ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

    เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “44 สส. พรรคก้าวไกล ความผิดของพวกเค้าคืออะไร?” ระบุว่า “พิมพ์ด้วยความ หงุดหงิด โมโห โกรธ หดหู่และสังเวทในอนาคต ประเทศเรากำลังจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง เช่น

    คนที่ 1 รังสิมันต์ โรม – ผู้ที่ทำให้ประชาชนคนไทย ได้รู้ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่คือการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด ไปจนถึงความจงใจในการปล่อยปะละเลย เพราะคนในรัฐบาลเป็นเพื่อนกับ สแกเมอมอร์และนักฟอกเงินระดับโลก โรมทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับผู้ชายที่ชื่อ “เบน สมิธ” ถ้าไม่มีเค้าผู้ชายคนนี้ก็คงเป็นแค่คนสนิทยอดฮิตของนักการเมืองที่ไม่มีใครรู้เบื้องหลัง

    คนที่ 2 กาย ณัฐชา – รถถังฝั่งธน แกเป็น สส.กรุงเทพ แต่เป็นขวัญใจเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะการระบาดของปลาหมอคางดำ หนักจนทำให้เกษตรกรหมดตัวกันถ้วนหน้า สส.ทั้งสภามีแค่พวกเราพรรคประชาชน นำโดย กาย ณัฐชา ที่กล้าพูดเรื่องหมอคางดำและพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือความผิดพลาดและหน้าด้านของกลุ่มทุนใหญ่ ที่ทำลายทั้งชีวิตเกษตรกรและระบบนิเวศทั่วทั้งประเทศ

    คนที่ 3 เอิท ปกรณ์วุฒิ – ชื่อนี้ไม่โดนเด่นเท่าไหร่ แต่พี่เอิทคือคนที่ทำให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายในไส้ ของ เนวิน ชิดชอบ หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากกรณีถือหุ้นและเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนอมินี

    คนที่ 4 ธี ธีชัยชัย – “มันคือแป้ง” คนอาจจะลืมไปแล้วว่ามาจากไหน ดิฉันจะย้ำให้ฟังอีกครั้งว่าเป็นผลงานของ ธีรัจชัย พันธุมาศ เพื่อนของดิฉัน ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ต้องบอกมั้งว่าเรื่องอะไร คนที่ทำให้ซะให้นายธรรมนัสนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นโต้ จนเกิดวลีที่คนยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มันคือแป้ง!

    คนที่ 5 อาจารย์สุรเชษฐ์ – ผู้ที่แหกงบประมาณกระทรวงคมนาคมทุกปีแล้วก็เจอทุกปี ผู้ที่ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า ประเทศไทยในรัฐบาลที่ภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคม จัดงบซ่อมถนน “บุรีรัมย์นำโด่ง” ถนนที่บุรีรัมย์ต้องทุบแล้วทำใหม่ซ่อมแล้วซ่อมอีกอยู่จังหวัดเดียว ไม่รู้เป็นห่าไร

    และตอนนี้เพื่อนๆทุกคนของไอซ์ ถูก ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา กรณีเสนอแก้กฏหมาย คำถามคือความผิดของพวกเค้าคืออะไรพูดให้ชัดๆหน่อย ?

    ราวกับว่าประชาชนทั้งประเทศเชื่อไปแล้ว ว่าพวกเค้าจะต้องถูกตัดสิทธิ์แน่นอน โดยลืมไปแล้วว่าต้นเหตุมาจากอะไร

    ทุกคนตั้งสตินะคะ เรากำลังจะเสียบุคลากรคุณภาพจำนวนมากไป แค่เพียงเพราะพวกเค้าตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ตาม job description ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ต ร า ก ฏ ห ม า ย !

    คนกลุ่มนี้เค้ากำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เพราะพวกเค้ายื่นแก้กฏหมาย ทั้งๆกฏหมายแม่งยังไม่ได้เข้าสภาด้วยซ้ำ!

    ประเทศนี้มันจะบิดเบี้ยวไปถึงไหน

    สส. ที่ขาดประชุมสภาเป็นว่าเล่น ไม่เข้าสภา ไม่มาโหวต บางคนตลอดสมัยโผล่มาสภา 2ครั้ง บางคนลงมติ ไม่โดนลงโทษอะไร เช่น สุชาติชมกลิ่น สส. พรรคภูมิใจไทย ในสมัยที่แล้ว ลา/ขาดลงมติในการลงมติ 138 มติ จากทั้งหมด 183 มติ คิดเป็น 75.41% จากการขาดการลงมติทั้งหมดในสภา! ไม่โดนอะไรเลย ยังลอยหน้าลอยตาลงรับสมัครและเป็น สส. อยู่ได้เรื่อยๆ

    แต่คนที่ตั้งใจทำงาน เป็นเดือดเป็นร้อนไปกับทุกข์ของประชาชน ขยันเสนอแก้กฏหมาย เอาใจใส่หน้าที่ตัวเองมาประชุมสภาทุกวัน ไม่ขาดลงมติน้อยมาก กำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

    ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน..

    ใจคอผู้มีอำนาจในประเทศนี้ จะตัดตอนองคาพยพสีส้มให้เหี้ยนเตียน ตัดแขนตัดขาให้เดินไม่ได้กันไปเรื่อยๆใช่ไหม ท่านคิดบ้างหรือป่าวว่าทำแบบนี้ไปเรื่องๆในสภา หรือ ประเทศเรามันจะเหลืออะไร

    ท่านจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง พิธา วิโรจน์ ศิริกัญญา ณัฐพงษ์ วรภพ วาโย เท่าภิภพ รังสิมัน แล้วในสภาและในการเมืองไทยก็จะมีแต่คนอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น , ธรรมนัส พรหมเผ่า , สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว , ไผ่ ลิกค์ , ชาดา ไทยเศรษฐ์ และอื่นๆอีกมากมาย ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ?

    ท่านเกลียดเรา หวาดกลัวพวกเรา ใช้ทุกวิธีการไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ทำให้พวกเราค่อยๆหายไป แล้วเคยคิดไหมว่าพวกเราหายไปแล้ว คนแบบไหนที่จะเรืองอำนาจขึ้นมาปกครองประเทศนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ? “
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YetWt5BfHXQUY1VJLwen_

  • “ศุภจี สวน “ไร้สาระ” ถูกกล่าวหาจบ หลักสูตรห้องแถว ยัน“เรียนจริงจบจริง”

    “ศุภจี สวน “ไร้สาระ” ถูกกล่าวหาจบ หลักสูตรห้องแถว ยัน“เรียนจริงจบจริง”

    “ศุภจี ฟาด “ไร้สาระ” หลังเพจดังแฉ อ้างจบ “ดร.ห้องแถว” บอก คนเรียนจบเยอะแยะ การันตี “เรียนจริงจบจริง” ทำงานมีผลงานหลายบริษัท

    เมื่อเวลา 13.38 น. วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกรณีที่เพจ CSI LA โพสต์ข้อมูลระบุเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา หลักสูตร MBA จากสถาบัน Northrop University ปี 1988 และถูกปิดตัวไปในปี 1991 

    โดยสื่อมวลชนตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยอื่นมีแต่ทำไมกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยห้องแถว นางศุภจี ร้องโอ้ย พร้อมกล่าวว่า ไม่ใช่หรอกค่ะ คนที่มีความสามารถ ผลิตบุคลากรจบจากสถาบันนี้ก็มีมากมายในประเทศไทยก็มี ซึ่งตนเรียนจริง และจบจริง เรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยจะปิดหรือไม่ปิดไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะช่วงที่ศึกษาอยู่ก็มีมหาวิทยาลัยนี้อยู่จริง อีกทั้งตนยังทำงานมาขนาดนี้ และอยู่ในบริษัทต่างๆ มีผลงานมากมาย ตนจึงไม่คิดว่าจะมีประเด็นอะไรเลย ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไร้สาระมาก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923976&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J8b1pWnl0SoA0cKuLsiW_