Blog

  • สะพัด! ‘เอกนิติ’ ดึง ‘สันติธาร’ นั่งผู้ช่วย รมว.คลัง เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ รับศึกน้ำมัน

    สะพัด! ‘เอกนิติ’ ดึง ‘สันติธาร’ นั่งผู้ช่วย รมว.คลัง เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ รับศึกน้ำมัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันนี้( 2 เมษายน 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญทีมงานที่จะเข้ามาช่วยงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารืออย่างเข้มข้นภายในห้องทำงานที่กระทรวงการคลัง จากนั้นได้เดินมาส่ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย พร้อมพาชมนิทรรศการภาพวาดสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 กระทรวงการคลัง

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการแต่งตั้ง ดร.สันติธาร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ นายเอกนิติได้เพียงยิ้มให้ผู้สื่อข่าว โดยไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด พร้อมกล่าวว่า ในวันเดียวกันมีหลายคนที่เชิญมาหารือเพื่อร่วมทำงานในทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ และทุกคนต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาร่วมงาน

    ล่าสุด แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ เตรียมเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โดยถือเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่

    การดึงตัว ดร.สันติธาร เข้ามาในช่วงเวลานี้ สะท้อนยุทธศาสตร์ของนายเอกนิติที่ต้องการบุคลากรซึ่งสามารถเริ่มงานได้ทันที และมีประสบการณ์ทั้งในเชิงนโยบายและภาคตลาดจริง เพื่อรับมือกับความผันผวนที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน

    สำหรับ ดร.สันติธาร ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนระดับนานาชาติ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านนโยบายเศรษฐกิจ และปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมถึงปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science (LSE)

    ในเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา ดร.สันติธารเคยดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในภาคเอกชนระดับภูมิภาค โดยเคยดำรงตำแหน่ง Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการของ Sea Group บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของอาเซียน รวมถึงเคยเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอเชียของ Credit Suisse รับผิดชอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจใน 10 ประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์เอเชียเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกจาก Consensus Economics ติดต่อกัน 3 ปี และเคยได้รับการจัดอันดับเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทยจาก Asia Money อีกทั้งยังมีบทบาทในมิติด้านนโยบายสาธารณะหลายด้าน อาทิ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 การผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นที่ปรึกษาด้าน Future Economy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/823555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw282n1JxGTyCvf8VxZ3KAPk

  • สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการเด็กปฐมวัย

    สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการเด็กปฐมวัย

    สกศ. จับมือภาคีเครือข่ายภาคเหนือ รุกนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู้วิกฤตพัฒนาการ ชูแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ฟื้นฟูเด็กปฐมวัยยุคดิจิทัล

    วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดยมี ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสื่อสารมวลชน พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ ประชาสังคม และนางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ร่วมประชุม ณ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่การถ่ายทอดสดผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบ “สภาการศึกษา” และ “ปฐมวัยไทยแลนด์”

    ดร.สุภชัย กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมมือกับหน่วยงานการพัฒนาเด็กปฐมวัยส่วนกลางและภูมิภาคจัดการประชุมในวันนี้ เพื่อเสริมองค์ความรู้และทักษะแก่ ครู ผู้ดูแลเด็ก และภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการเด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ย้ำถึงการพัฒนาเด็กในช่วง 0 – 6 ปี คือ ช่วงเวลาทองของการสร้างรากฐานสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งการลงทุนในเด็กเล็กช่วงนี้จะให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุดในระยะยาว ผ่านแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ซึ่งการเพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเด็กไทยที่คิดเป็น เรียนรู้ได้ และปรับตัวได้ ท่ามกลางความท้าทายในยุควิกฤต

    การเสวนาวิชาการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” สู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดย ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นางสาววนิจช์ตา โชติวิศิษฐกุล ศธจ.เชียงใหม่ รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง และนายธาม เชื้อสถาปนศิริ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ได้ร่วมกันถ่ายทอดแนวทางการนำนโยบายไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบท การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ขัดขวางพัฒนาการ เพื่อวางรากฐานสำคัญให้เด็กปฐมวัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย

    “3 เร่ง” ต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาการ เร่งคัดกรองและติดตามพัฒนาการเด็ก โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและหน่วยบริการสาธารณสุข เพื่อค้นหาเด็กที่มีภาวะเสี่ยงและให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เร่งเสริมทักษะการเรียนรู้เชิงรุกและการเล่น (Active Learning) อย่างมีคุณภาพ เร่งสนับสนุนโภชนาการและสุขภาพจิตของเด็กและครอบครัวอย่างเป็นระบบ

    “3 ลด” ต้องลดปัจจัยเสี่ยงกระทบพัฒนาการ ลดความเครียดในครอบครัวผ่านการให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายพ่อแม่ ลดเวลาอยู่หน้าจอโดยส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์แทนการใช้สื่อดิจิทัลเกินความจำเป็น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการจัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง

    “3 เพิ่ม” สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่นเพื่อพัฒนาทักษะสมองและอารมณ์ เพิ่มบทบาทครอบครัวเป็นฐานการเรียนรู้แรก สนับสนุนพ่อแม่ให้มีความรู้และทักษะดูแลลูก ส่งเสริมความร่วมมือชุมชน ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การแก้วิกฤตเด็กปฐมวัยต้องอาศัยการบูรณาการนโยบายสาธารณะ การสนับสนุนครอบครัว และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ มีการนำเสนอโมเดลของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการนำนโยบายไปปรับในมิติการทำงานเชิงรุกผ่านโมเดล Lanna Child 4D Model ครอบคลุมทั้งด้านทันตสุขภาพ Dental, พัฒนาการ Development & Play, โภชนาการ Diet และการป้องกันโรค Disease ผสานเข้ากับโมเดลการมีสุขภาวะที่ดีและระบบครอบครัว (SEL & Well-being) เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ และโครงการพัฒนาทักษะความเป็นพ่อแม่ ตลอดจนการนำนโยบายมาประยุกต์ปรับสมดุลระบบนิเวศการเรียนรู้ในมิติของครูและผู้เรียน ได้แก่ เร่ง : ทักษะชีวิต ยกระดับครู สร้างโอกาส ลด : ภาระงานครู การท่องจำ ความเหลื่อมล้ำ เพิ่ม : คุณภาพผู้เรียน ความสุข และการมีส่วนร่วม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือ เด็กเชียงใหม่เติบโตอย่างสมวัย มีความสุข และเท่าเทียม

    ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมปลดล็อก “4 พลังสร้างสมองการเรียนรู้ปฐมวัย” ผ่าน Mini Workshop และ Mini Lecture ขับเคลื่อนแนวคิด 4H : Head – Hand – Heart – Health ครอบคลุมทั้งการอ่าน การเล่น การเรียนรู้อารมณ์ และสุขภาวะสมอง กาย และใจของเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมศักยภาพการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล ดังนี้

    Head เรื่อง มหัศจรรย์แห่งการอ่าน : เพิ่มพลังสมอง เสริมศักยภาพพลังการเรียนรู้ โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ สาธิตกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือภาพ นิทาน และการเล่าเรื่อง ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง พัฒนาทักษะภาษา สมาธิ และจินตนาการ ซึ่งการอ่านหนังสือให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือกระตุ้นโครงสร้างสมองและจินตนาการ รวมถึงการจัดมุมหนังสือในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล เทคนิคการเล่านิทานอย่างมีชีวิตชีวา ล้วนเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะภาษา ความจำ สมาธิ และจินตนาการซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษาในอนาคต ทั้งนี้ การอ่านไม่ใช่เพียงการสอนให้เด็กจำตัวอักษร แต่คือการสร้างบทสนทนา ความผูกพัน และแรงบันดาลใจ เด็กที่เติบโตมากับหนังสือมักมีทักษะการคิดวิเคราะห์และมีคลังคำศัพท์เพื่อการสื่อสารที่ดี

    Hand เรื่อง เล่นเปลี่ยนโลก : พัฒนาสมองด้วยการเล่นอิสระ โดย นางสาวทัตติยา ลิขิตวงษ์ และนางสาวสุนีย์ สารมิตร สาธิตกิจกรรมการเล่นอิสระกับชิ้นส่วนที่หลากหลายหรือ Loose parts เป็นการเล่นปลายเปิดที่เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงอย่างไร้ขอบเขตในแบบเฉพาะเด็กเองค้นพบสิ่งใหม่ เกิดประสบการณ์ใหม่ที่มีความเฉพาะของแต่ละคนอย่างอิสระ ทำให้เด็กค้นพบตัวเองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว ตัวอย่างของ Loose parts ได้แก่ กิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ก้อนหิน แกนทิชชู วัสดุรีไซเคิล เป็นต้น ดังนั้นการเล่นอิสระไม่ใช่เพียงกิจกรรมยามว่าง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะสมอง การสร้างสรรค์ด้วยอุปกรณ์หรือวัสดุธรรมชาติ ช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เพราะการเล่นคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก

    Heart เรื่อง From Head to Heart : สื่อเด็กกับการเรียนรู้อารมณ์และความรู้สึก โดย นายณรงค์พัชร์ โตษยานนท์ และนายรัฐ จำปามูล กล่าวว่า อารมณ์มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสัมพันธ์กับการพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่งกำกับอารมณ์และพฤติกรรม ผู้ดูแลเด็กควรเลือกใช้สื่อ เพลง เสียงดนตรี และการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมปลอดภัย และช่วยพัฒนาสมองของเด็ก ซึ่งสื่อสำหรับเด็กมีบทบาทสำคัญต่อการหล่อหลอมความคิดและอารมณ์ รวมถึงการพูดคุยถึงความรู้สึก การสอนให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจ และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ จะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์ และสามารถปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ต่าง ๆ

    Health เรื่อง Digital Health : สุขภาพสมอง-กาย-ใจ ของเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัล โดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริ เจาะลึก Digital Health + Digital Literacy สำหรับเด็กปฐมวัย ชี้ให้เห็นว่าในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยจอส่งผลให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมาธิสั้น เทียม และขัดขวางการทำงานของสมองส่วนหน้า 

    ดังนั้น สุขภาพของเด็กจึงรวมถึงสุขภาวะทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ โดยการสร้างความฉลาดทางดิจิทัลนั้นไม่ใช่การห้ามใช้เทคโนโลยี แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการลดเวลาหน้าจอและเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือการที่ผู้ปกครองร่วมนั่งชมและชวนเด็กพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อจะช่วยให้เด็กสามารถแยกแยะความจริงและสิ่งที่ปรากฏในสื่อได้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล

    ในช่วงท้าย ที่ประชุมร่วมสรุปแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย สู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค โดย สกศ. และภาคีเครือข่ายย้ำว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครองและครูถึงความสำคัญของช่วงวัยทองแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสและพื้นที่สร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัย เพื่อร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของประเทศ ท่านที่สนใจสามารถรับชมย้อนหลังการเสวนาผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบ “สภาการศึกษา” และ “ปฐมวัยไทยแลนด์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2924318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZWNhvlt1TiQlE6xu5lbUF

  • “เอกนิติ รมว.คลัง” เรียกประชุม คตร. นัดแรก ถกกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน รับมือน้ำมันแพง

    “เอกนิติ รมว.คลัง” เรียกประชุม คตร. นัดแรก ถกกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน รับมือน้ำมันแพง

    รายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า วาระงานด่วนวันนี้ (2 เม.ย.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ณ กระทรวงการคลัง โดยจะมีการแถลงข่าวภายหลังการประชุม

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธาน คตร. โดยมีคณะกรรมการ ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทพลังงานร่วมเป็นกรรมการ

    สำหรับคตร.จะทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาที่ขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาด้วยเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138836&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lsX7RAjjNi6fYdhjV9DQm

  • ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ

    • เผยแพร่ : 02/04/2026 23:15

    วันที่ 2 เม.ย. 2569 ณ ห้องประชุมเจ้าฟ้า ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต จ.ภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในการประชุมความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และกำหนดแนวทางยกระดับมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพควบคู่ไปกับความปลอดภัยเป็นสำคัญ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยมีนายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต พร้อมด้วยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต หน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ในช่วงเปิดการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เน้นย้ำว่า การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นที่คุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมระบุว่า “ของดีไม่จำเป็นต้องถูก แต่ต้องมีคุณภาพ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัด ขณะที่ผู้ประกอบการได้สะท้อนปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    ด้านสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดภูเก็ต ชี้แจงว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การบังคับปรับขึ้นราคา แต่เป็นเวทีหารือร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยได้กำหนดมาตรการ 5 ด้านหลัก ทั้งการบริหารจัดการ ความปลอดภัยของเรือและท่าเทียบเรือ การกำกับดูแลตามกฎหมาย การประชาสัมพันธ์ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมแบ่งโซนดูแล 7 โซนครอบคลุม 37 ท่าเรือ เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางน้ำควบคู่คุณภาพบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    5454

    65454

    ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลจัดกิจกรรม “สัปดาห์การให้บริการประชาชน” เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569

    “วิทยาลัยการอาชีพพนมทวน” เปิดเรียนช่างไฟฟ้า เน้นฝึกทักษะงานระบบควบคุม จากห้องเรียน สู่การฝึกงานจริง ทำงานได้จริงอย่างมั่นคง

    ชุมพรจัดประกวดดนตรีไทย เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเทพฯ” สืบสานมรดกวัฒนธรรมไทยสู่เยาวชน

    ประวัติศาสตร์จารึก! วันเดียวทองเปลี่ยนราคา 106 รอบ นายกสมาคมฯ ชี้ภาวะตระหนกขีดสุด

    สทนช. ระดมทุกฝ่าย วางแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบฯ

    “อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูล เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t-X0Z81229NKuAr5CKqfU

  • ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี  สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    02 เมษายน 2569, 16:55น.

              ม.หอการค้าไทย เผย เทศกาลสงกรานต์ปี2569 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่ 1.29 แสนล้าน วูบ 3.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เซ่นพิษน้ำมันแพง-ของแพง ฉุดใช้จ่ายประชาชน เฉลี่ยปีนี้ใช้จ่าย 8,056 บาทต่อคน เน้นเที่ยวต่างจังหวัดของตนเอง

              รศ.ดร ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยกล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดกันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพงซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง

              สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงากว่าปีก่อน คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบ 129,649 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.7% ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ4ปี นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากน้ำมันแพ  อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป

              ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  ว่า คนส่วนใหญ่ 58.2% ไม่เล่นน้ำสงกรานต์ และ41.8% เล่นน้ำสงกรานต์  โดย56.6%  เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง และ 5.5% เที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านและวางแผนเที่ยว ส่วนเที่ยวต่างประเทศ 0.7% โดยคนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน

              ส่วนแผนการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ตอบว่าใช้จ่ายลดลงซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ20.8% ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัดเป็นต้น โดยส่วนใหญ่ 54.9% นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือ เงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส

              นางอุมากลมกล่าวว่าบรรยากาศของสงกรานต์ปีนี้คนส่วนใหญ่51.8% มองว่าสนุกสนามเหมือนเดิม แต่สัดส่วนคนที่มองว่าสนุกสนานลดลง มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนคือปรับจาก 4% เป็น 33% ส่วนที่ตอบว่าสนุกสนานมากขึ้นมีสัดส่วน15.1 %

              อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจชี้ว่าคนไทยมีปัญหาความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยปัญหาที่กังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันแพง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัด และการลวนลามทางเพศ

    #สงกรานต์69

    #ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160450&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pC7FhgbnfwI6vZDz6vglm

  • SYNEX แก้เกมสินค้าขาดตลาด ปักธงโกยเงิน5.3หมื่นล. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SYNEX แก้เกมสินค้าขาดตลาด ปักธงโกยเงิน5.3หมื่นล. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น-SYNEX แย้ม Q1/69 โตต่อ ชูสินค้าทดแทนแก้เกมของขาดตลาด ปี69ปักหมุดโต10% รับอานิสงส์สินค้าไอทีขาขึ้น

    SYNEX หรือ บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) โดยนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงไตรมาส 1/2569ยังคงมีการเติบโต และบริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนงานเดิม โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี2569 ที่ 10% สู่ระดับ 53,000 ล้านบาท

    รับอานิสงส์ราคาไอทีขาขึ้น

    ทั้งนี้จากสถานการณ์สินค้าขาดแคลนในกลุ่ม High-end และ Apple บริษัทแก้เกมด้วย”Mix and Match”โดยนำสินค้าใกล้เคียงมานำเสนอทดแทนเพื่อปิดช่องว่างดีมานด์ พร้อมรับอานิสงส์จากสต็อกเก่าต้นทุนต่ำที่สามารถปรับราคาขายขึ้นตามตลาดได้ตั้งแต่ 10-30%ช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งราคาสินค้าไอทีในกลุ่ม Memory, Flash Memory, CPU และ GPU มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปีนี้ นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากกลุ่มสินค้า Solar Rooftop และ Gaming ที่เติบโตได้ดีเกินคาด

    กูรูอัพเป้าขึ้น 11.60บ.

    ด้านบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิมเก็งกำไร) และขยับราคาเหมาะสมปี 2569 ที่ 11.60 บาท (อิง PER 13.0เท่า) โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเป็นจังหวะสะสมเพื่อรับเงินปันผลที่คาดว่าจะสูงถึง 5.9% (0.56 บาท/หุ้น) ขณะที่กำไรปกติปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 16.4% YoY เป็น 763 ล้านบาท จากการขยายตัวของกลุ่มสินค้า Enterprise และการบริหารมาร์จิ้นที่ดีขึ้นในภาวะสินค้าขาดแคลน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/02/630913/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16YYCYU4yqYUrpMGGX9RdS

  • NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    ไอที

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย
    จากงาน “The 6th Global Installer Summit 2026” ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีโซลาร์

    NEPS สร้างปรากฏการณ์ให้วงการโซลาร์ไทย คว้าเหรียญทองอันดับ 1 “The Best Global Installer” ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยมเป็นรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย จากผู้เข้าแข่งขันกว่า 100 ประเทศทั่วโลกบนเวที “The 6th Global Installer Summit 2026” ซึ่งจัดโดย Huawei FusionSolar ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจติดตั้งโซลาร์ที่ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล

    นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS กล่าวว่า “รางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ด้าน “The Best Global Installer” ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยมที่ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยบนเวทีการแข่งขันระดับโลกทั้งยังตอกย้ำมาตรฐานงานติดตั้งและงานวิศวกรรมของ NEPS ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเวทีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ แต่เป็นการคัดเลือกองค์กรต้นแบบจากผู้ให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำจากทั่วโลกที่มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่อนาคต รางวัลอันทรงเกียรตินี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มาตรฐานการดำเนินงานของ NEPS สามารถยืนหยัดอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานสากลได้อย่างมั่นคง ในฐานะผู้ให้บริการแบบ One-Stop Solar Solutions และพร้อมที่จะส่งมอบนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้กับสังคมไทยต่อไป”

    เส้นทางสู่เหรียญทองของ NEPS เริ่มต้นจากกระบวนการคัดเลือกในประเทศไทย ซึ่งมีบริษัทผู้ติดตั้งที่ใช้เทคโนโลยีของ Huawei FusionSolar หลายร้อยบริษัท โดยคัดเหลือ 19 รายที่มีโอกาสร่วมเดินทางไปการแข่งขัน Global Installer ที่ประเทศจีน ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศเพียงหนึ่งเดียว เข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีตัวแทนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม และถูกคัดเลือกเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งในรอบตัดสินคณะกรรมการได้พิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งการนำเสนอวิสัยทัศน์ของบริษัท ผลงานการติดตั้งระบบโซลาร์ในกลุ่มธุรกิจประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์ และบ้านพักอาศัย และได้พิจารณาถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการขาย การติดตั้ง และวิธีการสื่อสารทางการตลาด เป็นต้น

    โดย NEPS สามารถคว้าเหรียญทองอันดับ 1 ด้าน “The Best Global Installer” ในงาน “The 6th Global Installer Summit 2026” ซึ่งเป็นประเทศเอเชียหนึ่งเดียวบนเวที ที่เข้ารอบในการแข่งขัน และยังเป็นครั้งแรกที่บริษัทจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ

    สำหรับเวที “The 6th Global Installer Summit 2026” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก ที่รวบรวมผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ Huawei FusionSolar จากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมอบรางวัลการันตีคุณภาพให้แก่ผู้ติดตั้งที่มีผลงานโดดเด่น ให้เป็นไปตามทิศทางการดำเนินธุรกิจของ Huawei โดยมุ่งเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบควบคู่ไปกับการลดคาร์บอนไดออกไซด์ ตามเป้าหมาย Net-Zero และการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำผ่านนวัตกรรมพลังงานดิจิทัล

    ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า การพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานพร้อมรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการเลือกใช้อุปกรณ์และโซลูชันส์จาก Huawei FusionSolar ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี ทั้งด้านความเสถียรของระบบ ความปลอดภัย และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ติดตั้งสามารถส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ความสำเร็จของ NEPS ในครั้งนี้ สะท้อนถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและการบริหารโครงการที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี เรามุ่งมั่นนำมาตรฐานการติดตั้งระบบโซลาร์ในโครงการขนาดใหญ่ มาประยุกต์ใช้ในครัวเรือนอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การออกแบบระบบตามพฤติกรรมการใช้พลังงานของลูกค้า การติดตั้งโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการบริหารจัดการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อพิสูจน์ว่า ทุกโครงการของ NEPS คือการลงทุนที่คุ้มค่า ทำงานได้เต็มศักยภาพ และเป็นการยกระดับงานติดตั้งไทยให้ยืนหยัดได้อย่างสง่างามบนเวทีโลก นายตรีรัตน์ กล่าวปิดท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471460&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R4PhayCF32GdwDr0uY-Db

  • จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

    จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยกลยุทธ์ปี 2569 เดินหน้าตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยี GIS ของประเทศ ผ่านแนวทาง 6 GIS Drivers ขยายบทบาทจากเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงลึก สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงนโยบาย เศรษฐกิจและสังคม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประเทศ อุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงประชาชน 

    ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องใช้ ‘ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS’ เป็นแกนสำคัญ เพราะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นที่จริง การมองเห็นข้อมูลทั้งหมดแบบรอบด้านจึงลดความผิดพลาดในการวางแผนงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน ‘จีไอเอส’ จึงมุ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ สะท้อนผ่านผลลัพธ์จริงในหลายมิติ ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสาธารณูปโภค การพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการภาคประชาชนให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”

    “ในปีนี้ เรายังคงเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม เพราะเราพิสูจน์แล้วว่า GIS สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายภาคส่วน ช่วยให้ทุกองค์กรมองเห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่แม่นยำ วางแผนอย่างมีทิศทาง สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งมอบคุณค่าใหม่ให้ประเทศและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว” ประธานบริษัท จีไอเอส กล่าว

    ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 118 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2577 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นปี 2569 จีไอเอสจึงวางกรอบกลยุทธ์ “6 GIS Drivers” เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ได้แก่

    GIS Driver 1: Enterprise GIS Infrastructure Solutions: ยกระดับเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการตัดสินใจในภารกิจสำคัญระดับประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ผ่านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กร (Enterprise GIS) พร้อมผลักดันมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    GIS Driver 2: Nationwide Digital Map Data & Content: วางรากฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศผ่าน NOSTRA Map ด้วยฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก ที่มีความละเอียด แม่นยำสูงด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมครอบคลุมทั่วประเทศ และมีข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตในระยะยาว

    GIS Driver 3: Logistics Intelligence: เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศด้วย NOSTRA LOGISTICS ที่พัฒนาโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย

    GIS Driver 4: Smart Consumer Technology: ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี GIS สู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ครอบคลุมอุปกรณ์นำทางอัจฉริยะ อุปกรณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จีไอเอสเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมขององค์กรสู่การใช้งานจริงของประชาชน สร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว

    GIS Driver 5: AI as the Strategic Engine: เร่งยกระดับเทคโนโลยี GIS ด้วยการผสาน AI เพื่อเสริมศักยภาพการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งเป้าให้ 30% ของโซลูชันในปีนี้เป็น AI-enabled ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรและปรับกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง

    GIS Driver 6: New S-Curve Ventures: ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี GIS สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับสากล ควบคู่กับการสำรวจและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ GIS เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมขีดความสามารถขององค์กรในอนาคต

    เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทุกมิติ จีไอเอสมุ่งเสริมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมากว่า 30 ปี พร้อมผนึกความร่วมมือข้ามธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีดีจี เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่จะสร้างความได้เปรียบแก่องค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศให้เกิดผลสูงสุด
    “จีไอเอสพร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนในการผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยี GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพของทุกองค์กรและหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ” ดร.ธนพร ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471439&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DLsv2SFYmL_v5xqd_SbwH

  • SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ เซคเคียว คอนเนคชั่น จำกัด (Secure Connection Limited) ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จากฮ่องกง และได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจาก ฮันนีเวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Honeywell International Inc.) ในการพัฒนา ผลิต และทำตลาดผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคของโลก ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ได้มากยิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทานในการใช้งาน ตลอดจนมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ

    Secure Connection Limited ดำเนินธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคสำคัญของโลก โดยมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ควบคู่กับมาตรฐานด้านวิศวกรรมระดับสากล ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี และได้รับการยอมรับด้านนวัตกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งภาคผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

    สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย เครื่องฟอกอากาศและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพภายในอาคาร ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงสำหรับบ้าน อุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนและไอที ตลอดจนโซลูชันระบบโครงสร้างสายสัญญาณ (Structured Cabling) ที่รองรับการเชื่อมต่อดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขององค์กร โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพ ความทนทาน และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    การขยายตลาดผลิตภัณฑ์ Honeywell ในประเทศไทยครั้งนี้ สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอุปกรณ์เสริมไอทีและสินค้าไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพภายในบ้าน การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย รวมถึงความต้องการระบบการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพทั้งในที่อยู่อาศัยและองค์กรธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ในประเทศไทย

    “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Secure Connection ในการนำผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เรามั่นใจว่าความแข็งแกร่งของซินเน็คในฐานะผู้นำตลาดดิสทริบิวเตอร์ไอทีของไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ Honeywell เติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร” 

    ด้าน นายโมฮิท อานันด์ (Mohit Anand) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซคเคียว คอนเนคชั่น จำกัด (Secure Connection Limited) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Honeywell จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ SYNNEX ในฐานะผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    นับเป็นอีกก้าวสำคัญให้กับ Ecosystem ของ SYNNEX ในกลุ่มสินค้า Multi-Product พร้อมทั้งเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งขยายช่องทางการทำตลาดและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ให้เข้าถึงผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยได้อย่างกว้างขวางในปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/655655&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YaV4fdkj5QNAtkWfjGp2I

  • “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    นายกสมาคมโรงแรม กับภารกิจฝ่ามรสุมพลังงานและภาษีที่ดิน

    ในเวทีเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ได้ฉายภาพความเป็นจริงอันน่ากังวลของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังถูกขนาบข้างด้วยวิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
     

    เมื่อ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสกัดการเดินทาง คุณเทียนประสิทธิ์ระบุว่า การปรับขึ้นราคาต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทาง

    โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ที่นอกจากจะเผชิญกับปัญหา PM 2.5 แล้ว เมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้น ยอดจองใหม่ (New Booking) ก็หายไปทันที และมียอดการยกเลิกที่ทำได้ง่ายผ่าน OTA เพิ่มขึ้น

    แม้แต่ช่วงสงกรานต์ที่เคยคึกคักก็อาจเหลืออัตราการเข้าพักเพียง 50% เท่านั้น

    ในขณะที่ตั๋วเครื่องบินสามารถปรับราคาขึ้นได้ตามต้นทุน แต่ธุรกิจโรงแรมกลับติดกับดักที่ไม่สามารถปรับราคาได้ตามใจชอบ

    “ภาษีลาภลอย” ที่ไม่มีอยู่จริงในธุรกิจโรงแรม หนึ่งในประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการเปรียบเทียบกำไรของกลุ่มทุนพลังงานกับภาคธุรกิจอื่นๆ คุณเทียนประสิทธิ์กล่าวว่าธุรกิจโรงแรมไม่มี “สต็อก” สินค้าที่จะทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ ห้องพักที่ขายไม่ได้ในคืนนี้คือรายได้ที่หายไปถาวร

    นายกสมาคมโรงแรม ยังได้แสดงทัศนะต่อกำไรของบริษัทพลังงานว่า “ไม่ อยาก เห็น ตัว เลข กำไร ของ บริษัท พลัง งาน มาก” ในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า เพราะหากบริษัทเหล่านี้มีกำไรมหาศาลท่ามกลางวิกฤตที่ทุกคนรับภาระหนัก ทั้งรัฐบาล เอกชน และชาวบ้าน ย่อมหมายความว่าการกำกับดูแลของรัฐไม่ได้ผล”

    ข้อเรียกร้อง: เปลี่ยนผ่านภาษีและอุ้ม SME ทางรอดของธุรกิจในมุมมองของนายกสมาคมโรงแรมไทย คือการที่รัฐต้องเข้ามาช่วยลดต้นทุนคงที่ (Fix Cost) โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีที่ดิน”

    เทียนประสิทธิ์เสนอให้รัฐพิจารณากลับไปใช้รูปแบบภาษีโรงเรือนที่จัดเก็บตามรายได้จริงเหมือนในอดีต เพราะภาษีที่ดินในปัจจุบันจัดเก็บตามมูลค่าทรัพย์สินโดยไม่สนใจว่าธุรกิจจะมีกำไรหรือไม่

    “ภาษีที่ดินคุณต้องจ่าย กำไรขาดทุนมันต้องจ่าย เพราะฉะนั้นคือต้องช่วยให้ตรงจุดด้วย” คุณเทียนประสิทธิ์เน้นย้ำ พร้อมเสนอให้มีมาตรการลดภาษีลง 90% เหมือนช่วงโควิด หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้นเพื่อรักษาเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ SME

    บทสรุปสู่ทางรอด การกระตุ้นการท่องเที่ยวในเวลานี้อาจทำได้เพียงบางส่วนเพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่ปัจจัย 4
     สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการต้นทุนและการที่รัฐต้องดูแลไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำทางกำไรในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยกำลังจะหมดลมหายใจ

     ธุรกิจโรงแรมในวันนี้จึงไม่ได้ต้องการเพียงแค่แคมเปญเที่ยวใกล้บ้าน แต่ต้องการโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมและการควบคุมต้นทุนพลังงานที่สะท้อนความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740353&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09GKPo3ydkLDrJMEUs2kFY