Blog

  • จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานเสวนา Morning Talk ครั้งที่ 2 “ถอดรหัสชีพจรเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569

    ในวงล้อมความผันผวนโลก” ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มี 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้แก่

    1. วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันน่าจะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 47 บาทต่อลิตร หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
    2. กำลังซื้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น
    3. ความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก
    4. การบริหารจัดการด้านการคลังของรัฐ
    5. โครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    โดย สศค. ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ของวิกฤตออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้ขยับจากฉากทัศน์ที่ 1 (จบภายใน 1 เดือน) เข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 2 อย่างเต็มตัว เนื่องจากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ GDP มีแนวโน้มลดลงเหลือโต 1.4% และเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.9% ทั้งนี้ หากสถานการณ์ลากยาวจนหลุดเข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 3 (เกิน 3 เดือน) ราคาน้ำมันจะสูงกว่า 120 ดอลลาร์/บาร์เรล GDP เหลือโต 1.1% และเงินเฟ้อ 3.6% ซึ่งจะเป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

    นายพงศ์นคร กล่าวว่า สถิติราคาน้ำมันดิบดูไบในเดือนมี.ค.69 มีความผันผวนรุนแรงเหมือนภูเขา โดยมีจุดต่ำสุดที่ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเคยพุ่งสูงสุดถึง 137 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในเดือนเดียว นอกจากนี้ ยังกังวลต่อภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง) แม้เงินเฟ้อไทยปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1-3%) แต่หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูง จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทันที สิ่งที่ตามมาคือผู้ประกอบการรับไม่ไหว อาจลดกะการทำงานของลูกจ้างลง และผู้ประกอบการรายเล็กจะเริ่มหาแหล่งเงินกู้ รวมถึงการกู้เงินนอกระบบด้วย

    โดยในช่วงกลางปี 68 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สัดส่วนการกู้หนี้นอกระบบ แซงหน้าหนี้ในระบบไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บตัวเลขจริงได้ทั้งหมด มีเพียงตัวเลขจากการสำรวจเท่านั้น

    ดังนั้น รัฐบาลต้องบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่น เรื่องภาษี และมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย หรือมาตรการคนละครึ่งพลัส สินเชื่อ SME เป็นต้น

    “ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หากเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และประชาชน คือ บริหารรายได้-รายจ่ายให้ดี ตรวจสอบสภาพคล่อง เงินในเก๊ะให้เพียงพอ และบริหารการจ้างงานรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้” นายพงศ์นคร กล่าว

    • Q2 จุดชี้ชะตาศก.ไทย แนะทางรอด “กำเงินสด-คุมต้นทุน-กอดงานให้แน่น”

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า จากผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงไตรมาสที่ 2/69 จะเป็น “จุดชี้ชะตา” ว่าเศรษฐกิจไทยจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยได้หรือไม่ โดยในไตรมาส 2/69 จะเป็นจุดสูงสุดของวิกฤต เนื่องจากค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นสู่จุดสูงสุด จากผลกระทบต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น และต้นทุน SME พุ่งสูง แต่ปรับราคาสินค้าไม่ได้ ทำให้ภาระหนักจะตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่มี margin ต่ำ

    โดยคำแนะนำสำหรับไตรมาส 2/69 คือ การรักษาเงินสด และสภาพคล่องให้ดีที่สุด ดูแลเรื่องต้นทุนอย่างเข้มงวด และพยายามรักษาการจ้างงานไว้ โดยต้องผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดในไตรมาส 2/69 นี้ไปให้ได้ เพื่อจะพบกับสถานการณ์ที่อาจเริ่มคลี่คลายในครึ่งปีหลัง

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือกับศึกนอก โดยเฉพาะเรื่องสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ที่อาจถูกนำมาใช้แทนมาตราฉุกเฉินเดิม ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และอาจประกาศขึ้นภาษีสินค้าไทยได้ทุกเมื่อ

    “ภาพเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง สั้น ๆ ว่า เหนื่อย แต่รอด ถ้าผ่านไตรมาส 2/69 ไปได้ สถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ขออย่าเชื่อนักเศรษฐศาสตร์มากเกินไป เพราะการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงตามสมมติฐานเสมอ สิ่งสำคัญ คือ ผู้ประกอบการต้องสร้างฉากทัศน์ (Scenario) ของตนเอง และมีแผนสำรองพร้อมรับทุกความไม่แน่นอน” นายอมรเทพ กล่าว

    • อย่าหว่านแห! แนะรัฐอุ้มราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

    นายอมรเทพ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังไม่สามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันได้ แต่สุดท้าย การปรับตัวของดีมานด์จะทำให้ราคาไม่ได้พุ่งขึ้นสูงตลอดไป และคงไม่เหมือนกรณีเลวร้ายเหมือน Oil Shock ในปี ค.ศ. 1978 ที่เกิด Stagflation เพราะโลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ไม่ได้พึ่งพาพลังงานน้ำมันเท่ากับเมื่อก่อน แต่ราคาน้ำมันคงจะไม่กลับไปที่ระดับ 30 บาท/ลิตร ส่วนจะทะลุ 60 บาท/ลิตรหรือไม่นั้น หากทะลุไปจริง สุดท้ายราคาก็จะค่อย ๆ ย่อลงมาเอง

    สำหรับนโยบายการจัดการราคาน้ำมันของภาครัฐ นายอมรเทพ กล่าวว่า หลักการที่ถูกต้อง ไม่ควรเป็นการอุ้มแบบหว่านแห แต่ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีรายได้จากภาษีจำนวนมหาศาลพอที่จะนำไปใช้อุ้มราคาน้ำมันให้กับทุกคนได้ตลอดเวลา โดยเหตุผลที่ต้องเน้นอุ้มกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะคนกลุ่มนี้เผชิญปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่ายมาเป็นเวลานาน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในสินค้าทุกชนิด จะส่งผลกระทบต่อคนระดับล่าง หรือกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การกู้หนี้นอกระบบเพื่อความอยู่รอด

    นายอมรเทพ ย้ำว่า ไม่ควรบิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไป เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น เราย่อมได้รับผลกระทบ หน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเป็นเพียงการช่วยพยุงไม่ให้ราคาช็อกหรือกระชากขึ้น-ลงเร็วเกินไปเท่านั้น

    “รายได้เราโตก็จริง แต่โตไม่ทันรายจ่าย เพราะราคาข้าวแกง ราคาสินค้าที่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ไม่เห็นว่าราคาจะปรับลง ขึ้นแล้วขึ้นเลย ดังนั้น ต่อให้สถานการณ์สงครามหายไป ไม่ได้แปลว่าสงครามจบแล้วจะจบ แต่จะฝังรากลึกต่อเศรษฐกิจ เป็นบาดแผลต่อเศรษฐกิจที่เราต้องปรับตัวให้ได้ การปรับตัว คือทางออกที่ยั่งยืน คืออย่าฝากความหวังไว้ที่การอุ้มของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก” นายอมรเทพ กล่าว

    • ธุรกิจอย่าลุยเดี่ยว! แนะรวมกลุ่มสร้างพลังต่อรอง

    ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบในภาคการค้าว่า สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดงติดขัดอย่างหนัก ค่าระวางเรือพุ่งสูงจาก 1,000 เหรียญ เป็น 5,000-6,000 เหรียญ และยังมีค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) อีกมากมาย จนค่าขนส่งบางรายการแพงกว่าราคาสินค้าในตู้

    โดยคาดการณ์ระยะเวลาของสงคราม ประเมินว่าการสู้รบอย่างหนัก อาจยืดเยื้อไปอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า โดยล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับลดเป้า GDP ปีนี้ของไทย ลงเหลือโตเพียง 1.2-1.6%

    อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็นโอกาสในวิกฤต เช่น การดึงดูดการลงทุน (FDI) จากกลุ่มที่ต้องการหนีความขัดแย้งมายังประเทศไทย และการขยายตัวของอุตสาหกรรม Future Food และ Pet Food (อาหารสัตว์เลี้ยง) ที่เติบโตสูงถึง 30% ต่อปี รวมถึงกลุ่ม Medical and Wellness ที่ไทยมีความแข็งแกร่ง

    “กลยุทธ์การอยู่รอดของธุรกิจ คือห้ามอยู่คนเดียว ในยุคนี้การรวมกลุ่มเป็นสมาคม หรือเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นมาก สถานการณ์ตอนนี้ ถ้าปรับตัวทัน เราก็จะรอด” นายวิศิษฐ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRF20IQE4HBOE1M2LIY581BOCJXOMAA4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xEYLPhSgCrWjmESVD2pqI

  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

    ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

    วันนี้ 3 เมษายน 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ สั่นกระดิ่งเตือนคนไทยให้เตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจระดับ Worst Case ที่กำลังถาโถงเข้ามาอย่างหนักหน่วง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุดกำลังมาแล้ว อ่านข่าวในฟีด ทุกวันนี้ยังเจอสื่อ สารพัด มัวหาเสียง ด่ากันในเรื่อง รมต เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เรียนจบอะไรมา มหาวิทยาลัย ใหญ่ไหม ให้ สส ต่อแถวซื้อข้าว ดีใจกันว่านี่คือชัยชนะ ของจริง มาแล้วเต็มๆ นายกสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ถึง ปชช สรุปสั้นๆว่า วิกฤติ มาแล้ว ทั้งสงคราม สินค้่าขึ้นราคา น้ำมัน ห่วงโซ่ supply ทุกเรื่อง ว่าง่ายๆ คำเดียว สั้นๆ เตรียมเละเทะ และนี่คือเวลาที่ทุกคน ต้องพร้อมใจกัน ไม่ใช่ทะเลาะกัน

    หลายคนยังไม่รู้สึกอะไร แม้กระทั่งตัวผมเอง น้ำมันแพง ก็ขึ้นรถไฟฟ้าเอา รถจอดอยู่ 7 วันแล้ว ว่าจะไปขยับ ให้ยางไม่เสื่อมสักหน่อย จนเมื่อวาน ได้อ่านเจอ เฟสบุค ของ นายก Liza นายกสมาคม ก่อสร้างรับเหมา คนแชร์ไม่เยอะ เพราะคนติดตามเธอ แค่พันกว่าๆ อ่านจบ จึงได้รำพึงขึ้นมาว่า ชิบหายแล้ว และช่วยแชร์ในโพสต์ก่อนหน้านี้ การก่อสร้าง ยางมะตอย เหล็ก ทุกอย่าง ราคาขึ้นแบบ จรวด แถมหาของไม่ได้ การถมดิน cost หลักคือน้ำมัน ขึ้นราคาแบบ ถมต่อก็เจ๊ง ไม่ทำก็เจ๊ง ถูกปรับ ไม่ไหวรถก็ถูกยึดลามไปถึงแบงค์ รับกรรมต่อ supplier ไม่ปล่อยของ สักพัก ก็เจ๊งตาม คราวนี้ โครงการ ก่อสร้าง จะค้าง ทั้ง ecosystem

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    กรรมกร หาเช้ากินค่ำ ไม่มีงานทำ พลาสติค แพคเกจจิ้ง ทุกสินค้า รวมถึงต้นทุนของ จะขึ้นพรวดๆ กำไร ที่เราขายใน แอพจีน ที่ไม่เหลืออยู่แล้ว จะแตะระดับขาดทุน ให้เห็นแน่ ถ้าขายราคาเดิม ขึ้นราคาคนก็ไม่มีเงินซื้ออีก ค่าขนส่ง แน่นอน จะขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนคือน้ำมัน ใครส่งฟรี คำนวนดีๆ ไม่งั้นกลับบ้านก่อนเพื่อน เงินเราทุกคน ต่อให้ได้เท่าเดิม ก็เหมือนถูดลดเงินเดือนแบบน่าใจหาย เพราะเงินเฟ้อทุกประเทศ เป็นหมด มล ปลื้ม ออกมาด่า ใส่ใครไม่รู้ ว่าหยุดหาเสียง บ้าๆบอๆ ได้แล้ว สร้างความเกลียดชัง มันไม่ใช่เวลา ตอนนี้ต้องร่วมมือกัน

    รัฐบาล ควรตั้ง war room ให้ทุกภาคส่วน ส่งผลกระทบเข้ามา วิเคราะห์ สถานการณ์รายวัน และระดมภาคเอกชน ฝีมือดีเข้าช่วยคิด ตอนนี้ เราอยู่ใน worst case scenario คือสงคราม ขาดอย่างเดียวคือ ระเบิดยังไม่ลง พื้นที่เราเท่านั้น แต่ผลกระทบคืิอเต็มๆ ผมไม่ใช่กูรูทางเศรษฐกิจ ไม่กล้าแนะนำ อะไรในช่วงนี้ รู้แต่ภาพกว้างๆ คืิอ

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    1 รัฐบาลอย่างแรก ต้องไม่ให้ระบบล้ม อย่าเติมเงินสู้ ชดเชยอย่างเดียว แบบ สู้สงครามเงินกับ จอร์จ โซรอส ไม่กี่วัน IMF มาแน่ เยียวยาเฉพาะจุดสำคัญ อย่าแจกหว่านทุกระบบ เงินเราไม่พอ รักษา ระบบหลักไว้ให้ได้ อันนี้เชื้อว่า พี่เอก เอกนิติ เอาอยู่ เช่นมีคน บอก ลดราคาน้ำมัน ตัดภาษี สรรพสามิตทิ้งเลย พี่เอก บอกต้องดูดีๆ น้ำมันลดราคาวันนี้ แต่ไม่สะท้อนความจริง ในสงคราม อีกไม่กี่วัน เงินหมด ราคาขึ้นปรี้ดอยู่ดี แต่เงินคลังหมด ไปช่วยด้านอืืนๆไม่ได้ นี่คือการรักษาระบบ มองแนวคิดแล้ว ผมเชื่อว่า นี่คือขุนพลคลังแนวหน้า ที่ดีที่สุด ที่เรามีในระบบขณะนี้ ไม่มี รมช การเมืองอะไรมาแทรกแซง เชื่อว่าเอาอยู่

    2 สื่อสารความจริง แบบรายวัน คล้ายลอร์เรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ และใช้ info graphic มาคุยให้เห็นภาพ วันละสองครั้งยังได้ ให้ประชาชนเข้าใจเป็นเสตปว่าเกิดอะไรขึ้น worse case คืออะไร most likely happen คืออะไร ควรตั้งรับอย่างไร ค่อยๆอธิบาย ผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจ โควิดยังผ่านกันมาได้ อีกครั้งจะเป็นไร มันคือสงคราม ที่เราไม่ได้ก่อ

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    ภาคเอกชน รักษาเงินสด อย่าหยุด ใช้จ่าย แต่ให้หันมาใช้ของไทย บริการไทยเป็นหลัก ใครจะซื้อกระเป๋า ใบละแสนละล้าน หยุดก่อน รู้ว่าเงินคุณ แต่นาทีนี้มันคือเงินประเทศไทย อย่าให้ไหลออก ถ้ารวยนัก เอาเงินแสน เงินล้านที่จะซื้อประเป๋า ฉีดลงรากหญ้า จะไปนวดไทย ซื้ออาหารสตรีทฟูด บริการอะไร แพงๆ ของคนไทยก็ได้ ฉีดปุ๋ย ลงรากหญ้าไปช่วยๆกัน มันจะฟื้นระบบ ขึ้นมาได้ เที่ยว ตปท งดแป๊บนึง หัวหิน ระยอง ชายทะเล เมืองรอง ก่อน อย่าเอาเงินออกนอก ปท แต่ไปฉีดใส่ระบบเมืองรองแทน คอนเทนด์ประเภทวันนี้ ช้อบยุโรปไปสิบล้าน อย่าเพิ่ง เอาสิบล้านไปโปรยใส่เมืองรอง ซะ จะจ้างคนมาพันคน เต้นให้คุณดู ก็ได้แทน เศรษฐกิจเมืองนั้นจะหมุนขึ้นมาทั้งระบบ ได้คอนเทนท์เหมือนกัน ใส่แฮชแทค คนจะรวยช่วยชาติ มาทำเคมเปญนี้ซะ

    กินข้าวถ้าไหว เดินไปร้านซะ อย่าให้เงินไหลผ่านแอพ ตปท ให้คนไทยได้รับเต็มๆ พยายามหาทาง ส่งออก ให้ได้เยอะที่สุด ล่าสุดผมไปงานของ กระทรวง พานิชย์ เขามีอบรม จัด แมทชิ่ง คู่ค้าฟรี แถมออกค่าบูท ที่ตปท ให้ฟรี ลงแพลตฟอม ออนไลน์ ตปท ฟรี ไปหาความรู้ตรงนั้น ทุก SME คือขุนพลประเทศไทย

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    พี่แต๋ม รอขายของให้อยู่แล้ว ชั่วโมงนี้ ต้องหาเงินเข้าประเทศทุกช่องทาง ส่วนพี่แก จะใส่วิกอะไร ก็ช่างแกเถอะ เอาเป็นว่าสวยดี แล้วทำงานได้ ก็พอแล้ว อย่าดราม่าอะไร ไม่เข้าเรื่องขนาดนั้น อย่า panic มาร่วมใจกัน เข้าใจว่า เงินหมด มันต้องหาแพะสักตัว ก็คงไม่พ้นรัฐบาล ขอแค่ปากด่าไป แต่มือช่วยหยิบช่วยผลัก เดี๋ยวมันจะไปได้ เราอยู่ต้น พายุ กลางพายุ หรือปลายพายุ อันนี้ไม่ได้อยู่ที่เรา คงเป็น ตาทรัมป์ ว่าเมื่อไหร่จะจบสักที ขอแค่คนไทย ร่วมมือกัน มันจะไปได้ เราเก่งอยู่แล้ว เรื่องยามศึกร่วมกันสู้ พอสงบเดี๋ยวมาด่ากันต่อ

    ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วครับใครมีคอมเมนท์ ว่าชั่วโมงนี้ ควรทำอย่างไร ภาคส่วนไหน ผลกระทบ อะไร แชร์กันมาได้ จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้อีกทางหนึ่ง ส่วนพวก คอมเมนท์ แนวควายสีอะไร อย่าเพิ่ง เดี๋ยว จบพายุเศรษฐกิจ เดี๋ยวไปเล่นด้วย แต่ตอนนี้มาระดมสมองกันก่อน ตามนี้นะทุกคนคร้าบ อนิศ โอสถานุเคราะห์”

    โพสต์ฺของนาย อนิศ โอสถานุเคราะห์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นานนัก ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “นายน้อยขอคารวะครับผมครับ ท่านอาจารย์ครับ”

    “ชอบแคมเปญ”คนรวยช่วยชาติ”

    “สุดยอดๆ ขอบคุณๆ ช่วยๆ กันกระตุ้น ต่อมความคิด..ขออนุญาต แชร์นะ.”

    “1.เอาภาษีต่างๆในน้ำมันออกก่อนเลย 2.ความแพนิคทั้งหมดเกิดจากความไม่น่าไว้ใจของรัฐบาลเอง ทีมบริหารควรเคลียร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดคำครหาประชาชนจะได้รับรู้ถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา”

    “ในเรื่องของท่องเที่ยวเห็นด้วยเลยครับสำหรับการเที่ยวในประเทศ…แต่ ราคาที่พักสูงมาก ถึงขนาดว่าไปเที่ยวต่างประเทศคุ้มกว่า แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันตอนนี้ก็ทำให้หลายๆคนลังเลกับการเดินทางส่วนตัวเชื่อว่าหลังสงกรานต์น่าจะหนักขึ้นแน่นอน แล้วเดี๋ยวก็จะเปิดเทอมกันอีกครับ”

    “โทษ รบ.รอบนี้เรื่องการสื่อสารและการรับมือ แต่อยากพ้นวิกฤติต้องร่วมมือกัน”

    “ภาครัฐ ควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างในการประหยัด ทั้งตัวนายก สส. สว. ปรัยแอร์27องศา งดใส่สูท ตัดงบสวัสดิการสส. ถ้าจะให้ดูสง่างามนายกกล้าไหม ไม่รับเงินเดือน ตังบหรือชลองบบางอย่างที่ไม่เร่งด่วน นำงบเข้าส่วนกลาง”

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EbI_2pw-JBp_70faurLoC

  • เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ “ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร” ในที่ประชุมจริงหรือ

    เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ “ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร” ในที่ประชุมจริงหรือ

    วันนี้ (3 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดกรณีวิวาทะในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ในวาระการพิจารณาเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

    โดยในระหว่างที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กำลังอภิปราย ด้วยการอ่านข้อความที่เตรียมมา นายคริส โปตระนันทน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลุกขึ้นประท้วง ด้วยข้อบังคับ 69 ที่ระบุว่า ห้ามนำเอกสารใดๆ มาอ่านให้ที่ประชุมฟัง ส่งผลให้เกิดการประท้วงกลับจาก นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องลุกมาประท้วงกลับ

    ไทยพีบีเอสออนไลน์ เปิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2566)

    ข้อบังคับที่กล่าวถึง อยู่ในหมวดที่ 4 การประชุม ส่วนที่ 3 การอภิปราย ในข้อที่ 69 ระบุว่า

    การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามไม่ให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านให้ที่ประชุมฟัง โดยไม่จำเป็นและห้ามไม่ให้นำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น

    ทั้งนี้สถานการณ์เหมือนจะจบ แต่เมื่อถึงคิวที่นายคริสขึ้นอภิปราย มีการกล่าวพาดพิง สส.โดยไม่ระบุชื่อด้วยถ้อยคำ “ตอนนี้ประชาชนสงสัยว่า เป็น สส.แค่สมัยเดียว แค่ปีเดียว แค่สองปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา ไม่ได้มีความเก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง แต่ท่านดันได้เข้ามายืนในสภาแห่งนี้” ทำให้สถานการณ์กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

    ร้อนถึงนายปกรณ์วุฒิ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน ต้องลุกมาประท้วง พร้อมกล่าวข้อความว่า “อย่างน้อยก็ไม่ได้หลอก พลเอกมาหาเสียง” ซึ่งคาดว่า จะสื่อไปถึงหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อย่าง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ไม่ได้เป็น สส.ในสมัยนี้ พร้อมกับเดินปรี่เข้าไปหานายคริสทันทีที่อภิปรายจบ ทำให้ สส.หลายคนในเหตุการณ์ รีบเข้าไปแยกทั้งคู่ออกจากกันทันที

    จากนั้น คริส พร้อมเพื่อน สส.พรรคเศรษฐกิจ ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่รัฐสภาทันที โดยระบุว่า นอกจาก นายปกรณ์วุฒิแล้ว ยังมี สส.พรรคประชาชน อีกนับ 10 คน ที่เดินมาพร้อมกัน และพยายามจับแขนตน ซึ่งตนและพรรคจะรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิด โดยเบื้องต้นอาจยื่นเสนอผิดจริยธรรมต่อรัฐสภาก่อน

    ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ ชี้แจงว่า เป็นการทำหน้าที่ในฐานะวิปฝ่ายค้าน (คณะกรรมการประสานงาน) และการเดินไปพูดคุยกับเพื่อน สส.ในสภา ถือเป็นเรื่องปกติ วันนั้น ตั้งใจเข้าไปสอบถามเหตุผลว่า เหตุใดพรรคเศรษฐกิจจึงตั้งใจประท้วงขัดจังหวะพรรคประชาชน ในประเด็นหยุมหยิม ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง พร้อมยืนยันว่า เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 แถวเพื่อพูดคุย แต่สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คนกลับลุกขึ้นยืน เดินออกมา และพยายามส่งเสียงโวยวาย ทำให้เพื่อน สส.ท่านอื่น ต้องเดินเข้ามาห้ามปราม ทั้งที่ยังไม่มีเหตุการณ์ใกล้เคียงการปะทะกันเลย อีกทั้งไม่ได้พูดขู่ตามที่ถูกกล่าวหา

    อ่านข่าว

    “ปกรณ์วุฒิ” แจงเดินเข้าไปคุย “คริส” ในฐานะวิป โต้กลับถูกป้ายคำเท็จ

    “คริส” จ่อเอาผิดจริยธรรม “ปกรณ์วุฒิ” อ้างถูกคุกคามในสภาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pI6-5UnT9M49F8zwnjGtR

  • สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที พาไปทำความรู้จักกับสมาร์ตโฟนที่จะมาทุบกำแพงราคามือถือ 5G ให้แตกกระจาย เพราะนี่คือหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการมือถือราคาประหยัดที่จัดเต็มเทคโนโลยีมาให้แบบไม่กั๊ก ตอบโจทย์เศรษฐกิจแบบนี้

    นี่คือการกลับมาผงาดอีกครั้งของ WIKO ภายใต้การดูแลของ วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) ดิสทริบิวเตอร์ไอทียักษ์ใหญ่ด้วยการเปิดตัว WIKO T30 5G สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมสโลแกนความเป็นสมาร์ตโฟน 5G “มหาชน” สเปกที่ได้จะว้าวแค่ไหน สี่พันมีทอนนี่มันซ่อนทีเด็ดอะไรไว้บ้าง?

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    ดีไซน์เรียบหรู ดูแพงเกินราคา

    แม้ WIKO T30 5G จะเป็นมือถือระดับเริ่มต้น แต่การออกแบบทำออกมาได้ดูพรีเมียมเกินค่าตัวไปมาก ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยฝาหลังที่มีลูกเล่นเอฟเฟกต์เงาไหลลื่น สะท้อนแสงได้อย่างมีมิติ สะดุดตาทุกองศาการจับถือ โดยมีให้เลือกสองเฉดสีคลาสสิกที่เข้ากับทุกสไตล์คือสีดำ (Black) และสีขาว (White)

    ที่สำคัญคือน้ำหนักตัวเครื่องเบาเพียงประมาณ 200 กรัมเท่านั้น ทำให้ได้ความรู้สึกพรีเมียมและจับถนัดมือ ไม่ว่าจะไถฟีดโซเชียลหรือยกขึ้นมาถ่ายรูปก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องพกพามือถือติดตัวตลอดเวลาได้อย่างลงตัวในทุกๆ วัน

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    จอใหญ่ ลื่นไหลด้วยรีเฟรชเรต 120Hz

    อีกหนึ่งไฮไลต์เด็ดคือเรื่องของหน้าจอ เพราะปกติในเรตราคานี้เรามักจะได้จอมาตรฐานทั่วไป แต่สำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้จัดเต็มด้วยหน้าจอแบบเจาะรู (Punch-Hole Display) ขนาดใหญ่จุใจถึง 6.75 นิ้ว

    และที่สำคัญคือให้หน้าจออัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz ซึ่งถือว่าหาได้ยากในกลุ่มสมาร์ตโฟนราคาประหยัด ส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานลื่นไหลเต็มตา ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนหน้าจอ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกม ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี มอบประสบการณ์การรับชมที่เต็มอิ่มและสมจริงยิ่งขึ้น

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    ขุมพลัง 5G ผสาน Android 15

    เรื่องความแรงก็จัดจ้านสมฉายามือถือมหาชน ภายในขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตประมวลผลทรงพลังแบบ Octa-Core รหัส MTK D6300 ที่มีความเร็วสูงสุด 2.4GHz รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ความเร็วสูง ให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและเสถียร

    นอกจากนี้ยังให้ RAM มาถึง 4GB ซึ่งขยายเพิ่มได้สูงสุดถึง 12GB เพื่อรองรับการเปิดหลายแอปพลิเคชันพร้อมกันอย่างลื่นไหล จับคู่กับพื้นที่เก็บข้อมูล ROM 128GB ให้เก็บภาพถ่ายหรือวิดีโอได้อย่างจุใจ และที่ล้ำหน้าไปอีกขั้นคือการเป็นมือถือรุ่นแรกๆ ในกลุ่มราคานี้ที่แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Android 15 มั่นใจได้เลยว่าผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์ที่ลื่นไหลและรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างครบครัน

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    แบตอึดทน พร้อมการชาร์จอัจฉริยะ

    หมดกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวัน เพราะ WIKO T30 5G ให้แบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ถึง 5000mAh ที่พร้อมรองรับการใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน และถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมดก็ไม่ต้องรอนานด้วยระบบรองรับการชาร์จเร็ว 18W

    นอกเหนือจากความอึดแล้ว ยังมีความฉลาดด้วยฟีเจอร์ Overnight Charging Protection ที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่ขณะเสียบชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน ระบบนี้จะช่วยถนอมอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ปลอดภัย

    สี่พันมีทอน! รู้จัก WIKO T30 5G มือถือ 5G มหาชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้

    ประกันยาวนาน บริการระดับวีไอพีถึงหน้าบ้าน

    ความคุ้มค่ายังไม่จบแค่สเปกตัวเครื่อง แต่ยังครอบคลุมไปถึงบริการหลังการขายที่จัดเต็มไม่แพ้กัน โดยตัวเครื่องเปิดราคามาแบบคุ้มกระจุยที่ 3,999 บาท หาซื้อได้ง่ายๆ ผ่านตัวแทนจำหน่ายของวีเอสที อีซีเอส ที่มีมากกว่า 2,700 จุดจำหน่ายทั่วประเทศ

    แต่สิ่งที่ทำให้มือถือรุ่นนี้น่าสนใจที่สุดในมุมมองของผู้บริโภคคือการรับประกันตัวเครื่องที่ยาวนานถึง 2 ปีเต็ม แถมยังมีบริการหลังการขายแบบ Door-to-Door Service ที่คอยดูแลรับเครื่องซ่อมให้ถึงหน้าประตูบ้าน เรียกว่าคุ้มค่าทั้งราคาเครื่องและบริการหลังการขายแบบครบจบในตัวเดียวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1228204&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v6zNeZjgjdEzaD6fdjItU

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ (รอบที่ ๒) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ (รอบที่ ๒) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122261/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KWLKmIeScjyyUcjkEzrSf

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครขอทุนช่วยเหลือการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๙ (รอบ๓) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครขอทุนช่วยเหลือการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๙ (รอบ๓) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122257/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7OPRia7OlDG98ytPWoiw

  • ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รายจ่ายสูงกว่ารายรับ

    วันนี้, 07:01น.

              ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กล่าวชี้แจงรายงานว่า กองทุนฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นทุนเลี้ยงชีพ รักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม การให้การศึกษาบุตร และสวัสดิการสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด โดยมีกรอบกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2516 มีผลใช้บังคับเมื่อ 23 พฤษภาคม 2556 โดยมีคณะกรรมการและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการ โดยคณะกรรมการมีหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของกองทุน กำหนดแนวทางการบริหารและการจ่ายเงินกองทุน ระดมการจัดหาทุน ออกระเบียบการจ่ายเงิน เก็บรักษา อนุมัติ การเบิกจ่ายเงิน และการยกเลิกการจ่ายเงิน การบริหารการจัดหาผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติ ตลอดจนปฏิบัติติการอื่นใดตามที่กฎหมายบัญญัติ

              ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ในการบริหารกองทุนฯ ตามระเบียบของคณะกรรมการ รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุนฯ จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีนำเสนอต่อคณะกรรมการ โดยการจัดทำรายงานการเงินของกองทุนฯ เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตรวจสอบรายงานการเงิน ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 งบแสดงผลการดำเนินงาน ทางการเงิน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ รวมถึงสรุปนโยบายการเงินสำคัญ ซึ่งมีความเห็นว่า รายงานการเงินดังกล่าวมีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 180 ล้านบาท รายได้อื่นกว่า 31 ล้านบาท รวมรายได้กว่า 211 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นกว่า 234 ล้านบาท ซึ่งรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิกว่า 23 ล้านบาท

              ต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อภิปราย นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า แม้สมาชิกรัฐสภาจะจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ในเชิงสวัสดิการ 5 สิทธิ คือ เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ปีละไม่เกิน 130,000 บาท เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เบิกได้ 2 คน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงปริญญาตรี กรณีทุพพลภาพได้รับเงิน 15,000 บาทต่อเดือน และกรณีถึงแก่กรรมได้รับเงิน 200,000 บาท ซึ่งมองว่าเป็นกองทุนฯ ที่ให้สวัสดิการมากเกินไป และอยากเสนอแนะว่าหากปรับลดสวัสดิการตรงส่วนใดได้ก็ควรปรับลด ไม่เช่นนั้นกองทุนฯ อาจจะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ โดยยกตัวอย่างสิทธิในการได้รับเงินบำนาญเริ่มต้น 21,300 บาทต่อเดือน หากเป็น สส. เพียง 1 เดือน แต่ไม่ถึง 1 ปี ก็จะได้รับบำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งเห็นว่านี่เป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป

    ….

    วิทยุรัฐสภา

    #ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160460&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1onZG0OwJKgzEu-prq2-j3

  • ‘แม็กซ์ ธีระชาติ’ พรรคส้มซัดประกันสังคม ข้อมูล ‘นายกฯ’ หลุดถึงยอมขยับ | เดลินิวส์

    ‘แม็กซ์ ธีระชาติ’ พรรคส้มซัดประกันสังคม ข้อมูล ‘นายกฯ’ หลุดถึงยอมขยับ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 เม.ย. นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุไอที ประกันสังคม และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีมีการนำข้อมูลส่วนตัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปสมัครสมาชิกกองทุนประกันสังคม โดยระบุว่า ข้อมูลนายกฯ หลุดถึงยอมขยับ บอร์ดไอทีประกันสังคมก้าวหน้าเตือนมาตั้งแต่ปี 67 แกล้งทำไม่ได้ยิน ไม่สนใจ แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง

    เรียนท่านรัฐมนตรีแรงงานท่านใหม่ ท่าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ท่านกำลังจะโดนเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมหลอกว่าทุกอย่างปกติ ระบบไม่ได้ถูกแฮกไม่ได้ผิดอะไร แล้วโยนความผิดไปให้การแอบอ้างข้อมูลของบุคคลอื่นในการเข้าใช้เป็นต้นเหตุที่ข้อมูลท่านนายกฯ หลุดครับ จริงๆ แล้วมันเป็นความผิดพลาดของการทำงานของผู้มีอำนาจรับผิดชอบในสำนักงานประกันสังคมแบบเต็มๆ

    ก่อนอื่นเลยข้อมูลพื้นฐานที่ใช้สมัครเข้าใช้บริการ เช่น เลขบัตรประชาชน ชื่อนามสกุล ไม่สามารถใช้ยืนยันตนได้แน่ๆ แต่หน่วยงานงบไอทีระดับพันกว่าล้านต่อปีกลับใช้วิธีนี้ มันคือการเอากุญแจบ้านตัวเองไปแขวนไว้ที่ลูกบิดประตูแล้วบอกว่าอย่าเข้ามาขโมยของนะ มันผิดกฎหมาย ซึ่งถ้าผู้บริหารไอทีมีความรู้เบื้องต้นคงไม่ปล่อยให้มันมาไกลถึงขนาดนี้

    อย่างที่เคยบอกพวกเราพูดไปเตือนไปมันเหมือนพูดกับกำแพง ช่วงแรกๆ ที่เข้ามาก็พยามสื่อสารแต่มันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ สุดท้ายก็ต้องอาศัยผู้ประกันตนทุกคนช่วยกันกระจายข้อมูลที่พวกเราได้เข้าไปรับรู้ว่ามันผิดปกติขนาดไหน และนั่นเป็นเหตุผลทำไมประกันสังคมต้องเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาต่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกคน

    ท่านคิดว่า สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน – Social Security Office รู้เรื่องข้อมูลหลุดตั้งแต่ตอนไหน เคสนี้เพิ่งเป็นข่าว นายกฯ ข้อมูลหลุดวันนี้ แต่จริงๆ แล้วคุณ ชานนท์ ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีการแจ้งเคสและพยามเตือนในที่ประชุมมาเป็นเวลายาวนานมาก นานระดับตั้งแต่ปี 2567 แต่ไม่เกิดการแก้ไขใดๆ ต้องรอให้เป็นข่าวก่อน วันเดียวแก้ได้เลย คือมันชัดว่าถ้าจะแก้ก็แก้ได้แต่ไม่สนใจ ไม่ทำ เพราะประเทศนี้มันยังมีความจำเป็นที่ต้องขับเคลื่อนด้วยการด่า

    ชานนท์พยามเตือนหลายครั้งทั้งในที่ประชุมอนุไอที ทั้งในไลน์กรุ๊ป แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเพิกเฉยจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายไอทีอย่าง คุณมุทิตา ชูประดิษฐ์ ซึ่งเป็นท่านเดียวกับที่มีปัญหาเรื่องการตรวจรับโครงการ 850 นานถึง 360 วัน โดยระหว่าง 360 วันนั้น ไม่มีการคิดค่าปรับวันละ 848,000 บาท และตรวจรับโครงการผ่านมาทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ก็ยังแก้ปัญหากันไม่จบ

    นายธีระชาติ ระบุต่อว่า ซึ่งเป็นท่านเดียวกับการปล่อยให้มีการให้ข้อมูลเท็จ เกี่ยวกับข้อมูลในการดันให้เกิดการจัดซื้อเรื่อง water mist และ IPS และอนุไอทีก็เคยมีมติให้ส่งข้อสังเกตให้กับท่านเลขาธิการประกันสังคม เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังลอยตัวไม่เกิดการจัดการใดๆในสำนักงานแม้ข้อสงสัยในการทุจริตชัดเจนอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดตอนนี้กับไอทีประกันสังคม ไม่ได้เกิดจากงบไม่พอ แต่เกิดจากข้อสงสัยในการทุจริตอย่างมโหฬาร หนำซ้ำยังไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการจนน่าสงสัยว่าจริงๆ แล้วทีมผู้บริหารไอทีประกันสังคมตอนนี้ มีความรู้เรื่องไอทีจริงๆ มากน้อยแค่ไหน หรือแค่ถูกย้ายข้ามสายมาตามคำสั่ง

    ระบบ e-self service ที่เป็นปัญหา ไม่ใช่โครงการไก่กา แต่ใช้งบประมาณพัฒนาไปน่าจะเกิน 69 ล้านบาท แถมยังต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาอีกปีละ 8 ล้านกว่าบาท โครงการระดับนี้ มีข้อผิดพลาดระดับนี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะไปขู่ไล่ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์ กับคนอื่น แต่ต้องกลับมาดูแล้วว่ามันมีอะไรผิดปกติบ้างในระบบไอทีประกันสังคม

    เสียดายว่าชานนท์ไม่ถนัดเขียนเอง เลยต้องมายืมมือผมเล่าเรื่องให้สังคมควรได้รับรู้ว่า ระหว่างเวลาที่ผ่านมา ได้มีความพยามในการเตือนประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในที่ประชุมอีกเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่พูดถึงทั้งบอร์ดนายจ้าง ทั้งสำนักงานต่างก็เพิกเฉย แล้วเปลี่ยนเรื่องไปคุยกันเรื่องอื่น ถ้าเป็นคนทั่วไปที่มีสำนึกรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายคงไม่ปล่อยมานานขนาดนี้ ตอนนี้เท่าที่ข้อมูลการบันทึกการประชุมที่หาได้

    นายธีระชาติ ระบุต่อไปว่า มีการบันทึกในรายงานการประชุมอย่างน้อยสามครั้ง คือ วันที่ 5 สิงหาคม 2567, วันที่ 11 ตุลาคม 2567, 8 พฤศจิกายน 2567 และอีกหลายครั้งที่ไม่ได้ถูกบันทึกในรายงานการประชุม ซึ่งผมจะแนบรายละเอียดมาให้ทุกท่านได้ดูว่า เวลาเราเจอช่องโหว่แล้วแจ้งให้ทราบ คำถามคำตอบเป็นอย่างไร ที่เลวร้ายคือช่องโหว่แบบนี้เราไม่สามารถแจ้งให้สาธารณะรับรู้ได้ถ้าไม่เป็นข่าว และยังไม่ถูกแก้ เพราะนั่นเท่ากับการชี้โพรงให้กระรอกซะอย่างนั้น

    “ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอให้ท่านรัฐมนตรี อย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อเพื่อนร่วมงานใหม่ของท่าน แล้วช่วยกำชับเรื่องปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมขอข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ผมโพสต์อยู่นี้เป็นจริงหรือไม่ พร้อมออกคำสั่งให้เปิดเผยรายงานการประชุมทุกครั้งที่ไม่ได้ตีลับ เพื่อแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสรวมถึงความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ สุดท้ายคนที่ต้องมารับกรรมคือผู้ประกันตน ทุกวันนี้ยังมีคนอีกจำนวนมากได้รับผลกระทบจากไอทีที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างชัดเจนของสำนักงานประกันสังคม ผมขออนุญาตฝากความหวังไว้กับท่าน ช่วยเปลี่ยนให้หน่วยงานนี้ได้สร้างหลักประกันที่เพิ่งพาได้ให้กับผู้ประกันตนได้อย่างเต็มที่สักทีครับ” นายธีระชาติ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5747609/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y1U9ud_GMUzJi66_O9dIB

  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

    วันนี้ 3 เมษายน 2569 พรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงสวัสดิการของเหล่านักการเมืองที่ทำเอาชาวเน็ตตาสว่างกันทั้งประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สส. #พรรคเศรษฐกิจ ประกาศ ยกเลิกบำนาญ สส. เมื่อวานนี้ในสภา ใครเห็นว่า สส.สามล้อถูกหวย ไม่ควรได้บำนาญสส. เดือนละ 20,000-40,000 บ้าง? ขอเสียงหน่อย”

    พรรคเศรษฐกิจ

    หลังจากที่โพสต์ของ พรรคเศรษฐกิจ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตแห่เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลาย เช่น

    “หมอวรงค์เสนอ3ข้อทำตามนั้นเลยครับ สุดยอด”

    “เพิ่งรู้ ว่าเป็น สส มีบำนาญ”

    “ให้ได้ครับ แต่ขอ 5 สมัย ครบ 5 สมัย เอาไปเลย บำนาญรัฐ”

    “พูดถึงเพื่อเตี๊ยม ภูมิใจเตี๊ยม ก็บอกมาเถอะ อุ่นใจ เย่ ๆๆๆ”

    “อย่างนี้นี่เอง ถึงอยากจะเป็นกันทั้งครอบครัว”

    “เพิ่งรู้ สส. มีบำนาญ”

    “อยากรู้ ใคร/พรรคไหน ในอดีต ที่เสนอเรื่องเพิ่มสวัสดิการ สส. มากมายขนาดนี้ ประชาชน จะได้รู้จัก หน้าตา จะได้ชื่นชม ได้ถูกคน”

    “#พรรคเศรษฐกิจ รอบหน้าไม่ได้มาแค่3ท่านแน่นอน “

    “หาแสงไปเรื่อยๆ 555”

    “เห็นด้วยยกเลิกไปเลยประชาชนทำงานกว่าจะได้บำนาญจากประกันสังคมต้องอายุ55ปี สส.ทำงานเข้ามาปีเดียวก็ได้บำนาญจากภาษีประชาชนเอาเปรียบมาก”

    “พนักงานข้าราชการ ทำงานอย่างน้อย25ปี กว่าจะได้บำนาญ อายุ55 – 60ปีกว่าจะได้ แถมได้น้อยกว่าอีก”

    พรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qb0kU8ZwZ3ZW2HEGobh3q

  • โพลพระปกเกล้า เผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    โพลพระปกเกล้า เผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    โพลพระปกเกล้า เผยผลสำรวจเสียงในหัวประชาชน พบ 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน จะรับมือผลกระทบเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ แต่ยอมรับได้หากรัฐใช้งบดูแลราคาพลังงานระยะสั้น

    วันที่ 3 เมษายน 2569 KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงในหัวประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

    การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 15 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

    1. หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม (สำรวจโดย x Line Today) พบว่า 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย ว่ารัฐบาลใหม่จะรับมือเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 12.8 % ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด และ 5.1% ไม่แน่ใจ

    ประชาชนกว่า 3 ใน 4 กำลังสะท้อนความศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและมีความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนพอที่จะเป็นเบาะรับแรงกระแทกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางได้

    2. ส่วนใหญ่หนุนมาตรการผสม เชียร์รัฐ “อุ้มพลังงานแบบจำกัด-ช่วยรากหญ้า”- “อีสาน” ขอตรึงถ้วนหน้า

    พบว่า 39.0% ต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง รองลงมา 30.7% ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ 11.1% ต้องการให้ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาวและช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า และ 8.1% ไม่แน่ใจ

    เสียงส่วนใหญ่ของทุกภาคต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ สูงถึง 41.3%

    ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา จึงไม่เลือกทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง แต่ต้องการให้รัฐบาลประคับประคองทั้งระบบไปพร้อมกับการดูแลผู้ที่เดือดร้อนที่สุด ส่วนภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคเดียวที่ให้น้ำหนักกับการตรึงราคาพลังงานให้คนส่วนใหญ่สูงสุด อาจสะท้อนภาพความเปราะบางของสายป่านที่สั้นกว่าภาคอื่น ทำให้ไม่พร้อมรับมือกับต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแบบฉับพลัน

    3. ปากท้องต้องรอด ส่วนใหญ่ยอมให้รัฐใช้งบอุ้มพลังงานช่วงวิกฤต “ตะวันออก-ใต้” หนุนสุดตัว

    พบว่า 38.6% ยอมรับได้ หากรัฐบาลต้องลดงบประมาณนโยบายอื่นเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น เพราะกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง รองลงมา 25.3% ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ 14.9% ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง 11.1% ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว และ 10.1% ไม่แน่ใจ

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่า หลายพื้นที่มีแนวโน้มยอมรับการใช้งบพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะ ภาคตะวันออก (60.4%) และ ภาคใต้ (54.9%) ที่มีสัดส่วนยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรงสูงสุดทิ้งห่างภาคอื่น ๆ ขณะที่ กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ (32.9%) ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ

    สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น หากช่วยรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรม และภาคใต้ซึ่งพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยว คนสองภาคนี้จึงให้น้ำหนักกับการทุ่มงบประมาณเพื่อตรึงราคาพลังงานอย่างชัดเจน ในขณะที่คน กทม. มีแนวโน้มยอมรับมาตรการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขและจำกัดช่วงเวลามากกว่า

    บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 15

    ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าประชาชนกำลัง “กังวลอย่างมาก” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณ 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ยังไม่มั่นใจรัฐบาลในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ พร้อมยอมรับการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น หากช่วยลดค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผ่านการสื่อสารแผนรับมือทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน พร้อมทั้ง จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่นและมีกรอบเวลาที่แน่นอน โดยอาจเน้นการช่วยเหลือในพื้นที่หรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนัก ควบคู่ไปกับการทยอยปรับราคาตามกลไกตลาดในส่วนที่รับไหว เพื่อให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า รัฐบาลสามารถเป็นที่พึ่งได้จริงในยามที่ค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังกดดันชีวิตประจำวันอย่างหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04VjAHKQaIHrj-B7eBn7mr