Blog

  • โบรกชี้น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ เสี่ยงฉุด GDP เหลือ 1.3-1.4%  กด EPS ตลาด จำกัดกรอบ 1400-1500 จุด

    โบรกชี้น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ เสี่ยงฉุด GDP เหลือ 1.3-1.4% กด EPS ตลาด จำกัดกรอบ 1400-1500 จุด

    พิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)  บัวหลวง เปิดเผยว่า   คง “มุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง” (cautiously optimistic) ต่อตลาดหุ้นไทย ประเมินกรอบตลาดหุ้น 1400-1500 ในเดือนเม.ย. แม้ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แต่เราคาดผ่านจุดสูงสุดความขัดแย้ง (Peak tension) และเข้าสู่ช่วงลดความรุนแรงลง (De-escalationphase) ในเดือนเม.ย. หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำของสหรัฐฯเตรียมถอนก าลังทหารออกจากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ 
     

    ขณะที่ อิหร่านและโอมานอยู่ระหว่างการจัดทำร่างเกณฑ์ความร่วมมือ เพื่อกำกับดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนโอกาสผ่อนคลายความตึงเครียดลงตลาดจะเริ่มหันกลับมาให้น้ำหนักนโยบายกระตุ้นนในประเทศ เน้น “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “BOI fast pass”นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย. ประเมินครอบคลุมนโยบายทั้งมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน, การดูแลราคาพลังงาน และการเร่งรัดการลงทุนทั้งจากภาครฐั และภาคเอกชน

    แต่ทว่าต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงระยะสั้น ราคาน้ามันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว +34% MTD สู่ระดับประมาณ $109/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับ ขึ้นราว +69% MTD แตะระดับประมาณ 50.54 บาท/ลิตรสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเรมิ่ ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง

    กรณีฐาน: หากราคาน้ามันดีเซลยืนสูง 50-55 บาท/ลิตร 1 เดือน นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินอาจกดดัน GDP ปี 2026 ราว 0.4-0.5% (เหลือเติบโต 1.3-1.4%) และกระทบกำไรต่อหุ้น SET ราว 1.2-1.5% (EPS อยู่ที่ 92-92.5 บาท/หุ้น, เติบโต 0.5-1.0%) มอง SET target อยู่ที่ 1550 จุด

    กรณีเลวร้าย: หากราคาน้ามันดีเซลยืนสูงนาน 2 เดือน ประเมิน downside ของ SET ราว 1340 ทั้งนี้ราคาดีเซลเพิ่มทุกๆ 10% จาก 50 บาท ประเมินกดดัน GDP ลดลง 0.1% และกำไรต่อหุ้น SET ลดลงราว 0.3-0.4%

    ทั้งนี้ โอกาสลงทุนในช่วงความผันผวน เน้น 4 ธีมการลงทุนหลัก

    1) วัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน–Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล (National infrastructure supercycle) ผ่าน BOI fast pass และ FDI ที่เร่งตัว โดยเฉพาะ data center value chain หนุนการเติบโตระยะกลาง–ยาว GULF, GUNKUL, TRUE, WHA, WHAUP

    2) กลุ่มกำไร/กระแสเงินสดแกร่ง-พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศผลกระทบสงครามต่ำ-สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่า/ส่งผ่านต้นทุนได้ (pricing power)-มาตรการรัฐฯ หนุนการฟื้นตัว (War-resilient domestic earnings with stimulusdriven upside) CPN, CPALL ขณะที่เป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นราคาต่าพื้นฐาน-ปันผลสูงช่วงปรับฐาน

    3) ผู้นำปันผลสูง–รับอานิสงส์ TISA หนุนเงินทุนไหลเข้า (Dividend leaders with TISA-driven inflows) เช่น KTB, BBL

    4) หุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน/มี catalyst หนุนการฟื้นตัวหลังสงคราม (Over-penalized valuation & post-war re-rating) BH,MINT, ITC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K6CMDwLvRZ_2exNZ2O3Si

  • นํ้ามันแพงกระทบ “เวียดนาม” ฉุดเศรษฐกิจโตไม่ถึง 10% | เที่ยงทันข่าว | 7 เม.ย. 69

    นํ้ามันแพงกระทบ “เวียดนาม” ฉุดเศรษฐกิจโตไม่ถึง 10% | เที่ยงทันข่าว | 7 เม.ย. 69

    มาดูสภาวะทางเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอาเซียนอย่่างเวียดนามกันบ้าง หลังมีการเปิดเผยตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 หลังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเวียดนามเติบโตไปได้ 7.8 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะตํ่ากว่าเป้าที่ตั้งไว้

    #เวียดนาม #เศรษฐกิจเวียดนาม #สงครามตะวันออกกลาง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/215755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DiirOqtYITlsskdQpzv9i

  • GBS “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บล. โกลเบล็ก (GBS) ระเมินหุ้นไทยเดือน เม.ย. 69 ผันผวนในกรอบ 1,420-1,490 จุด  ขณะที่ปัจจัยลบในประเทศรุมเร้า ทั้งวิกฤตพลังงานดันราคาดีเซล-ค่าไฟพุ่ง กระทบค่า     ครองชีพ และภาวะเงินเฟ้อ แนะกลยุทธ์ตั้งรับช้อป 6 หุ้นเด่น IAA Consensus ชู ADVANC-AMATA-BDMS-GULF-KTB-TRUE น่าลงทุน

              นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420 – 1,490 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง  ขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตราคาพลังงานในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม

    สำหรับปัจจัยหนุนต่อภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้มาจากความคืบหน้าของ ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารงานประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีส่งสัญญาณแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.7 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการที่ UAE เตรียมใช้กำลังทหารช่วยสหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอังกฤษที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกดดันจากปัจจัยลบเช่นกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียด ที่ยืดเยื้อหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนรัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเข้าสู่ “โหมดวิกฤต” เพื่อรับมือกับปัญหาอุปทานพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดีเซลที่ ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 70% นับจากต้นปี และ กกพ. เคาะค่าไฟฟ้างวดพฤษภาคม-สิงหาคม ที่ระดับ 3.95 บาท/หน่วยจากเดิมที่ระดับ 3.88 บาท/หน่วย

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย โดย กกร. ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569  ลงเหลือ 1.2-1.6% จากผลกระทบของสงคราม ราคาน้ำมันแพงที่กดดันเงินเฟ้อให้โต 2-3% และจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป สอดคล้องกับ ธปท. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อน ขณะที่ตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์แม้จะขยายตัว 9.9% แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น”

    โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางตลาด ได้แก่ การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา (9-10 เม.ย.), การประชุม กนง. (29 เม.ย.), รายงานภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. (30 เม.ย.) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และการประชุม FED ในช่วงปลายเดือน (28-29 เม.ย.)

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจ IAA Consensus ที่แนะนำ 6 หุ้นเด่น น่าลงทุน ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631534/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRngToStRjcv76sRNPJRG

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 07 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 07 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : Sideway-Up
    แนวรับ : $4,600 หรือ 71,300
    แนวต้าน : $4,710 หรือ 72,200

    .

    ทองคำยังมีโอกาสขึ้นต่อหรือไม่ ภายใต้ภาวะที่ Fed ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซและเส้นตายการเจรจากับอิหร่าน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น

    .

    ภาพรวมราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway-Up โดยมีแรงกดดันจากฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแรงหนุนจากฝั่งภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาถ่วงดุลกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดที่ 178,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ 4.3% ทำให้ตลาดมองว่า Fed ยังมีพื้นที่ในการคงดอกเบี้ยสูงต่อไป ส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยถูกจำกัดการปรับขึ้นในระยะสั้น

    แต่อีกด้านหนึ่ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นแรงประคองสำคัญ โดยเฉพาะกรณีอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง 45 วันเพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกคว่ำบาตรและชดเชยความเสียหายทั้งหมด สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดยังไม่กล้าคลายความกังวล เพราะหากความขัดแย้งยกระดับต่อไป ย่อมกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานของโลก และเพิ่มแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทันที

    ยิ่งเมื่อมีการจับตาเส้นตายสำคัญในวันอังคารที่ 7 เม.ย. หลังโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการทางทหารหากการเจรจาไม่คืบหน้า ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศการลงทุนอยู่ในโหมดระวังความเสี่ยง แม้จะมีข่าวข้อเสนอหยุดยิงจากปากีสถานเข้ามาแทรก แต่ตลาดยังไม่ได้ให้น้ำหนักเชิงบวกมากนัก เพราะมองว่าสถานการณ์ยังเปราะบาง และพร้อมพลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดได้ทุกเมื่อ

    ในภาพระยะยาว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น Goldman Sachs และ J.P. Morgan ที่ยังคงประเมินว่าราคาทองมีโอกาสขยับขึ้นสู่โซน $5,000-$5,400 ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นตัวหนุนสำคัญ สะท้อนว่าความต้องการถือทองคำในฐานะทุนสำรองยังไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นปัจจัยที่ช่วยรองรับราคาทองในช่วงที่ตลาดผันผวน

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองราย 1 ชั่วโมงเริ่มส่งสัญญาณชะลอแรงขายหลังเกิดแท่งเทียน Spinning Top บริเวณแนวรับสำคัญ $4,600 ขณะที่ RSI อยู่แถว 52 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางและยังเปิดทางให้ราคาแกว่งตัวขึ้นทดสอบแนวต้านได้อีกครั้ง หากไม่หลุดฐานสำคัญดังกล่าว ราคายังมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบ $4,710 หรือประมาณ 72,200 บาทได้

    .

    กลยุทธ์วันนี้ยังให้น้ำหนักแบบ Sideway-Up โดยมองว่าทองคำมีแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คอยประคองราคา แม้ฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเป็นตัวกดดันผ่านภาพดอกเบี้ยสูงก็ตาม กรอบสำคัญยังอยู่ที่แนวรับ $4,600 หรือ 71,300 บาท และแนวต้าน $4,710 หรือ 72,200 บาท ดังนั้นจังหวะลงทุนยังเหมาะกับการรอเข้าซื้อบริเวณแนวรับ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดเข้าใกล้แนวต้าน โดยต้องติดตามทั้งท่าทีของ Fed และความคืบหน้าประเด็นอิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นสองปัจจัยหลักที่จะตัดสินว่าทองจะเลือกทางไหนต่อจากนี้

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-07-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AG8ajDMfjdatzcUQoJAQ5

  • IMF เตือนอาจหั่นคาดการณ์ศก.โลก-เพิ่มแนวโน้มเงินเฟ้อ เหตุสงครามตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    IMF เตือนอาจหั่นคาดการณ์ศก.โลก-เพิ่มแนวโน้มเงินเฟ้อ เหตุสงครามตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและฉุดเศรษฐกิจโลกให้เติบโตช้าลง พร้อมกับกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ IMF ก็ยังคงพิจารณาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับเพิ่มแนวโน้มเงินเฟ้อ

    กอร์เกียวากล่าวว่า หากไม่มีสงครามตะวันออกกลาง ทาง IMF คาดว่าจะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้นเล็กน้อย จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.3% สำหรับปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวจากโรคระบาด แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ทุกอย่างในขณะนี้กำลังส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและฉุดเศรษฐกิจให้โตช้าลง

    กอร์เกียวากล่าวเพิ่มเติมว่า เราอยู่ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยอ้างถึงสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภาวะช็อกด้านสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่า หลังจากที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากภาวะช็อกครั้งนี้แล้ว IMF ก็ต้องเฝ้าระวังวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นครั้งต่อไป

    นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า สงครามได้ทำให้อุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกลดลง 13% โดยผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องไปยังการขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮีเลียมและปุ๋ย พร้อมกับกล่าวว่า แม้สงครามอาจจะยุติลงอย่างรวดเร็วและเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวที่ค่อนข้างเร็ว แต่ผลพวงที่เกิดขึ้นจากสงครามครั้งนี้จะยังคงทำให้ IMF พิจารณาเรื่องการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง “เล็กน้อย” และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะรุนแรงกว่านี้

    การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ IMF จะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในสัปดาห์หน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า IMF จะเผยแพร่สถานการณ์จำลองในรูปแบบต่าง ๆ ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ซึ่งจะเปิดเผยในวันที่ 14 เม.ย.

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. IMF ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก โดยอ้างถึงภาวะช็อกที่เกิดจากสงครามและภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น

    ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานพลังงานโลกเผชิญภาวะชะงักงันครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยการผลิตน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซในปริมาณมากถึง 1 ใน 5 ของโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YBBLF742Ce9bgWfCQ41p8

  • &

    &

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยเดือน เม.ย. 69 ผันผวนในกรอบ 1,420-1,490 จุด ขณะที่ปัจจัยลบในประเทศรุมเร้า ทั้งวิกฤตพลังงานดันราคาดีเซล-ค่าไฟพุ่ง กระทบค่า ครองชีพ และภาวะเงินเฟ้อ แนะกลยุทธ์ตั้งรับช้อป 6 หุ้นเด่น IAA Consensus ชู ADVANC-AMATA-BDMS-GULF-KTB-TRUE น่าลงทุน

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420 – 1,490 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตราคาพลังงานในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม
    สำหรับปัจจัยหนุนต่อภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้มาจากความคืบหน้าของ ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารงานประเทศ

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีส่งสัญญาณแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.7 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการที่ UAE เตรียมใช้กำลังทหารช่วยสหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอังกฤษที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ
    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกดดันจากปัจจัยลบเช่นกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียด ที่ยืดเยื้อหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนรัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเข้าสู่ “โหมดวิกฤต” เพื่อรับมือกับปัญหาอุปทานพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดีเซลที่ ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 70% นับจากต้นปี และ กกพ. เคาะค่าไฟฟ้างวดพฤษภาคม-สิงหาคม ที่ระดับ 3.95 บาท/หน่วยจากเดิมที่ระดับ 3.88 บาท/หน่วย

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย โดย กกร. ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.2-1.6% จากผลกระทบของสงคราม ราคาน้ำมันแพงที่กดดันเงินเฟ้อให้โต 2-3% และจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป สอดคล้องกับ ธปท. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อน ขณะที่ตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์แม้จะขยายตัว 9.9% แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น”

    โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางตลาด ได้แก่ การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา (9-10 เม.ย.), การประชุม กนง. (29 เม.ย.), รายงานภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. (30 เม.ย.) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และการประชุม FED ในช่วงปลายเดือน (28-29 เม.ย.)

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจ IAA Consensus ที่แนะนำ 6 หุ้นเด่น น่าลงทุน ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepsl5jtdc8074yveme7xdhobqsm7jc1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HOOSMJdlatQ6WfJCEM2en

  • เมื่อกฎการเบิกจ่ายเปลี่ยน “โครงสร้างการลงทุนของรัฐ”

    เมื่อกฎการเบิกจ่ายเปลี่ยน “โครงสร้างการลงทุนของรัฐ”

    Loading…

    เมื่อกฎการเบิกจ่ายเปลี่ยน “โครงสร้างการลงทุนของรัฐ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-94&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WQZ_5qM4j1KJWviUeX83C

  • ส.ส.นครนายก หนุนพลังสตรี ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ดันเกษตรแปรรูป-แก้ปัญหาจราจรบ้านนา | เดลินิวส์

    ส.ส.นครนายก หนุนพลังสตรี ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ดันเกษตรแปรรูป-แก้ปัญหาจราจรบ้านนา | เดลินิวส์

    เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรบ้านนา จำกัด อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาสตรี เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมระดับท้องถิ่น

    ภายในงาน นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดกับคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอบ้านนา โดยเสนอให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแปรรูปผลไม้ท้องถิ่น เช่น “มะยงชิด” เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงการจัดตั้ง “ล้งผลไม้” หรือโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าให้สามารถส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ Central, Makro และ Lotus

    ทั้งนี้ ได้ยกตัวอย่างกรณีมะยงชิดที่วางจำหน่ายในห้าง The Mall ซึ่งมาจากจังหวัดพิจิตร เนื่องจากมีระบบล้งผลไม้ที่ได้มาตรฐานรองรับ ทำให้สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณสี่แยกบ้านนาในอนาคต โดยมีแผนพัฒนาถนนเลี่ยงเมืองในเขตเทศบาลบ้านนา เพื่อลดปริมาณรถในตัวเมือง ควบคู่กับการจำกัดเส้นทางรถบรรทุก และการก่อสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณสี่แยก เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการสัญจรและรองรับการขยายตัวของชุมชนในระยะยาว

    โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพสตรี ให้มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5758221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u8OSE9ygDON_A20f_sbbL

  • นับถอยหลัง 24 ชม. ปิดตาย “ฮอร์มุซ”! วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน สึนามิเศรษฐกิจถล่มโลก

    นับถอยหลัง 24 ชม. ปิดตาย “ฮอร์มุซ”! วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน สึนามิเศรษฐกิจถล่มโลก

    3. วิกฤตพลังงานก๊าซและ LNG

    ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเฉพาะจากกาตาร์ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของอุปทานโลก การปิดช่องแคบจะทำให้ราคาค่าไฟและก๊าซในยุโรปและเอเชียพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    4. ห่วงโซ่อุปทานและวิกฤตอาหาร

    ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางส่งออกปุ๋ยและสารเคมีสำคัญของโลก การขาดแคลนปุ๋ยจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) ทั่วโลก นอกจากนี้ ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียที่ต้องนำเข้าอาหารผ่านเส้นทางนี้จะเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารโดยตรง

    5. ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อ (Stagflation)

    ผลกระทบรวมทั้งหมดจะนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง ธนาคารกลางทั่วโลกจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะต้องรับมือทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นและเศรษฐกิจที่เสี่ยงต่อการติดลบ ประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น ไทย จีน และญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบต่อดุลการค้าและค่าเงินอย่างหนัก

    ผลกระทบต่อไทย

    วิกฤตฮอร์มุซ 2026: เจาะลึกภาวะ Double Shock และจุดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของพลังงานโลกถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) ในระดับสูงกว่า 10% ของ GDP จะตกอยู่ในสภาวะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมกันหลายจุด การนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่สูงถึง 50% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ทำให้ไทยไม่มี “ระยะห่าง” ในการปรับตัว และต้องรับแรงกระแทกทันทีผ่านกลไก 3 ด้านหลัก ดังนี้:

    1. ตลาดทุนไทย (SET Index): การปรับโครงสร้างมูลค่าและความเสี่ยงเชิงระบบ

    ในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญกับภาวะ Panic Selling ที่รุนแรง เนื่องจากโครงสร้างดัชนี SET ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารในสัดส่วนที่สูงมาก

     • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรง (The Victims): หุ้นกลุ่มสายการบิน (AAV, BA, THAI) จะเผชิญกับภาวะวิกฤตทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) คิดเป็นต้นทุนหลักเกือบ 40% ของการดำเนินงาน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปูนซีเมนต์ แก้ว และบรรจุภัณฑ์ จะถูกบีบอัดส่วนต่างกำไร (Margin Squeeze) อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์จะโดนกระทบจากความเชื่อมั่นที่หายไปและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งตามราคาน้ำมัน

     • กลุ่มธนาคารและความเสี่ยงหนี้เสีย: แม้กลุ่มธนาคารจะไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ความเสี่ยงจาก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs)” จะพุ่งสูงขึ้นทันที เนื่องจากลูกหนี้ภาคธุรกิจและครัวเรือนขาดสภาพคล่องจากค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่คุมไม่ได้ ธนาคารจำเป็นต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น (Extra Provisioning) ซึ่งจะฉุดกำไรสุทธิและราคาหุ้นลงอย่างรุนแรง

     • เกราะป้องกันที่เปราะบาง: แม้หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP จะได้ประโยชน์จากราคาขายที่พุ่งสูง แต่หากสถานการณ์รุนแรงจนนำไปสู่การขาดแคลนพลังงาน (Energy Shortage) ภาคการผลิตจริงในประเทศจะหยุดชะงัก ซึ่งจะฉุดผลประกอบการของหุ้นตัวอื่นๆ ในตลาดจนการปรับขึ้นของหุ้นพลังงานเพียงไม่กี่ตัวไม่สามารถพยุงดัชนีรวมไว้ได้

    2. เศรษฐกิจมหภาค: วิกฤตเงินเฟ้อฝังตัวและภาวะดุลการค้าติดลบ
    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะลึกซึ้งกว่าตลาดหุ้น เพราะมันจะกัดกินไปถึง “อำนาจซื้อ” ของประชาชนทั้งประเทศ:

     • ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push Inflation): เมื่อราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนการขนส่งหลักของไทยจะพุ่งสูงขึ้นตามทันที สินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภคจะปรับราคาขึ้นแบบรายสัปดาห์ ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งแซงหน้าการเติบโตของรายได้ เกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึกในระบบเศรษฐกิจ

     • การขาดดุลแฝด (Twin Deficits): ไทยจะเผชิญกับการขาดดุลการค้าอย่างหนักจากการต้องใช้เงินดอลลาร์มหาศาลเพื่อนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น 2-3 เท่า ส่งผลกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว (อาจเห็นระดับ 38-40 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งความอ่อนค่าของเงินบาทจะยิ่งซ้ำเติมทำให้การนำเข้าน้ำมันและสินค้าทุนจากต่างประเทศแพงขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรลบ (Vicious Cycle) ที่ทำลายเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

     • ภาคการท่องเที่ยวที่สั่นคลอน: นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเช่นยุโรปและอเมริกาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นมหาศาลและความกังวลเรื่องความปลอดภัยระดับโลก ซึ่งจะทำลาย “เครื่องยนต์เดียว” ที่เหลืออยู่ของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

    3. ทางตันของนโยบายรัฐและความเปราะบางทางสังคม

    จุดชี้ขาดสำคัญคือ “ขีดความสามารถทางการคลัง” ของไทยในปี 2026:

     • วิกฤตกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: รัฐบาลไทยมักใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันเพื่อประคองค่าครองชีพ แต่ในระดับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ กองทุนน้ำมันฯ จะแบกภาระไม่ไหวภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การกู้เงินมหาศาลมาอุดหนุนจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นจนเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ

     • หนี้ครัวเรือนและทางตันทางการเมือง: ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP เมื่อเกิดภาวะ Stagflation (ของแพงแต่เศรษฐกิจไม่โต) ประชาชนจะไม่มีเงินเหลือสำหรับการบริโภค ภาคค้าปลีกจะซบเซาอย่างหนัก หากรัฐบาลเลือกปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว เสถียรภาพทางสังคมจะสั่นคลอนทันที และอาจนำไปสู่ความไม่สงบทางการเมืองจากการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ

    บทสรุปเชิงกลยุทธ์: การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่มันคือ “จุดเปลี่ยน” (Inflection Point) ที่จะทดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่มีการเตรียมแผนรับมือเรื่องความมั่นคงทางพลังงานอย่างเร่งด่วน ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานและยากจะเยียวยาครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378975797&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vyddBnP3dEkyqhWkiDCa-

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ วันศุกร์ที่ 3 เมษายน

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงช่วงวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.72 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาน้ำมันดิบ) ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังคงดำเนินต่อไป

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI จากฝั่งสหรัฐฯ และไทย

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาวที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้ในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนมีนาคม ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด
    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนเมษายน ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่อาจกดดันให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวลดลง จากระดับ -3.1 จุด ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ -6.4 จุด
    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (มีโอกาสราว 65% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนเมษายนนี้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมีนาคม ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย อาทิ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% 2.50% และ 5.25% ตามลำดับ เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
    ▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่หนุนให้ ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นราว +1.0%m/m สู่ระดับ +0.31%y/y และหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาดอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 1%-3% ได้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทว่า ธปท. อาจไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากนัก จนนำไปสู่การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น อย่างที่ ตลาดการเงินกำลังคาดหวังอยู่ (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธปท. มีโอกาส ราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เดือนเมษายนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำพอควรจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน อีกทั้งสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมีนาคม เรามองว่า มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คล้ายกับที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)

    ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง ขณะที่ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.25 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างชัดเจน

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways บนความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vuqjc3bVug1ETZXvhS2oA