Blog

  • “นายกฯอนุทิน” สายตรง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ย้ำสัมพันธ์ 2 ชาติ เดินหน้าร่วมผลักดันความตกลง หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ | TOPNEWS

    “นายกฯอนุทิน” สายตรง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ย้ำสัมพันธ์ 2 ชาติ เดินหน้าร่วมผลักดันความตกลง หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ | TOPNEWS

    สายตรงเกาหลีใต้-ไทย ปธน.เกาหลีใต้ยกหูแสดงความยินดี ร่วมกันผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย – เกาหลีใต้ (CEPA) เดินหน้าปราบสแกมเมอร์ ขยายความร่วมมือท่องเที่ยว-ภาพยนตร์-บันเทิง

    “นายกฯอนุทิน” สายตรง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ย้ำสัมพันธ์ 2 ชาติ เดินหน้าร่วมผลักดันความตกลง หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับ นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้ที่ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวถึงความประทับใจจากการพบกันครั้งก่อน ณ เมืองคย็องจู เมี่อครั้งเข้าร่วมการประชุมเอเปค ที่ผ่านมา

    ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้ แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ย้ำความสำคัญของไทยในฐานะมิตรประเทศที่ใกล้ชิด พร้อมมุ่งมั่นในการสานต่อความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจและการค้า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ผลักดัน การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย–เกาหลีใต้ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ไทยหวังว่าจะสามารถสรุปการเจรจาได้โดยเร็ว

    2. การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายใต้โครงการ Thailand–Korea Breaking Chains ในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (scam centers) ประธานาธิบดีเกาหลีขอบคุณไทยที่ให้ความช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้จากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางกลับประเทศแล้วหลายราย ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมยกระดับการฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์

    3. ด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชนและวัฒนธรรม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้านวัฒนธรรมและดนตรี ซึ่งได้รับความนิยมร่วมกันอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และพร้อมที่จะขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งด้านการท่องเที่ยว ภาพยนตร์และบันเทิง

    4. การส่งเสริมสันติภาพ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยสนับสนุนความพยายามของเกาหลีใต้ในการสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี และหวังว่าจะมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก โดยเฉพาะในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการลงนามความตกลง CEPA และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1539755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CseMDswOSxlZKLRmwkUEp

  • ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันนั้น ว่า เป็นพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นอกจากภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000033256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lsE5NJ2FW2QlgUFcPj4cE

  • รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกพบหารือกับรองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลซานตง จีน – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกพบหารือกับรองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลซานตง จีน – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกพบหารือกับรองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลซานตง จีน

    รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกพบหารือกับรองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลซานตง จีน

    วันที่นำเข้าข้อมูล 7 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 เม.ย. 2569

    | 17 view

    เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก พบหารือกับนางหลี่ หง รองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – ซานตง โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งมณฑลซานตงมีแผนจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทย โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือเพิ่มเติมในสาขาต่าง ๆ สำหรับการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมขั้นสูง ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความร่วมมือระหว่างเมืองพี่เมืองน้อง ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชนของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

    ที่ผ่านมา ไทยและซานตงกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายให้ใกล้ชิดขึ้นเป็นลำดับ โดยฝ่ายไทยสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพของซานตงในไทย และยินดีที่ธุรกิจของไทยในซานตงมีความก้าวหน้าและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลมณฑลซานตง ทั้งนี้ มณฑลซานตงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจีน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหาร การขนส่ง และความเชื่อมโยงทางทะเล รวมถึงเป็นบ้านเกิดของขงจื๊อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-ead-meets-with-ddg-fa-office-shandong-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HOz1MNz6mbEYs6wjwZkx0

  • ‘พิพัฒน์’ นำทีมคมนาคมเข้าทำงานวันแรก ชู 4 มิติขับเคลื่อนประเทศ

    ‘พิพัฒน์’ นำทีมคมนาคมเข้าทำงานวันแรก ชู 4 มิติขับเคลื่อนประเทศ

    พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 ท่าน คือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และสรรเพชญ บุญญามณี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ ณ กระทรวงคมนาคมเป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ บรรยากาศการเข้าทำงานวันแรกเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ หน่วยงานในสังกัด ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กล่าวความพร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งไทย โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นศูนย์กลาง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยพร้อมผลักดันนโยบายเร่งด่วนตามที่รัฐบาลเตรียมแถลงต่อรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่

    ·     มิติที่ 1: ลดรายจ่าย เพิ่มความปลอดภัย มุ่งหน้าดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน

    ·     มิติที่ 2: กระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมทุน เร่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

    ·     มิติที่ 3: ระบบโดยสารพลังงานสะอาด เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้รถโดยสารสาธารณะหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    ·     มิติที่ 4: วางรากฐานคมนาคมเพื่อทุกคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในอนาคตให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้เน้นย้ำถึงรูปแบบการทำงานยุคใหม่ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการทำงานแบบ “บูรณาการร่วมกันเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์” โดยขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทำงานสอดประสานกัน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบคมนาคมเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุด

    “ขณะนี้เป็นช่วงที่มีวิกฤตพลังงานของประเทศ ผมขอให้ท่านปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ ช่วยกันทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ผมและรัฐมนตรีช่วยทั้งสามท่านเชื่อมั่นว่า กระทรวงคมนาคมมีความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ค หากหน่วยงานใดมีปัญหาหรือข้อติดขัด สามารถติดต่อผมและรัฐมนตรีช่วยได้เสมอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-transportation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21NY6RZI0M9a9HuWy5UKJg

  • K PLUS ปล่อยดีลเด็ดเอาใจสายเที่ยวนอก มั่นใจเรทดี๊ดี สแกนจ่ายรับส่วนลด 5% หรือสแกนแลกเงินได้เรทพิเศษที่บูธแลกเงินกสิกรไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    K PLUS ปล่อยดีลเด็ดเอาใจสายเที่ยวนอก มั่นใจเรทดี๊ดี สแกนจ่ายรับส่วนลด 5% หรือสแกนแลกเงินได้เรทพิเศษที่บูธแลกเงินกสิกรไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – K PLUS ปล่อยโปรโมชันเด็ดเอาใจสายเที่ยวนอกรับช่วงเทศกาลหยุดยาว ใช้จ่ายต่างประเทศมั่นใจได้เรทดี๊ดี ทั้งการสแกนจ่าย QR ผ่าน K+ Go Inter รับส่วนลดสูงสุด 5% ทุกร้านที่มีสัญลักษณ์ Alipay+ ในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย หรือสแกนแลกเงินสดผ่าน K PLUS รับอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษทันทีที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งในและนอกสนามบิน เพียงมี K PLUS ก็สามารถรับส่วนลดและสิทธิพิเศษได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียน ตามรายละเอียดดังนี้

    สแกนจ่าย QR ผ่าน K+ Go Inter สะดวก ง่าย รับส่วนลดสูงสุด 5% จากทุกร้านที่ร่วมรายการและมีสัญลักษณ์ Alipay+ ในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย จำกัด 5 สิทธิ์ต่อคนต่อวัน (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 2569 ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_alipayplus

    พกเงินสดไว้อุ่นใจ สแกนแลกเงินผ่าน K PLUS รับเลยอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ ลูกค้า K PLUS สามารถสแกน QR เพื่อแลกเงินเรทดี๊ดีครอบคลุม 12 สกุลเงินหลัก อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เยน (JPY) ยูโร (EUR) วอน (KRW) ดอลลาร์ไต้หวัน (TWD) และดองเวียดนาม (VND) ที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยกว่า 111 บูธทั่วประเทศ ทั้งในและนอกสนามบิน เพียงแจ้งพนักงานว่าต้องการสแกน QR แลกเงินผ่าน K PLUS ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2569 ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_fx-special-rate

    นอกจากนี้เพียงมี K PLUS ก็สามารถใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายเงินในต่างประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอื่นเพิ่มเติม ไม่ต้องเติมเงิน หรือผูกบัตร ไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้จ่าย และไม่มีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน 2.5% พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูง รองรับการสแกนจ่ายในกว่า 70 ประเทศ/ภูมิภาค อาทิ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และสปป.ลาว โดยเฉพาะในประเทศจีนที่สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศเหมือนคนท้องถิ่น ครอบคลุมทั้ง Alipay Weixin Pay หรือที่คนไทยรู้จักว่าวีแชทเพย์ UnionPay QR และ YunShanFU รวมทั้งไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 3% เมื่อใช้สแกนจ่ายเกิน 200 หยวน เพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการเดินทางต่างประเทศอย่างแท้จริง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631693/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nhcbET0D33Y_Xnc58-QZU

  • ทิสโก้ร่วมใจ’ มอบแท็บเล็ตส่งเสริมการศึกษายุคดิจิทัล รร.บ้านทุ่งสว่าง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ทิสโก้ร่วมใจ’ มอบแท็บเล็ตส่งเสริมการศึกษายุคดิจิทัล รร.บ้านทุ่งสว่าง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ นำโดย นายประสาน  ธนาวรรธนกุล ผู้จัดการธนาคารทิสโก้ พร้อมด้วยพนักงานธนาคาร สาขาสุรินทร์ และพนักงานสมหวัง เงินสั่งได้ สาขาในพื้นที่ ส่งมอบแท็บเล็ตมือสองจากธนาคารทิสโก้ และสมหวัง เงินสั่งได้ ที่มีสภาพดีพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 32 เครื่อง ให้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งสว่าง ตำบลสูงเนิน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายสนั่น ประเสริฐศร ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เป็นผู้แทนรับมอบ

    โรงเรียนบ้านทุ่งสว่าง เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนอาคารเรียนจากโครงการ ‘ทิสโก้ร่วมใจ16’ นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างเท่าทันในยุคดิจิทัล อุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ในปัจจุบันจึงมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ การพัฒนาทักษะการค้นคว้าด้วยตนเองในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260407-tiscocsr-donate-tablets-education&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0giFZBRPc5obFXHfXUoULX

  • สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี

    เมื่อวันนี้ 6 เมษายน 2569 เวลา 07.15 น . ณ บริเวณปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า กรุงเทพมหานครคณะผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เข้าร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องใน “วันจักรี” พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อถวายราชสักการะและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรี และทรงวางรากฐานสำคัญของประเทศ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย และศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ วันที่ 6 เมษายนของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ “วันจักรี” เพื่อระลึกถึงวันคล้ายวันเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2325 และการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีของประเทศไทย

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี — 7 เมษายน 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี — 7 เมษายน 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เนื่องในวันจักรี — 7 เมษายน 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122327/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LZMgD464C3kjqEVuvS8B5

  • พรรคประชาชนจัดทัพ 20 สส. รุมสับ ‘นโยบาย’ รัฐบาลอนุทิน 2 ฉายภาพความล้มเหลวปัญหาพลังงาน-PM2.5

    พรรคประชาชนจัดทัพ 20 สส. รุมสับ ‘นโยบาย’ รัฐบาลอนุทิน 2 ฉายภาพความล้มเหลวปัญหาพลังงาน-PM2.5

    วันนี้ (7 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาชน ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยใช้ชื่อธีมว่า ‘พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว’ สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตพลังงาน วิกฤตฝุ่น PM2.5 และปัญหาปากท้องที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจุจบัน
    ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่งเสียงของประชาชนไปยังรัฐบาล โดยจะวิพากษ์การบริหารจัดการวิกฤตที่ผ่านมา ที่แก้ปัญหาแบบย้อนหลังมากกว่าการป้องกันล่วงหน้า

    “สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำในขณะนี้คือการมองไปข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันหรือฝุ่น รัฐบาลมักจะแก้ปัญหาย้อนหลัง” ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างกรณีวิกฤตน้ำมันที่เคยมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลกลับให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน

    “ตอนแรกบอกว่าไม่มีการกักตุน แต่สุดท้ายก็ออกมายอมรับว่ามีคนกักตุนน้ำมัน แสวงหากำไรภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริงๆ” หัวหน้าพรรคประชาชนระบุ

    ในส่วนประเด็นพลังงาน ณัฐพงษ์เสนอให้เปิดเผยข้อมูลต้นทุนโรงกลั่น และทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงผิดปกติ

    “ถ้าตัวเลขสูงเกินไป ต้องมีการเรียกคืนผลประโยชน์ที่โรงกลั่นเคยได้รับ และต้องทำให้โครงสร้างค่าการกลั่นในอนาคตเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

    ขณะที่เรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ณัฐพงษ์ชี้ว่า เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี พร้อมเรียกร้องให้รัฐจัดสรรงบประมาณและสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ รวมถึงวางมาตรการเชิงป้องกันมากกว่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อน

    “เราเห็นแต่การแก้ปัญหาย้อนหลัง คือเกิดการสูญเสียขึ้นก่อน แล้วค่อยออกมาแสดงความเสียใจ จริงๆ รัฐบาลควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย”
    ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อว่า ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตรั้งท้าย การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงตลาดพลังงาน และการเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนเตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน มาสะท้อนปัญหาเหล่านี้อย่างรอบด้าน

    สำหรับการอภิปรายครั้งนี้ พรรคประชาชนวางตัวผู้อภิปรายเป็นลำดับ โดยณัฐพงษ์จะเป็นผู้อภิปรายเปิด ก่อนส่งต่อให้ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายประเด็นเศรษฐกิจขณะเดียวกันณัฐพงษ์ประเมินร่างนโยบายของรัฐบาลว่า แม้จะมีความพยายามปรับรูปแบบการบริหาร เช่น การตั้งยุทธศาสตร์ 5 กลุ่ม แต่ยังไม่เพียงพอหากขาดพลังในการขับเคลื่อน

    หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า เงื่อนไขสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังขาดทั้งจากประชาชนและภาคเอกชน

    “ต่อให้นโยบายสวยหรูแค่ไหน ก็ไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ถ้ายังไม่กล้าชนกับคอร์รัปชัน และผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง”

    นอกจากนี้ณัฐพงษ์ยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาล โดยมองว่า ควรเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมยกกรณีความผิดปกติในการเลือกตั้งบางพื้นที่ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง

    “ความชอบธรรมของรัฐบาลต้องมีจุดเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม ผมขอยกตัวอย่างสุพรรณบุรี เขต 2 ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความผิดปกติจริง” ซึ่งเขาอธิบายว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยโดยตรง

    สุดท้ายนี้ในเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ณัฐพงษ์มองว่า การอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของรัฐบาล

    “จะอยู่ได้ครบหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้หรือเปล่า ทั้งในเรื่องของระบบเลือกตั้งและตัวบุคคลต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-teng-pple-party-anutin-policies/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IenEKxEhK9XVzg3wIIKXU

  • กัมพูชาหวังศาลสั่งไทยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายปราสาทพระวิหารต้องใช้เวลาซ่อม 20-30 ปี และเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ 

    กัมพูชาหวังศาลสั่งไทยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายปราสาทพระวิหารต้องใช้เวลาซ่อม 20-30 ปี และเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ 

    ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการที่กัมพูชาใช้บริเวณปราสาทเป็นฐานที่มั่นทางทหารและเป็นภัยคุกคามต่อไทยจนกระทั่งถูกไทยใช้ปฏิบัติการทางทหารโต้กลับ ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชาเผยว่าจะต้องใช้เวลา 20-30 ปี และงบประมาณประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการบูรณะและอนุรักษ์ ระยะเวลาและงบประมาณที่ประเมินไว้เป็นไปตามการศึกษาเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศกัมพูชาและต่างประเทศ

    สำนักข่าวกัมปูเจียทเมยรายงานว่า คง พุทธิการ (គង់ ពុទ្ធិការ) อธิบดีกรมอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร กล่าวในการแถลงข่าวเกี่ยวกับความเสียหายของปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 6 เมษายน ว่า หลังจากทีมศึกษาและประเมินเบื้องต้นแล้ว กัมพูชาจะต้องใช้เวลา 5-10 ปี สำหรับขั้นตอนการบูรณะเบื้องต้นเพื่อให้ปราสาทกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนงานอนุรักษ์ระยะยาวอาจใช้เวลาถึง 20-30 ปี จึงจะบูรณะปราสาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างสมบูรณ์

    คง พุทธิการ เผยว่าเหตุผลที่การบูรณะและอนุรักษ์ใช้เวลานานและใช้งบประมาณมากนั้นเป็นเพราะว่าภายในบริเวณวัดมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดอยู่เป็นจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมและเตรียมชิ้นส่วนหินเพื่อนำมาประกอบใหม่โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์

    ตามที่ คง พุทธิการ กล่าว ก่อนจะเกิดการปะทะกับไทย บริเวณโคปุระ (ซุ้มประตูทางเข้า) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากประเทศพันธมิตรของกัมพูชาเพื่อซ่อมแซมและอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก โดยจีนและอินเดียเป็นประธานร่วมในการดำเนินงาน ในจำนวนนี้ งานอนุรักษ์ที่อินเดียรับผิดชอบคือการซ่อมแซมโคปุระที่ 5 ของปราสาทพระวิหาร จากการศึกษาพบว่า การซ่อมแซมจะใช้เวลา 8-10 ปี และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนรับผิดชอบการซ่อมแซมโคปุระที่ 1, 2 และ 3 จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า การซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงจะใช้เวลา 18-20 ปี และมีค่าใช้จ่าย 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะถูกทำลาย ส่วนสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2025 ได้ให้เงินทุนแก่องค์การอุทยานแห่งชาติพระวิหารเพื่อซ่อมแซมบันไดทางทิศเหนือเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยมีค่าใช้จ่ายเกือบ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศไทยสำหรับการทำลายพระวิหาร คง พุทธิการ อธิบายว่า “ในส่วนของการเรียกร้องค่าชดเชยนั้น กระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลานาน เนื่องจากหลักฐานที่เราได้รวบรวมไว้ ดังนั้น เพื่อให้ได้รับค่าชดเชย มีเพียงศาลเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูก ดังนั้น หากเราต้องการให้ประเทศไทยจ่ายค่าชดเชย มีเพียงศาลเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครผิดและใครถูก และงานนี้ คือหน้าที่ของทนายความ”

    จากรายงานของ Kampuchea Thmey Daily รายงานต่อโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – เหม สินาถ (ขวา) รองผู้อำนวยการองค์การพิทักษ์พระวิหาร เอีย ดาริท (กลาง) ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และโบราณคดี องค์การพิทักษ์พระวิหาร และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์จากองค์การพิทักษ์พระวิหารแห่งชาติ ตรวจสอบความเสียหายที่ปราสาทพระวิหาร จังหวัดพระวิหาร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 เศษหินทรายแตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่วปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ผนังหินทรายอายุหลายศตวรรษของปราสาทเต็มไปด้วยร่องรอยสะเก็ดระเบิดใหม่ๆ หลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนกับประเทศไทยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมเขมรที่มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบทางตอนเหนือของกัมพูชา กลายเป็นเขตสงครามเมื่อข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานปะทุขึ้นเป็นการสู้รบด้วยเครื่องบินรบ ปืนใหญ่ รถถัง และกองกำลังภาคพื้นดินเมื่อปีที่แล้ว (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41756&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjxMP7NGvG7UzIY_udDTB

  • วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว เชิญผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินเพื่อการรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2577 9052, 098 899 0914 (คุณจิราวรรณ,คุณกิตติวรรณ)

    อนึ่ง สำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. (Office of Certification Body : OCB) มีฐานะเป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) ที่มีมาตรฐานการทำงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 จากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (สก.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 และ ISO/TS 22003 : 2013 จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับการขึ้นบัญชีหน่วยรับรอง / หน่วยตรวจสอบกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร และกรมปศุสัตว์ โดย สรร. ให้บริการด้านการตรวจประเมินและให้การรับรองระบบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22000, GMP/GHPs (Codex), HACCP ให้บริการฝึกอบรมในรูปแบบ In-house Training และ Public Training เพื่อให้ความรู้เรื่องระบบคุณภาพและมาตรฐานสากลต่างๆ พร้อมใบประกาศนียบัตรจาก วว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1siVZ8B_WKrwbsF80UAS-u