Blog

  • “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ดีเซล B7-B20 เป็นครั้งแรกใช้อำนาจ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น รอประกาศในราชกิจจาฯ ก่อนพิจารณาลดราคาหน้าปั๊ม

    เมื่อเวลา 15.06 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการหารือกับโรงกลั่น ต่อด้วยการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีสรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีสั่งชัดเจนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก (6 เมษายน) โดยได้นำผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นำเข้าที่ประชุม ครม. และได้มีมติออกมา โดยมอบให้กระทรวงพลังงาน ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีเป็นคนมาดำเนินการ

    นายเอกนัฏ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่สำคัญคือ “ราคาน้ำมัน” วันนี้ตนได้ทำตามที่ประกาศไว้เมื่อวาน โดยตั้งแต่เช้าร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ผอ.สนพ.) รวมถึงตน ได้พูดคุยกับกลุ่มโรงกลั่น มีทั้งที่ให้ความร่วมมือ กับที่ไม่ได้มา แต่ยืนยันว่ามีส่วนที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้เราเข้าใจดีว่าราคาน้ำมันส่วนหนึ่งที่แพงขึ้นเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง เรายอมรับได้ 

    แต่ในวันนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อบวกภาษี บวกค่าการตลาดแล้ว ถูกทำให้ถูกลงด้วยกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรงนี้ยืนยันว่ากองทุนน้ำมันฯ เป็นการเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยในปัจจุบัน สถานะของกองทุนฯ ในปัจจุบันติดลบอยู่ 50,000 ล้านบาทโดยประมาณ เราก็ยังชดเชยราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลทุกวัน รวมกันวันละเป็นพันล้านบาท

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเวลาเราปรับขึ้นหรือปรับลงหรือจะต้องชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ราคาน้ำมันที่พวกเราทุกคนเติม เราก็เอากองทุนฯ มาชดเชย ภาษาชาวบ้านก็คือเอากองทุนฯ มาแบก แต่ที่ผ่านมาพอเรามาดูตัวเลข เราเห็นว่ากลไกการกำหนดราคาในบ้านเราในสภาวะที่ทั่วโลกประสบกับวิกฤติ กลไกมันก็ไม่ปกติ วันนี้เองต้องบอกว่าโรงกลั่นในฐานะผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ต้องมาช่วยกันรับผิดชอบแบกภาระของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในเวลานี้ 

    โดยมีผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของท่านเอกนิติ คือ คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มีตัวเลขที่ทาง สนพ. ได้เก็บและยืนยันเป็นตัวเลขตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในส่วนของค่าการกลั่นที่เราพูดถึง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของราคาหน้าโรงกลั่นที่เราเอาราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์มากำหนด ที่จะมีในส่วนของน้ำมันดิบและค่าการกลั่น ซึ่งค่าการกลั่นพุ่งส่งขึ้นผิดปกติในเดือนมีนาคม-เมษายน 

    “ด้วยตัวเลขนี้ เมื่อสักครู่เมื่อเวลาบ่ายโมง (13.00 น.) ก็อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516  ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยที่ผมเป็นประธาน กบง. เนี่ย ให้มีอำนาจในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เราก็ใช้อำนาจนี้และครับ ลดราคาหน้าปั๊ม ลดภาระประชาชน ด้วยการเอากลไกของกองทุนฯ ซึ่งเงินของประชาชนมาแบกรับ ต่อจากนี้ไปก็จะมีกลไกใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในวันที่ผมเข้ามา ก็คือเราจะมีการกำหนดเอาตัวราคาที่อ้างอิงตามสิงคโปร์มากำหนดตัวรถ หรือเรียกว่า Discount พูดง่ายๆ ก็คือลดราคาตั้งแต่หน้าโรงกลั่น ต่อไปถ้าใช้วิธีนี้ก็จะไม่เป็นภาระกับกองทุนน้ำมันฯ มาลดราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้กับผู้ค้าแทน”

    เบื้องต้น มติของที่ประชุมเมื่อเราศึกษาดูตัวเลขในช่วงเดือนมีนาคม ดูจากเหตุผลและหลักฐาน สามารถลดราคาหน้าโรงกลั่นในส่วนของดีเซลที่มีปัญหาอยู่คือ B7 กับ B20 ลง 2 บาท มาถึงเดือนเมษายน เราก็เห็นว่าตัวเลขค่าการกลั่นสูงขึ้นมากกว่ามีนาคม ดังนั้นต่อจากนี้เราก็จะนำตัวเลขในช่วงต้นเดือนเมษายนในช่วงรอบสัปดาห์แรก นำมาพิจารณาดูในรอบต่อไปว่าในส่วนลด 2 บาทนี้ เราจะกำหนดให้ลดลงมากยิ่งขึ้นหรืออย่างไร

    ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ ยังได้กล่าวขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นโรงกลั่น ตนเข้าใจว่าได้รับสัญญาณว่ามีส่วนหนึ่งที่ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับมาตรการลักษณะนี้ โดยที่ทางฝั่งของกรรมการบริหารนโยบายพลังงานเอง เรายืนยันว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบริหารไม่ให้เกิดภาวะความขาดแคลน เพราะฉะนั้นในเรื่องการลดราคาโรงกลั่น ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อรายได้ของโรงกลั่นแน่นอน แต่เราก็จะดูแลกำกับไม่ให้ไปกระทบกับสภาพคล่องของโรงกลั่นในการไปซื้อวัตถุดิบก็คือน้ำมันดิบเข้ามากลั่นให้คนไทยได้ใช้ เราจะพิจารณาดูตามสถานการณ์ เบื้องต้น กบง. วันนี้มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะลดราคาหน้าโรงกันน้ำมันดีเซล  B7 และ B20 ลง 2 บาท

    ส่วนคำถามว่าหน้าปั๊มจะลดลงเมื่อไหร่ นายเอกนัฏ ระบุว่า วันนี้มีมติ กบง. ไปแล้ว แต่ตาม พ.ร.ก. จะมีกระบวนการในการที่จะต้องร่างประกาศและลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจจะใช้เวลาถึงวันพรุ่งนี้ (8 เมษายน 2569) จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ในระหว่างร่างประกาศถ้ามีผลในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะพิจารณาว่าส่วนลดราคาหน้าโครงการ 2 บาท จะนำไปลดราคาหน้าปั๊มต่อไปอย่างไร

    “วันนี้เราต้องลดการพึ่งพาอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นน้ำมันดิบ และวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ เราเห็นแล้วว่าพอเกิดวิกฤติขึ้นแล้ว เมื่อเราไม่สามารถยืนได้ด้วยของตัวเอง เราต้องไปพึ่งพาการนำเข้า ก็จะเกิดในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยสามารถผลิตได้เอง ตอนนี้ประสานไปที่สถานีบริการให้เร่งติดตั้งหัวจ่ายสำหรับไบโอดีเซล B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก และจะชดเชย B20 เป็นกรณีพิเศษ เพื่อลดภาระต้นทุนที่จะส่งต่อไปให้กับสินค้าอุปโภค-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 เท่าที่คุยกับสถานีบริการ จะเร่งเปิดหัวจ่ายสำหรับ B20 ให้มีเพียงพอบนถนนสายหลัก ถนนเมน 1 หลักทุก 100 กิโลเมตร ไปคำนวณมาประมาณ 100 ปั๊ม และจากนั้นเปิดหัวจ่าย B20 สำหรับบนถนนเส้นหลักที่มีตัวเลข 2 หลัก ให้มีปริมาณเพียงพอทุก 100 กิโลเมตรให้เร็วที่สุด ในส่วนนี้จะได้รับส่วนลด 2 เด้ง ตอนนี้จะพิจารณาลดค่าการกลั่นสำหรับไบโอดีเซล และส่วนที่เป็นไบโอดีเซล B20 กองทุนน้ำมันฯ จะชดเชยมากกว่า B7 เพื่อลดภาระให้กลุ่มขนส่ง รถบรรทุก ซึ่งต้องเร่งเปิดหัวจ่ายให้สถานีบริการมีมากเพียงพอสำหรับการเติม B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่ง

    จึงเป็นที่มาว่าในวันพรุ่งนี้ในการประชุม กบน. จะไปพิจารณาว่าส่วนลดที่เราได้จากการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะนำไปลดราคาหน้าปั๊ม B7 และ B20 เท่าไหร่ และในอนาคตอีก 1-2 สัปดาห์ หากเรามีการทบทวนตัวเลขส่วนลดหน้าโรงกลั่นจาก 2 บาท เกิดเพิ่มมากขึ้นเป็น 4-6 บาท เราก็สามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปลดราคาหน้าปั๊มโดยที่ไม่เป็นภาระกับกองทุนฯ มากขึ้นก็ได้ หรือจะนำไปลดภาระเพื่อรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันฯ ก็ได้ 

    “ในส่วนของ กบง. วันนี้เองจะมีอีกหนึ่งกลไกเพิ่มขึ้นมา ผมก็ทำตามที่พูด พูดแล้วว่าจะทำตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อเช้าก็ได้พูดคุยเจรจากับโรงกลั่นแล้ว และในช่วงบ่ายวันนี้ประชุม กบง. ก็มีมติได้ใช้อำนาจ กบง. ตาม พ.ร.ก. มีมติให้ลดราคาที่หน้าโรงกลั่นลง 2 บาท ในส่วนของ B7 กับ B20 เรียบร้อยแล้ว รอประกาศลงในราชกิจจาฯ ในวันพรุ่งนี้ มีผลบังคับใช้ ก็จะมีการประชุม กบน. ต่อไป ว่าจะนำส่วนลดตรงนี้ไปลดราคาหน้าปั๊มสำหรับน้ำมันรายการไหนบ้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925232&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Xfc68C6KOLwtQMBNRCIu

  • ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันนั้น ว่า เป็นพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นอกจากภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000033256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FldgjVTw9zJG6n_ZfhRss

  • คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.2851/2566 ที่ นายธนกร นันที อดีต สส.พรรคไทยรักไทย อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อผู้จัดการ และผู้จัดรายการสนธิทอล์ค ในข้อหาหมิ่นประมาทกล่าวหาว่านายธนกรเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการ 5 โครงการ ที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท.

    โดยในวันนี้เป็นการเลื่อนฟังคำพิพากษามาจากวันที่ 24 ก.พ. เนื่องจากในครั้งนั้น นายสนธิ ประสบอุบัติเหตุ ลื่นล้มหัวแตกทำให้ต้องพักรักษาตัว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งการฟังคำพิพากษาในวันนี้ นายสนธิ ได้เดินทางเข้ามาพร้อมกับทนายความส่วนตัว เพื่อฟังคำพิพากษา

    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 66 วันที่ 2 ก.ค. 66 วันที่ 1 ก.ย. 66 และ 3 ก.ย. 66 จำเลยกล่าวหาผ่านรายการ สนธิทอล์ค และสื่อในเครือผู้จัดการ กล่าวหาว่าโจทก์ทุจริต 5 โครงการ 1 ซื้อที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท. ที่อินโดนีเซีย 2.ที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับหุ้น EARTH ทำให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 3.สต็อคลมที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับทุจริตสต็อคน้ำมัน 4.ฮั้วเรื่องการซื้อขายน้ำมัน และ เกี่ยวข้องกับการเสนอให้ ปตท. เข้าซื้อหุ้นสตาร์ค การกระทำของจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการทุจริตโครงการต่างๆ ข้อความที่กล่าวหาโจทก์เมื่อบุคคลที่ 3 หรือบุคคลอื่นได้ฟังจะเข้าใจตามที่จำเลยใส่ความโจทก์ จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แม้จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวให้ประชาชนเข้าใจ ฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และหากเป็นตามที่จำเลยอ้าง เมื่อรัฐเข้าไปมีหุ้นอยู่ใน ปตท. และบริษัทในเครือ ย่อมส่งผลเสียต่อประเทศชาติ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และการเผยแพร่ข้อความผ่านทางสื่อเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 เป็นการกระทำความผิดกล่าวหาโจทก์ต่อเนื่องกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น ไม่ใช่การติชมโดยสุจริต จึงไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 326

    ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการไม่ได้รับการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผลประกอบการจะได้รับผลอย่างไร แต่การลงทุนอาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้ ศาลกำหนดให้จำเลยชดใช้ 1 ล้านบาท และส่วนที่จำเลยเรียกร้องค่าเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลกำหนดให้ชดใช้ 1 ล้านบาท รวม 2 ล้านบาท

    พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่การให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ให้จำเลยลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2 ล้านบาท และค่าทนายความโจทก์ 2 หมื่นบาท คำขออื่นนอกจากนี้ขอให้ยก

    ภายหลังจากฟังคำพิพากษาทนายความของนายสนธิ ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5758832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iCnQdDqUzM9s0Y7u9uX03

  • GREENGREEN อัลบั้มใหม่ของ CORTIS มียอดสั่งจองล่วงหน้าเกิน 1.2 ล้านชุด

    GREENGREEN อัลบั้มใหม่ของ CORTIS มียอดสั่งจองล่วงหน้าเกิน 1.2 ล้านชุด

    YG Plus และ Universal Records ผู้จัดจำหน่ายอัลบั้มใหม่ของ CORTIS ประกาศเมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมาว่ามินิอัลบั้ม GREENGREEN ของวงบอยกรุ๊ปสุดฮอตนี้มียอดสั่งจองล่วงหน้าสูงถึง 1,227,986 ชุด (นับถึงวันที่ 2 เมษายน)

    จำนวนยอดพรีออร์เดอร์ (Stock Pre-orders) นี้คือจำนวนสต็อกอัลบั้มที่ผลิตขึ้นก่อนการวางจำหน่ายจริง โดยประเมินมาจากความต้องการจริงและจำนวนอัลบั้มที่แฟนคลับสั่งจองล่วงหน้าอีกด้วย

    เป็นที่น่าจับตามองว่ายอดจองอัลบั้มนี้จะพุ่งขึ้นอีกหรือไม่ เพราะยังคงเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ก่อนที่มินิอัลบั้มนี้จะปล่อยออกมาในวันที่ 4 พฤษภาคม อย่างไรก็ดี ยอดจับจองอัลบั้มนี้ก็นับว่าทำสถิติสูงกว่าเดิม 3 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายอัลบั้มเดบิวต์ COLOR OUTSIDE THE LINES ที่เคยทำไว้ 436,367 ชุด ในช่วงสัปดาห์แรกที่ปล่อยออกมา

    ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการปล่อยอัลบั้ม GREENGREEN ในเดือนพฤษภาคม วง CORTIS ก็เตรียมจะปล่อยผลงานใหม่ประเดิมมินิอัลบั้มนี้ด้วยซิงเกิล REDRED ซึ่งเพลงจะปล่อยออกมาในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย แฟนๆ ชาว COER รอติดตามกันได้เลย

    ภาพ: Big Hit Music

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cortis-greengreen-album-preorders/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_iY4pgOVVpryBDFEPywef

  • นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กยศ. (บอร์ด) มีมติเห็นชอบการลาออกของ นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้

    พร้อมกันนี้ บอร์ด กยศ. ได้เห็นชอบแต่งตั้ง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการ กยศ. ขึ้นทำหน้าที่รักษาการผู้จัดการ กยศ. เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการสรรหาผู้จัดการ กยศ. คนใหม่จะแล้วเสร็จ

    “หลังจากนี้บอร์ด กยศ. จะเร่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการ กยศ. เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารองค์กรให้เดินหน้าต่อไป โดยขณะนี้การดำเนินงานของ กยศ. ยังเป็นไปตามปกติ และกรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษาแต่อย่างใด” นายวินิจ กล่าว

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการฟ้องร้องนักเรียน นักศึกษาที่ค้างชำระหนี้นั้น เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว กยศ. ยังคงพยายามเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ โดยตามกระบวนการของศาลก็จะมีขั้นตอนไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว

    ส่วนประเด็นการติดตามและเรียกเก็บหนี้ของ กยศ. นั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเร่งแก้ไขปัญหาในระบบจัดเก็บหนี้และการแจ้งยอดหนี้มาโดยตลอด เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740536&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWFyfScS1R7X-_hGP9DS7

  • CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในวันที่ ค่าเล่าเรียนต่างประเทศ พุ่งต่อเนื่องแตะหลักหลายสิบล้านบาทต่อครอบครัว ธนาคาร CIMB THAI เดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ปกครอง ด้วยแนวคิด “วางแผนการศึกษาด้วยการลงทุนผ่านตราสารหนี้” ที่ช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดที่วางแผนได้”

    ล่าสุด ธนาคารจัดสัมมนา Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ” เจาะลึกทั้ง ปลายทางการศึกษา และ วิธีวางแผนทางการเงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายหลักล้าน พร้อมปูทางสู่อนาคตที่มั่นคงให้บุตรหลาน

    ‘การศึกษา – การลงทุน’ ต้องเดินไปด้วยกัน

    ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การศึกษาและการลงทุน สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน การบริหารเงินอย่างชาญฉลาด จะตอบโจทย์การศึกษาลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีม Wealth CIMB THAI ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเดินทางไปกับลูกค้าเริ่มต้นด้วยการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ’ เพราะคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนมีตรงกันคือ ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศที่ไหนดี เช่น สหรัฐหรือสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอ ธนาคารจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาให้ความรู้ ผสานกับผู้เชี่ยวชาญ CIMB THAI แนะเตรียมความพร้อมต้นทุนค่าการศึกษาด้วยการวางเงินลงทุนให้ตรงจุด ผลตอบแทนที่งอกเงยสามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนตลอดเส้นทาง และเมื่อลูกหลานเรียบจบ เงินต้นอยู่ครบ เรียกได้ว่า ออกแบบแผนเรียนฟรีได้ ถ้าใช้ตราสารหนี้

    เปิดตัวเลขจริง: เรียนอินเตอร์แตะ 20 ล้านบาท

    สูตรคิดใหม่ : เปลี่ยนเงินก้อน สร้างกระแสเงินสด – เรียนฟรีได้ ถ้าวางเงินถูกจุด

    เอกวิทย์ เมธีเจริญวงศ์ Coverage & Channel, Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว ทว่า ค่าเทอม High School (อินเตอร์ในไทย) เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 6 ปี ส่วนการศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ เฉลี่ยค่าเทอมประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 4 ปี รวมทั้งเส้นทางตลอด 10 ปี ประมาณ 20 ล้านบาทและมีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง’

    CIMB THAI เสนอสูตรคิดใหม่ เปลี่ยนจากเก็บเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าเรียน เป็นการวางเงินให้ถูกจุดเพื่อสร้างรายได้แทน ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือพันธบัตรและหุ้นกู้ เพราะความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจน เหมาะวางแผนค่าใช้จ่ายที่ต้องการเงินสดที่แน่นอน

    ตัวอย่างจริง ของการแผนการศึกษา 10 ปี ที่ต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท หากวางแผนการใช้เงินจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้หลักสิบล้านบาท และรักษาเงินเงินต้น หรือเทียบเท่ากับการเรียนฟรี กรณี ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ย 1%  ต้องใช้เงินต้น 200 ล้านบาท เพื่อสร้าง 2 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% จะใช้เงินต้นลดลงมาที่ 77 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3–4% จะใช้เงินต้นลดลงมาเหลือ 50–67 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน และยังคงได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ลูกหลานเรียนจบเรามีเงินต้นอยู่ครบ สะท้อนให้เห็นว่าแค่เปลี่ยนที่วางเงิน ก็ช่วยลดเงินต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป CIMB THAI แนะนำใช้ ‘ดอกเบี้ย’ เป็นตัวจ่ายค่าเรียน และยัง ‘รักษาเงินต้นครบ’ เมื่อลูกจบการศึกษา ครอบครัวยังมี wealth ต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘กลยุทธ์การเงินระยะยาว’

    นอกจากตราสารหนี้ในประเทศ การลงทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ (Offshore Bonds) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ในประเทศ CIMB THAI เชื่อมต่อโอกาสการลงทุน ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ทั้ง หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก มาพร้อมกับ Ecosystem ครบวงจร อาทิ บริการแลกเปลี่ยนตราเงินต่างประเทศ (FX Services) อัตราพิเศษ, Investment Advisory เฉพาะบุคคล รวมถึง ‘CIMBweBOND Club’ สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้ โดย 1 ในกิจกรรมที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น CIMBweBOND Concert ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ธุรกิจบริหาร Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ติดต่อได้ที่ 02 670 4649

    สวิตเซอร์แลนด์ ระบบนิเวศของความสำเร็จ

    อภิชาติ อัสสกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Swiss School Consultants เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก อยากให้มองการศึกษาในมุมใหม่ โดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางการศึกษาเดิมที่เราคุ้นเคยมี 2 ระบบ ระบบสหรัฐ ระบบอังกฤษ อยากให้มองยุทธศาสตร์การศึกษาที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับโลก อาทิ ศึกษาต่อในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีระบบนิเวศของความสำเร็จ ไม่เคยมีสงคราม-รัฐประหาร ที่ตั้งองค์กรระดับโลก ผลิตผู้นำต่อเนื่องมานานถึง 150 ปี รถไม่ติด มีเวลาโฟกัสการเรียนเต็มที่ กิจกรรมนอกห้องเรียนดีกว่าอ่านจากตำราหลายเท่า โรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาให้มีความหลากหลายอย่างตั้งใจ จำกัดจำนวนนักเรียนแต่ละสัญชาติไม่ให้เกิน 10% นักเรียน 100 สัญชาติใช้ชีวิตร่วมกันเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เมื่อประกอบเข้ากับทักษะ 3-4 ภาษา และมิติทางความคิดจะยิ่งเพิ่มศักยภาพนักเรียนขึ้นอีก 20% ดังนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นมากกว่าการเรียนแต่เป็นโรดแมป 10 ปี กลยุทธ์ของชีวิต เริ่มตั้งแต่อายุ 13-14 ปีสมองเปิดรับภาษาใหม่ๆ อายุ 15-16 ปี พัฒนาความรู้ และ 17-18 ปี เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ

    สหรัฐอเมริกา หลากหลาย ยืดหยุ่น เน้นเรียนในห้องและนอกห้อง

    นภกานต์ วรรธนะกุล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Athena Consulting เปิดเผยว่า  นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มเลือกศึกษาต่อในสหรัฐ จุดเด่นสำคัญของระบบการคือความหลากหลายของหลักสูตร และความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาความสนใจของตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกสาขา อีกทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐแข็งแกร่งในหลายสาขา เช่น Engineering, Business, Humanities, Science, Design และ Music พร้อมรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อทดลอง ค้นหา ต่อยอดความสนใจทางวิชาการที่หลากหลายในช่วงแรก ก่อนกำหนดสาขาที่ต้องการศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งมีโอกาสเข้าร่วม study abroad programs ไปเรียนต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาความสนใจของตนเองในบริบทที่หลากหลาย

    การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซับซ้อนและแข่งขันสูง พิจารณาผลการเรียนควบคู่ประเมินผู้สมัครแบบรอบด้าน กิจกรรมนอกห้องเรียน ความแตกต่าง การมีส่วนร่วม สำคัญคือการมี passion และความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความต่อเนื่องของบทบาทที่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้นของมัธยมศึกษา ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียม Portfolio ที่สะท้อนตัวตนและพัฒนาการอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    กระบวนการสมัคร Essays ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ถ่ายทอดตัวตนของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณค่าที่ผู้สมัครยึดถือ และ วิธีคิด (mindset) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าข้อมูลเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมักมีโจทย์และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องเตรียมงานเขียนให้สอดคล้องกับแต่ละแห่งอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายและควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ชญานิษฐ์ เศรษฐบุตร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ยกตัวอย่าง Stanford ผู้สมัครกว่า 50,000 คนต่อปี แต่รับเพียง 3,000 คน เริ่มจากดู GPA และ SAT ว่าผ่านเกณฑ์ไหม ก่อนจะดูตัวตนของผู้สมัคร ว่าใช้เวลาไปกับอะไร มี นักเรียนไทยคนนหนึ่งสนใจด้านการเงิน เห็นปัญหาคนไทยขาดความรู้เรื่องการลงทุน จึงจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และต่อยอดทำคอนเทนต์ YouTube ร่วมกับสถาบันการเงิน รวมถึงขยายไปยังโรงเรียนต่างจังหวัด ต่อยอดด้วยการเขียนหนังสือสอนการออมเงินสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัย Stanford ชอบมากเพราะเห็นทั้ง passion และความตั้งใจช่วยสังคม

    แต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์และ “คาแรกเตอร์” ของนักเรียนที่มองหาแตกต่างกัน

    • Princeton เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
    • MIT มองหานักเรียนที่โดดเด่นด้านวิทย์-คณิตในระดับสูง เช่น ผู้แข่งขันระดับ International Olympiad
    • Harvard ให้ความสำคัญกับผู้นำในอนาคต (future leaders) เช่น นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้นำระดับประเทศ
    • Stanford มองหานักคิดเชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (startup mindset)
    • Yale ให้ความสำคัญกับชุมชน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการมีส่วนร่วมในสังคม
    • University of Chicago เด่นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจ มีนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
    • Northwestern และ Duke มีชื่อเสียงด้านชีวิตในมหาวิทยาลัยและบรรยากาศแคมปัส รวมถึงกีฬา เช่น บาสเกตบอล
    • Johns Hopkins มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแพทย์
    • Columbia (Journalism) โดดเด่นด้านวารสารศาสตร์
    • UPenn (Wharton) เป็นที่รู้จักอย่างมากด้านธุรกิจและการเงิน

    คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (พันธบัตร, หุ้นกู้, หุ้นกู้ต่างประเทศ,หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง) เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุน

    *หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง/หุ้นกู้ต่างประเทศ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงและมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ลงทุนอาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านการโอนจากตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศ  ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่หุ้นกู้อาจถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด ตลอดจน ความเสี่ยงที่หุ้นกู้จะถูกแปลงสภาพ ถูกบังคับตัดมูลค่าหนี้ ตัดหนี้สูญ  ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631623/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzYfXqXXxHzYcT1aJK41k

  • รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ว่าวันนี้ตนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมเป็นรอบสอง ซึ่งก็มีผู้บริหารแต่ละกรมฯ มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนในเรื่องของนโยบาย อาจจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อมอบนโยบาย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้มีการศึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาถ่ายทอดให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการ คือ โครงการในพระราช ดำริ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องภารกิจสำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เบื้องต้น ยังไม่ได้มองถึงการแก้ไขทบทวนกฎหมายฉบับใดเป็นหลัก และนอกจากนี้ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะทำงานแบบ Work From Home ซึ่งเราก็มีการวางระบบไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ตนได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล
     
    เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน

    เมื่อถามว่าบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าตนให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน

    รมว.ยุติธรรม

    ต่อข้อถามว่า กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป

    “เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

    พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆว่าตนก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง  พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

    ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้
     

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QHB_NsnkezbypPyuGpPg-

  • คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน  งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยแล้ว

    การประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้แล้ว

    รายงานข่าวระบุว่า คำแถลงนโยบายมีความยาว 21 หน้า ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ

    1. สถานการณ์และสภาวะความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก

    ขณะนี้ สภาพความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่พรรคการเมืองในบ้านเราออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

    งบประมาณแผ่นดิน เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    จะเก็บภาษีมากน้อยจากส่วนไหน จะกู้เงินมากน้อยเพียงใด ขาดดุลมากน้อยแค่ไหน หนี้สาธารณะจะคิดเพดานแค่ไหน

    อีกทั้ง รัฐบาลจะเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวไหนของประเทศ ไม่ว่าจะ การลงทุนของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน อย่างไร ทุกอย่างจะต้องสอดประสาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

    ชัดเจนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    และเพิ่มความแม่นยำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อหาโอกาสจากวิกฤตโลกในปัจจุบัน

    2. ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ในเวลานี้ รัฐบาลควรต้องมีนโยบายเด็ดขาด ห้ามหน่วยงานรัฐ เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี

    เว้นแต่การเดินทางไปเจรจาการค้า หรือการประชุมสำคัญ

    งบศึกษาดูงานต่างประเทศทุกหน่วยงาน ควรตัดให้หมด ในงบประมาณแผ่นดินปีนี้

    ถ้าไม่ได้ดูงานต่างประเทศหนึ่งปี ก็ให้มันรู้ไปว่าประเทศชาติจะล่มจม

    ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พบว่า ที่ผ่านมา งบดูงานต่างประเทศของหน่วยงานรัฐไทยในช่วง 10 ปี (2559-2568) มีมูลค่าสูงกว่า 2,500 ล้านบาท รวมกว่า 928 โครงการ

    จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ออสเตรีย) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า และกิจกรรมแฝงการท่องเที่ยว 

    ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเดินทาง 

    ค่าที่พัก : มีการประมาณการค่าที่พักคู่/เดี่ยว ระหว่าง 5,000 – 8,000 บาท/คืน/ห้อง

    ค่าอาหาร: มีการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 800 บาท/มื้อ

    ค่าอื่นๆ: ค่าพาหนะในต่างประเทศ ค่าจ้างล่าม ค่าธรรมเนียมดูงาน

    ปัญหาที่พบ คือ “ท่องเที่ยวแฝง” และการไม่แสดงผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

    3. “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสมหมาย ภาษี โพสต์แสดงความเห็นใน Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี

    ว่าด้วยเรื่อง “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    ระบุว่า

    “…คนไทยเราแปลกมาก

    ก่อหนี้กันมากใช้จ่ายเกินตัว จนสถานะหนี้ครัวเรือนจะสูงที่สุดในโลก คือ สูงแตะ 88% ของ GDP แล้ว

    เป็นถึงขนาดนี้ไม่กลัว แต่กลับกลัวการที่ประเทศจะมีหนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน 70% ของ GDP

    เรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวยิ่งกลัวกว่าประชาชนทั่วไป และยิ่งแปลกมากนักการเมืองยิ่งกลัวกว่าผู้สื่อข่าว

    แถมนักการเมืองไทยยังกลัวการขึ้นภาษีของรัฐบาลยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองไทยมีการกระทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจนติดอันดับสูงมาก แต่อย่างนี้กลับไม่กลัว

    ผมขอเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพื่อจะบอกให้คนไทยทั้งหลายเข้าใจการเป็นหนี้สักที

    ผมเองได้ทำงานให้กระทรวงการคลัง ในด้านการจัดการและดูแลการก่อหนี้สาธารณะมาค่อนชีวิต แถมยังต้องดูแลหนี้ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งตอนไปเป็นกรรมการ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และยังเคยดูแลวิสาหกิจเอกชนที่ใหญ่ๆ มาด้วย จึงขอใช้ความรู้เรื่องนี้ มาชี้แจงให้ผู้ที่กลัวการเป็นหนี้ได้รู้ข้อเท็จจริงให้ชัดๆ ครับ

    1. ทำไมประเทศชาติต้องก่อหนี้

    เรื่องนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล เท่าที่มีความรู้ ประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้าพระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทย ได้ก่อหนี้มาตั้งแต่ท่านปกครองสยามประเทศ

    โดยท่านได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ทางเรือรอบโลกถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยได้ทรงดูงานพร้อมๆกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรปรวมทั้งรัสเซีย และในโอกาสนี้ท่านได้ดำเนินการให้ประเทศไทยก่อหนี้กับตลาดทุนลอนดอน โดยการออกพันธบัตรของรัฐบาลสยามเป็นพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาลงทุนในการสร้างระบบรถไฟทั่วประเทศของไทย

    ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้ทรงดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรจากตลาดทุนลอนดอน เช่นกัน

    ที่น่าเสียดายโอกาสการพัฒนาประเทศของไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศเลยจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในช่วงประมาณปี 2502-2506 ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ธนาคารโลกมาทำการศึกษาภาวะเศรษฐกิจของไทย ใช้เวลาร่วมปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ออกมา แล้วธนาคารโลกก็จัดเงินกู้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประเทศไทยเพื่อมาพัฒนาและบูรณาการประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความช่วยเหลือต่างประเทศของญี่ปุ่น (ODA) ได้ให้ประเทศไทยกู้เงินเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นสมัยท่านนายกฯจอมพล ถนอม กิตติขจร จำได้ว่าผ่านมาถึงช่วงสมัยท่านนายกพลเอกฯเปรม ติณสูลานนท์ หลังปี 2524 แล้ว ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยเพิ่งจะสามารถกู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นภาคเอกชนของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ และมีการกู้มากเกินเหตุ จนกลายเป็นฟองสบู่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งลามไปในหลายประเทศ แต่ไทยเจอหนักกว่าใครอื่น

    2. การก่อหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ เทียบกับของไทย

    ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามาก มักจะมีสัดส่วนของยอดหนี้เมื่อเทียบกับ GDP สูง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆ ก็มีสัดส่วนต่ำกว่า

    ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเข้มแข็งมีความน่าเชื่อถือต่อธนาคารระดับนานาชาติผู้ให้กู้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา

    หนี้สาธารณะของประเทศ คือหนี้ที่หน่วยงานของรัฐกู้เป็นหนี้ระยะยาวจากสถาบันการเงินทั้งจากแหล่งในและนอกประเทศ โดยมี IMF เป็นผู้ที่คอยตรวจสอบดูแลข้อมูลและข้อปฏิบัติตลอด

    ลองมาดูประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP สิ้นปี 2568 ของบางประเทศที่น่าสนใจ จากรายงานของ World Economic Outlook (ฉบับเดือนตุลาคม 2568) ในภาพด้านล่าง

    3. จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม

    การก่อหนี้สาธารณะของประเทศไม่ใช่ไม่ดี ตรงกันข้ามประเทศที่มีเครดิตดีต่างก็ก่อหนี้จำนวนมากมาพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น

    แต่จะดีมากหรือน้อย มันอยู่ที่การบริหารหนี้

    จะเห็นจากหมายเหตุข้างต้นว่า ในแต่ละประเทศการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปใช้ไม่เหมือนกัน เช่น

    ประเทศสิงคโปร์ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการลงทุน เข้าใจว่าเป็นการกู้เป็นสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ของเขาเองซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง

    เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เขากู้เงินสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นสกุลสำคัญระดับนานาชาติในตลาดการเงินโลก เขาก็ไม่กลัว

    สำหรับประเทศไทย การก่อหนี้สาธารณะเป็นการกู้มาจากในประเทศมาใช้ชดเชยการคลังขาดดุลภาครัฐสูงมาก เพราะไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาตลอดเมื่อเทียบกับ GDP จึงต้องกู้เงินสูงมากมาใช้ในด้านค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ที่ครบกำหนด และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพข้าราชการสูงวัย เป็นต้น

    ดังนั้น การที่แค่นำตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะมาเทียบกัน แล้วสรุปว่าใครสูงกว่ากันแล้วก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ากลัวน่าเป็นห่วงนั้น มันไม่ถูกเสมอไป

    ผมจึงเห็นว่าหนี้สาธารณะไทยที่สูงจนจะชนเพดาน 70% ของ GDP มันยังไม่น่ากลัวแม้จะสูงกว่า 70-80% ก็ยังไม่น่าห่วงนัก

    แต่อย่าลืมว่า ไทยต้องใช้หนี้เงินกู้จำนวนมากในวิกฤตต่างกรรมต่างวาระ นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตการฉ้อโกงของรัฐบาลที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554 วิกฤตโควิด-19 ปี 2563 รัฐบาลต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท วิกฤตปี 2540 และปี 2554 เป็นวิกฤตที่ประจักษ์แล้วว่ามาจากการบริหารการเงินการคลังที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งมาจากการกระทำทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม ที่ไทยเรายังโชคดีอยู่ คือหนี้สาธารณะคงค้างขณะนี้เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้เงินบาทแทบทั้งหมด

    เรามีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศน้อยมากๆ

    ดังนั้น จึงขอสรุปตรงนี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองจะไปกลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน 70% ของ GDP ไปทำไม

    ถ้าให้ดีควรต้องกำหนดหนี้สาธารณะให้มีเพดานที่ 70 – 80% ของ GDP คล้ายของมาเลเซีย

    แล้วไทยจะมีช่องว่างที่จะก่อหนี้ ทั้งที่เป็นเงินบาทกู้ในประเทศและเงินต่างประเทศที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อเพิ่มการลงทุน เช่น จากไจก้า (JICA) ของญี่ปุ่น มาลงทุนพลิกผันประเทศแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อีกมาก

    4. วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาช่วยเสริมอีกตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

    สงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ามาจากความแค้นต่อกันของแต่ละฝ่าย ผมเห็นว่ามากกว่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความแค้น แต่ทรัมป์ได้ใช้จังหวะที่อิสราเอลต้องการแก้แค้นอิหร่านผู้สนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ กระโดดเข้าไปก่อสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างสาเหตุการต้องกำจัดนิวเคลียร์และการปกครองของอิหร่านที่ต่อเนื่องโดยอยาตอลเลาะห์

    แท้จริงแล้ว สหรัฐขณะนี้ได้อ่อนแอลงมาก จากค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่าและด้อยความนิยม พันธบัตรสหรัฐก็ถูกด้อยค่าด้วย และประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะก้อนใหญ่มากเกินไป จึงหาเรื่องทำสงครามเพื่อหวังรักษาความเป็นเจ้าโลกให้คงไว้ แล้วแถมจะได้ควบคุมแหล่งพลังงานของโลกมากขึ้น

    แต่สงครามที่ทรัมป์เล่นกับไฟอยู่ขณะนี้ ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมาก ก่อเหตุบานปลายถึงการทำลายเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซไปทั่วโลก เงินเฟ้อที่เรียกว่าการกดดันของต้นทุน (Cost Push) จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และจะเกิดต่อเนื่องไปอีกนาน ทำให้ราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างถูกยกให้สูงขึ้นทั้งหมดทั่วโลก แล้วจะสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี

    ปีแรก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลต้องเข้าแก้ไขทันที

    ไม่ใช่มาคุมราคาสินค้า มันไม่ใช้วิธีแก้ที่ยั่งยืน

    มันไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ

    แต่ต้องเพิ่มงบประมาณให้สูงถึงประมาณ 10%

    และต้องสนใจจัดไปใช้ให้ถูกที่

    อย่าทำแบบจัดสรรให้จังหวัดของสส. อย่างสมัยเก่า

    ต้องดูแลทั้งเรื่องช่วยกลุ่มเปราะบางด้วยคนละครึ่งพลัสตามเดิม

    ต้องเพิ่มยกระดับเงินเดือนของข้าราชการ และลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน บนฐานของค่าจ้างขั้นต่ำให้พ้นน้ำ

    ดังนั้น แนวทางหลักที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ของไทย คือ

    รัฐบาลต้องดันสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างและอำนาจซื้อของคนไทย ให้สูงตามให้มากเท่าที่จะทำได้

    เพื่อให้เป็นไปตามแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นของโลก

    รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ปี 2570 นี้ให้สูงขึ้นอย่างเต็มที่

    และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริมด้านการลงทุนเพิ่มพลังการแก้วิกฤตให้ตรงจุด

    เพราะโอกาสจากการทำให้เกิดวิกฤตของทรัมป์ ได้เปิดทางให้ไทยใช้นโยบายที่กล่าวข้างต้นโจ๋งครึ่มอยู่แล้ว”

    4. ต้องยอมรับว่า สภาพความจริงในขณะนี้ โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    เพราะฉะนั้น งบประมาณแผ่นดินก็ควรจะต้องปรับ เพิ่มเข้มข้นกว่าเดิม เพิ่มความรัดกุมกว่าเดิม

    และเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศให้สอดรับกัน

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjSCpD-mXUPLckZnhjx-A

  • ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่าที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7  และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

    โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที

    หลังจากนั้นจะประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนให้รอบด้านอีกครั้ง หากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3, 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้

    เฮ! ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ”มั่นใจว่า กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.” นายเอกนัฏกล่าว

    ส่วนหากราคาขายปลีกในประเทศลดลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดการลักลอบส่งออกน้ำมันหรือไม่ ขอย้ำว่าขณะนี้มี ทีมสุดซอยพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบและจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

    นอกจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ ทั้งหมดนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ คาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค

    ”ขอถามว่ามีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังขาดทุนกำไร ถ้าโรงกลั่นแห่งใดมีปัญหา ให้มาคุยกับปลัดกระทรวงพลังงาน“

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า จากวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น  กระทรวงพลังงานได้เร่งขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ โดยได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้มีการขยายสถานีบริการน้ำมัน B20 สำหรับกลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่งสินค้าให้ครอบคลุมทุกระยะ 100 กิโลเมตรบนเส้นทางคมนาคมสายหลักทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายนนี้ 

    นโยบายดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากภาคเกษตรกรไทยผ่านการใช้ B20 และ E20 เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13UX5w4jymjqD9DjiBjT48

  • กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร อดีตประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงาน และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตพลังงาน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ประมาณ 20% ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกจะผ่านช่องแคบนี้ และสงครามได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นหากสงครามยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบกับพลังงานทั้งโลกในระยะยาว ซึ่ง สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าสงครามจบทันที ยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือนถึงหนึ่งปี สถานการณ์ด้านพลังงานถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ

    นายกิตติกร กล่าวด้วยว่า การปรับราคาที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้องปรับราคาขึ้นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพื่อให้เกิดการประหยัดโดยอาศัยกลไกตลาด ด้านราคาเข้ามาช่วย แต่ควรจะปรับขึ้นที่ละเล็กน้อย และบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไร และการกักตุน โดยใช้กองทุนน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ใช้กองทุนเป็นตัวอุดหนุนราคาทั่วไป เพราะจะใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าที่กองทุนจะรับได้ และออก พรก.เงินกู้เท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ ถ้าจะมีการอุดหนุนราคา ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่อุดหนุนทั่วไป ซึ่งจะป้องกันการเก็งกำไร และการกักตุนได้ดีกว่า และเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ กลุ่มที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจ และกลุ่มเปราะบาง และยังได้ติดตาม การใช้น้ำมันของประเทศแบบมีประสิทธิภาพ สกัดการเก็งกำไร และการใช้แบบฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลง

    กิตติกร

    “รัฐบาลกำลังเผชิญ วิกฤตที่ใหญ่มากในอนาคต ตอนนี้เริ่มที่พลังงาน เป็นด่านแรก ซึ่งเสียดายที่เปลี่ยนผู้มีความเชี่ยวชาญออกไป ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของ พาณิชย์ ที่ต้องคุมราคาสินค้าที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะไปจบที่คลังเมื่ออัตราเงินเฟ้อขึ้น วิกฤตครั้งนี้มีโอกาสขยายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ เพราะทั่วโลกจะมีผลกระทบพร้อมกัน ถ้ารัฐบาลบริหารงานไม่ทันกับสถานการณ์ และไม่ใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาบริหาร วิกฤตครั้งนี้อาจจะจบลงที่ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นวิกฤตที่น่ากลัวมาก ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยคงย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลย ผู้ที่เข้ามา บริหารงาน พลังงาน พาณิชย์ และ คลัง ควรเป็นมืออาชีพจริงๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยกันแก้บัญหาให้กับประเทศไทย” นายกิตติกร กล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-XemjUIm-uTpQsqCcGBOM