Blog

  • TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

    TikTok แพลตฟอร์มแห่งการค้นพบระดับโลก และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้เป็น Soft Power สำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับ “สงกรานต์ปี 2569” ผ่าน TikTok LIVE มุ่งสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทยดิจิทัลไร้พรมแดน ชูการไลฟ์เป็นเครื่องมือหลักมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ๆ ทั่วโลก สานต่อความสำเร็จจากงาน “Wonder Thai Festival” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สร้างยอด Engagement สูงกว่าแคมเปญอื่นถึง 24%

    ดันวัฒนธรรมไทยเป็น “แม่เหล็ก” สะพานเชื่อมการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    ความสำเร็จของแคมเปญ Wonder Thai Festival เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจำลองบรรยากาศ “งานวัด” มาไว้บนหน้าจอสมาร์ทโฟน สร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 24% จำนวนครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ในแคมเปญมีมากกว่าแคมเปญประเภทอื่นถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่า “วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทย” คือแนวคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่ทรงพลัง สามารถดึงดูดใจผู้ใช้งาน TikTok กว่า 50 ล้านรายได้เป็นอย่างดี ผ่านการพัฒนาฟีเจอร์ Virtual Gifts และ User Interface (UI) ของ TikTok LIVE ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเข้ากับบรรยากาศและเทศกาลไทยโดยเฉพาะ ทำให้การสืบสานประเพณีไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

    ความสำเร็จดังกล่าวยังตอกย้ำการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ TikTok LIVE ในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมีจำนวน LIVE Creator สูงถึง 11.4 ล้านราย (เติบโตขึ้น 117%) มียอดการชมไลฟ์รวมกว่า 8 พันล้านวิวต่อเดือน (เติบโตขึ้น 38%) สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของชุมชนผู้ใช้งานและความพร้อมของอีโคซิสเต็มส์ในการเป็นช่องทางหลักเพื่อส่งต่อวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    TikTok สนับสนุนยุทธศาสตร์ “Value over Volume” ของ ททท. ผ่าน “Sub-Culture Economy” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ (Value over Volume) โดยอาศัยศักยภาพของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่รวมทุกความสนใจ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Sub-Culture ที่มีกำลังซื้อสูงและมีปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสายกิน (Foodies), สายอาร์ตและงานดีไซน์ (Art & Design) หรือกลุ่มผู้หลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Seekers)

    โดย TikTok ได้จับมือกับเหล่า TikTok LIVE Creator ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดคอนเทนต์ที่มากกว่าแค่บรรยากาศงานเทศกาล แต่เป็นการนำเสนอ “ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยที่โดดเด่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากยอดวิวสู่การตัดสินใจเดินทางจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

    เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับสงกรานต์ ดันครีเอเตอร์สร้าง Festive Moment ระดับโลกบน TikTok LIVE

    เพื่อให้สงกรานต์ปี 2569 เป็นเทศกาลของไทยที่ผู้คนเข้าถึงได้ทุกโมเมนต์ TikTok และ ททท. ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 3 กิจกรรมไฮไลท์ที่จะเปลี่ยนหน้าจอให้เป็นเวทีสืบสานและส่งต่อวัฒนธรรมระดับโลก ดังนี้

    1. สาด LIVE สาด Love: ยกกลิ่นอายวัฒนธรรมสงกรานต์ทั่วไทย เช่น ก่อเจดีย์ทราย, ปักตุงปีใหม่เมือง และ รถถีบกางจ้อง มาไว้บนหน้าจอ TikTok LIVE เปิดให้เหล่าครีเอเตอร์สร้างไลฟ์สร้างสีสันของตัวเองในธีมสงกรานต์ชวนเหล่าแฟน ๆ ผู้ติดตามส่งของขวัญคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ 11 – 17 เมษายน 2569

    2. LIVE ชุ่ม PK ฉ่ำ: แข่งเล่นสงกรานต์ไลฟ์ชนจอระหว่างครีจเอเตอร์ไทยและครีเตอร์ในต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ออกสู่สายตาชาวโลกผ่าน TikTok LIVE ด้วยการนําเสนอ ของขวัญ LIVE ในธีมสงกรานต์ เช่น ขันนํ้า ปืนฉีดนํ้า ปะแป้ง และของขวัญต่าง ๆ อีกมากมายให้ผู้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์รูปแบบใหม่บนจอโทรศัพท์ พร้อมกับเหล่าครีเอเตอร์แนวหน้า ที่จะมาแสดงความสามารถ ร้อง เต้น ในชุดพื้นเมืองไทย ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    3. ดาวเด่นเล่นสงกรานต์: ไลน์อัพพาเหรดสงกรานต์ผ่านช่อง TikTokLIVE-TH นําเสนอคอนเทนต์หลากลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและสงกรานต์ โดยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมโดยการส่งไอคอนไลค์ธีมสงกรานต์ให้กําลังใจครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดี ๆ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy SEA, TikTok กล่าวว่า TikTok มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับสากล ผ่านความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มที่เป็น Global Community เราไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เรามีชุมชนครีเอเตอร์ที่ทรงพลังหลายล้านราย พร้อมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาบนโลกดิจิทัล การร่วมมือกับ ททท. อย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมของ TikTok LIVE เป็นการเปิดประตูให้คนได้เห็นมนต์เสน่ห์ของไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเนื้อหาที่จริงใจจากครีเอเตอร์จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นความสนใจในเทศกาลและวัฒนธรรมไทย สามารถต่อยอดเป็นการช่วยตัดสินใจท่องเที่ยวไทยทั้งในช่วงเทศกาลและหลังเทศกาล ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. ปรับตัวให้ทันกับเทรนด์โลกออนไลน์ที่มองหาความจริงใจและประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง การยกระดับ Soft Power ไทยสู่ระดับสากลต้องอาศัยเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดย TikTok LIVE ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในยุคนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุด เราจับมือกับ TikTok ต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในแคมเปญสงกรานต์ในครั้งนี้ ททท.ยังได้สนับสนุนแพคเกจท่องเที่ยวไทยให้แก่ครีเอเตอร์ที่ชนะจากการไลฟ์ร่วมสนุกบน TikTok เพื่อจูงใจและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ TikTok LIVE Creator ในเทศกาลต่าง ๆ จึงได้ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเพณีไทยให้สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอยากมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่ช่วงสงกรานต์ แต่เป็นในทุกเทศกาลตลอดทั้งปี

    ปักหมุดไฮไลท์สำคัญความร่วมมือกับ TikTok LIVE x ททท. ที่ห้ามพลาด!

    ห้ามพลาด! ในวันที่ 10 เมษายน 2569 เตรียมพบกับกองทัพ Top TikTok LIVE Creators แถวหน้าของเมืองไทย ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษระดับเซเลบริตี้ที่จะมารวมตัวกันในงาน “เสน่ห์ไทย” ที่จัดขึ้นโดย ททท. พาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านสายตาครีเตอร์คนรุ่นใหม่ พร้อมพาไปสัมผัสบรรยากาศงาน รวมถึง “เสน่ห์อาร์ต By Songkran Festival” ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านคาแรกเตอร์ดีไซน์สุดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ทั่วงาน อาทิ Mamuang, 2CHOEY, POORBOY, TOMATO TWINS และ CRY BABY โดยแต่ละจุดมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน สะท้อนความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น พร้อมเสริมด้วยไฮไลท์กิจกรรมภายในโซน ไม่ว่าจะเป็นจุดถ่ายภาพ Art Installation ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะศิลปินตัวจริง รวมถึงเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ในสไตล์ของตัวเอง พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมกันผ่านหน้าจอ TikTok LIVE เท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลได้ง่าย ๆ เพียงค้นหา Songkran2026 แลAmazingThailand บน TikTok

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/957581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xABwlbBzEtj3-vcsVCb0f

  • นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ  “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    นายกฯ อนุทิน ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “พิพัฒน์” คุม คมนาคม – ดีอี – อีอีซี ส่วน “เอกนิติ” ดู คลัง – พลังงาน ด้าน “ยศชนัน” คุมทุกกระทรวงโควตาเพื่อไทย 

    วันที่ 8 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 

    1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 

     2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

     3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

     4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

     5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

    6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง ทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ขณะที่ ในส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 1. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 2.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 3.นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ 4.นางสุขสมรวย วันทนียกุล กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14V7uhBLY1Y6j8RY3mi_pY

  • วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” | TOPNEWS

    วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” | TOPNEWS

    วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” เน้นย้ำเผยแพร่คุณค่าสาระอัตลักษณ์สงกรานต์ไทย มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

    ว่า เพื่อให้กิจกรรมประเพณีสงกรานต์หมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นไปด้วยความงดงามและเหมาะสม รวมถึงป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล

    กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จึงได้จัดการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

    ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรมการท่องเที่ยว กรมการศาสนา กรมศิลปากร

    สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมควบคุมโรค กรมทรัพยากรน้ำ กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง

    กรมสารนิเทศ กรมอุตุนิยมวิทยา การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (กทม.) สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

    มูลนิธิเมาไม่ขับ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวม ๓๐ หน่วยงาน

    ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนแต่งชุดไทย ชุดผ้าไทย ชุดผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น เที่ยวงานประเพณีสงกรานต์

    ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand”

    เพื่อร่วมถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทย และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่

    กำหนดจัดงานทั่วไทย 5 เมืองอัตลักษณ์ : เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช

    13 เมืองน่าเที่ยว : บุรีรัมย์ อุทัยธานี นครราชสีมา นครสวรรค์ สุรินทร์ น่าน หนองคาย เชียงราย พัทลุง ภูเก็ต ลพบุรี สงขลา กาญจนบุรี

    5 จุดหมายหลักในกรุงเทพมหานคร : ถนนข้าวสาร เดอะพรอมานาด เทอมินอล 21 พระราม 3 เทอมินอล 21 อโศก เซ็นทรัลปิ่นเกล้า

    รวมถึงจัดประเพณีสงกรานต์ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ 50 วัด 50 เขต ตลอดจนร่วมกับสภาวัฒนธรรมไทยในสหรัฐอเมริกา แห่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ณ NOVA REGIONAL PARK, Virginia

    ด้าน นางสาวซาบีดา กล่าวต่อว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีแนวคิดที่จะส่งเสริมคุณค่าของประเพณีสงกรานต์

    พัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าสาระ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ในแต่ละจังหวัด

    แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยเพื่อสร้างจุดขายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จึงมีการสนับสนุนและยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในจังหวัดหรือเมืองที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวสูง

    สุดท้ายนี้ นางสาวซาบีดา ฝากถึงพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวว่าประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่มีความหมายมากกว่าการเล่นน้ำ

    แต่เป็นเทศกาลแห่งความรัก ความกตัญญู และความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งควรค่าแก่การส่งต่อไปสู่สายตาชาวโลก

    “… สงกรานต์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดให้คนรุ่นหลัง เราต้องการให้สงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทุกคนต้องมาเยือน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต …”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1541480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw299ax9PTmFqq-1qPfEvyNw

  • นายกฯ  เซ็นแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – 4 รมต.ประจำสำนักนายกฯ 

    นายกฯ  เซ็นแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – 4 รมต.ประจำสำนักนายกฯ 


    นายกฯ ลงนามคำสั่ง 82/2569 แบ่งงาน  รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ  “พิพัฒน์” คุมคมนาคม ดีอี – “เอกนิติ” ดูแลคลัง พลังงาน “ศุภจี” ดูพาณิชย์ อุตสาหกรรม วัฒนธรรม ท่องเที่ยว “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาพท.

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เพื่อมอบหมายอำนาจหน้าที่ในการกำกับบริหารราชการ และปฏิบัติราชการแทนในหน่วยงานต่าง ๆ ให้แก่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดการแบ่งงานที่สำคัญดังนี้

    1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงสาธารณสุข, รวมถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สทช.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

    3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว), กระทรวงวัฒนธรรม, กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านกฎหมายและระบบราชการ เช่น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา, กำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับดูแลด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 รายชื่อ ประกอบด้วย 

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี สั่งและปฏิบัติราชการแทนในกรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ดูแลองค์การมหาชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รับผิดชอบสำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานด้านดิจิทัล/ไซเบอร์ ได้แก่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สกมช.)

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล ดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irkT9XCiYGqcsOcVzygBl

  • ตลาดกาแฟแคนาดา ทางรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน

    ตลาดกาแฟแคนาดา ทางรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน

    แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนและราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น แต่ “กาแฟ” ยังคงเป็นเครื่องดื่มสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวแคนาดาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแคนาดา (Statistics Canada) ระบุว่า ราคากาแฟในร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และผลผลิตที่ลดลงในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการดื่มกาแฟยังคงแข็งแกร่ง โดยสมาคมกาแฟแห่งแคนาดาระบุว่าเกือบร้อยละ 80 ของประชากรดื่ม
    กาแฟทุกวัน

    ถึงแม้ผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลาดกาแฟสำหรับการบริโภคที่บ้านยังคงแข็งแรง รายงานจากบริษัทวิจัยตลาด NielsenIQ ระบุว่ายอดขายค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท) เติบโตประมาณ
    ร้อยละ 11 ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อจริงลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 3 เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม เช่น การซื้อช่วงโปรโมชั่น เลือกแพคใหญ่เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย หรือใช้สินค้า private label ที่ราคาย่อมเยากว่า

    สำหรับโครงสร้างตลาดกาแฟในแคนาดา กาแฟคั่วบดครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 84 รองลงมาคือกาแฟสำเร็จรูปประมาณร้อยละ 12 และกาแฟพร้อมดื่มประมาณร้อยละ 4 ในขณะเดียวกัน กาแฟพรีเมียม เช่น แคปซูล (coffee pods) ยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 9 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความสะดวกและคุณภาพ แม้ราคาจะสูงขึ้น

    เทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วคือ กาแฟเย็นพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee) ไม่ว่าจะเป็นกาแฟกระป๋อง กาแฟขวด หรือกาแฟเย็นสำเร็จรูป เทรนด์นี้สะท้อนว่ากาแฟไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า แต่กลายเป็นเครื่องดื่มตลอดวัน นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสนใจรสชาติใหม่ๆ เช่น สูตรตามฤดูกาล (seasonal) หรือสินค้า limited edition ซึ่งสร้างความหลากหลายและประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาด

    อีกแนวโน้มสำคัญคือ กาแฟเพื่อสุขภาพ (Functional Coffee) ผู้บริโภคยุคใหม่มองหากาแฟที่ให้ประโยชน์มากกว่าคาเฟอีน เช่น กาแฟผสมเห็ด กาแฟที่มี adaptogens กาแฟผสมโปรตีน หรือกาแฟเสริมคอลลาเจน แม้ว่าตลาดนี้ยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพราะผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์มากขึ้น

              ความยั่งยืนยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อกาแฟที่มีการรับรอง เช่น Fair Trade หรือ Rainforest Alliance รวมถึงความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ มีผลต่อการเลือกซื้อโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ นอกจากนี้ กระแสสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นของแคนาดา (Buy Canadian) ทำให้กาแฟที่คั่วในแคนาดาหรือจากโรงคั่วท้องถิ่นได้รับความนิยม แม้กาแฟจะไม่สามารถปลูกในประเทศได้ การเล่าเรื่องแบรนด์ เช่น แหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ วิธีการคั่ว หรือเรื่องราวของผู้ผลิต กลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างในตลาด

    ความคิดเห็น สคต. 

    ตลาดกาแฟในแคนาดาสะท้อนถึงโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการพัฒนากาแฟพิเศษ (specialty coffee) จากแหล่งปลูกในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่และเชียงราย เพื่อตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กาแฟพร้อมดื่ม กาแฟเย็น หรือกาแฟเพื่อสุขภาพที่ผสมวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพร การเน้นคุณภาพ แหล่งที่มา ความยั่งยืน และการเล่าเรื่องราวของกาแฟไทย จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khotzuf7dadn3so3j8nz7oyb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpzlUgLWQiFUNgFWxe6Ab

  • เปิดประวัติ “ริว วชิรวิชญ์” อดีตนักปิงปองเยาวชนไทย สู่พระเอกดาวรุ่งที่สมัครเป็นทหาร

    เปิดประวัติ “ริว วชิรวิชญ์” อดีตนักปิงปองเยาวชนไทย สู่พระเอกดาวรุ่งที่สมัครเป็นทหาร

    ได้ใจไปเต็มๆ และเป็นที่ฮือฮามาก เมื่อพระเอกหนุ่มดาวรุ่งของช่อง 3 “ริว วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล” ได้เดินทางไปสมัครเพื่อเข้ารับใช้ชาติ โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีบอกว่า วางแผนรับใช้ชาติ คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ลงตัว เหมาะสมที่สุดแล้ว แม้ถ่ายละครอยู่ 3 เรื่อง แต่ไม่มีปัญหา เพราะแม่เคลียร์คิวให้หมดเรียบร้อย ปิดกล้องทันกำหนด

    และมองว่า ถ้าสมัครเข้ารับใช้ชาติจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการเข้ากรม มองว่าเป็นการไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เคยเห็นแต่ในละครผู้กองยอดรัก พร้อมเข้าไปเอ็นจอย พร้อมวิดพื้น โดยจะเข้ากรมรับใช้ชาติผลัด 2 ช่วงเดือนพ.ย. 2569 นี้

    สำหรับประวัติ ริว วชิรวิชญ์

    – ริว วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ปัจจุบันอายุ 25 ปี เป็นลูกชายคนโตของบ้าน และมีน้องชาย 1 คน

    – จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนอัมพรไพศาล จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนบีเอฟเอส และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    – ริว เริ่มต้นในเส้นทางสายกีฬาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เนื่องจากเป็นเด็กติดเกม คุณพ่อจึงให้ไปลองเล่นกีฬาแทนการเล่นเกม และให้ลองเล่นกีฬาหลายอย่าง อาทิ ว่ายน้ำ, ฟุตบอล, เทควันโด, แบดมินตัน และ ปิงปอง ซึ่งเป็นกีฬาที่เขาชอบที่สุด โดยได้ใช้เวลาฝึกซ้อมหลังเลิกเรียน และพัฒนาฝีมือจนได้เป็นนักกีฬาปิงปองเยาวชนทีมชาติ

    – เริ่มต้นเส้นทางเข้าสู่วงการบันเทิงจากการบอกพี่ที่รู้จักว่า อยากเป็นนายแบบเนื่องจากอยากจ่ายค่าเทอมเอง รุ่นพี่คนนั้นจึงได้พาไปพบกับ “ป้าตือ สมบัษร ถิระสาโรช” ออร์แกไนเซอร์และโมเดลลิ่งชื่อดัง

    – จากนั้นป้าตือจึงได้ให้โอกาสเดินแบบตามที่ตั้งใจ และได้มีผลงานชิ้นแรกคือมิวสิควิดีโอเพลง “เขียนไว้ให้เธอ” ของวง scooper ในปี 2557 

    – ตอนอายุประมาณ 13-14 ปี ได้เข้ามาแคสต์งานและเซ็นสัญญากับทางช่อง 3

    – ต่อมาช่อง 3 อนุญาตให้เขาไปร่วมโปรเจ็คท์ 9×9 (Nine By Nine) ของค่าย 4NOLOGUE และได้ร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องดังของทาง นาดาวบางกอก เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” เมื่อปี 2561 โดยรับบทเป็น “มาเก๊า จิระอนันต์” ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียง

    – หลังจากจบโปรเจ็คท์ก็กลับมาที่ช่อง 3 เหมือนเดิม และได้โอกาสแสดงละครเรื่องแรกคือเรื่อง พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ของ โดนัท มนัสนันท์ และแจ้งเกิดพระเอกเต็มตัวเรื่องแรก

    – จากนั้นก็มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง 16 ห้าว 19 เดือด โดยรับบท “กัน” ในปี 2566

    – และหนังเรื่อง “ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)” ในบท เพชร ซึ่งเรื่องนี้เล่นกับ เคน ธีรเดช ออกอากาศทาง Netflix

    – นอกจากนี้ ริว ยังได้เล่น มาตาลดา และ เลือดเจ้าพระยา อีกด้วย และมีผลงานออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดกับเรื่อง “เมื่อตะวันลับฟ้าก็จะเป็นเวลาของดวงดาว” ในบทของ คิมหันต์ และเรื่อง “อุบัติรักเกาะสวรรค์” บท ฉลาม พระเอกของเรื่องนั่นเอง

    – และล่าสุดชื่อของ ริว วชิรวิชญ์ เป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง เมื่อเขาได้เข้าสมัครรับใช้ชาติ โดยที่ไม่ต้องจับใบดำใบแดง ซึ่งจะเข้ากรมผลัด 2 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2925506&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8jKcwB9e1c5VUFWzXJv5

  • ‘รัดเกล้า’จี้รัฐกู้วิกฤตศึกษาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเด็ก7หมื่นเคว้ง

    ‘รัดเกล้า’จี้รัฐกู้วิกฤตศึกษาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเด็ก7หมื่นเคว้ง

    วิกฤตการศึกษาที่ถูกลืมภายใต้โครงสร้างเยียวยารัฐ
     
    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติปฏิรูปการจัดการอุทกภัยหาดใหญ่โมเดล ณ รัฐสภา โดยชี้ให้เห็นถึง “ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ” หรือวิกฤตการศึกษาที่ถูกละเลยหลังน้ำลด ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาได้รับความเสียหายถึง 723 แห่ง ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเรียนของนักเรียนกว่า 76,000 คน

    นางรัดเกล้าได้ตั้งคำถามถึงความลักลั่นของมาตรการรัฐที่เน้นช่วยเหลือภาคครัวเรือนด้วยวงเงิน 9,000 ถึง 29,000 บาท รวมถึงมาตรการพักหนี้และค่าปลงศพ แต่กลับไม่มีงบประมาณเยียวยาความเสียหายแก่โรงเรียนโดยตรง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูอนาคตเด็กไทยที่ได้รับผลกระทบ

    สะท้อนความเหลื่อมล้ำผ่านกรณีศึกษาโรงเรียนและนักเรียน

    ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุว่า โรงเรียนบ้านวังหรังประสบปัญหากำแพงถล่มแต่ไร้งบซ่อมแซม จนผู้อำนวยการต้องเรี่ยไรเงินซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยของเด็กอนุบาล นอกจากนี้ยังพบกรณี “น้องเกรซ” นักเรียนอาชีวะที่ต้องลาออกเพราะสูญเสียอุปกรณ์การเรียนทั้งหมดไปกับกระแสน้ำ

    สอดคล้องกับสถิติจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่าในจังหวัดสงขลามีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout) โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อ เช่น ป.6 ม.3 และ ม.6 ซึ่งสวนทางกับนโยบาย Zero Dropout ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้แต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติที่ชัดเจนในพื้นที่

    เสนอปลดล็อกระเบียบราชการและตั้งกองทุนฉุกเฉินช่วยเด็ก

    นางรัดเกล้าเสนอทางออกให้รัฐบาลเร่งบูรณาการฐานข้อมูล iSEE เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อส่งความช่วยเหลือให้แม่นยำและรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า และเสนอให้จัดตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินในลักษณะ “เงินสดย่อย” ให้โรงเรียนสามารถเบิกจ่ายงบประมาณซ่อมแซมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลางจากกรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหาได้เองอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการคือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะไหลหายไปกับสายน้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30JB7ct3IJOvlaEn_b9DDG

  • กล้าธรรมตีปี๊บ! อาจได้เห็น ‘ธรรมนัส’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล

    กล้าธรรมตีปี๊บ! อาจได้เห็น ‘ธรรมนัส’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล

    ‘กล้าธรรม’ จ่อยื่นกม.เข้าสภา 3 ฉบับ ด้าน ‘อรรถกร’” เผย ‘กธ.’ขนขุนพล 20 คน ชำแหละนโยบายรบ.ทุกมิติ แย้ม อาจมี ‘ธรรมนัส’ ร่วมอภิปราย

    08 เม.ย.2569 – ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม แถลงการยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ว่า พรคกล้าธรรมจะมีการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร 3 ฉบับ คือ 1. ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ เสนอโดยนางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เพื่อปฏิรูปการศึกษาให้สามารถพัฒนาขึ้น 2. ร่างพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และ 3.ร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครเกษตร ที่มีตนเป็นผู้ยื่น ในฐานะที่พรรคกกล้าธรรมมีความผูกพันกับเกษตรกรรม และเกษตรกรที่ถือครองที่ดิน สปก. อยู่ทั่วประเทศ เราเล็งเห็นว่ายังมีช่องว่างที่จะอำนวยความสะดวก ให้กับเกษตรกรที่ถือครองสิทธิต่างๆ ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ขณะที่อาสาสมัครเกษตร อาสาสมัครภาคอื่นๆไม่ว่าจะเป็นภาคสาธารณสุขหรืออื่นๆ ได้รับค่าตอบแทน แต่อาสาสมัครเกษตรทำงานด้วยใจยังไม่มีค่าตอบแทน เราจึงอยากสอนงานต่อตั้งแต่ตอนที่ตนเป็นสส. สมัยที่แล้ว จึงเป็นที่มาของวันนี้ที่พรรคกล้าธรรมจะยื่นกฎหมายทั้ง 3 ฉบับให้กับสภาฯ พิจารณา

    นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ว่าเราจะเป็นสส. ในส่วนของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรของพรรคเรามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งวันนี้เราได้รับความชัดเจนแล้วว่าเราจะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน และขอให้ติดตามในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 9 -10 เม.ย. สส.พรรคกล้าธรรมประมาณ 20 คน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่เขารับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่

    เมื่อถามว่า การอภิปรายของพรรคกล้าธรรม จะเน้นประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราจะแบ่งประเด็น 5 ข้อที่เราเห็นในเอกสาร และแบ่งคนไปตามหัวข้อ ฉะนั้น คงเน้นไปทุกมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และแนวทางการปรับปรุงกฎหมายกฎหมาย

    เมื่อถามว่าดูในคำแถลงนโยบายมีประเด็นใดที่น่าห่วง หรือน่ากังวลบ้าง นายอรรถกร กล่าวว่า ตนคงไม่ไปตำหนิหรือท้วงติงนโยบาย เพราะเชื่อว่านโยบายของคงผ่านการคิดที่รอบคองพอสมควรของรัฐมนตรีทุกคน ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางประเด็นที่เราอาจจะยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประกาศนโยบายมา ทำตามหรือไม่ ไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่พวกเราให้ความสนใจ และคงจะตรวจสอบเป็นพิเศษ เนื่องจากนโยบายเป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชนไปอีก 4 ปี และเมื่อช่วงเช้าเราได้คุยกันว่าเราอยากจะร่วมตรวจสอบรัฐบาล เพื่อที่จะให้รัฐบาลได้ทำตามสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาไว้ โดยเฉพาะในวันที่ 9-10 เม.ย. รัฐบาล จะทำการสัญญาผ่านกระบวนการรัฐสภาไปยังพี่น้องประชาชนว่าเขาจะทำอะไรให้กับประชาชนคนไทยบ้าง ฉะนั้น หน้าที่ของเราคือผลักดันให้รัฐบาลทำตามคำสัญญา ถ้าไม่ทำตามเราคงตรวจสอบและคงจะบี้ให้รัฐบาลทำตามในสิ่งที่เขาให้สัญญากับประชาชนไว้ ซึ่งในส่วนของพรรคกล้าธรรมได้รับการจัดสรรประมาณ 4 ชม.

    ส่วนจะมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยหรือไม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า กำลังโน้มน้าวอยู่ แต่ ร.อ.ธรรมนัส ได้คุยกันตั้งแต่แรกว่าวันนี้รอบนี้สมาชิกมาจากทั่วทุกภูมิภาค อยากจะให้สะท้อนตัวตน และความคิดของพรรคกล้าธรรมให้ได้มากที่สุด หากมีเวลาเพียงพอ ร.อ.ธรรมนัส อาจจะมาอภิปรายสรุป แต่หากสมาชิกของพรรคได้อภิปรายครอบคลุมทุกประเด็นก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องอภิปรายสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/976985/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VV2v0Z1APt00ucZLUr145

  • “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ รับกำลังโน้มน้าวให้ “ธรรมนัส”ร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาล

    “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ รับกำลังโน้มน้าวให้ “ธรรมนัส”ร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาล

    “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับเข้าสภาฯ พร้อมตรวจสอบรัฐบาลให้ทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน ยังไม่ชัด “ธรรมนัส”ร่วมวงอภิปรายด้วยหรือไม่

    วันที่ 8 เมษายน 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครเกษตร หลังได้รับการร้องเรียนว่าอาสาสมัครเกษตรในงานวิจัยไม่มีค่าตอบแทน

    โดยระบุว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นเจตจำนงของ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ต้องการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดการพัฒนา ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เกิดจากความผูกพันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเล็งเห็นช่องว่างในการอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. และร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครเกษตร พรรคได้รับการร้องเรียนว่าอาสาสมัครทำงานด้วยใจแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทน

    เมื่อถามถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่ามีประเด็นใดน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ยืนยันว่านโยบายของรัฐมนตรีทุกท่านผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ แม้บางประเด็นอาจยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งสำคัญคือการประกาศนโยบายแล้วต้องทำตาม และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการหารือกันว่าจะร่วมกันตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งรัฐบาลจะชี้แจงนโยบายผ่านกระบวนการรัฐสภาต่อประชาชนว่ามีแนวทางดำเนินการอย่างไร หน้าที่ของพรรคคือการผลักดันให้รัฐบาลทำตามคำสัญญา หากไม่ดำเนินการจะมีการตรวจสอบและกดดันให้ทำตาม

    เมื่อถามถึงรายชื่อผู้อภิปราย 20 คน ว่าจะมี ร.อ.ธรรมนัส รวมอยู่ด้วยหรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการโน้มน้าว โดยก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการพูดคุยว่าอยากให้ สส. จากทุกภูมิภาคได้สะท้อนปัญหาของพื้นที่ให้มากที่สุด หากมีเวลาเพียงพอ ร.อ.ธรรมนัส อาจขึ้นอภิปรายในช่วงสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2doB4FR_bwNEpc7QLY6DCM

  • ‘รัดเกล้า’ ชี้ วิกฤติการศึกษาถูกลืม หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่นเคว้ง | เดลินิวส์

    ‘รัดเกล้า’ ชี้ วิกฤติการศึกษาถูกลืม หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่นเคว้ง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤติการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน “ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ” ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม

    โดย นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง “ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา” ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ – ซึ่งเป็นเรื่องดี – แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

    “ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า “ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้” สส. รัดเกล้า กล่าว

    พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ “น้องเกรซ” นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

    ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ
    1.บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที
    2.แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน “เงินสดย่อย” ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

    “น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ – ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5764054/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01OQI5TTkMNQlWwXnRjKBm