Blog

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    มหาสงกรานต์ปี 69 โอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจไทย EP.56

    ออกอากาศ ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    ปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/271722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdvrsOkYSo6F2VfcYl-yh

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ลด ต่ำสุดรอบ 6 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ลด ต่ำสุดรอบ 6 เดือน

    ภาวะเศรษฐกิจไทยในสายตาผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณ ‘แผ่วลง’ ชัดเจนในเดือนมีนาคม 2569 หลังความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานที่พุ่งสูง กดดันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อในประเทศให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมีนาคม 2569 พบว่า ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.8 จาก 53.7 ในเดือนก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 45.5 ดัชนีโอกาสหางานทำอยู่ที่ 49.8 และดัชนีรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 60.2 ซึ่งลดลงจากเดือนก่อนหน้าทุกรายการ และยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 ทั้งหมด สะท้อนว่า ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในระยะข้างหน้า

    ในมิติของช่วงเวลา ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันปรับลดลงจาก 37.4 เหลือ 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตลดลงจาก 61.7 มาอยู่ที่ 59.7 สะท้อนภาพรวมว่าทั้ง “ปัจจุบันและอนาคต” ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้ม “ระมัดระวังมากขึ้น” โดยประชาชนส่วนใหญ่ชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์สงคราม ราคาพลังงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีความชัดเจนเพียงใด

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าฟื้นตัว แต่ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นหัวใจของการบริโภคภายในประเทศ ยังคงเปราะบาง และอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังไม่คลี่คลาย

    consumer-confidence-march69-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/consumer-confidence-march69&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IuUaK8yo2C_lANQUgtJjB

  • SBU ผนึกเครือข่าย UN ดึง “เด็กไทยหัวใจ SDGs” ร่วมสร้างโลกยั่งยืน

    SBU ผนึกเครือข่าย UN ดึง “เด็กไทยหัวใจ SDGs” ร่วมสร้างโลกยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ชูแนวคิด “Empowering Modern Professionals” ผนึกเครือข่าย UN ดึง “เด็กไทยหัวใจ SDGs” ร่วมสร้างโลกยั่งยืนกับผู้นำเยาวชนกว่า 35 ประเทศ

    มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (Southeast Bangkok University – SBU) เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจหลักทางการศึกษา ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering Modern Professionals” มุ่งสร้างความเป็นมืออาชีพยุคใหม่ในระดับนานาชาติ จับมือเครือข่ายพันธมิตรองค์การสหประชาชาติ (UN) และ Global SDGs Alliance เปิดเวทีระดับสากล เชิญชวนเยาวชนและคนรุ่นใหม่ “เด็กไทยหัวใจ SDGs” เข้าร่วมโครงการ Global Youth Leadership Programme: UN-SDGs Bootcamp & Forum 2026 (Q2) เพื่อสร้างโอกาสการทำงานร่วมกับนานาชาติและผลักดันโลกสู่ความยั่งยืน ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (ที่ตั้งบางนา) 

    โครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อหลอมรวมระบบการศึกษายุคใหม่เข้ากับทักษะระดับสากล โดยมุ่งหวังที่จะบ่มเพาะเยาวชนไทยให้เติบโตเป็น ผู้นำรุ่นใหม่ (New Gen Leaders) ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ผู้เข้าร่วมจะได้ใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการของสหประชาชาติ (17 SDGs) เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสังคม พร้อมสัมผัสประสบการณ์การทำงานจริงร่วมกับตัวแทนเยาวชนและผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการก้าวจากการศึกษาในห้องเรียน สู่การเป็นมืออาชีพที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

    ไฮไลต์สำคัญ: ยกระดับศักยภาพสู่ความเป็นมืออาชีพระดับโลก

    •    Global Collaboration & Professional Networking: โอกาสครั้งสำคัญในการสร้างเครือข่ายการทำงานข้ามชาติ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วิสัยทัศน์ และไอเดียสร้างสรรค์กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์กว่า 35 ประเทศ กุญแจสำคัญสู่การเป็นมืออาชีพยุคใหม่ในโลกไร้พรมแดน

    •    Action-Oriented Sustainability Hackathon: ท้าทายความสามารถผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการระดมสมองเพื่อคิดค้นทางออก (Solutions) ที่ตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจริง

    •    Expert Mentorship: ยกระดับกรอบความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ด้วยการรับฟังวิสัยทัศน์และคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากนักวิชาการ ตัวแทนองค์กรระดับโลก และผู้นำองค์กรภาคเอกชนชั้นนำ

    •    Real-world Impact & Educational Excellence: พลิกความรู้เชิงวิชาการสู่การปฏิบัติจริง โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่างข้อเสนอและนโยบายระดับเยาวชน ที่พร้อมนำไปผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในระดับชุมชนและนานาชาติ

    โลกที่ยั่งยืนไม่ได้สร้างได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังของคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เชื่อมั่นว่าการสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับสากล คือหัวใจสำคัญในการ Empowering Modern Professionals เพื่อให้ก้าวต่อไปของเด็กไทย เป็นก้าวที่มั่นคงและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/740719&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pZjQRdDwYrXeTQAz45859

  • P

    P

    คุณทมิตา จงสวัสดิ์วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคค...

    อิมแพ็ค เมืองทองธานี เซ็น MOU มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

    คุณทมิตา จงสวัสดิ์วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลองค์กร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด (ที่ 3 จากขวา) และ ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิบดีสายวิชาการ ในฐานะตัวแทนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ที่ 3 จากซ้าย) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยมีเป้าหมาย เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกันอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการเรียนการสอนและการฝึกอบรม ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6l8cjva5a9ebthrqwulhx66gnc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27gOiQnpQ2d3s79mvKSGiI

  • ว 5/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ว 5/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93275&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05uxLfLJb-ysfKAaSDt6YT

  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งปั้น “วิศวกรชีวการแพทย์” เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งปั้น “วิศวกรชีวการแพทย์” เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เปิดตัวคณะน้องใหม่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ในปีพุทธศักราช 2569 โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก ชูจุดเด่นการสร้างวิศวกรยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซ่อมบำรุง แต่เป็น “นวัตกร” ที่เข้าใจทั้งกลไกวิศวกรรมและหัวใจของการรักษาในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวกระโดด “เครื่องมือแพทย์” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare แห่งอนาคต โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 4 มิติหลัก:

    • Engineering x Medical Science: ประยุกต์ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แม่นยำ
    • Standards & Quality:เชี่ยวชาญการออกแบบ ทดสอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล
    • Digital Transformation:ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากโจทย์จริงทางการแพทย์
    • Entrepreneurship:บ่มเพาะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการ ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้จริง

    โดยหลักสูตรนี้เราไม่ได้สร้างแค่คนทำงานกับเครื่องกล แต่เราสร้างวิศวกรที่เข้าใจหัวใจของการรักษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนได้จริง”

    ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตร: เรียนจริง ลุยจริง มืออาชีพจริง

    นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Action Learningผ่านการลงมือทำในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และแก้ไขโจทย์จริงจากเคสทางการแพทย์ โดยมีจุดแข็งที่น่าสนใจ ดังนี้:

    • เครือข่ายมืออาชีพ: เรียนรู้ใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
    • ฝึกงานเข้มข้น: โปรแกรม Practical Training 3 เดือนเต็มในชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานทันทีหลังจบการศึกษา
    • ค่าเล่าเรียน: ตลอดหลักสูตร 4 ปี (ไม่น้อยกว่า 137 หน่วยกิต) รวม 240,000 บาท

    เส้นทางอาชีพที่ไร้ขีดจำกัด

    บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ:

    • วิศวกรชีวการแพทย์ ดูแลระบบในโรงพยาบาลหรือโรงงานอุตสาหกรรม
    • นักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม  ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์
    • ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเครื่องมือแพทย์ (RA)ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน
    • เจ้าของธุรกิจหรือ Startupต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

    เกี่ยวกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

    “สร้างวิศวกรและนวัตกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยอย่างยั่งยืน”

    คณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมถึงให้บริการวิชาการ ทำการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งดำเนินการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมช่วยชีวิต สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Engineering.cRA , Instagram: @bme.cra หรือ โทรศัพท์: 02-576-6000 ต่อ 7288 (ในวันและเวลาราชการ)

    ติดตามข่าวสารการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง

    Facebook/Instagram: Education CRA 

    เว็บไซต์ www.cra.ac.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69853&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h202yakAsyfKj8zLRPdYH

  • ตำรวจท่องเที่ยวพัทยากวาดล้างต่างชาติบริการชายหาดพัทยา รวบ 16 สาวผิวสี เตรียมเพิกถอนวีซ่าผลักดันออกนอกประเทศ | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยวพัทยากวาดล้างต่างชาติบริการชายหาดพัทยา รวบ 16 สาวผิวสี เตรียมเพิกถอนวีซ่าผลักดันออกนอกประเทศ | TOPNEWS

    พัทยา – ปราบดา สุขสุนทรีย์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ชลบุรี) สั่งการให้ชุดสืบสวน สนธิกำลังร่วมกับ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณี บริเวณชายหาดพัทยา ถนนเลียบชายหาด และถนนพัทยาสายสอง ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของ พัทยา

    เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมหญิงต่างชาติได้รวม 16 ราย ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน และยูกันดา โดยมีพฤติการณ์เข้าข่าย “ติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว หรือรบเร้าบุคคลในที่สาธารณะเพื่อการค้าประเวณี” อันเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

    เบื้องต้น ผู้ต้องหาจำนวน 12 ราย ถูกเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000 บาท พร้อมถูกเพิกถอนวีซ่าและควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 1 ราย พบว่าอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการเพิกถอนวีซ่า และเตรียมควบคุมตัวเพื่อผลักดันกลับประเทศต้นทางเช่นเดียวกัน

    โดยการกวาดล้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย และรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1542850&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qf0eeiVzbCBNf1HX6GOCZ

  • ส่อง 14 หุ้นเด่น ได้ประโยชน์จากนโยบาย ครม. “อนุทิน 2” แถลงต่อสภา

    ส่อง 14 หุ้นเด่น ได้ประโยชน์จากนโยบาย ครม. “อนุทิน 2” แถลงต่อสภา

    การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจที่มีการวางรากฐานครอบคลุมทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการปรับโครงสร้างในระยะยาว 

    วิเคราะห์เจาะลึกถึง 5 เสาหลักทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในมุมมองของนักวิเคราะห์

    5 เสาหลัก พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

    นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำเสนอ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

    1. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียม: มุ่งเน้นการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี โดยมีโครงการไฮไลท์อย่าง “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแห่งอนาคตสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างมั่นคง
    2. การปรับโครงสร้างเพื่อพ้นกับดักรายได้ปานกลาง: เน้นการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล และปรับระบบการส่งเสริมการลงทุนให้สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก
    3. การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก: ภายใต้แนวคิด “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก” โดยมี “ทีมประเทศไทย” เป็นหัวหอกในการผลักดันสนค้าและบริการไทยสู่สากล
    4. เกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture): เปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ “เกษตรแม่นยำ” โดยนำ Big Data และ AI มาใช้บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
    5. การท่องเที่ยวเชิงมูลค่า: ยกระดับไทยสู่การเป็น Destination Thailand ที่ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่การสร้างมูลค่าสูง
     

    ตัวแปรเสริม การลดราคาน้ำมันและการรักษาแรงซื้อ

    นอกเหนือจากนโยบายหลักแล้ว มาตรการเร่งด่วนในการลดภาระค่าครองชีพ เช่น การที่ กบน. ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2.14 บาท (มีผล 9 เมษายน 2569) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยชะลอเงินเฟ้อและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงสั้น

    วิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรม “ผู้ชนะ” จากนโยบายและมาตรการรัฐ

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง ดังนี้

    • กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลดราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลัก (30-40%) ช่วยหนุนกำไรขั้นต้น (Margin) ให้ฟื้นตัว หุ้นเด่นที่น่าจับตา ได้แก่ AAV, BA, THAI และ SJWD
    • กลุ่มค้าปลีก-ส่ง และห้างสรรพสินค้า: รับผลดีจากต้นทุนการกระจายสินค้าที่ต่ำลงและอานิสงส์จากมาตรการพยุงกำลังซื้อ หุ้นแนะนำคือ CPALL, CPAXT และ CPN
    • กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว: สอดรับกับนโยบาย Destination Thailand และต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง หุ้นเด่นคือ ERW และ MINT
    • กลุ่มเกษตรและอาหาร: ได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนเครื่องจักรกลการเกษตรและการขนส่งวัตถุดิบ หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ CPF, CBG และ ICHI
    • กลุ่มเช่าซื้อ: การอุดหนุนกลุ่มเปราะบางตามนโยบายรัฐ จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาในระบบและเพิ่มความสามารถในการชำระค่างวดรถหรือค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ หุ้นเด่นคือ MTC และ TIDLOR

    นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นการผสมผสานระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการลดภาระค่าใช้จ่ายและเติมเงินในกระเป๋าประชาชน กับการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเกษตร, หากสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ตามเป้าหมาย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในหลายอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740712&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S3G-TEcDIpPNHfKzlTvXz

  • “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

    “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

    “ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สส.พรรคประชาชน ซัดนโยบายท่องเที่ยวอนุทินฯ เหมือนแนวคิดรัฐบาลชุดเก่าๆ กระจายงบลงท้องถิ่นน้อยไป ใช้งบไม่ตรงจุด ควรเน้นพัฒนาพื้นที่มากกว่าทุ่มจัดงานอีเวนต์ ที่ประสบความสำเร็จน้อยนิด

    วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเราน้อยลง เพราะความน่าสนใจของบ้านเราลดลง ไม่มีจุดขายใหม่ ๆ นักท่องเที่ยวขาดแรงจูงใจที่จะมาซ้ำ และประเทศเพื่อนบ้านเราก็ทำการท่องเที่ยวได้ดีกว่าเรา จากข้อมูลพบว่า รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกอยู่แค่ใน 5 จังหวัดหลัก ส่วนรายได้อีก 30% ก็คือจังหวัดอื่น ๆ ที่เหลือกว่า 70 จังหวัดที่ต้องแบ่ง ๆ กันไป ในบางพื้นที่ก็โดนทุนต่างชาติเข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ออกไป

    ในบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวมาก แต่ความสามารถในการรองรับของเมืองยังจำกัด ทำให้หลายจังหวัดในบางพื้นที่ไม่สามารถสร้างการท่องเที่ยวได้ ที่ผ่านมาการแก้ไขจากภาครัฐนั้นมีการดำเนินการล่าช้า ควบคุมนอมินีไม่ได้ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานช้า งบส่วนใหญ่หมดไปกับการจัดอีเวนต์ ทำ Soft Power ไปหลายพันล้าน แต่มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมไม่กี่งาน

    นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับนโยบายแรกที่รัฐบาลจะพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทางแบบ 365 วัน ในหลักการถือว่าตอบโจทย์ในการเพิ่มการกระจายตัวของการท่องเที่ยว เพียงแต่ว่าวิธีการที่จะทำนั้น จากที่จะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจ สร้างความปลอดภัย ต่อยอดจุดแข็ง เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีไทย ผสมผสานสินค้าและบริการไทย เช่น ผลไม้ไทย อาหาร สปา สินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

    ซึ่งหลายพื้นที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ทำไมหลายพื้นที่เหล่านั้นถึงยังไม่กลายเป็นที่หมายแบบ 365 วัน อย่างเชียงใหม่บ้านของตนมีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีศิลปะวัฒนธรรม มีอาหาร มีครบ มีมานานแล้ว แต่สาเหตุที่ทำให้เชียงใหม่ไม่สามารถเที่ยวได้ 365 วัน เนื่องจากฝุ่น PM2.5 กล่าวคือ การที่จะทำให้ไทยเป็นที่หมายแบบ 365 วันได้ การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ต้องหาอุปสรรคอื่น ๆ ที่ทำให้คนไม่ไปเที่ยว และแก้อุปสรรคเหล่านี้ไปพร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว นโยบายจึงจะสำเร็จ

    นโยบายด้านที่ 2 การจัดให้มีระบบประกันภัยนักท่องเที่ยวภาคบังคับ ซึ่งตนเห็นด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนเห็นข่าวว่ารัฐมนตรีท่านหนึ่งจะชงเรื่องให้ ครม. เคาะเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยค่าเหยียบแผ่นดินระบุไว้ว่า ค่าเหยียบแผ่นดินที่เก็บได้สามารถนำไปใช้ในการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้ เรื่องนี้อยากให้ตอบให้ชัดว่าจะดำเนินการเรื่องประกันภัยนักท่องเที่ยวอย่างไร ตนอยากให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบให้ชัด เพราะเรื่องนี้จะส่งผลต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    นโยบายด้านที่ 3 ด้านการจัดการทุนนอมินีและการทบทวน Free Visa เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ที่เพิ่มคือ ธุรกิจนอมินีสีเทาสีดำที่มีอยู่ตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องแก้ พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว โดยนิยามคำว่า “นอมินี” ให้ชัดเจนขึ้น กำหนดให้การกระทำแบบนอมินีมีความผิดมากขึ้น และต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง เราถึงจะมีอาวุธไปจัดการเรื่องนี้

    นโยบายด้านที่ 4 ด้านการพัฒนาเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยว ในคำแถลงเขียนอย่างไรก็ไม่ผิด การพัฒนาเชิงกายภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ถ้อยคำที่เอามาเขียน เหมือนนำนโยบายเก่าที่ควรเสร็จนานแล้ว มาเขียนใหม่ในวันนี้ เพราะงบประมาณในแต่ละท้องถิ่นไม่เพียงพอ และงบการท่องเที่ยวลงไปไม่ถูกจุด

    นายณัฐพลกล่าวต่อว่า หากเรากระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ใส่ใจกับงบท่องเที่ยวทุกก้อนให้ตอบโจทย์กับการพัฒนาเชิงกายภาพมากกว่าการจัด Event และไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ปล่อยให้มีเงินทอน ไม่ปล่อยให้มุ้งบ้านใหญ่ไม่กี่มุ้งดึงงบเข้าจังหวัดตัวเอง ณ เวลานี้ การท่องเที่ยวท้องถิ่นเราเจริญแล้ว ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายใหม่ก็ได้

    นายณัฐพลกล่าวว่า สิ่งที่สามารถทำได้เลยในงบประมาณปี พ.ศ.2570 คือ การปฏิรูประบบงบประมาณในภาพรวมให้กระจายมากขึ้น และปฏิรูปการใช้งบด้านการท่องเที่ยวด้วย มิเช่นนั้น รายได้ที่พยายามหามาใหม่ จะถูกใช้ไปแบบเดิม ซึ่งจะยังไม่ตอบโจทย์

    นโยบายด้านที่ 5 นโยบายด้านการเงิน สิ่งที่ตนอยากเห็นคือ มาตรการเชิงรับที่เจาะจงสำหรับภาคการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องรวมตัวกันออกมาเรียกร้องอยู่หลายครั้งกว่ามาตรการเยียวยาจะออกมา และยิ่งตอนนี้มีวิกฤติสงคราม มีวิกฤติราคาน้ำมันที่มันส่งผลกระทบแล้ว รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือเจาะจงไปยังผู้ประกอบการรถทัวร์ รถบัส รถตู้ รถแท็กซี่ ได้แล้ว เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันไปแล้ว

    มาตรการทางการเงินเชิงรับสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมได้แล้ว ต่อให้ทำเที่ยวไทยคนละครึ่งขึ้นมา แต่คนไทยจะเอาเงินที่ไหนมาควักจ่ายอีกครึ่งหนึ่งเพื่อไปเที่ยว ตนคิดว่าในเวลานี้ มาตรการเชิงรับที่เจาะจงไปยังผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะตอบโจทย์และแบ่งเบาภาระให้พวกเขาได้มากกว่า

    นโยบายด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในคำแถลงฉบับนี้ มีอยู่ 2 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลและกฎหมายโรงแรม ซึ่งตนก็ทราบมาว่าทางกฤษฎีกามีร่างหลักการ พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิทัลไว้แล้ว พยายามดันเข้า ครม. เมื่อสมัยรัฐบาลก่อนหน้ามาแล้ว แต่ก็ได้ยินแว่ว ๆ มาว่าโดนทุนแพลตฟอร์มใหญ่ขวางไว้ ซึ่งในเมื่อรัฐบาลนี้พูดแล้วว่าจะทำ ตนหวังว่ารัฐบาลจะใจแข็งพอ ไม่ยอมให้ใครมาขวาง

    นโยบายด้านสุดท้าย เป็นเรื่องใหม่สุดของรัฐบาลนี้ คือเรื่องการควบรวมกระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แต่การควบรวม 2 กระทรวงมันก็มีหลายประเด็นที่ต้องคิด เรื่องการควบรวม รัฐบาลเคยออกมาบอกว่ายังไม่ได้ทำการศึกษา และต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ 6 เดือน สำหรับตน ในเมื่อเรื่องนี้ก็ต้องทำการศึกษาอยู่แล้ว ตนอยากเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาชุดนี้ เพื่อที่เราจะได้ศึกษาเรื่องนี้กันแบบมีส่วนร่วม และเราอาจจะเจอทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการควบรวม 2 กระทรวงนี้ก็ได้

    นายณัฐพลกล่าวปิดท้ายว่า สุดท้ายนี้ ตนอยากย้ำเตือนรัฐบาลนี้ว่า ตอนนี้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ตามนโยบายที่แถลงมานั้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดแล้ว ซึ่งถ้าครั้งนี้ยังไม่สามารถทำการท่องเที่ยวให้ดีได้อีก นโยบายที่เขียนมาเยอะแบบพลัส ๆ มันก็จะมีผลลัพธ์แค่ไมนัสเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925832&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AXzHAod92LdEqxbeM1bIZ

  • สงกรานต์พัทยา 2569 จัดใหญ่ 17-19 เม.ย. วันไหล-คอนเสิร์ต กระตุ้นท่องเที่ยว

    สงกรานต์พัทยา 2569 จัดใหญ่ 17-19 เม.ย. วันไหล-คอนเสิร์ต กระตุ้นท่องเที่ยว

    เมืองพัทยาจัดงานสงกรานต์ 2569 วันที่ 17-19 เม.ย. ไฮไลต์วันไหลนาเกลือและวันไหลพัทยา พร้อมขบวนแห่ สรงน้ำพระ คอนเสิร์ตศิลปินดัง และกิจกรรมวัฒนธรรมไทย กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวช่วงเทศกาล

    วันที่ 9 เม.ย.69 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า การจัดงานสงกรานต์ ปี 2569 ยังคงรูปแบบกิจกรรมหลักไว้อย่างครบถ้วน โดยวันที่ 18 เมษายน เป็น “วันไหลนาเกลือ” จัดขึ้นที่ลานโพธิ์นาเกลือและสวนสาธารณะนาเกลือ ส่วนวันที่ 19 เมษายน เป็น “วันไหลพัทยา” จัดบริเวณวัดชัยมงคลพระอารามหลวง ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ ขบวนแห่ สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ และการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

    ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน บริเวณชายหาดพัทยา จะมีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคเอกชน จัดเวทีคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับประเทศ ควบคู่กิจกรรมบันเทิงและการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เช่น การละเล่นพื้นบ้าน และการก่อพระเจดีย์ทราย

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เมืองพัทยา เน้นการสนับสนุนด้านสถานที่ โดยไม่ใช้งบประมาณของเมืองพัทยา พร้อมคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่

    ทั้งนี้ ทางเมืองพัทยาขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นน้ำอย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามกฎระเบียบ หลีกเลี่ยงการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    นอกจากนี้ หลังเสร็จสิ้นวันไหล ยังมีกิจกรรม “กองข้าว” ในพื้นที่หนองใหญ่และนาเกลือ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-10vYjHwXer-SllOz91b1