Blog

  • IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แถลงระหว่างการประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ประจำฤดูใบไม้ผลิ 2569 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เรื่อง “การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับและบรรเทาผลกระทบ จากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญช็อกอุปทานจากสงคราม ทำให้พลังงานขาดแคลน ราคาพุ่ง และกดดันเงินเฟ้อกับการเติบโต พร้อมเตือนให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    “เศรษฐกิจโลกที่มีขีดความสามารถในการฟื้นตัวกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างแสนสาหัสไปทั่วทุกมุมโลก  ดิฉันใคร่ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามครั้งนี้ และสงครามทั้งปวงที่เกิดขึ้น

    ในการประชุม Spring Meetings ของเราในสัปดาห์หน้า เมื่อเราต้อนรับบรรดารัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก เราจะมุ่งแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับวิกฤตระลอกล่าสุดนี้เป็นหลัก และบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน

    การดำเนินการนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในธรรมชาติของปัจจัยของวิกฤตการณ์ ช่องทางที่ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ความรุนแรงของผลกระทบ ตลอดจนนโยบายที่จะสามารถบรรเทาผลกระทบนั้นได้

    แล้ววิกฤติการณ์ที่เข้ามากระทบเราคืออะไรกันแน่ คำตอบคือ “ภาวะวิกฤติอุปทาน” ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวันปรับลดลงราวร้อยละ 13 และปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับลดลงร้อยละ 20 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะนี้เราทุกคนต่างต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้องเผชิญกับภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักไปทั่วโลก ไม่สมมาตรโดยผลกระทบของวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความใกล้กับพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง สถานะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าพลังงานของแต่ละประเทศ และขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศนั้น ๆ

    ภาวะวิกฤติอุปทานเชิงลบผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นดังที่เคยเป็นมา ดัชนีราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นจาก 72 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โชคดีที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอยู่มาก โดยหลายประเทศจำต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่านั้นมาก

    ลองนึกถึงประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อุปทานที่ห่างไกลออกไปกันบ้าง ประเทศเหล่านี้กำลังข้องใจว่าจะยังคงมีน้ำมันเชื้อเพลิงส่งไปถึงพวกเขาได้หรือไม่ภายหลังภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรงเช่นนี้

    ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และจะยังคงส่งผลกระทบต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากความจำเป็นในการรักษากำลังการผลิตขั้นต่ำ โดยที่ขณะนี้สัญญาณเตือนภัยได้เริ่มกระพริบเป็นสีแดงแล้วในหลายพื้นที่

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    การขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักแก่ภาคการขนส่ง การค้า และการท่องเที่ยว ในโลกที่มีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกจากกันไม่ออก

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ความไม่มั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรอีก 45 ล้านคน เนื่องจากการหยุดชะงักของระบบการขนส่ง ส่งผลให้จำนวนของผู้ที่เผชิญภาวะอดอยากทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 360 ล้านคน และปัญหานี้อาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น  และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการพึ่งพาปัจจัยวัตถุดิบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม อาทิ กำมะถัน ก๊าซฮีเลียมสำหรับการผลิตชิปซิลิคอนและการถ่ายภาพด้วยเครื่อง MRI รวมถึงแนฟทาสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 

    ผลกระทบจากวิกฤติการณ์นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดได้บ้าง โดยหลักแล้วจะผ่านสามช่องทาง ดังนี้

    ช่องทางแรกคือ ผลกระทบด้านราคาและการขาดแคลนซัพพลาย ราคาสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น เมื่อประกอบกับภาวะขาดแคลนซัพพลายแล้วนั้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้อุปสงค์ปรับลดลงอย่างรุนแรง

    ช่องทางที่สอง ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ หลุดไปจากเป้าหมายสำคัญที่วางไว้ และจุดชนวนกระบวนการเกิดภาวะเงินเฟ้อที่สร้างความเสียหายได้ ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวของประมาณการอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นในสหรัฐอเมริกา โปรดสังเกตว่าเส้นกราฟได้เคลื่อนตัวไปทางขวา ซึ่งบ่งชี้ถึงความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และเส้นกราฟนี้แสดงให้เห็นกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) ซึ่งก็มีการเคลื่อนตัวไปทางขวาเช่นกัน อีกทั้งความกว้างที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ให้เห็นระดับความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น โชคดีที่ความคาดหวังในระยะยาวนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ช่องทางที่สาม ภาวะการเงินและไฟแนนซ์ จากก่อนนี้ที่เอื้ออำนวย ภาวะดังกล่าวได้ปรับตัวตึงตัวขึ้น ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้ปรับตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จนถึงวันนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการคลายตัวลงบ้าง

    เราเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทั้งในช่วงทศวรรษที่ 70 และในช่วงต้นทศวรรษนี้ เราทราบดีว่าท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ คลี่คลายลง และจะนำมาซึ่งจุดดุลยภาพใหม่ โดยที่อุปทานจะฟื้นตัวกลับมาและอุปสงค์จะปรับตัวตามสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิตจะเริ่มเดินกำลังการผลิตอีกครั้ง และจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น

    เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ โปรดพิจารณาว่าโลกของเราทยอยลดการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยรองรับและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงขึ้น แต่เชื้อเพลิงหลักอันดับหนึ่งของเราก็ยังคงเป็นน้ำมันอยู่เช่นเดิม 

    ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังร่วมกันรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ สิ่งสำคัญคือเราจะต้องสานต่อความพยายามร่วมกันในการแสวงหา ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการกระจายแหล่งพลังงาน แม้ว่าแต่ละประเทศอาจมีแนวทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่แตกต่างกันไป แต่ทุกประเทศล้วนจำเป็นต้องมุ่งมั่นดำเนินการพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้

    ขออนุญาตขยับไปสู่คำถามสำคัญข้อถัดไป นั่นคือ ผลกระทบต่อการเติบโตนั้นเป็นวงกว้างเพียงใด

    คำตอบสำหรับคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าการหยุดยิงจะยังคงดำเนินต่อไปและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่ รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่าสงครามได้สร้างความเสียหายไว้มากน้อยเพียงใด

    เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของเราที่จะเผยแพร่ใน “สัปดาห์หน้า” จะครอบคลุมสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฟื้นตัวสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสถานการณ์จำลองที่มีการฟื้นตัวในระยะเวลาปานกลาง และสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงขึ้นมากเป็นระยะเวลายาวนานกว่าเดิมมาก และเกิดผลกระทบระลอกสองตามมา

    สถานการณ์จำลองทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีสมมติฐานจากบริบทที่การลงทุนอย่างทุ่มเทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี รวมถึงภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ต่างมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกมีแรงส่งการเติบโตอย่างยิ่ง

    แท้จริงแล้ว หากไม่มีวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เราคงจะได้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อย

    ทว่าในปัจจุบัน แม้แต่สถานการณ์ที่เรามองว่าเอื้ออำนวยที่สุด ก็ยังมีความเสี่ยงที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลง ซึ่งมีสาเหตุจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การสูญเสียความเชื่อมั่น และผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ นั่นเอง

    นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในประเทศกาตาร์ เป็นตัวอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงร้อยละ 93 ของภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยราวร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตดังกล่าวมีการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง  นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้หยุดทำการผลิตมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม และได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม และอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้เต็มกำลังการผลิตเหมือนเดิม

    แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีที่สุด มันก็จะไม่สามารถหวนกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนเกิดวิกฤตการณ์ได้อีก

    โปรดสังเกตเพื่อเป็นข้อพึงระวังว่า ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ในทะเลแดงนั้น ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนักจากภาวะหยุดชะงักรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว โดยปริมาณการสัญจรยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับราวครึ่งหนึ่งของปริมาณการสัญจรในปี 2023 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังนั้น เราไม่อาจทราบได้อย่างแท้จริงว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรสำหรับการเดินทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  หรือในประเด็นเดียวกันนี้ สำหรับการฟื้นตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศในภูมิภาค

    แต่สิ่งที่เราทราบแน่ชัดก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าสันติภาพครั้งใหม่นี้ยั่งยืนก็ตาม

    ทั้งนี้ เราทราบดีเช่นกันว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม รวมถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการปิดช่องแคบ และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด

    ผลกระทบครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหนนั้นส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินมากน้อยเพียงใดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งรวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาที่การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักไปนานถึง 5 สัปดาห์

    ขออนุญาตนำเสนอแผนภูมิสำคัญสักสองสามภาพ เพื่ออธิบายประกอบประเด็นหลักที่แตกต่างทั้งสามประการ ดังนี้

    ประการแรก เรามาแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทางด้านซ้าย และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทางด้านขวา ดังที่เห็นได้จากจุดจำนวนมากที่กระจุกตัวอยู่ทางด้านซ้ายนั้น แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศเหล่านี้จัดเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

    ประการที่สอง เรามาพิจารณาประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบครั้งนี้กัน โปรดสังเกตว่าผลกระทบดังกล่าวได้ตกหนักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษแม้ว่าจุดสีแดงทางด้านซ้ายจะช่วยเตือนใจเราถึงผลกระทบของสงครามที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกน้ำมันด้วยเช่นกันก็ตาม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ประการที่สาม เรามาดูอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Ratings) ซึ่งเราจะใช้เป็นตัวแทนในการวัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน พื้นที่ด้านล่างซ้ายของแผนภาพคือกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่มีความเปราะบาง เรามาลองระบายสีกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราด้วยสีเหลือง และระบายกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กด้วยสีส้ม จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้ที่มีการระบายสีครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ “โซนแห่งความเปราะบาง” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นจุดที่เราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสัปดาห์หน้า

    เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นทั่วโลก แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่อยู่ห่างไกลจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบและได้รับประโยชน์จากอัตราการค้า ก็ยังรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

    คำถามถัดไปคือ ประเทศต่าง ๆ ควรทำอย่างไร

    ขออนุญาตเรียนเตือนล่วงหน้าว่า เนื่องจากสถานการณ์นี้ถือเป็นภาวะวิกฤตอุปทานเชิงลบเช่นเดียวกันที่เคยเกิดขึ้น การปรับตัวของอุปสงค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

    ผู้กำหนดนโยบายสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในหลากหลายรูปแบบ และแน่นอนว่า การดำเนินการจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเรียกร้องให้นานาประเทศพึงงดเว้นจากการดำเนินมาตรการแบบต่างคนต่างทำ อาทิ การควบคุมการส่งออก การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์โลกปั่นป่วนยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ อย่าได้กระทำการใดที่เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟเลย

    นอกจากนั้นแล้ว เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อน ๆ ความตื่นตัวและความคล่องตัวเป็นหัวใจสำคัญ ข้อท้าทายอยู่ที่การตรวจจับว่าสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปจะนำเราจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งเมื่อใด

    ในขณะนี้ การรอคอยและเฝ้าจับตาดูสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น โดยธนาคารกลางต่างเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ยังคงนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดในด้านอื่น ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะดำเนินการมากขึ้นหากความน่าเชื่อถือตกอยู่ในความเสี่ยง หน่วยงานด้านการคลังควรให้การสนับสนุนแบบเจาะจงและเป็นการชั่วคราวแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินการด้านการคลังระยะกลางของตน

    หากความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ธนาคารกลางควรเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การสนับสนุนทางการคลังควรเน้นเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและเป็นการชั่วคราว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้การเติบโตชะลอตัวลงไปอีก แต่ก็เป็นกลไกในการดำเนินการอยู่แล้ว

    สุดท้ายนี้ หากภาวะทางการเงินที่ตึงตัวอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติอุปสงค์เชิงลบเพิ่มเติมจากภาวะวิกฤติอุปทาน นโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่การรักษาสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่นโยบายการคลัง หากมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอและในกรณีที่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนไปใช้การสนับสนุนอุปสงค์ที่ทำการปรับให้เหมาะสมแล้ว

    มาลองดูคร่าว ๆ กันว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของเรา

    ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักหลายแห่งจะปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดยิ่งขึ้น  ในภาพนี้ เราจะเห็นเส้นทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักสี่เส้นทางที่สะท้อนจากกลไกตลาด โดยแต่ละเส้นทางแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวสูงขึ้น 

    ในด้านนโยบายพลังงาน เราพบว่าหลายประเทศได้เริ่มนำมาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉินมาบังคับใช้ ตั้งแต่การรณรงค์ทั่วไป ไปจนถึงการจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล และการทำงานจากบ้านหรือระยะไกล มาตรการเหล่านี้รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในระบบติดตามนโยบายพลังงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ซึ่งได้มีการสรุปข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่า การแบ่งปันข้อมูลในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเหตุผลที่เราได้ผนึกกำลังร่วมกับ IEA และธนาคารโลก ในการจัดตั้งกลุ่มประสานงานขึ้น โดยมี IMF รับบทบาทเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจมหภาค

    และสุดท้าย เมื่อย้อนกลับมาพิจารณานโยบายการคลัง เราพบว่าประเทศส่วนใหญ่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย การอุดหนุนจากรัฐในการตรึงราคาพลังงาน และมาตรการควบคุมราคา แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เลือกที่จะให้การสนับสนุนในวงกว้างก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้ เราสามารถดูบทสรุปของ IEA ได้ที่นี่ 

    เราจะชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่บั่นทอนสัญญาณราคาจะส่งผลให้การตอบสนองด้านอุปสงค์ที่จำเป็นถูกบั่นทอนลงตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ระดับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น เราจึงกำลังทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนทางการคลังและร่างข้อกำหนดการสิ้นสุดอายุสัญญาที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ในการนี้ เรากำลังเน้นย้ำด้วยว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะนี้ ทั่วโลกได้เห็นเส้นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการดำเนินงบประมาณขาดดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับนโยบายการเงิน และทำให้ความผันผวนดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เปรียบเสมือนการขับรถโดยใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบคันเร่งและอีกข้างหนึ่งเหยียบเบรค ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังที่เราจะเน้นย้ำในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับที่จะเผยแพร่ในเร็ว ๆ นี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ทางการคลัง โดยระดับหนี้สาธารณะโดยทั่วไปนั้นสูงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอยู่มาก รวมถึงกลุ่มประเทศ G20 ส่วนใหญ่  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในช่วงเวลาที่ภาวะต่าง ๆ ยังเอื้ออำนวย

    ด้วยเหตุนี้ ยอดชำระภาระดอกเบี้ยจึงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ในทุกระดับรายได้ นัยสำคัญนั้นชัดเจน กล่าวคือ ทุกประเทศต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีความรับผิดชอบ และส่วนใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ดิฉันใคร่ขอเน้นย้ำเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

    ขออนุญาตเปลี่ยนมากล่าวถึงนโยบายภาคการเงินและไฟแนนซ์ ดังที่รายงานเสถียรภาพทางการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ของเรา จะเน้นย้ำให้เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความตื่นตัว คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีความผันผวนได้อย่างทันท่วงที 

    เราเคยอยู่ในภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในด้านเทคโนโลยีและตัวกลางทางการเงินใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ธนาคาร แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต แต่ก็ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการพลิกผันขึ้น ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าความไม่มั่นคงด้านพลังงานอาจฉุดรั้งการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากได้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก

    นโยบายกำกับดูแลเสถียรภาพระดับจุลภาคและมหภาคที่รอบคอบจะต้องทำหน้าที่ลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินดังกล่าว และสร้างความมั่นใจว่าระบบจะมีระบบรองรับขีดความสามารถในการปรับตัว

    ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเน้นย้ำถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ นั่นคือ นโยบายที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีพลังบางอย่างที่ประเทศต่าง ๆ ไม่อาจควบคุมได้ แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและสถาบันทางเศรษฐกิจของตนเองได้

    ขอให้เราพึงตระหนักไว้ว่า ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐาน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของท่านยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ซึ่งวิกฤตการณ์เช่นนั้นย่อมจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

    และในขณะที่ท่านกำลังรับมือกับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ขออย่าได้ละเลยที่จะกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันรังสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายด้านโครงสร้างและกฎระเบียบของประเทศของท่านนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งศักยภาพในการเติบโตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพ

    ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ท่านสร้างสรรค์นโยบาย และสถาบันที่เข้มแข็งถือเป็นภารกิจหลักและหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา และในฐานะผู้ทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางเศรษฐกิจ เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่านเสมอเมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์

    กลับมาดูกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกที่มีความเปราะบางอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) และลองระบายสีฟ้าทับประเทศทั้งหมดที่กำลังดำเนินโครงการขอรับความช่วยเหลือภายใต้การสนับสนุนของ IMF เราสามารถขยายขนาดของโครงการเหล่านี้ได้เท่าที่จำเป็น และเราคาดว่าจะมีโปรแกรมให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโปรแกรม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง เราคาดการณ์ว่าความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินจาก IMF ในระยะใกล้นี้จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2 หมื่นล้าน หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถรักษาข้อตกลงในการหยุดยิงไว้ได้ จนถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีตรงกันข้าม

    มีประเด็นสำคัญสองประการที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ ประการแรก ช่วงตัวเลขดังกล่าวคงจะเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก หากปราศจากการกำหนดนโยบายที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง รวมถึงประเทศขนาดใหญ่บางประเทศ ในตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และประการที่สอง เรามีทรัพยากรอย่างเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้

    ถูกต้องค่ะ สมาชิกทั้ง 191 ประเทศของเราสามารถวางใจได้ว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหากประเทศเหล่านั้นมีความจำเป็น และยังสามารถวางใจได้ว่า เราจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันค้นหาหนทางก้าวต่อไปท่ามกลางม่านหมอกแห่งความไม่แน่นอน และนี่คือหัวใจสำคัญของการประชุมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

    ขอขอบคุณ และขอให้เรามาร่วมกันภาวนา เพื่อให้เกิดสันติภาพยั่งยืนสืบไปในตะวันออกกลางและทั่วสากลโลก เพราะสงครามพรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพียรสร้างมาไปจนหมดสิ้น”

    ที่มา: IMF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UzZ2y-pVrDfhTP6ZPrJ_V

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

    วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

    ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

    ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2925886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R3RF73F4zbUCgHuKREU8A

  • เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ล่าสุด เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ช่วงต้นปี 2569 เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเคยคาดหวังความคึกคักที่ 5% ในปี 2568 กลับต้องเผชิญกับสภาวะชะลอตัวเหลือเพียง 4.2% ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจาก “มรสุมสมบูรณ์แบบ” ที่พัดถล่มจากหลายทิศทาง

    หัวใจสำคัญของปัญหาที่ธนาคารโลกเน้นย้ำคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่ชัดเจนสุดคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนภาษีทางอ้อมที่ซ้ำเติมทั้งภาคการผลิต และผู้บริโภคหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาพลังงานดีดตัวขึ้นถึง 50% รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน ในภูมิภาคอาจหายไปทันที 3-4% ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

    ซ้ำร้ายกว่านั้น “มาตรการกีดกันทางการค้า” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ยังกลายเป็นกำแพงขวางกั้น การส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเอเชีย ความผันผวนของนโยบายโลก ทำให้เหล่านักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ และเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไปก่อน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

    “จีน” ในฐานะพี่ใหญ่ของภูมิภาค กำลังเผชิญมรสุมภายในที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน การเติบโตที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 4.2% ในปี 2026 สะท้อนถึงบาดแผลลึกภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังรักษาไม่หายและอุปสงค์ ภายในประเทศที่ยังซบเซา 

    เมื่อจีนซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” และ “ตลาดขนาดใหญ่” เริ่มขยับตัวช้าลง ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไปยังจีน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามหลัก “โดมิโนทางเศรษฐกิจ”

    ท่ามกลางข่าวร้าย..รายงานยังชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งที่น่าจับตามอง นั่นคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และเวียดนาม..!!

    ประเทศเหล่านี้เริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ระยะยาว

    อย่างไรก็ตามความกังวลที่ “ช่องว่างทางทักษะ” เนื่องจากปัจจุบันบริษัทที่นำ AI มาใช้ในไทยและจีน ยังมีสัดส่วน ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

    “ธนาคารโลก” มีการเสนอแนะแนวทางชัดเจนคือการใช้ “มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจง” เพื่อพยุงกลุ่มเปราะบางและ SMEs โดยไม่ให้กระทบต่อวินัยทางการคลังมากเกินไป

    ขณะเดียวกันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่เคยหยุดชะงักไปจะต้องถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ทั้งการปรับปรุงระบบการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยและการเปิดเสรีภาคบริการ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ที่มีคุณภาพจากต่างชาติ

    บทสรุปของสถานการณ์ปี 2026 นี้ คือการเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ความยืดหยุ่นในอดีตไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคตประเทศที่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล และบริหารจัดการความเสี่ยงจากความขัดแย้งระดับโลกได้ดีที่สุดเท่านั้น ที่จะสามารถผ่านพ้นมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งในปี 2027 ตามที่คาดการณ์ไว้..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/824888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o7C72qlRO8A1l8_kja4H8

  • วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30T38bPuTsnSuS238Pzm_S

  • ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอลที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบว่าสินทรัพย์ที่ตลาดเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe haven) โดยเฉพาะทองคำ มีราคาปรับตัวลดลงอย่างมากหลังจากที่เกิดสงครามขึ้น โดยราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงเดือนมี.ค. ปรับลดจากระดับก่อนสงครามที่ 5,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ลงมามากกว่า 10% เหลืออยู่ที่ระดับราว 4,700 เหรียญฯ ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับลดลงอย่างมีนัยฯ เช่นกัน จากระดับ 80,000 บาทในช่วงต้นเดือน ลงมามากกว่า 10% ซื้อขายอยู่ที่ระดับราว 71,000 บาท

    ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่คุณ Donald Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. 2025 ซึ่งในเวลานั้นราคาทองคำโลกและราคาทองคำไทยยังซื้อขายอยู่ที่ระดับเพียง 2,600 เหรียญฯ ต่อออนซ์ และ 40,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาทองคำได้ปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของความต้องการในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ นำโดยความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หลังจากมีการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Reciprocal tariff) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความกังวลดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยภาพเศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าได้ต่อจากการปรับตัวในด้านต่างๆ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งยังคงอยู่ในเงื่อนไขของการผ่อนคลาย กล่าวคือ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการคลังยังมีพื้นที่ในการก่อหนี้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรวมถึงธนาคารกลางหลายแห่งกระจายความเสี่ยงออกจากการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทองคำเป็นตัวเลือกหลักในการถือครองแทนที่ดอลลาร์ฯ

    อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้อาจแตกต่างออกไปจากช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยงขาลงเพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุของการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันหลังจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานให้เกิดการชะงักงัน และอาจส่งผลต่อเนื่องต่อดุลการค้าและทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศ นอกจากนี้ ด้วยความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อในอนาคตทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องทบทวนการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

    ด้วยเงื่อนไขโดยภาพรวมดังกล่าว ทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจคาดว่าจะลดลงในระยะข้างหน้า ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดสภาพคล่อง และไม่มีดอกเบี้ยรับหรือเงินปันผล จึงถูกขายออกมาเพื่อสร้างสภาพคล่องขึ้นมา เนื่องจากสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็นภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

    โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำสามารถปรับตัวลดลงได้จากปัจจัยด้านสงครามที่มีโอกาสนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับระยะเวลาของสงครามในอดีตกับระยะเวลาของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยเฉพาะหากนักลงทุนมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวมากเพียงพอ เพราะในที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวจะมีทางออกเกิดขึ้นเหมือนเช่นในอดีต โดยทองคำยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หลังจากสงครามครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260410-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw297QNxaCOQchzXVv4aHHzY

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมการคุ้มครอง “ผ้าไทย” ในมิติทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปลุกกระแสความภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่วัฒนธรรมไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นโอกาสในการนำเสนอเอกลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการและการรณรงค์ต่างๆ อาทิ โครงการ “ผ้าไทย ใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา การรณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” และเทรนด์การแต่งกายร่วมสมัย “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นต้น สะท้อนความตื่นตัวของผู้คนในสังคมที่หันมาให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การสวมใส่ผ้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพิธีการหรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย กลายเป็นไอเท็มที่มีความสนุก สดใส และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น กระแสดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ผลักดันให้ช่างฝีมือ นักออกแบบ และผู้ผลิตผ้าไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์​

    กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งส่งเสริมให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นมากกว่ากระแสในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยผ้าไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา รากเหง้า วิถีชีวิต และความหลากหลายของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและนักออกแบบไทย และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมายและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว โดยจะช่วยปกป้อง “องค์ความรู้และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม” ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน GI ผ้าไทยแล้ว 19 รายการ อาทิ ผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยห้อม (แม่ฮ่องสอน) ผ้าไหมยกดอกลำพูน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมปักธงชัย (นครราชสีมา) ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ผ้าหมักโคลน หนองสูง (มุกดาหาร) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) เป็นต้น รวมทั้งปกป้อง “ผลงานสร้างสรรค์ใหม่” ผ่านการคุ้มครองลิขสิทธิ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ​นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ชุมชนผู้ผลิต อาทิ การสร้างแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เป็นต้น การต่อยอดงานออกแบบร่วมสมัยที่ยังคงอัตลักษณ์ไทยและสามารถพัฒนาเป็นสินค้าในตลาดได้จริง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขยายโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าและวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

    ​โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการหารือร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ถึงแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยและชุดไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการออกแบบลวดลาย การพัฒนาเทคนิคการทอ และข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการอ้างอิง และสนับสนุนผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการผลักดันชุดไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อ UNESCO โดยมุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าเชิงองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และวิถีการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยไว้อย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1011420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfxuTm2CczygUWKoKUkRH

  • TOP เปิดแผนปี 69 ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลกเร่งผลิตดีเซลเพิ่ม-จ่อเป้า Net Zero เร็วกว่ากำหนด : อินโฟเควสท์

    TOP เปิดแผนปี 69 ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลกเร่งผลิตดีเซลเพิ่ม-จ่อเป้า Net Zero เร็วกว่ากำหนด : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไทยออยล์ [TOP] ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 8 เม.ย.รายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 ได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีแผนปฏิบัติการเชิงรุกและการบริหารจัดการความเสี่ยงรองรับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯ อยู่ในระดับดี โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

    1. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจปัจจุบัน ผ่านการดำเนินงานปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และหน่วยสนับสนุนที่เกี่ยวข้องสำเร็จตามแผนงานที่กำหนด

    2. ดำเนินโครงการสำคัญตามแผนกลยุทธ์ โดยเดินหน้าก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมารายใหม่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

    3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน ดังนี้

    • การดำเนินโครงการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
    • การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ในการขยายวงเงินเครดิตที่ใช้ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ
    • การลดระดับหนี้สินและจัดการโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม ประกอบด้วย การไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงินก่อนกำหนด และการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    4. การบริหารจัดการด้านความยั่งยืน ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยแสวงหาการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568 พร้อมทั้ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยผสมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน

    สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิรวม 3,171 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รับปัจจัยบวกจากรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 4,042 ล้านบาท และกำไรจากการต่อรองราคาเข้าซื้อธุรกิจของบริษัทร่วมในประเทศสิงคโปร์ 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,584 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.69 บริษัทได้ดำเนินการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยใช้อัตราการกลั่นสูงสุด (Refinery Utilization Rate) ที่ระดับ 113% พร้อมเร่งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาและอเมริกา เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง แม้ว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย จะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 18.7 ล้านลิตรต่อวันเป็น 19.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้บริการคลังน้ำมันที่โรงกลั่นตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17aLVfMX2NWSq3U9x03Y4C

  • “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 10/04/2026 ช่วงที่1

    “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 10/04/2026 ช่วงที่1

    เผยแพร่:

    “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ ปฏิรูปกฎหมาย-ระบบราชการ วาง 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/P9KEEJ2m3bE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ehtd6AftXtmVejdK6VsdD

  • ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจฯ ม.หอการค้าไทย ระบุดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ต่ำสุดรอบ 6 ด. เหตุปชช. กังวลสงคราม-น้ำมันแพง

    ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจฯ ม.หอการค้าไทย ระบุดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ต่ำสุดรอบ 6 ด. เหตุปชช. กังวลสงคราม-น้ำมันแพง

    วันที่ 9 เมษายน 2569 ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สรุปผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนมีนาคม 2569 จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5, 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมกราคม ที่อยู่ในระดับ 47.3, 51.5 และ 62.4 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 37.4 เป็น 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 61.7 มาอยู่ที่ระดับ 59.7 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n0KfUI2Z4W-PxkX7jpiwv

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    9 เมษายน 2569 – เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน พร้อมข้อความว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/royal-court/977511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UhasxG2Vivfr15XPBkjWl