Blog

  • คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    น้ำมันแพงติดลมบน ซ้ำเติมต้นทุนชีวิตคนไทยพุ่งเฉลี่ยกว่า 3,300 บาทต่อเดือน กำลังซื้อหด เงินเฟ้อจ่อแตะ 5-6% นักวิชาการชี้ “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” รับผลกระทบหนักสุด ก่อสร้างแบกอ่วมต้นทุน จี้รัฐขยายอายุสัญญา-คืนค่า K เที่ยวในประเทศหงอย ธุรกิจร้านอาหารลดโอที คนตกงานเพิ่ม ชี้แรงกว่าโควิด

    แรงกระแทกราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 กำลังส่งผ่านผลกระทบไปยังทุกมิติของเศรษฐกิจไทย ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาดีเซลขยับจาก 29.94 บาทต่อลิตร ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สู่ระดับกว่า 50 บาทต่อลิตรก่อนหน้านี้(ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 44 บาท) กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่ม “แผ่ว” ลงอย่างชัดเจน

    รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับขึ้นของราคาดีเซลกว่า 68% ในช่วงเวลาอันสั้นก่อนหน้านี้(จากระดับ 29.94 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 50 บาทต่อลิตร) ได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และกำลังผลักต้นทุนชีวิตของคนไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า

    • แบกเพิ่มค่าครองชีพ 3,300 บาท/เดือน

    จากการประเมินผลกระทบ พบว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก 1% จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเฉลี่ย 0.2% เมื่อราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 68% จึงทำให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นราว 14% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,317 บาทต่อเดือน ภายใต้รายได้เฉลี่ย 29,030 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้เงินคงเหลือก่อนหักหนี้ลดลงจาก 5,335 บาท เหลือเพียง 1,118 บาท หรือลดลงกว่า 4,200 บาท สะท้อนกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับเดิม

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนไทยจำนวนมากต้องเผชิญภาวะ “รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายพุ่ง” ส่งผลให้ไม่สามารถลดภาระหนี้ และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะหนี้เรื้อรังมากขึ้น

    • “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” เจ็บหนักสุด

    ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกกลุ่มอาชีพ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ เกษตรกร แรงงานนอกระบบ และภาคขนส่ง ซึ่งในภาคเกษตร โดยเฉพาะชาวนา ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากทั้งราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อไร่เพิ่มขึ้น 562.7 บาท จาก 4,833 บาท เป็น 5,395.7 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11% หากคิดการทำนา 18 ไร่ต่อรอบ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,128 บาท

    ขณะเดียวกัน ชาวนายังต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอีกเดือนละกว่า 3,317 บาท ทำให้ตกอยู่ในภาวะ “ต้นทุนสูง-รายได้ลด” หรือที่เรียกว่า “สภาพแซนวิช” เสี่ยงขาดทุนทั้งระบบ

    ด้านแรงงานนอกระบบ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และไรเดอร์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 118 บาทหรือสัปดาห์ละ 829 บาท หรือเดือนละ 3,317 บาท ส่งผลโดยตรงต่อรายได้สุทธิที่ลดลง

    อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว และประชาชนทั่วไปที่พึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ โดยข้อมูลพบว่า รถยนต์ดีเซลมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยราว 90 ลิตรต่อเดือน ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากประมาณ 2,694 บาท เป็น 4,548 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,854 บาทต่อเดือน สะท้อนภาระต้นทุนการเดินทางที่พุ่งขึ้นทันทีตามราคาน้ำมัน

    ขณะที่ผู้ใช้รถโดยสาร เรือด่วน และเรือคลองแสนแสบ แม้ค่าโดยสารจะถูกควบคุม แต่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นราว 10% ส่งผลให้ค่าเดินทางเพิ่มจาก 1,100 บาท เป็น 1,210 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 110 บาท ซึ่งแม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกับค่าครองชีพด้านอื่นที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่นลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ส่วนผู้ประกอบการค้าปลีกและพ่อค้าแม่ค้า ต้องเผชิญต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ทำให้รายได้หดตัว กลายเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน

    • เงินเฟ้อจ่อ 5-6% สินค้า-ขนส่งขึ้นแรง

    แรงกดดันจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหมวดอาหารที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 12-18% และหมวดขนส่งที่เพิ่มขึ้น 15-25% ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างและบริการได้รับผลกระทบในระดับรองลงมา โดยเพิ่มขึ้น 3-12% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ที่ 4.9-5.8% แรงเงินเฟ้อดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะถัดไป

    • ชาวนากระอักหยุดทำนาชั่วคราว

    สอดคล้องกับ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่เผยว่า จากราคาน้ำมันดีเซลก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับเกือบ 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนของชาวนา ทั้งค่ารถไถนา ค่าสูบน้ำ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเกี่ยวข้าว ค่าขนส่ง และค่าอื่น ๆ พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาเดิมเคยเฉลี่ยที่ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ เวลานี้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 7,000 บาทต้น ๆ ต่อไร่ ยอมรับว่าตอนนี้ชาวนาเริ่มไปไม่ไหว

    “เวลานี้ชาวนาในหลายพื้นที่ได้หยุดทำนา เพราะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมากไม่ไหว ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ได้ผลผลิตไม่ถึง 1 ตันต่อไร่ ขายได้แค่ 5,000-6,000 บาทต่อตัน ทั้งนี้ผมขอรัฐบาลเร่งด่วนใน 5 เรื่องคือ 1. ราคาน้ำมัน 2. ราคาปุ๋ยและยาที่ต้องลดลง 3. มีแหล่งน้ำเพียงพอ 4. มีเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร และ 5. ราคาข้าวชาวน่าต้องอยู่ได้ และมีกำไรบ้าง” นายปราโมทย์ กล่าว

    • คนไทยจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มวันละ 1.4 พันล้าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งจากระดับประมาณ 30บาทต่อลิตรก่อนช่วงเกิดสงคราม เพิ่มเป็น 50 บาทต่อลิตร (+68%) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มทันที

    ผู้ประกอบการระบุ ค่าขนส่งเพิ่ม 20-40% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น หมู ไข่ น้ำมันปาล์ม และเครื่องปรุง ปรับขึ้นเฉลี่ย 10-30% ขณะที่ร้านอาหารรายย่อย เช่นร้านขายข้าวแกง และร้านอาหารตามสั่งจำเป็นต้องขึ้นราคา 5-10 บาทต่อจาน หรือปรับลดปริมาณเพื่อประคองยอดขาย ด้านผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เผชิญแรงกดดันหนัก เหตุค่าอาหารกินสัดส่วนรายได้สูง ทำให้เริ่มลดการบริโภค และหันไปเลือกสินค้าราคาถูกลง ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมอ่อนตัว

    ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพียง 1 เดือน ทำให้ประชาชนแบกรับภาระเพิ่มค่าน้ำมันราว 1,400 ล้านบาทต่อวัน หรือ 42,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ในทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นต่อลิตร จะดันเงินเฟ้อสูงขึ้นราว 0.3%

    • คนรากหญ้าอ่วมควักจ่ายเพิ่ม

    แหล่งข่าวร้านโชห่วยรายหนึ่ง ย่านบางกะปิ เผยว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นในครั้งนี้กระทบมาก เพราะมีการปรับราคาในหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม เบียร์ ของใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งร้านค้าเองก็ได้รับผลกระทบ ประชาชนเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะสินค้าบางประเภทขาดแคลน ไม่มีจำหน่าย หรือมีจำหน่ายก็ราคาสูงขึ้น เช่น ถุงพลาสติก น้ำดื่ม น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันปาล์ม

    สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ได้ของเท่าเดิม ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ที่น้ำมันราคาแพง ของขาดตลาด เนื้อหมู เนื้อไก่ราคาสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมทำให้ร้านค้าต่างๆ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องปรับราคาสินค้าขึ้นไปอีก กระทบกับประชาชนเพิ่มขึ้นอีก

    ด้านร้านอาหารตามสั่ง “เจ๊เกศ” กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนขึ้นจำนวนมาก จากเดิมที่ซื้อของเข้าร้านทุกวันเฉลี่ย 5,000-6,000 บาท วันนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 7,000-8,000 บาท ขณะที่รายได้ที่เข้ามายังเฉลี่ย 10,000-11,000 บาทเท่าเดิม หากหักค่าแรงแม่ค้าไปก็แทบไม่เหลือกำไรแล้ว ทำให้ร้านค้าเองก็อยู่ไม่ได้ หากไม่ปรับราคาขึ้น ซึ่งวันนี้ร้านเองยอมรับว่า ต้องปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อเมนู เช่น ข้าวผัดกระเพราไก่ จาก 45 บาท/กล่อง เป็น 50 บาท/กล่อง หากสั่งไข่ดาวเพิ่มก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท เป็นต้น

    • รับเหมาปาดเหงื่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับยกแผง

    ด้านภาคก่อสร้างได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีผลต่อต้นทุนค่าก่อสร้างพุ่งสูงจากราคาน้ำมัน โดยนางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่าผลพวงสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งสภาพคล่องที่มีจำกัด สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับราคาต่อเนื่องตามต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายขอคำปรึกษาว่าจะรับงานต่อไปดีหรือไม่

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ยางมะตอยและ Asphalt Concrete ปรับขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า, เหล็กเส้น ปรับเพิ่มประมาณ 4–4.5 บาท/กิโลกรัม(กก.) จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ราคา 19-20 บาท/กก. ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 บาท/กก. (ยังไม่รวมค่าขนส่ง) โดยราคาเปลี่ยนแปลงแทบรายวัน บางช่วงโรงงานงดเสนอราคา, ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ (Ready-mix) ปรับขึ้น 300-450 บาท/ลบ.ม. จากเฉลี่ย 2,300 บาท เป็นประมาณ 2,700 บาท/ลูกบาศก์เมตร ส่วนสีทาอาคาร (สีน้ำ) ปรับขึ้นราว 30%, สีน้ำมัน ปรับขึ้นราว 40% และ วัสดุก่อสร้างอื่นๆ ปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 15%

    • ต้นทุนขนส่งพุ่ง กระทบซัพพลายเชน

    ขณะที่ค่าขนส่งรถเทรลเลอร์ 30 ตัน ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 78,000 บาท/เที่ยว เส้นทางเกาะสมุยแตะ 90,000 บาท/เที่ยว หรือปรับเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท/เที่ยว ขณะเดียวกันผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ประสบปัญหาขาดแคลนทั้งวัตถุดิบและรถขนส่ง ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด

    จากการสำรวจประกาศของ ผู้ผลิตรายใหญ่และสมาคมวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกหนังสือแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ โดยอ้างเหตุผลที่ตรงกันคือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอยู่ระหว่างการขอความช่วยเหลือรัฐบาลทั้งในเรื่องการขยายอายุสัญญา และการคืนค่า K

    • มู้ดท่องเที่ยวหงอยทัวร์ปรับราคา

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ย ว(แอตต้า) กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากสภาวะทางเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ไม่นิ่งและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนในทุกส่วน ทั้งค่าภาษีน้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในโรงแรมและร้านอาหารปรับตัวสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาแพ็กเกจทัวร์อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lLOn0iutZxgQ1ZH8YzwaF

  • ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 

    ทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาในปี ค.ศ. 2026 

    เวเนซุเอลาเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ จากการบริหารภายใต้รัฐบาลที่นำโดยนิโคลัส มาดูโร ในช่วงปีค.ศ. 2014-2020 จีดีพีลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 75 นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2022 เป็นต้นมา สกุลเงินโบลิวาร์สูญเสียมูลค่าไปมากกว่าร้อยละ 9,000 ประเทศติดอยู่ในวงจรภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมาอย่างยาวนาน นโยบายการยึดกิจการของเอกชนให้เป็นของรัฐบาล รวมทั้งการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ความเหลื่อมล้ำและการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากร ส่งผลให้เวเนซุเอลาจมอยู่กับภาระหนี้สินมหาศาล ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจทิศทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ในปีค.ศ. 2026 ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3, 4]

    ในปีค.ศ. 2026 นี้ การคว่ำบาตรจากต่างชาติที่เคยเป็นมาอย่างยาวนานเริ่มได้รับการผ่อนปรนลงบ้าง แม้จะเป็นการผ่อนปรนอย่างมีเงื่อนไข หลังจากที่นิโคลัส มาดูโร ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และถูกควบคุมตัวโดยสหรัฐอเมริกา กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาได้ผ่อนปรนการคว่ำบาตรภาคพลังงาน โดยอนุญาตให้บริษัทพลังงานข้ามชาติดำเนินกิจการด้านน้ำมันและก๊าซในเวเนซุเอลาต่อไป และอนุญาตให้บริษัทต่างชาติทำสัญญาการลงทุนในโครงการน้ำมันและก๊าซกับบริษัทของเวเนซุเอลาได้ 

    การผ่อนปรนดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกและการค้าขายน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องถูกหักส่วนลด และส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลากลับไม่มีอิสระในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของตนเอง เพราะรายได้จากการขายน้ำมันถูกกำหนดให้ต้องฝากไว้ในบัญชีของกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา และถูกจำกัดให้ใช้ได้เพียงการซื้อสินค้าของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวเนซุเอลายังต้องคอยแก้ไขปัญหาจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระงับสิทธิถอนเงินพิเศษ (SDRs) ของเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 

    จากปัญหาต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน หากเราพิจารณาถึงทิศทางความเป็นไปในปีค.ศ. 2026 จะเห็นได้ว่าเวเนซุเอลากำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ แม้จะฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีความเปราะบาง เป็นที่คาดการณ์ว่าจีดีพีของเวเนซุเอลาอาจมีการเติบโตประมาณร้อยละ 12-12.1 เป็นสัญญาณดีของการฟื้นตัว หลังจากเศรษฐกิจหดตัวมานานหลายปี โดยเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ได้รับโอกาสมากยิ่งขึ้น การผ่อนปรนการคว่ำบาตรมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มสนใจลงทุน 

    เวเนซุเอลามีทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หากเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า แต่ทั้งนี้ เวเนซุเอลายังต้องจัดการกับปัญหาการเมืองซึ่งขาดเสถียรภาพ ทำให้ต่างชาติเห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย และยังต้องคอยแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ ค่าเงินที่สูญเสียมูลค่า และการถูกควบคุมด้วยนโยบายของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา และแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจในวันข้างหน้า ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไป 

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Al Jazeera. (February 20, 2026). IMF warns Venezuela’s economy and humanitarian situation is ‘quite fragile’. https://www.aljazeera.com/news/2026/2/20/imf-warns-venezuelas-economy-and-humanitarian-situation-is-quite-fragile

    [2] Americas Quarterly. (April 6, 2026). Venezuela’s economy is accelerating, but will depend on more than oil. https://www.americasquarterly.org/article/venezuelas-economy-is-accelerating-but-will-depend-on-more-than-oil/

    [3] Moleiro, A. (March 27, 2026). Venezuela’s economy trapped between paralysis and inflation. https://english.elpais.com/economy-and-business/2026-03-27/venezuelas-economy-trapped-between-paralysis-and-inflation.html

    [4] Uchoa, P. (January 29, 2026). Latin America at Davos 2026: From building trust, to Venezuela and trade insights. https://www.weforum.org/stories/2026/01/latin-america-davos-2026-trade-venezuela-trust/

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/uncategorized/venezuela-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zTItn_TaiWju3QfLaCwqt

  • ขุนคลังสหรัฐฯ เมิน IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจ ยันสหรัฐฯ โตต่อได้ 3-3.5% แม้สงครามอิหร่านพ่นพิษ : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ เมิน IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจ ยันสหรัฐฯ โตต่อได้ 3-3.5% แม้สงครามอิหร่านพ่นพิษ : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และมีลุ้นโตได้ถึง 3% หรือ 3.5% ในปีนี้ แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านก็ตาม

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.1% ในปี 2569 จากเดิมคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 3.3% โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งยังคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570

    เบสเซนต์มองว่า การที่ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกนั้นเป็นการตื่นตูมเกินไป

    นอกจากนี้ ขุนคลังสหรัฐฯ ยังให้ความเห็นเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยระบุว่าอาจมีการนำกลับมาใช้ในระดับเดิมภายในเดือนก.ค.นี้ หลังจากศาลฎีกาตัดสินเมื่อเดือนก.พ.ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกโดยอ้างกฎหมายฉุกเฉิน

    เบสเซนต์กล่าวว่า “ภาษีนำเข้าอาจกลับมาอยู่ที่ระดับเดิมได้ในช่วงต้นเดือนก.ค.” เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผลักดันตัวเลือกต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการใช้อำนาจตรวจสอบตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zHYtynlkJWLlUsu1CTbb0

  • ยกเลิก‘เอ็มโอยู 44’โหมไฟรักชาติ ถ่วงดุล วิกฤติพลังงาน รัฐบาลติดลบ

    ยกเลิก‘เอ็มโอยู 44’โหมไฟรักชาติ ถ่วงดุล วิกฤติพลังงาน รัฐบาลติดลบ

    ควันหลงการแถลงนโยบายของ“นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”ในภาพรวม สะท้อนให้เห็นว่าตัวแปรที่สอดแทรกเข้ามา คือ สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ต้องจัดลำดับงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่

    โดยให้ความสำคัญสูงสุดไปที่วิกฤติพลังงาน ที่กระทบเป็นลูกโซ่ ถึงค่าครองชีพประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม อันเป็นปัจจัยส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนโดยตรง รัฐบาลใหม่ของไทย จึงต้องเดินหน้ากอบกู้ความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับมาเร็วที่สุด

    ทำให้นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคง ถูกลดระดับความสำคัญลงไป เป็นเพียงสถานการณ์ภาพรวมทั่วไปเท่านั้น ซึ่งอาจมองได้ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา และฝ่ายไทยคุมพื้นที่ชิงความได้เปรียบทั้งหมด ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นที่กัมพูชาวางกำลังอยู่ในพื้นที่ของไทย

    ทว่า เนื้อหานโยบายความมั่นคง ยังมีไฮไลต์ที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง คือเรื่อง ยกเลิก MOU 44 ตัวชูโรง เรื่องกระแสรักชาติ ซึ่งถูกมองว่า หากเดินหน้าฝ่ายไทยเสี่ยงจะเสียดินแดนอนาคต

    แม้การยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไทยจะสามารถทำได้ฝ่ายเดียว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมติ ครม.หรือกระบวนการทางรัฐสภา แต่จำเป็นต้องเจรจาต่อรอง ให้กัมพูชายอมรับ และหากลไกอื่นมาทดแทน เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลระหว่างประเทศได้อีกเช่นกัน

    ส่วนเอ็มโอยู 43 ไม่ได้ระบุว่า จะยกเลิก เพราะมีความคืบหน้าเรื่องการจัดทำเขตแดน เป็นเครื่องมือที่ยังมีประโยชน์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ต่างจากเอ็มโอยู 44 ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน

    “เราจะดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนเอ็มโอยู 43 ควรดำเนินการให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเราเปิดกว้างอยู่แล้ว ประเด็นของผม และกระทรวงต่างประเทศ ไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ควรมีฉันทามติร่วมกัน และเปิดกว้าง” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ระบุ

    สำหรับการสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กองทัพ “รัฐบาลอนุทิน” ได้เน้นย้ำเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

    ปัจจุบัน“กองทัพ”มีหน่วยงานที่มีภารกิจในเรื่องการวิจัย และพัฒนายุทโธปกรณ์ 2 ประเภทหลัก คือ รูปแบบขององค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และบริษัทอู่ กรุงเทพจำกัด และหน่วยงานราชการ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร

    ที่ผ่านมามียุทโธปกรณ์ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 9 ชนิด ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี ส่งมอบให้แก่กองทัพบก เรืออเนกประสงค์เพื่อความมั่นคงทางทะเล ส่งมอบให้แก่กองทัพเรือ หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดส่งมอบให้แก่กองกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และอากาศยานไร้คนขับ

    ขณะที่การจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศ และภายนอกประเทศ จะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเศรษฐกิจ

    โดยทั้งหมดนี้ แต่ละเหล่าทัพก็มีแผนพัฒนาวางไว้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณปกติ และงบกลางเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ในกรณีที่อาจเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชารอบ 3 ในอนาคต

    สะท้อนผ่านการชี้แจงของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า ความมั่นคงของชาติ ต้องตั้งอยู่บนความพร้อมรบ โดยกระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ในมิติของเทคโนโลยี และหลายมิติเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ

     การจัดหายุทธโธปกรณ์ จัดดำเนินการภายใต้ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในลักษณะการพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว เพราะความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ใช่การมีอาวุธแต่ต้องมีความสามารถ และควบคุมศักยภาพเสริมสร้างกำลังรบตามนโยบายของรัฐบาล

    ทั้งนี้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีคือความได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้ เพื่อที่จะไม่ต้องได้รับผลกระทบ ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ คือการลงทุนเพื่ออธิปไตย และการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญของรัฐบาลอีกด้าน คือ โครงการทหารอาสา 1 แสนนาย ระยะเวลา 4 ปี เพื่อลดการเกณฑ์ทหาร ซึ่งกระทรวงกลาโหม อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทหารและพลเรือน เข้ามาดำเนินการ

    พล.ท.อดุลย์ ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนากำลังพลสำรอง คือทหารอาสา เพราะมองว่ากองทัพไทยไม่ใช่เพียงแค่กำลังรบ แต่เป็นสถาบันที่สร้างคน รัฐบาลใช้ระบบพัฒนาของทหารอาสาเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี จากระบบที่เคยมองว่าเป็นหน้าที่ และการเสียโอกาส จะยกระดับให้เป็นทหารที่ได้รับโอกาสการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพและสร้างอนาคต

    “ทุกนโยบายด้านความมั่นคงจะยึดอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือทุกภาคส่วน และกองทัพมีความพร้อมทุกมิติ ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหม จะทำหน้าที่เต็มกำลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน ด้วยหลักการที่ว่าเราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ” รมว.กลาโหม กล่าว

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลจะลดระดับนโยบายความมั่นคงเหลือเพียงภาพรวมกว้างๆ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการยกเลิกเอ็มโอยู 44  โครงการทหารอาสา ลดการเกณฑ์ทหาร

    ในยามที่“รัฐบาลอนุทิน”เผชิญปัญหาวิกฤติพลังงาน สั่นคลอนศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน ก็ยังมีนโยบายที่เป็นเชื้อไฟ โหมกระแสรักชาติไว้คอยถ่วงดุล จนกว่าจะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและความนิยมกลับคืนมาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p9bOtcENGYadVIJflPDPZ

  • ‘สื่อท่องเที่ยวระดับโลก’ ชู ‘สงกรานต์’ ดันไทยขึ้นอันดับ 1 จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย. | เดลินิวส์

    ‘สื่อท่องเที่ยวระดับโลก’ ชู ‘สงกรานต์’ ดันไทยขึ้นอันดับ 1 จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย. | เดลินิวส์

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือน เม.ย. 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสงกรานต์ไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความสุข ความอบอุ่น และมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วโลก โดยสงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่คือพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ของครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าสามารถยิ้มให้กัน แบ่งปันความสุข และสร้างความทรงจำร่วมกันได้อย่างงดงาม นี่คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง

    รมว.วธ. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท โดยความสำเร็จของสงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากคนไทยทั้งประเทศ ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพและเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และแม้ช่วงวันหยุดหลักของเทศกาลสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่เทศกาลสงกรานต์ยังคงจัดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี สมุทรปราการ อุทัยธานี และน่าน ซึ่งยังคงมีกิจกรรมทั้งในรูปแบบประเพณีดั้งเดิมและกิจกรรมสร้างสรรค์รองรับนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5783187/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p_9xezc6fnXk-umgZV33N

  • ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    จากแนวคิดของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหญ่ 2 กระทรวง ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา เพื่อควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย บูรณาการร่วมกับการบริหารเสน่ห์วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ส่วนงานด้านกีฬาจะแยกออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง เบื้องต้นคาดว่าจะปรับโครงสร้างแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากรัฐบาล “อนุทิน 2” คิกออฟ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ กล่าวภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายในสังกัดเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ว่า สำหรับนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว “ภารกิจเร่งด่วน” ที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุดคือ “การปรับโครงสร้างกระทรวง” ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา ย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวแก่ทั้งภาคท่องเที่ยวและกีฬา

    “การรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ”

    โดยจะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ

    “เป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมามีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาทเหมือนในปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด”

    ด้วยยุทธศาสตร์มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถ “ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน” ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ และการยกระดับ “ความปลอดภัย” ด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    “รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมายรายได้มากกว่าจำนวนคน ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจะปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวของปี 2569 ลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงคราม”

    สุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกทาง

    สำหรับมาตรการ “กระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น” (Quick Win) กระทรวงฯ จะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์ อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิดระบาดอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า รวมถึงการนำมาตรการทางภาษีมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ขณะเดียวกันภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชันและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ด้านการผลักดันการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” (Travel Fee) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว นำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

    ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ “ญี่ปุ่น” ที่มีการเก็บ “Sayonara Tax” ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนจะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

    “นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HeP7-MvC2BKbOfK-gvx1

  • รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6-17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11-15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tJRBRuil0TMf5_3jQl08p

  • ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียหลั่งไหลเข้าพื้นที่ภาคใต้ผ่านด่านสะเดากว่า 36,000 คน ดันอัตราการเข้าพักพุ่งร้อยละ 80

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมทั่วประเทศกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 5 แสนคน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศมียอดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 5 ล้าน 9 แสนคน-ครั้ง ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกว่า 22,250 ล้านบาท

    สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร การจัดงานที่สวนเบญจกิติ และสวนลุมพินี ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2 แสนคน โดยเฉพาะงาน Maha Songkran World Water Festival มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบครึ่งหนึ่ง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 283 ล้านบาท

    ในระดับภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเป็นจุดหมายหลักที่ได้รับความสนใจจากเอกลักษณ์การเล่นน้ำกับช้าง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 36,000 คน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 80 สร้างรายได้หมุนเวียนเฉพาะในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท รวมถึงการจัดกิจกรรมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มตลาดมาเลเซียอย่างมาก

    ททท. ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เทศกาลสงกรานต์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/461104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mrbtetr2aU6v4saqIE3MI

  • สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    15 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 129,649 ล้านบาท สะท้อนว่าเทศกาลสำคัญของไทยยังคงมีบทบาทในการกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตามปกติ โดย 42.7% ระบุว่าใช้จ่ายเท่าเดิม และ 20.8% ระบุว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่บรรยากาศโดยรวมของสงกรานต์ปีนี้ ประชาชน 51.8% มองว่ายังคงสนุกสนานเหมือนเดิม สะท้อนว่ากิจกรรมเทศกาลยังได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง

    สำหรับพฤติกรรมการเดินทาง พบว่า คนไทยส่วนใหญ่เลือกท่องเที่ยวภายในประเทศและในพื้นที่ใกล้บ้าน โดย 56.6% เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง, 5.5% ท่องเที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านพร้อมวางแผนท่องเที่ยวเพิ่มเติม สะท้อนการกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัดและเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ผู้ที่ท่องเที่ยวในประเทศมีการใช้จ่ายประมาณ 8,056 บาทต่อคน ขณะที่ผู้เดินทางไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 37,083 บาทต่อคน โดยจุดหมายหลักยังอยู่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง

    นอกจากนี้ แหล่งเงินที่ประชาชนนำมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ส่วนใหญ่ 54.9% มาจากเงินเดือน รองลงมาคือเงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส สะท้อนว่าประชาชนยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อร่วมกิจกรรมเทศกาลและการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ช่วงวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะมีรายได้หมุนเวียนจากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในจำนวนนี้ คาดว่าตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศคาดว่าจะมีการเดินทางของคนไทยประมาณ 5.96 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ประมาณ 22,250 ล้านบาท

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า สงกรานต์ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของประชาชน และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่ภาคธุรกิจและบริการได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XWvXRaISCUQ7e2THVicl

  • พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญคือ กว๊านพะเยา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีทัศนียภาพงดงาม และเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของจังหวัด ขณะที่ วัดศรีโคมคำ ซึ่งประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง ยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนอัตลักษณ์วิถีล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่า

    บรรยากาศการท่องเที่ยวทวีความคึกคักขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 กับการจัดงาน “Bubble Wave Phayao 2026” ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์ช่วงสงกรานต์ โดยมี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมระบุว่า การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และผลักดันพะเยาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่การแสดงจากศิลปินชื่อดัง โดยเฉพาะ แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ที่ขึ้นเวทีสร้างความสนุกอย่างใกล้ชิดกับแฟนคลับ เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจนบรรยากาศบริเวณกว๊านพะเยาคึกคักอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกมากมาย อาทิ Atlas, ซานิ และ Dit kitty ร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

    สำหรับงาน “Bubble Wave Phayao 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2569 รวม 3 วันเต็ม โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำบทบาทของ Soft Power ไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1547726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-FS_De9PkRa1r_e4DbR6