Blog

  • ผู้ว่าฯ นนทบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปี 2568

    ผู้ว่าฯ นนทบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปี 2568

    วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนทบุรี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568 แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ โดยมีนายณัฐกฤษฏ์ กาญจนาธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ กล่าวรายงาน

    พร้อมด้วย นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง นายเตชิต วัชรเมธาพงษ์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายวัฒนา เพ็ชร์ล้วน รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบางคู่รัด นางเอมอร ไม้งามรองปลัดเทศบาลนครบางบัวทอง นายณัทชัย ใจเย็น ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี คณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี

    ในปีการศึกษา 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานกรรมการ ทรงมีพระกรุณาธิคุณประทานทุนมูลนิธิคุณพุ่ม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนพิการตามความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในด้านการศึกษา จำนวน 10,333 ทุน มูลค่าทุนละ 5,000 บาท สำหรับจังหวัดนนทบุรี ได้รับจัดสรรทุนตามเกณฑ์ จำนวน 103 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 515,000 บาท

    และในพิธีได้มีการอ่านพระดำรัสทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ใจความสำคัญคือทรงแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับทุน และขอให้ทุนที่ได้รับนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กพิการ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข

    พร้อมกันนี้ ผู้แทนผู้ปกครองได้กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ แสดงความชาบซึ้งต่อพระเมตตาและสัญญาว่าจะนำทุนการศึกษาไปใช้พัฒนาบุตรหลานอย่างเต็มศักยภาพ และผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนนทบุรี อาทิห้องเรียนแรกรับ ห้องเรียนออทิสติก ห้องเรียนร่างกาย และท้องเรียนกิจกรรมเสริมหลักสูตร (ห้องดนตรี) ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะและศักยภาพของเด็กพิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237801&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pRM5zkaVCKKWAQpddnKtG

  • “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    การเมือง

    “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สว.เปรมศักดิ์” ซัด ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีจี้ตอบ 3 ข้อปมความไม่ชัดเจน ยกกรณี “สืบพงษ์ ปราบใหญ่” อดีตอธิการบดีรามคำแหง ถูกตรวจสอบซ้ำและถอดถอนตำแหน่ง แม้วุฒิการศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลแล้ว ห่วงอำนาจมืดใช้ระบบตรวจสอบวุฒิเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ยื่นกระทู้ถามต่อประธานวุฒิสภาเพื่อนำส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” โดยกระทู้นี้ได้ลงเลขรับหนังสือที่ 7146 โดยนพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานสากล

    นพ.เปรมศักดิ์ยกกรณี นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจาก Accrediting Council for Independent Colleges and Schools (ACICS) ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เป็นธรรม แม้เขาจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2554 แต่ภายหลังกลับถูกตรวจสอบซ้ำหลายเรื่อง และถูกถอดถอนตำแหน่งอธิการบดี พร้อมเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่ศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล

    “กรณีนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบุคคล แต่ยังสะท้อนว่าระบบการตรวจสอบวุฒิอาจถูกใช้เป็น เวทีเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบราชการและวงการอุดมศึกษาไทย” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

    กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาล 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ก.พ. และ สป.อว. ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการใช้ดุลพินิจทางการเมือง 2.การจัดทำฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติซ้ำ

    นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะผ่านราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้ เกมการเมืองหรือแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/443937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11UMKYvgoGWD0qa3uFAmzx

  • วอนแก้น้ำท่วมซ้ำซาก อ.ควนโดน และ อ.เมืองสตูล -ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยาน -ชาวบ้านต.ทุ่งนุ้ย ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 40-50 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    วอนแก้น้ำท่วมซ้ำซาก อ.ควนโดน และ อ.เมืองสตูล -ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยาน -ชาวบ้านต.ทุ่งนุ้ย ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 40-50 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/108937&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28OIq2-0QKum9O5pK1Ufvw

  • TRUE อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TRUE อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้ายกระดับเครือข่าย 5G ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งอัปเกรดเปิดใช้เต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz บนคลื่น 2600 MHz เพิ่มอีกหลังทยอยเปิดในพื้นที่สำคัญหลายจังหวัด ล่าสุดเสริมประสิทธิภาพการใช้งานดิจิทัลย่านนิมมานเหมินท์ และสนามบิน จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งยอดนิยมและมีการใช้งานหนาแน่นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อความเร็วสูงสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดอันดับ 1 ภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่เหนือกว่าสำหรับทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค

    การเร่งพัฒนาเครือข่าย 5G และ 4G ในเชียงใหม่เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจะเสร็จทั่วประเทศราวเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานดิจิทัล และ 5G ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นมีจำนวนผู้ใช้ 5G ทั่วประเทศสูงถึง 14.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ข้อมูลไตรมาส 2/2568)

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคลื่นความถี่ 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นหลักของ 5G มาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ โดยสามารถอัปเกรดใช้งาน 5G เต็มแบนด์วิดท์จำนวน 90 MHz ซึ่งตามปกติผู้ให้บริการมือถือทุกรายต้องแบ่งความจุแบนด์วิดท์ของคลื่น 2600 MHz เพื่อเปิดใช้งานทั้ง 5G และ 4G ร่วมกัน เพราะต้องนำมารองรับผู้ใช้งาน 4G ซึ่งมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถเปิดใช้งาน 5G ได้เต็มแบนด์

    หลังการประมูลคลื่นความถี่จาก สำนักงาน กสทช. ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ครบที่สุดในไทยด้วย 8 คลื่นความถี่ครอบคลุมทุกย่าน ทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง ได้แก่ 700 MHz, 900 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz โดยสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย และมอบประสบการณ์ 5G-4G เหนือระดับให้คนไทย

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ชนะการประมูลคลื่น 2300 MHz ซึ่งมีแบนด์วิดท์กว้างถึง 70 MHz มาเปิดใช้งาน 4G อย่างต่อเนื่องได้ทันที จึงทำให้นำคลื่น 2600 MHz มาปลดล็อกเปิด 5G ได้เต็มศักยภาพ และยังสามารถนำคลื่น 2300 MHz มาพัฒนาเพื่อใช้ 5G ในอนาคตได้อีกด้วย รวมทั้งได้ประมูลคลื่น 1500 MHz จำนวน 20 MHz ซึ่งเป็นคลื่นใหม่ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเครือข่ายสู่อนาคตอีกด้วย

    เชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภาคเหนือ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 5 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพฯ, ชลบุรี, กาญจนบุรี และภูเก็ต และเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตสูงถึง 6.55% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้ความต้องการใช้งานเครือข่ายสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทรู คอร์ปอเดรชั่น มุ่งขยายสัญญาณ 5G และ 4G ในเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    พื้นที่หลักสองแห่ง จ.เชียงใหม่ สู่การอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz

    • ย่านนิมมานเหมินท์ – นับเป็นย่านหัวใจเศรษฐกิจ การจัดอีเวนต์ และจุดรวมไฮไลท์สำคัญของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมร้านค้า สถานที่พัก คาเฟ่ และพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) ที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแหล่งยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางดิจิทัล (Digital Nomads) ที่ทำงานผ่านออนไลน์และต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
    • สนามบินเชียงใหม่ – ศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญของภาคเหนือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยรองรับผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติประมาณ 8.5-11 ล้านคนต่อปี และมีปริมาณรถเข้าออกสนามบินประมาณวันละ 20,000-30,000 คัน

    นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราดำเนินการอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz ให้เต็มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องทั่วไทย โดยครั้งนี้เรามุ่งพัฒนาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคเหนือ เครือข่ายของเราจะตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง เพิ่มประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่”

    Network Modernization เครือข่ายที่สมบูรณ์แบบ ตอกย้ำ ทรู 5G คว้าตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน จาก nPerf

    โครงการยกระดับโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ทำให้ลูกค้าทั้งทรูมูฟ เอช และดีแทค ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายที่ผสานจุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยลูกค้าทั้งสองแบรนด์สามารถใช้งานบนเครือข่ายเดียวกันด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งของการผนึกกำลังครั้งนี้สะท้อนชัดจากผลการประเมินของสถาบัน nPerf ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบคุณภาพเครือข่ายระดับโลก ที่จัดอันดับให้ทรู 5G ครองตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559–2567 โดยผลสำรวจผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน nPerf ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2567 ในรายงาน nPerf 2024 ระบุว่า ทรูมูฟ เอช ครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 104,336 คะแนน ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 37.33 เมกะบิตต่อวินาที และค่า Latency ต่ำที่สุดเพียง 23.83 มิลลิวินาที ขณะที่ดีแทคโดดเด่นในด้านคุณภาพการใช้งานจริง (Quality of Experience) มอบประสบการณ์การท่องเว็บ (Web Browsing) และการรับชมความบันเทิงแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเมื่อผนึกเครือข่ายร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จะได้รับประสบการณ์เครือข่ายที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างแท้จริง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/27/572964/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xqOH28hgQudwT8seexMdo

  • คลิป 35 ล้านวิว สาวเผยโฉม “เพชฌฆาตทะเล” บนชายหาด พิษแรงถึงตาย และยังไม่มียาแก้!

    คลิป 35 ล้านวิว สาวเผยโฉม “เพชฌฆาตทะเล” บนชายหาด พิษแรงถึงตาย และยังไม่มียาแก้!

    เปลือกหอยสวยแต่แฝงพิษร้าย! นักท่องเที่ยวสาวเจอ “หอยเต้าปูน” ที่โอกินาวะ เกือบเสียชีวิต

    หอยเปลือกสวย ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป! หญิงสาวชาวอเมริกันรายหนึ่งที่เดินทางท่องเที่ยวที่จังหวัดโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น เกือบต้องแลกชีวิต หลังเก็บเปลือกหอยสวยงามบนชายหาด แต่กลับพบว่าเป็นที่ซ่อนของสัตว์ทะเลมีพิษร้ายแรงอย่าง หอยเต้าปูน (Cone Snail) ซึ่งสามารถปล่อยพิษถึงตายได้

    เปลือกหอยลายสวย แท้จริงคือ “นักฆ่าใต้น้ำ” พิษร้ายแรง ไม่มีเซรุ่มรักษา

    หญิงสาวรายนี้ชื่อว่า เบ็คกี้ลี (Beckylee) เธอและสามีเดินทางมาท่องเที่ยวที่โอกินาวะในช่วงน้ำลด ทำให้มีสิ่งมีชีวิตทะเลจำนวนมากติดอยู่ในเขตน้ำตื้น ขณะเดินเล่นบนชายหาด เธอพบเปลือกหอยลายสวยงามจึงหยิบขึ้นมาดู

    ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเพียงเปลือกหอยธรรมดา แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ภายใน เมื่อกลับถึงที่พักและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เธอจึงพบว่าหอยตัวนี้คือ “หอยเต้าปูน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่มีพิษรุนแรงที่สุดในโลก

    ในคลิปวิดีโอที่เธอลงใน TikTok แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหอยเต้าปูนยื่นส่วนที่คล้ายหลอดสีขาวดำออกมา ซึ่งก็คือท่อพิษ (Proboscis) ที่ใช้ในการฉีดพิษเข้าสู่ร่างเหยื่อ 

    หอยชนิดนี้สามารถพุ่งแทงผ่านผิวหนังมนุษย์โดยไม่ทันตั้งตัว พร้อมฉีดพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก หรืออาจเสียชีวิตได้

    โชคดีที่เบ็คกี้ลีเริ่มสงสัยและรีบวางเปลือกหอยคืนลงทะเล ก่อนที่เธอจะสัมผัสกับท่อพิษโดยตรง เธอเปิดเผยในภายหลังว่า เมื่อรู้ความจริงแล้ว เธอรู้สึกวิตกและเครียดอยู่หลายวัน พร้อมกล่าวว่า “โชคดีมากที่ยังมีชีวิตอยู่”

    คนแห่แชร์ประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญเตือน “อย่าแตะต้องหอยแปลก”

    คลิปวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นไวรัลใน TikTok อย่างรวดเร็ว มียอดรับชมทะลุ 25 ล้านครั้งภายในไม่กี่วัน หลายคนเข้ามาคอมเมนต์ด้วยความตกใจ เช่น “สิ่งที่สวยที่สุดในธรรมชาติ มักจะอันตรายที่สุด” และ “ฉันก็เคยเก็บหอยเต้าปูนที่ฟิลิปปินส์ แล้วต้องเข้าโรงพยาบาล โชคดีที่รอดมาได้”

    นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเตือนว่า พิษของหอยเต้าปูนยังไม่มีเซรุ่มรักษา หากถูกแทงควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมพยายามควบคุมการหายใจเพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงเวลาวิกฤต

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9835246/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yL5OmpGHbKtmdU4mtuaDf

  • ทรัมป์เอาจริง ! พร้อมเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจ” หากดีลเจรจา รัสเซีย-ยูเครน ล่ม

    ทรัมป์เอาจริง ! พร้อมเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจ” หากดีลเจรจา รัสเซีย-ยูเครน ล่ม

    By

    สิงหาคม 27, 2025

    ทรัมป์เอาจริง ! พร้อมเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจ” หากดีลเจรจา รัสเซีย-ยูเครน ล่ม

    ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนว่าจะเริ่มหมดความอดทนกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนแล้ว หลังจากที่ความพยายามในการเป็นคนกลางผลักดันให้ปูตินและเซเลนสกีมาคุยกันยังไม่เห็นผลชัดเจน เขาได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า หากการเจรจายุติสงครามล้มเหลว เขาพร้อมที่จะเริ่มต้นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สงครามเศรษฐกิจ” ทันที

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวทรัมป์ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนว่า “มันจะไม่ใช่สงครามโลก แต่มันจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ และสงครามเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับรัสเซีย และผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น” 

    สถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่การพบกันระหว่างทรัมป์และปูตินที่เมืองแองเคอเรจ ในสหรัฐฯ ยังไม่สามารถนำไปสู่การยืนยันวันประชุมเจรจาสันติภาพระหว่างผู้นำรัสเซียและยูเครนได้ 

    ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวจะเคยคิดว่า ปูตินได้ทำกานรตกลงที่จะเข้าร่วมการประชุมเจรจาสันติภาพแล้ว แต่ทางเครมลินกลับไม่มีการยอมรับเงื่อนไขนี้อย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ปูตินจะพบกับเซเลนสกีก็ต่อเมื่อมีการกำหนดวาระการประชุมที่ชัดเจนเท่านั้น” 

    คำพูดของทรัมป์ไม่ใช่แค่คำขู่ทั่วๆ ไป เพราะเขาได้เริ่มใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจแล้วอย่างเป็นทางการ โดยสั่งเพิ่มภาษีนำเข้าจากอินเดียสองเท่าหรือคิดเป็น 50% เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้กดดันประเทศอื่นๆ ที่ยังคงทำการค้ากับรัสเซีย โดยกล่าวหาว่าการกระทำของประเทศเหล่านี้ เท่ากับเป็นการสนับสนุนเงินทุนให้กับสงครามในยูเครน 

    ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจที่การโจมตีในยูเครนกลับมารุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการพูดคุยกับปูติน และยังวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีเซเลนสกีว่า ไม่แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เท่าที่ควร และมองว่าเซเลนสกีก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในครั้งนี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/08/27/trump-vows-to-start-economic-war-if-russia-ukraine-talks-fall-through/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W8e8zsEOvu5cBH44a8ZDr

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ได้มีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 1.8% จากเดิม 1.5% และปี 69 เพิ่มเป็น 1.5% จากเดิม 1.2% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก 

    โดยสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/68 ที่ประกาศออกมา ขยายตัวได้ 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัว ส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นการชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปี 69 โดยแรงส่งหลักที่จะแผ่วลง ประกอบด้วย

    • การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    • การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 68 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 69 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดน อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง
    • การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2/68 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้า จากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ
    • แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 67 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง

    SCB EIC ระบุอีกว่า ในระยะสั้นแม้อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยจะเหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกร และผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้างนั้น

    แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมา หากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ประกอบด้วย

    • สินค้าส่งออกที่มี Import content สูง เสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40%
    • การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ
    • การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น

    ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลก จะเป็นไปได้ยากขึ้น

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก

    โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ 

    สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมาก และปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11rwgXpmxbb9EyrBQsH6LQ

  • เขตการศึกษาเยียวยา นร.ชายแดน ชาวบ้านไม่หวั่นเชื่อมั่นทหาร

    เขตการศึกษาเยียวยา นร.ชายแดน ชาวบ้านไม่หวั่นเชื่อมั่นทหาร

    ภูมิภาค

    เขตการศึกษาเยียวยา นร.ชายแดน ชาวบ้านไม่หวั่นเชื่อมั่นทหาร

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอละหานทราย/เขตพื้นที่การศึกษา มอบถุงยังชีพและเยียวยานักเรียนแนวชายแดน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครูและนักเรียน ระบุเป็นนโยบายของ สพฐ.เผยครูส่วนใหญ่มั่นใจทหาร ขณะชาวบ้านไม่กลัวแล้วพร้อมสู้ไปกับทหาร ยังฉุนอยากให้แม่ทัพภาค 2 จัดหนักก่อนเกษียณ

    วันที่ 27 ส.ค.68 นายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต3 พร้อมคณะได้นำถุงยังชีพและเงินเยียวยาให้กับนักเรียนกลุ่มหนองแวง ต.หนองแวง อ.ละหานทราย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจบรรดาครูนักเรียนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน เบื้องต้นจะจัดสิ่งของประมาณ 2,000 ชุดให้กับนักเรียนในสังกัดกลุ่มหนองแวง

    นายทะนงศักดิ์ กยลอยทาม (เสื้อน้ำเงิน)ผอ.โรงเรียนบ้านหงอนไก่(โคกสง่า)กล่าวยอมรับว่าขวัญและกำลังใจของครูและนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเด็ก ถึงตอนนี้สภาพกำลังใจยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะยังเป็นพื้นที่สีส้มอยู่ในตอนนี้ พร้อมที่จะอพยพตลอดเวลา แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของทหารแต่ก็ไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้น

    ด้านนายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รอง ผอ.เขต3 กล่าวว่านโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา และ สพฐ.จะต้องเข้าไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของครูและนักเรียนโดยเฉพาะความปลอดภัย โดยเฉพาะที่อยู่ในเขตชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา 

    สิ่งของที่นำมามอบให้นักเรียนได้มาจากเพื่อนร่วมงาน จากประชาชน และหลายภาคส่วนของการศึกษา ยอมรับว่ามีผลกระทบอย่างสูงในเรื่องจิตใจของบุคลากรทางการศึกษา เพราะจะต้องจัดการเรียนการสอนใหม่เนื่องจากมีการหยุดเรียนไป แต่ล่าสุดจากการสอบถามสภาพจิตใจของครูดีขึ้นแล้วพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ

    ผู้สื่อข่าวตรวจสอบชาวบ้านในในเขต ต.หนองแวง ทุกคนเข้ามาอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ตามปกติแล้ว มีบ้างที่ยังหวาดระแวงแต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นศักยภาพของทหาร และมีหลายคนที่อยากให้ทหารทำอะไรให้มันเรียบร้อย

    นางน้อย ห่ามไธสง อายุ 67 ปี อยู่เลขที่ 103 หมู่ 3 ต.หนองแวง อ.ละหานทราย บอกว่าถึงเวลานี้ไม่กลัวแล้ว ส่วนหนึ่งอยากฝากถึงแม่ทัพภาค 2 ว่าท่านอยากทำอะไรให้ทำไป อะไรที่ดี”ทำไปเลย”

    ขณะที่นาย มนชัย จำนงสุข อายุ 45 ปี ชรบ.ประจำหมู่บ้าน บอกว่าตอนนี้อยากฝากถึงแม่ทัพภาคที่ 2 หากมีอะไรเกิดขึ้นอีกอยากให้แม่ทัพฯจัดให้หนักๆ อย่าให้ชาวบ้านต้องหวาดระแวงอีกต่อไป อยากให้จัดหนักก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ ตอนนี้ชาวบ้านรักและเป็นห่วงแม่ทัพทุกคน “จัดให้หนักๆหน่อย”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/443968&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KQjsaNoWG6T7fkGf-jutR

  • เสนอทางออกดัน “รถไฟฟ้า 20 บาท” รัฐใช้งบ 3.40 หมื่นล้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงขนส่งเท่าเทียม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสนอทางออกดัน “รถไฟฟ้า 20 บาท” รัฐใช้งบ 3.40 หมื่นล้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงขนส่งเท่าเทียม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคแถลงการณ์ด่วน เสนอทางออกดันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควรใช้งบ 3.40 หมื่นล้านบาท จากโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 นำมาใช้ขับเคลื่อนช่วยประชาชนเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าอย่างทั่วถึง ลดต้นทุนค่าครองชีพ

    การเข้าถึงขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียมเป็นนโยบายที่สภาผู้บริโภคได้เร่งผลักดันมาโดยตลอด โดยเฉพาะ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดเส้นทาง เพื่อทำให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการรถไฟฟ้าอย่างสะดวก ร่วมเพิ่มคุณภาพชีวิตและร่วมลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ล่าสุดภาครัฐบาลได้ประกาศชะลอนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทออกไปก่อน จากเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 โดยกระทรวงคมนาคมประกาศว่าจะเลื่อนใช้ภายในวันที่ 15 พ.ย.2568 เนื่องจากต้องรอให้ร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. …. และ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. ผ่านการพิจารณาจากสภาฯ

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ร่วมผลักดันนโยบายรถไฟฟ้ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้ภาคประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน จึงจัดได้ทำแถลงการณ์เสนอทางออกขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทให้เดินหน้าได้ตามแผน ด้วยการให้รัฐบาลนำงบประมาณ 34,000 ล้านบาทที่กระทรวงคมนาคมได้ตั้งไว้ในการดำเนินโครงการทางด่วนสองชั้น มาผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท สร้างผลดีทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าถึงบริการสาธารณะ

    เหตุผลของการเสนอให้รัฐบาลนำงบประมาณ 34,000 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนมาใช้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้านั้นมีเหตุผลสำคัญๆ สองประการคือ ประการแรกคือการสร้างทางด่วนสองชั้นนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครได้จริง ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ทางด่วนเป็นการทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาพึ่งพิงการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ประการที่สองคือ หากนำนำงบประมาณส่วนนี้มาปรับเปลี่ยนเพื่อให้บริการรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย จะสนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการรถสาธารณะที่สะดวกรวดเร็วในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้บริโภคและประเทศชาติโดยรวม ในขณะที่การสร้างถนนทางด่วนสองชั้นที่เกินความจำเป็นและไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรได้จริง

    “สภาผู้บริโภคขอเสนอและเรียกร้องต่อรักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ยึดมั่นในหลักการที่ว่า ระบบขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคทุกคนที่ต้องขึ้นได้จริงทุกวัน ขอให้นำงบประมาณจำนวนไม่น้อยกว่า 34,000 ล้านบาทที่กระทรวงคมนาคมได้ตั้งงไว้ในการดำเนินโครงการทางด่วนสองชั้น ปรับนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้เพื่อให้บริการรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย สามารถเดินหน้าได้จริง ถึงแม้ยังไม่มีกฎหมายตั๋วร่วมหรือกฎหมายอื่น ๆ ตามที่ชี้แจง เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ สะท้อนว่าได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนงบประมาณบางด้านที่เกินความจำเป็นและมีประโยชน์น้อยกว่า โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้บริโภคและประเทศชาติโดยรวม” สารี กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นทางออกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาด พร้อมลดค่าครองชีพเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ระบบขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคทุกคน

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีงบประมาณเหลือจำนวน 28,500 ล้านบาท (34,000 – 5,500 = 28,500 ล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าให้บริการผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้มากถึง 5,700 คัน หรือจำนวน 75 คันต่อจังหวัด (ประมาณราคารถเมล์ไฟฟ้า 5 ล้านบาทต่อคัน) โดยโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายยังมีประโยชน์และมีมูลค่ามากถึง 10,049.73 ล้านบาท ต่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากถึง 7,360.43 ล้านบาท ด้านสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนคิดเป็นมูลค่า 2,612.02 ล้านบาท ด้านสิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อย CO₂ 77.28 ล้านบาท (ที่มา: กระทรวงคมนาคม)

    ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคและสมาชิกสภาผู้บริโภคใน 58 จังหวัด ได้เสนอและผลักดันนโยบาย “ขนส่งมวลชนทุกคนขึ้นได้ทุกวัน” เดินออกจากบ้าน 500 เมตร เจอป้ายรถสองแถว (รถเมล์) ค่าบริการขนส่งสาธารณะไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนทุกคนทั่วประเทศ และจากการทำงานของสภาผู้บริโภคมีข้อมูลที่ชัดเจนจากผลการศึกษาของอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญสภาผู้บริโภคชี้ชัดว่า ค่าใช้จ่ายเดินรถต่อคนต่อเที่ยวของผู้บริโภคระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2562 มีต้นทุนเฉลี่ยต่อคนต่อเที่ยวโดยสารระหว่าง 10.10 – 16.30 บาท ขึ้นกับจำนวนผู้โดยสารและค่าใช้จ่ายในแต่ละปี

    ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่ยืนยันว่า ค่าบริการเดินรถประมาณ 11 – 13 บาทต่อคนต่อเที่ยว รวมถึงโครงการศึกษากำหนดอัตราค่าโดยสารของกรมการขนส่งทางราง ปี 2567 ที่ระบุว่า ค่าเฉลี่ยต้นทุนงานระบบรถไฟฟ้าต่อผู้โดยสารสำหรับรถไฟฟ้ารางหนัก (Heavy Rail) จะอยู่ที่ 14.31 บาท และรถไฟฟ้ารางเบา (LRT หรือ Monorail) จะอยู่ที่ 11.67 บาทเท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ค่าโดยสาร 20 บาท มีความเป็นไปได้จริงและเป็นราคาที่ยุติธรรมต่อผู้บริโภค รวมถึงบริการรถไฟฟ้ายังมีรายได้เพิ่มเติมจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากการโฆษณาของรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอีกจำนวนมาก เพียงแต่การดำเนินการที่ผ่านมาสัญญาสัมปทานที่เกิดขึ้นทั้งหลายมีมรดกบาปที่ติดค้างการดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน          

    อย่างไรก็ตาม นโยบายรถไฟฟ้าอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สภาผู้บริโภคได้เสนอนโยบายต่อภาครัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2564 ตั้งแต่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนโยบายนี้จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมและเป็นนโยบายที่มีความยั่งยืน พร้อมกันนี้สภาผู้บริโภคได้ยึดหลักการว่าค่าบริการขนส่งสาธารณะไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ หรือไม่ควรเกิน 40 บาทต่อวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/20bahtmetro-statement/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VwZlELI7onhbflpgMvVr9

  • ‘บุญสิงห์’ เปิดมหกรรมวิชาการ ภาคสามบุรี หนุนปั้นนวัตกรรมการศึกษา ก้าวทันโลกยุคใหม่ | เดลินิวส์

    ‘บุญสิงห์’ เปิดมหกรรมวิชาการ ภาคสามบุรี หนุนปั้นนวัตกรรมการศึกษา ก้าวทันโลกยุคใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่โรงแรม ณ เวลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการจัดงานมหกรรมวิชาการ “ภาคสามบุรี เป็นหนึ่ง เรื่องการศึกษาไทย” ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 ประจำปีงบประมาณ 2568

    โดยนายบุญสิงห์ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมวิชาการดังกล่าว ซึ่งจากได้รับฟังคำกล่าวรายงานทำให้ทราบว่าวัตถุประสงค์ในการจัดมหกรรมวิชาการในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการนำเสนอผลงานเชิงวิชาการ ในรูปแบบนิทรรศการและการเสวนา เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานที้เป็นเลิศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาค กลุ่มจังหวัด และหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานทางวิชาการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันแสวงหานวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    ที่ปรึกษารมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ตามที่ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและนักเรียนควบคู่กันไป โดยให้ความสำคัญกับการอบรมและพัฒนาศักยภาพครูให้เข้มแข็ง ลดภาระงาน และเพิ่มสวัสดิการแก่ครู เพื่อให้ครูสามารถสร้างอนาคตให้เยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ เน้นการพัฒนาครูและนักเรียนควบคู่กัน เพื่อนสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาและเพิ่มคุณภาพการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง แทนการท่องจำ เน้นให้เด็กได้ลงมือทำจริงเพื่อการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์

    นอกจากนี้ยังมีการยกระดับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิศาสตร์ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้หน้าที่พลเมืองผ่านการพัฒนาวิสัยทัศน์ของนักเรียนให้มีความรับผิดชอบและตระหนักถึงบทบาทของตนในสังคม โดยปรับปรุงเนื้อหาในหลักสูตรและหนังสือเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนการสอบในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในการวัดผลทั้งในโรงเรียนและการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ให้วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการสอบเข้าศึกษาต่อ เพื่อให้ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับวิชานี้เทียบเท่าวิชาหลักอื่นๆ ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในหน้าที่ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากขึ้น

    ดังนั้นการจัดงานมหกรรมวิชาการครั้งนี้จึงใช่เพียงการจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานการศึกษา และภาคีเครือข่ายทีกี่ยวข้องสู่การต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาให้ยั่งยืน ตลอดจนเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมกันสะท้อน พลังการขับเคลื่อนทางวิชาการและนวัตกรรมการศึกษา ที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียน และพัฒนาการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและมาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5056521/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a1h403v0JWGDVT4FDjW-n