Blog

  • เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    ตลาดสกินแคร์ไทยที่มีมูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท กำลังแข่งกันกันอย่างคึกคัก เพราะยุคนี้มีทั้งแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือด 

    • หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก เวชสำอางยังขายดีไหม?

    นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) บอกว่า “แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อตกต่ำ แต่ธุรกิจ เวชสำอางยังเติบโตระดับ Double Digit เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นใจ”

    นอกจากนั้น ผู้บริหารของ La Roche-Posay บอกด้วยว่า เป็นเพราะ “คนไทยยุคนี้มีความรู้เรื่องเวชสำอางมากขึ้น” ซึ่งนี่เป็นผลจากการแข่งขันที่สูงขึ้นของทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นอกโดยตรง ส่งผลให้ในภาพรวมแล้วเป็นผลดีกับผู้บริโภค

    La Roche-Posay อยู่ภายใต้แบรนด์ L’Oréal ซึ่งในเครือมีแบรนด์เวชสำอางอีก 2 แบรนด์คือ CeraVe และ Vichy ซึ่งมีจุดเด่นที่การทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด และได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

    แต่ถ้าเฉพาะเจาะจงไปที่ La Roche-Posay ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความท้าทาย คำถามคือ La Roche-Posay ในฐานะของผู้นำตลาดเวชสำอาง ทำการตลาดอย่างไร?

    3 กลยุทธ์การตลาด แพทย์ – ความเชื่อมั่น – อินฟลูเอนเซอร์

    ผู้บริหาร La Roche-Posay บอกว่า จะเดินเกมการตลาดด้วย 3 แกนหลัก

    1. Medical First – ทำงานกับเครือข่ายแพทย์ผิวหนังทั่วโลกกว่า 90,000 คน และในไทยมากกว่า 700 คน ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
    2. Influencer & Silver Gen – ใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งขยายฐานสู่ Silver Generation (วัย 45+) ผ่านการสื่อสารเรื่อง “ผิวแพ้ง่าย-ผิวบอบบาง” ซึ่งตรงกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
    3. Omnichannel Communication – ขยายการสื่อสารครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย

    ครบรอบ 50 ปี: “Life-Changing House Since 1975”

    อย่างไรก็ตาม ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ La Roche-Posay  ได้มีการจัดนิทรรศการ Life-Changing House Since 1975 ย้อนรอยความสำเร็จตลอด 50 ปี แห่งความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์พร้อมขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางการแพทย์ และมอบรางวัลให้แก่ นักวิจัยผิวหนัง (Dermatologist Awards)

    โดยแบรนด์มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับสังคม เช่น โครงการ Cancer Support ที่ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งฟื้นความมั่นใจด้านผิวหนัง รวมถึงการวิจัยด้าน Neuroscience ที่ชี้ให้เห็นพลังของ “การสัมผัส” (Healing Power of Touch) ต่อกำลังใจของผู้ป่วย

    โดยทาง La Roche-Posay ได้วางเป้าหมาย ติด TOP 3 แบรนด์สกินแคร์ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนด้วย 2 แกนหลัก

    • นวัตกรรม เช่น SPOTSCAN (AI วิเคราะห์ปัญหาผิว) และโมเลกุลใหม่ MELASYL สำหรับจัดการจุดด่างดำ
    • ความยั่งยืน โรงงานใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2030

    นอกจากนี้ La Roche-Posay บอกว่า ตลอดการเดินทาง 50 ปี ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไอคอนิกมากมาย จนได้รับการยอมรับในฐานะ “สกินแคร์เปลี่ยนชีวิต” อย่างแท้จริง  อาทิ  EFFACLAR DUO+M  กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว ​ANTHELIOS UVMUNE 400 SPF50+ PA++++ กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเบา ปกป้องผิวถึง Ultra-long UVA MELA B3 SERUM เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำฝังลึก ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ CICAPLAST BAUME B5+ บาล์มเข้มข้นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่มีผิวบอบบางมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ​ และ LIPIKAR BAUME AP+M บาล์มบำรุงผิวสำหรับผิวแห้งและมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/la-roche-posay-life-changing-house-since-1975/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dyKEVvGrhYI8d1e39WIEp

  • “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น รับกระแสเปิดตัว iPhone 17 ดันหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีพุ่ง!!

    “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น รับกระแสเปิดตัว iPhone 17 ดันหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีพุ่ง!!


    บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยเดือน ก.ย.ผันผวน ในกรอบ 1,200-1,280 จุด หลังศาลฯ สั่งนายกฯ พร้อมคณะหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้เกิด Overhang ทางการเมืองในระยะสั้น

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในเดือน ก.ย. 2568 ว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยมีแรงกดดันจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ ส่งผลให้มี Overhang ทางการเมืองในระยะสั้น ฝ่ายวิจัยคาดกรอบดัชนีระหว่าง 1,200-1,280จุด

    ขณะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นในเดือนนี้ต่อเนื่อง อาทิ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ (de minimis) อย่างถาวร ส่งผลให้พัสดุทุกชิ้นที่นำเข้าจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ สถานการณ์ความไม่สงบระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างหนักหลังกองทัพเรือสหรัฐฯ เคลื่อนกองเรือรบขนาดใหญ่เข้าประชิดทะเลแคริบเบียนตอนใต้ โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดในภูมิภาคลาตินอเมริกา

    ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 49.7 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 48.9 ในเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้วัดภาวะหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ แม้อัตราการหดตัวของผลผลิตภาคโรงงานจะชะลอตัวลง แต่ยอดคำสั่งซื้อใหม่โดยรวมยังคงลดลงในอัตราเดียวกันกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ยังคงซบเซา

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่   3 ก.ย. ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), วันที่ 3-5 ก.ย. คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงวันโหวตเลือกนายกฯ, วันที่ 4 ก.ย. ตลท. แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, สัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัปเดตสถานการณ์ลงทุน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, สัปดาห์ที่ 3 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สัปดาห์ที่ 4สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, สัปดาห์ที่ 5สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค และ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ก.ย. สิ้นสุดงวดไตรมาสที่ 3/2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย, ในเดือน ก.ย. กนง.ไม่มีกำหนดการประชุม, แต่มีกำหนดประชุม กนง.   ครั้งที่ 5/2568 ในวันที่ 8 ตุลาคม  

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 2 ก.ย. อียู รายงานอัตราเงินเฟ้อขั้นต้นเดือนสิงหาคม, สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนสิงหาคม ดัชนีภาคการผลิตเดือนสิงหาคม และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนกรกฎาคม,วันที่ 3 ก.ย. สหรัฐฯ รายงานตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนกรกฎาคม และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนกรกฎาคม, เช้าวันที่ 4 ก.ย.ธนาคารกลางสหรัฐฯ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book, วันที่ 4 ก.ย.สหรัฐฯ รายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนสิงหาคม และดัชนีภาคบริการเดือนสิงหาคม, วันที่ 16-17 ก.ย. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯครั้งที่ 6/68

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์สำหรับเดือนกันยายนลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดตัว iPhone 17 ที่มีกระแสข่าวว่าจะเปิดตัวในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกและจัดจำหน่ายสินค้าไอทีได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ADVICE, COM7, SYNEX, SPVI,JMART และ CPW

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/34919&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dhW_AztpwRG55ljXqadNY

  • TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    งานแสดงสินค้าไทล็อก – โลจิสติกซ์ 2025 (TILOG – LOGISTIX 2025) งานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการคลังสินค้า การเคลื่อนย้าย บรรจุ โหลด การขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ไอทีและอี-โลจิสติกส์ ที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ และ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ตอกย้ำการเป็นเวทีโลจิสติกส์ที่ครบครันที่สุดในระดับภูมิภาค มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจากมากกว่า 25 ประเทศ กับนวัตกรรมมากกว่า 415 แบรนด์ ดึงผู้เข้าชมได้ถึง 6,668 ราย เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 5,874 คู่ สะท้อนพลังของผู้ประกอบการไทยที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าถึงผลสำเร็จของการจัดงาน TILOG-LOGISTIX 2025 ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยงานครั้งนี้จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2568 มีผู้เข้าชมงานถึง 6,668 ราย ตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 5,874 คู่ งานนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่างาน TILOG – LOGISTIX เป็นเวทีโยงธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นเวทีแสดงศักยภาพและภาพลักษณ์ของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับความรู้ ลดต้นทุน และขยายตลาดสู่เวทีโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    งาน TILOG-LOGISTIX 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilient Supply Chain: Overcoming Global Challenges พิชิตทุกสิ่งท้าทายด้วยความแกร่งแห่งซัพพลายเชน” มีผู้ประกอบการกว่า 150 บริษัท จาก 25 ประเทศ นำนวัตกรรมสินค้าและบริการกว่า 415 แบรนด์ มาจัดแสดงโชว์ศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในการรับมือกับความท้าทายแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไฮไลท์อื่น ๆ ภายในงานที่จะช่วยยกระดับธุรกิจทั้งของผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมงาน อาทิ นิทรรศการภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย ส่วนแสดงพิเศษ Innovation Showcase กิจกรรมฟอรัมและสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร กว่า 16 หัวข้อ เช่น Trade Logistics Symposium, World Transport & Logistics Forum โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมานามากกว่า 1,000 ราย นอกจากนี้ ภายในงานเกิดการเจรจาทางการค้า (Business Matching) จำนวน 5,874 คู่ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ซื้อจากทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายตลาดสู่สากล

    ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปีนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยที่พร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ และ TILOG-LOGISTIX 2026 จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและแนวทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12744058&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KyyNmb8xAzTEN7dOOat5t

  • เอกชน ชี้ ทีมศก.ใหม่ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ส่งออก-ท่องเที่ยว

    เอกชน ชี้ ทีมศก.ใหม่ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ส่งออก-ท่องเที่ยว

    นายธวัชชัย เศรษฐจินดา ดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง

    เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่และทีมเศรษฐกิจที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยมองว่าสิ่งสำคัญคือการมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก 

    ทั้งนี้ ประเด็นเร่งด่วนที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในระยะสั้น คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ ซึ่งถ้าหากไม่มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง มาตรการใด ๆ ที่รัฐอัดฉีดเข้ามาก็จะไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้ 

    นอกจากนี้ การประคองตัวเลขเศรษฐกิจผ่าน การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเครื่องยนต์หลักของประเทศในปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีนโยบายและมาตรการมาสนับสนุน ขณะที่ปัจจัยภายนอก ทีมเศรษฐกิจจำเป็นต้องเข้ามาเดินต่อในเรื่องของการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นภาษีการค้ากับทางสหรัฐที่ยังคงค้างอยู่

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลเฉพาะกาลเข้าบริหารประเทศเพียง 4 เดือนก็มองว่าคงต้องให้โอกาสในการทำงานไปหากใครเข้ามาและสามารถทำงานได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นใครเข้ามาทำหน้าที่อะไร มองว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือการมุ่งเน้นการทำงานให้ดีที่สุด และต้องไปดูในรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถทำอะไรได้บ้าง

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีประเมินว่าตลาดหุ้นก็คงจะตอบรับในเชิงบวกและภาคการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แม้โดยภาพรวมแล้วไม่สามารถพึ่งพิงเพียงแค่ภาคการส่งออกและท่องเที่ยวได้ทั้งหมด ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเน้นในเรื่องของการกระตุ้นภายในประเทศและให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ใช่ในระบบในระยะสั้นเป็นพิเศษ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637643&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Adk9R94Uq897-ndf_m9K

  • TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาก ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ครม. ทั้งคณะกลายเป็นครม. รักษาการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยคำตัดสินดังกล่าวของศาลฯ ส่งผลให้การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568

    • เรามองฉากทัศน์การเมืองในระยะต่อไปแบ่งออกเป็น 3 กรณี 1. พรรคประชาชนสงวนท่าทีไม่ประกาศสนับสนุนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคใดเลย 2. พรรคประชาชนสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล 3. พรรคประชนชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยทั้ง 3 กรณีข้างต้นนี้ จะมีผลลัพธ์คือนำไปสู่การยุบสภาภายใน 4 เดือนตามหนึ่งในข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนในการโหวตหนุนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาฯ โดยเราประเมินว่า การยุบสภาให้เร็วที่สุด หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง (เสียงไม่ปริ่มน้ำ และไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างน้อย) คือกรณีที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด อย่างไรก็ดี การเมืองไทยในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสามารถเจรจาหาข้อยุติ และหาทางออกได้โดยไม่ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน

    • แนะจับตาท่าทีของพรรคเพื่อไทยหลังการหารือของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 กันยายน 2568) ว่าจะมีแถลงการณ์ในลักษณะใด และจะประกาศยุบสภาเลยหรือไม่

    • สำหรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย เราประเมินว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี FY2569 ยังสามารถเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม เนื่องจากปัจจุบันตัวร่างฯ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในวาระที่ 2-3 และอยู่ในขั้นตอนที่วุฒิสภากำลังพิจารณา ซึ่งกระบวนการงบประมาณนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระที่ 1 เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่ ครม. มีอำนาจเต็ม ดังนั้นคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการอนุมัติร่างฯ พรบ. งบประมาณแต่อย่างใด แต่ทว่า หากการสรรหาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ล่าช้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การยุบสภาตามข้อเสนอของพรรคประชาชน หรือคำขู่ของรักษาการนายกฯ คนปัจจุบัน

    • โดยเรามองว่าการยุบสภาแม้จะไม่มีผลต่อการอนุมัติร่างงบประมาณปี FY2569 แต่จะกระทบความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งของปี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ และปี 2569 รวมถึงกระบวนการร่างงบประมาณฯ ปี 2570 ให้ล่าช้า ดังนั้น เรายังคงประเมินว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยราว 0.3ppt ในปีนี้ และ 0.5ppt. ในปี 2026F ผ่านการชะงักงันของการใช้งบประมาณลงทุนภาครัฐ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงความกังวลภาคประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเช่นกัน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เบื้องต้น เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ส.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574539/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-ktKKX-Zt5S7eNYgnXB6

  • เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรเป็นดำเนินการ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพราะวันนี้โลกกำลังจับตาประเทศไทย 

    หากรัฐบาลส่งสัญญาณความมั่นคงและนโยบายต่อเนื่องได้ เงินลงทุนและการค้าจะฟื้นเร็วขึ้น

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน ที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปมี 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย

    • ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    • ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพแข่งขัน ผ่านการจัดการพลังงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
    • สร้างเสถียรภาพ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อโลก ราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะกิจ แต่ต้องเดินหน้าครบ 4 ด้าน คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ การช่วยเหลือ SMEs อย่างจริงจัง

    และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เหล่านี้ คือ ฐานสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vg2-MoNl2yarhNBquVWqy

  • ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ต่างประเทศ

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง โดยการแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน

    • ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง
    • การแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน
    • หากนโยบายการเงินของสหรัฐไม่เป็นอิสระ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานถ้อยแถลงของ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ความต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือนางลิซ่า คุก กรรมการเฟด ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็น “อันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวโจมตีนายพาวเวลล์หลายครั้ง จากการที่เขาปฎิเสธไม่ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง และล่าสุดทรัมป์ยังพยายามปลดนางคุก ออกจากตำแหน่งอีกด้วย

    ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุเรดิโอคลาสสิกว่า

    “หากนโยบายการเงินของสหรัฐ ไม่มีความเป็นอิสระ และต้องขึ้นตรงกับคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจน่าเป็นห่วงเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกสูง”

    นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์นั้นผิดกฎหมาย ได้ทำให้เกิด “ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง” ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21ZDIM33Lamm5A3pyGUpX2

  • นศ. เขมรทุนเรียนฟรีในไทย โพสต์เย้ย-ด่าไทย เหยียดการศึกษาไทย | 1 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    นศ. เขมรทุนเรียนฟรีในไทย โพสต์เย้ย-ด่าไทย เหยียดการศึกษาไทย | 1 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพและคลิปของหนุ่มกัมพูชาคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนไทย แต่กลับไปเป็นกำลังพลแนวหน้าของกัมพูชา ปะทะกับไทย เรื่องนี้ทางผู้ว่าจังหวัดสุรินทร์ ยืนยันว่า นักศึกษาคนดังกล่าว มาเรียนในไทยและได้ทุนเรียนฟรีด้วย ย้อนไปดูตอนนักศึกษาคนนี้กำลังเตรียมตัวกลับบ้านที่กัมพูชากัน #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #hunsenwarcriminal #ឧក្រិដ្ឋជនហ៊ុនសែន #洪森戰爭罪犯 #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #cambodiaopnedfire #ทหารไทยเหยียบกับระเบิด #กัมพูชาโจมตีไทย #ไทยรบเขมร #ทหารไทย #แม่ทัพภาค2 #ทักษิณ #ฮุนเซน #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทย #Saveชีวิตคนไทย #กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    การเมืองไทยในมือ ปชน.! ลุ้น

    68:02

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1167255&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P2K8fSCCZDHt0CCiOCP_J

  • อัปเกรด“สนามบินตราด”รับนักเที่ยวพุ่ง

    อัปเกรด“สนามบินตราด”รับนักเที่ยวพุ่ง

     นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น

    “เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป บริษัทฯมีเป้าหมายหลักขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต ซึ่งเฟสแรกจะใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อขยายทางวิ่ง (รันเวย์) จากเดิม 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร เพื่อใหรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดเล็กที่เดินทางจากต่างประเทศได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2569

    นอกจากนี้ ยังมีการ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2,000 ตารางเมตร เป็น 3,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250,000 คนต่อปี จากการเติบโตของผู้โดยสารที่สนามบินตราด ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 80,000-90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-4%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I2MZoDufomuknA7Sjsj-5

  • Log in or sign up to view

    Log in or sign up to view

    This page isn’t available

    The link you followed may be broken, or the page may have been removed.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.facebook.com/thestandardth/posts/-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581-world-bank%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1/1125493783043297/%3Flocale%3Dth_TH&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qfPi7A-M_hWFi9_mbuiIH