Blog

  • สว. เตรียมพิจารณากฎหมาย รายงานการศึกษา ‘กาสิโน’ เสร็จแล้ว

    สว. เตรียมพิจารณากฎหมาย รายงานการศึกษา ‘กาสิโน’ เสร็จแล้ว

    ‘วุฒิสภา’ เตรียมพิจารณากฎหมาย-รายงานการศึกษา เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก-ให้ความเห็นชอบบุคคล ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ 8-9 ก.ย.นี้

    3 กันยายน 2568 – ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการประชุมวุฒิสภาที่ผ่านมา ว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ โดยตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯ จำนวน 15 คน กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 60 วัน

    จากนั้น ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดย สว. ได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป

    สำหรับการประชุมวุฒิสภาในสัปดาห์หน้า มีวาระการพิจารณาที่น่าสนใจ โดยในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่สภาผู้แทนลงมติเห็นชอบแล้ว จำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลขนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ….

    ส่วนในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 มีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน และรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) พิจารณาเสร็จแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/855267/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bl3ZkqtRegVDl9RsFmVRa

  • สมาคมนักวิชาโลกมีมติว่าอิสราเอลกำลังกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา  – BBC News ไทย

    สมาคมนักวิชาโลกมีมติว่าอิสราเอลกำลังกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา – BBC News ไทย

    สมาคมนักวิชาโลกมีมติว่าอิสราเอลกำลังกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

    Male mourners carry a body during the funeral for Palestinians killed in strikes, according to medics, at Al-Shifa Hospital in Gaza City. Multiple men are carrying a body wrapped fully in a white shroud and placed on a metal stretcher, on their shoulders.

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, นักวิชาการด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้อ้างถึงองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น การโจมตีของอิสราเอลต่อระบบสาธารณสุข ความช่วยเหลือ และระบบการศึกษาของกาซา
      • Author, เอมีร์ นาเดอร์
      • Role, บีบีซีนิวส์

    สมาคมนักวิชาการนานาชาติด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประกาศว่าอิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

    มติที่ผ่านโดยสมาคมนักวิชาการนานาชาติด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ( International Association of Genocide Scholars – IAGS) ระบุว่า การกระทำของอิสราเอลเป็นไปตามนิยามทางกฎหมายที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

    ในมติจำนวน 3 หน้า IAGS ได้นำเสนอรายการสิ่งต่าง ๆ ที่อิสราเอลได้กระทำตลอดช่วง 22 เดือนของสงคราม ซึ่งทางสมาคมระบุว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

    IAGS เป็นสมาคมนักวิชาการด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จำนวนมาก จากสมาชิกจำนวน 500 คน มีสมาชิก 28% เข้าร่วมการลงคะแนนเสียง และ 86% ของผู้ที่ลงคะแนนเสียงสนับสนุนมตินี้

    ในรายงานสรุปนโยบายและการดำเนินการของอิสราเอล คำประกาสของสมาคมนักวิชาด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระบุถึงการโจมตีอย่างกว้างขวางต่อทั้งบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงในภาคการดูแลสุขภาพสาธารณสุข ความช่วยเหลือ และการศึกษา

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • แคนดิเดตนายกฯ จากภูมิใจไทย vs ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จากเพื่อไทย

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • Montage image showing a cadaver in a mortuary

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นอกจากประเด็นอื่น ๆ แล้ว ในรายงานยังระบุถึงเด็ก 50,000 คนที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการของอิสราเอล ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกเน้นย้ำจากองค์การยูนิเซฟว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถของชาวปาเลสไตน์ในการเอาชีวิตรอดและฟื้นฟูตนเองร่วมกันในฉนวนกาซา

    มติดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงการสนับสนุนของผู้นำอิสราเอลในการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดออกจากฉนวนกาซา ควบคู่ไปกับการที่อิสราเอลทำลายที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดในฉนวนกาซา

    IAGS กล่าวถึงถ้อยแถลงของผู้นำอิสราเอลที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ในกาซา โดยกล่าวหาว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นศัตรู พร้อมกับสัญญาว่าจะ “ทำลายฉนวนกาซาให้ราบเป็นหน้ากลอง” และเปลี่ยนพื้นที่ฉนวนกาซาให้กลายเป็น “นรก”

    กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลกล่าวว่า รายงานฉบับนี้อ้างอิงจาก “คำโกหกของฮามาส” และงานวิจัยที่ด้อยคุณภาพ โดยเรียกรายงานนี้ว่าเป็น “ความอับอายของวิชาชีพกฎหมาย” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลกล่าวเสริมด้วยว่า อิสราเอลเองต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

    อิสราเอลปฏิเสธบ่อยครั้งว่าการกระทำของตนในฉนวนกาซาเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวมีความชอบธรรมในฐานะวิธีการป้องกันตนเองอย่างหนึ่ง

    คณะนักวิชาการจากสมาคม IAGS ระบุว่า แม้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันอีก 251 คน จะถือเป็นอาชญากรรม แต่การตอบโต้ของอิสราเอลไม่เพียงแต่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มฮามาสเท่านั้น แต่กลับมุ่งเป้าไปที่ประชากรทั้งหมดของฉนวนกาซา

    อนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งสหประชาชาติปี 1948 ซึ่งได้รับการรับรองหลังจากการสังหารหมู่ชาวยิวโดยนาซีเยอรมนี ได้นิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่าเป็นอาชญากรรมที่กระทำ “โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือศาสนาทั้งหมดหรือบางส่วน”

    องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงองค์กรของอิสราเอลสองแห่ง ก็ได้ประกาศว่าเป็นเรื่องเชื่อได้ว่าอิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

    สหประชาชาติและประเทศตะวันตกหลายประเทศกล่าวว่า พวกเขาจะพิจารณาคำตัดสินจากศาลอย่างเป็นทางการที่ยืนยันว่าเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้น เป็นคำตัดสินที่มีอำนาจเท่านั้น

    ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของสหประชาชาติ กำลังพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องในปี 2023 ซึ่งยื่นไปว่าอิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ และได้ให้เวลาอิสราเอลยื่นคำแก้ต่างจนถึงเดือน ม.ค. 2026

    อิสราเอลกล่าวหาคดีนี้ว่ามีแรงจูงใจต่อต้านยิว โดยเรียกว่ามันเป็นกรณีเฉกเช่น “บลัด ไลเบล (blood libel)” ซึ่งอ้างอิงถึงข้อกล่าวหาในอดีตที่ว่าชุมชนชาวยิวฆ่าเด็กชางคริสเตียนเพื่อนำเลือดมาใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

    IAGS กล่าวว่า มติของพวกเขาไม่มีผลต่อคดีใด ๆ ที่ยื่นต่อศาลระหว่างประเทศ

    เมื่อวันจันทร์ (1 ก.ย.) กระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮามาสกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 63,557 คน และบาดเจ็บ 160,660 คนในช่วงสงครามจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขของกระทรวงฯ ถือว่าเป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้อย่างกว้างขวาง แต่ไม่สามารถแยกตัวเลขระหว่างพลเรือนและนักรบได้

    ในเดือน ส.ค. หน่วยงานไอพีซี (IPC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบติดตามเรื่องอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ยืนยันว่าภาวะอดอยากกำลังเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของฉนวนกาซา โดยอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความอดอยากจากการจำกัดอาหารและความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ส่งไปยังฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง

    อิสราเอลควบคุมการข้ามพรมแดนทั้งหมดที่จะเข้าสู่ฉนวนกาซา และในฐานะผู้ยึดครอง อิสราเอลมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องชีวิตพลเรือนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการป้องกันความอดอยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c78z8p08nndo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ea3evf5XRnu0VIv5ewK9r

  • โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    อย่าทิ้ง! นำมาขายกับเรา สร้างรายได้ พร้อมช่วยสิ่งแวดล้อม

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ร่วมกับ PTT Group ขอเชิญชวนทุกท่านนำ น้ำมันพืชใช้แล้ว มาขาย เพื่อนำไปรีไซเคิลและผลิตเป็น ไบโอดีเซล (น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ)

    เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถช่วยโลกไปพร้อมกับการสร้างรายได้เสริมง่าย ๆ


    💡 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับ

    • ✔️ สร้างรายได้ จากน้ำมันใช้แล้ว
    • ✔️ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งน้ำมันลงท่อ
    • ✔️ ลดการใช้น้ำมันซ้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

    📍 จุดรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว

    • ทุกวันพุธแรกของเดือน
    • เวลา 10.00 – 12.00 น.
    • บริเวณ หน้าอาคารสยามบรมราชกุมารี

    💰 ราคากิโลกรัมละ 24 บาท


    📞 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

    • คุณกฤษณ์ จิณณศิริกุล : 081-751-6512
    • คุณภูสิทธิพงษ์ คุณธิดาอวัฒนะ : 02-727-3457 หรือ 081-691-8393

    ✨ อย่าปล่อยให้น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นขยะ!
    มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานสะอาดและรายได้ไปพร้อมกัน 💚

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/used-cooking-oil-collection-nida-ptt/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TTbVawYXpCreQQDPEm0_z

  • จังหวัดพะเยา มอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568

    จังหวัดพะเยา มอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568

    วันพุธที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมดอกแก้ว ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพะเยา นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนายอดิศร แดงเรือน ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษฯ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและความสำคัญของทุนการศึกษา

    ทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม เกิดจากพระดำริและพระเมตตาของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงเล็งเห็นว่าเด็กออทิสติกและเด็กพิการยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง จึงได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อตั้งมูลนิธิคุณพุ่ม เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณพุ่ม และดำเนินการมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นมา

    สำหรับปีการศึกษา 2568 จังหวัดพะเยามีนักเรียนได้รับทุนการศึกษาจำนวน 101 ทุน ๆ ละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 505,000 บาท โดยมีผู้แทนนักเรียน 10 ราย เข้ารับประทานทุนสนับสนุนการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ เด็กชายธนภัทร ฉิมนอก, เด็กชายเธียรวิชญ์ ชินศิริ, เด็กชายคณาธร เมฆสุวรรณ์, เด็กชายวัชรินทร์ หลักฐาน, เด็กชายตุลพัฒน์ ใจบุญ, เด็กชายภัทรดนัย สีขันท์, เด็กชายอภิชาติ ชัยวร, เด็กหญิงณัฏฐธิดา แพงพรม, เด็กชายอนุวัฒน์ ชาวน่าน และเด็กหญิงวรการณ์ งานดี

    การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงพระเมตตาและความห่วงใยของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงมีต่อเด็กออทิสติกและเด็กพิการทุกประเภททั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3760082/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cP5bLUssvUeAsXK9i-hw-

  • CU SiHub จัดอบรมแนวทางพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างยั่งยืน

    CU SiHub จัดอบรมแนวทางพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างยั่งยืน

    Skip to content

              ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Innovation Hub) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การประเมินผลกระทบทางสังคมที่เชื่อมโยงกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Return on Investment: SROI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม M4 ชั้น 23 โรงแรม Centara Grand at Central World 

               รศ.ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม หรือ Social Return on Investment (SROI) ให้แก่อาจารย์และนักวิจัยของจุฬาฯ ได้เรียนรู้กระบวนการและสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลกระทบงานวิจัยทางสังคมได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของประชาคมโลก

              การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การประเมินผลกระทบทางสังคมที่เชื่อมโยงกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในทางการสร้างเครื่องมือการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Return on Investment: SROI) ของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Innovation Hub) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ คณะครุศาสตร์ และ ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา บรรยายให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในหัวข้อที่เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมทางสังคม ได้แก่ การประเมินผลกระทบทางสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสังคมตามแนวทาง 3I3S (Triple I & Triple S) และการออกแบบเส้นทางผลกระทบ (Impact pathway) ให้สอดคล้องกับ SDGs รวมถึงกิจกรรมฝึกพัฒนาเส้นทางผลกระทบโครงการวิจัย (Impact pathway workshops)

    (ข้อมูลจากสำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ)

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/258127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cYZhBBCrMBXehvtTtjLpS

  • รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ

    รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ

    รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ


    3/09/2568 | 118 |

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแพทย์ที่รักษาอาการปวดที่ค่อนข้างรุนแรงและรุนแรงมากของผู้ป่วยจะใช้ยามอร์ฟีนเพื่อรักษา และยาจัดอยู่ในกลุ่มยาแก้ปวดชนิดเสพติด (Narcotic Analgesics) รัฐบาลโดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาสารสกัดใบกระท่อมออกมาในรูปแบบน้ำ ทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สเปรย์ใบกระท่อม แทนการรับประทานในรูปแบบยาเม็ดหรือแคปซูล ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านร่วมกับเทคโนโลยีของกรมวิทย์ เพื่อช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ผ่านมาได้มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง และทำในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาในมนุษย์เรื่องความระคายเคือง และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2569 เป็นต้นไป 
     
    นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัย จนสามารถสกัดสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ในใบกระท่อมได้ในปริมาณสูงกว่าธรรมชาติเฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถสกัดได้ตั้งแต่ 10 เปอร์เซ็นต์ จนสกัดได้ความบริสุทธิ์สูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้ง ล่าสุดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สกัดสารไมทราไจนีน จนได้สารบริสุทธิ์สูงถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์  พร้อมทั้งจัดทำเป็นสารละลายมาตรฐานความเข้มข้น 1.0501 mg/ml ภายใต้มาตรฐาน ISO 17034 เพื่อใช้ในการควบคุมมาตรฐานตัวผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์ลดอาการปวด เป็นต้น
     
    “รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการวิจัยพืชสมุนไพรไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย การรักษา และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะใบกระท่อม ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้จริงทางการแพทย์ ในด้านการรักษาอาการปวด ให้ได้มาตรการควบคุมความปลอดภัย พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาวิจัยพัฒนาต่อยอดกระท่อมเป็นยากิน เพื่อนำมาทดแทนมอร์ฟีน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อไป” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

    ที่มา : รัฐบาลไทย


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420350&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtY2un-qM7Uz4Dxo6RYPC

  • STECH เดินหน้าสานต่อ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 มอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    STECH เดินหน้าสานต่อ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 มอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH นำโดย นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรพนักงานทุกสาขาทั่วประเทศ จำนวน 37 ทุน รวมมูลค่า 97,000 บาท ภายใต้ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 ประจำปี 2568

    การมอบทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุตรพนักงานที่มีผลการเรียนดีเด่นแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักเรียน รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดย STECH เชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขอแสดงความชื่นชมยินดี และขอให้คงความตั้งใจพากเพียรให้ก้าวหน้า ทางการศึกษาสืบไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/03/575155/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W50U-_UtkjVAuO__XLyJp

  • เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    กกร.เผยเศรษฐกิจโลกยังปั่นป่วน คงอัตราขยายตัว GDP อยู่ที่ 1.8-2.2% ลั่นแนวโน้นครึ่งปีหลังอืด ขยายตัวได้แค่ 1% พร้อมแนะรัฐปรับลด-ผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% และจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน

    3 ก.ย. 2568 – นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ กกร.ยังคงอัตราการเติบโตของ GDP ไทย ที่จะขยายตัวได้ที่ 1.8 – 2.2%

    โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% เนื่องจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวอยู่ที่ 2.0 – 3.0% และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวจาก 0.5 – 1.0% มาอยู่ที่ 1% โดย กกร.มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    “กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน”นายผยง กล่าว

    ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนก.ค. 2568 ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1. ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2. ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3. ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า และจากความร่วมมือดังกล่าว  ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ

    และมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2. การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855314/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_JlQODouq6xj3g2t6v_6o

  • กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    03 ก.ย. 2025 เวลา 13:39 น.

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ ชี้การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก จับมือภาครัฐ พัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” สู้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว

    นายพยง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เศรษฐกิจไตรมาสที่สองขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสที่หนึ่ง ส่วนอัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสที่หนึ่ง และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน และภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท 

    คาดว่าปี 2568 GDP ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำและคริปโตฯ

    รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่งไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน (Errors & Omissions) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) รวมถึงปรับปรุงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น พิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน Sovereign Wealth Fund 

    กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    จากที่ กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า  

    จากความร่วมมือดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน

    Reinvent Thailand ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2) การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยมีมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เพื่อสร้างตลาด 

    ทั้งสองนโยบายเป็นเพียงตัวอย่างของแนวนโยบายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในอนาคต โดยแนวทางที่วางไว้ภายใต้แพลตฟอร์มนี้ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย  สามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ในการวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1las4Gf0_4evGpe5vo839r

  • ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ

    ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ

    ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น


    3/09/2568 | 113 |

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 08.15 น.  นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ”  เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม  

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400  ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท 

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 

    “สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

    ที่มา : รัฐบาลไทย


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw353LS2V3NJPeRldBpxNc6y