Blog

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนอุดหนุน 13 มะม่วง GI ไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนอุดหนุน 13 มะม่วง GI ไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

    วันนี้, 08:30น.

              นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่ามะม่วง GI ไทย ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ระบบ GI ในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

              ปัจจุบันประเทศไทยมีมะม่วง GI 13 รายการ จาก 9 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก, ภาคกลาง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ), ภาคตะวันออก มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และภาคใต้ มะม่วงเบาสงขลา ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีสินค้ามะม่วงอีก 3 รายการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้หนองวัวซอ (อุดรธานี) และมะม่วงบ้านมาบเหียงปราจีน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของเกษตรกรและชุมชนในการนำระบบ GI มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่น

              มะม่วง GI ไทยในแต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรในท้องถิ่น ส่งผลให้มีคุณลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้ามีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม พัฒนากระบวนการผลิต และบริหารจัดการสินค้าอย่างมีมาตรฐาน นำไปสู่การสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

    สำหรับ 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในปี 2568 ได้แก่

    1) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก 767.18 ล้านบาท

    2) มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว 171.15 ล้านบาท

    3) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) 33.311 ล้านบาท

    4) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว 10.436 ล้านบาท

    5) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท

              นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดสินค้า GI สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์และใช้มะม่วง GI เป็นวัตถุดิบในเมนูสร้างสรรค์ อาทิ เครื่องดื่ม ขนมหวาน ผลไม้อบแห้ง ไอศกรีม ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภค เชื่อมโยงกับธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน

    …

    #มะม่วงGI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CHJP833dJR5t5JU3sLGTY

  • คลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็นโต 2.5% จากเดิม 1.6%

    คลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็นโต 2.5% จากเดิม 1.6%

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวที่ 2.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0 -3.0%) ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อน 1.6% โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวที่ 12.5% ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 6.2% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 5 เดือนแรกเฉลี่ยที่ 10.9% โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 19.0% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ 2.7% เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 9.0% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 68.3%

    สำหรับภาคการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.5% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวดีที่ 3.2% ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 2.5%) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0 ถึง 87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น -0.1% ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง

    โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจุดเด่นที่ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้สูงมาจากความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นในภูมิภาคและจุดยืนของประเทศที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง 2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่หลังจากอัตราภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ และ 3) สถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี

    โดย คลฦ/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12832539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15_Q5RBlRp376x4aTNBIpf

  • คต. ฉลองความสำเร็จปิดฉาก “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ยอดขายทะลุ 33 ล้านบาท ชาวสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงแห่ร่วมงานคับคั่ง สร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืน

    คต. ฉลองความสำเร็จปิดฉาก “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ยอดขายทะลุ 33 ล้านบาท ชาวสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงแห่ร่วมงานคับคั่ง สร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืน

    กรมการค้าต่างประเทศประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่หลังเสร็จสิ้นการจัดงาน “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” (Sa Kaeo Border Trade Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสะพัดกว่า 33.3 ล้านบาท ตอบสนองนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและขยายโอกาสทางการค้าชายแดนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจังหวัดสระแก้วถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนชายแดน การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมผลักดันจนงานประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย

    การจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสระแก้วรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่เดินทางเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างหนาแน่น ส่งผลให้มียอดการจับจ่ายใช้สอยและมูลค่าเจรจาทางการค้ารวมทั้งสิ้น 33,231,240 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น (1) ยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 8,053,240 บาท และ (2) ยอดเจรจาจับคู่ธุรกิจรวมคาดการณ์ 12 เดือน 25,178,000 บาท

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยอดจำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 8 ล้านบาทนั้น ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดของการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในปี 2569 นี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดไปแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น เชียงราย นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และจันทบุรี โดยจังหวัดสระแก้วเป็นหมุดหมายครั้งสุดท้ายของงบประมาณนี้ ซึ่งตัวเลขความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่เข้มแข็ง และความพร้อมของจังหวัดสระแก้วในการเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ทั้งนี้ แม้ว่าด่านชายแดนไทย – กัมพูชาจะปิดทำการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 แต่การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – พ.ค.) ยังขยายตัว 9.1% โดยไทยได้ดุลการค้า 112,018 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การจัดงานดังกล่าวยังเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าจังหวัดสระแก้วมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการรองรับนักท่องเที่ยวและผู้มาติดต่อธุรกิจ รวมถึงการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในงานมีผู้ประกอบการจากทั่วทุกภูมิภาคจำนวน 56 จังหวัด เข้ามาร่วมออกร้านในเต็นท์ปรับอากาศรวมกว่า 200 คูหา โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และขยายช่องทางการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่ครบวงจร อาทิ การสัมมนาเสริมศักยภาพผู้ประกอบการค้าออนไลน์สู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์ม TikTok, Facebook และ Alibaba การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง การลุ้นโชคจับรางวัลผู้โชคดีที่ซื้อของภายในงาน ตลอดจนการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เช่น ฟอร์ม ชลพิพรรธน์, ลีโอ อธิป, เต๋า ภูศิลป์ และ เฟิร์ส พรชิตา รวมถึงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีจากเยาวชนจากโรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งสามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม กรมการค้าต่างประเทศขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วนและประชาชนทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้ และกรมฯ มีแผนที่จะสานต่อการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดนในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1040346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yOLijM6a-8KZWSLi9diZD

  • SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอตัว ชี้ไตรมาส 4 เตรียมรับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอตัว ชี้ไตรมาส 4 เตรียมรับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้างในเดือน มิ.ย. ก่อนสงครามอิหร่านกลับมาตึงเครียดในเดือนนี้ จับตากำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรก และยังเปราะบาง จากหลายปัจจัยกลับมากดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่แรงหนุนจากภาครัฐจะแผ่วลง

    ข้อมูลเร็วเดือน มิ.ย. ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวหลังแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายชั่วคราว แต่สัญญาณฟื้นตัวยังเปราะบาง เพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงคราม ยังต้องติดตามข้อมูลเดือน ก.ค. ที่สงครามตึงเครียดขึ้นอีก

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะดัชนีย่อยที่สะท้อนมุมมองระยะข้างหน้า ด้านตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังอ่อนแอ แม้มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้างแต่ระยะต่อไปยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง ด้านการลงทุนและการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง

    โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่แรงหนุนที่เห็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความตึงเครียดกลับมารุนแรง

    SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/2569 จะขยายตัวช้ากว่าครึ่งปีแรกและยังเปราะบาง โดยไตรมาส 4 เป็นช่วงสำคัญที่แรงส่งภาครัฐจะลดลง ในจังหวะเดียวกับที่ความเสี่ยงภายนอกอาจกดดันการค้าและต้นทุนมากขึ้น ความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดและอาจยืดเยื้อ ภาษีนำเข้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรงงานภาคบังคับ (Forced labour) และความเสี่ยงจากภาษีเพิ่มเติมประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่ม 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน รวมถึงความเสี่ยง Super El Nino ที่อาจส่งผลให้ผลผลิตเกษตรปรับลดลงและซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นและกดดันรายได้ภาคเกษตรในปี 2569

    นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน (1) เม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญช่วยให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเม็ดเงินด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท แต่คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% และงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีงบประมาณก่อนหน้า สะท้อนว่าพื้นที่นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น

    นอกจากนี้ (2) มาตรการพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเร็ว และกระทรวงพลังงานมีแผนนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงราคาค่าไฟในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อเนื่อง โดยมีแผนเรียกเก็บเงินที่เหลือจากการลงทุนและเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (เงิน Claw back) มาใช้อุดหนุนค่าไฟ

    กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ โดยเงินเฟ้อไทยยังมีที่มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

    SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี ข้อมูลเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและมีสาเหตุมาจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงยืดเยื้อเป็นเวลานานมีจำกัด กนง. สามารถดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับนี้ได้ต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธปท. จึงมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้น

    เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 แต่ประเมินความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีมีน้ำหนักมากขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการค้าอาจจำกัดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจีน ขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ จึงยังต้องพึ่งพาภาคการผลิตและส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซน ขยายตัวต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอลง มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามความเสี่ยงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป

    ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว ธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ 2.5% ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนการเงินโลกจะยังไม่ผ่อนคลายได้เร็ว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอีกครั้ง

    อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0726

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-thai-economy-slowdown-war-tariffs/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D8bq_809GAcLuxaG4cy3z

  • บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้ม การลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

    สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์

    สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 

    นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

    สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว 

    “เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-thailand-h1-investment-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q3YKFUvP9udTo5P20b5C2

  • รมว.กต.ประชุมอาเซียนบวก3 ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

    รมว.กต.ประชุมอาเซียนบวก3 ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันนี้, 07:55น.

              เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 27 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์

              รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของกรอบอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three: APT) ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงกลไกความร่วมมือเฉพาะด้านที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ APT อาทิ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralization: CMIM) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

              รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้ย้ำการผนึกกำลังของประเทศอาเซียนบวกสาม เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) พร้อมส่งเสริมให้เร่งยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เป็นรากฐานสำคัญ ตลอดจนผลักดันการกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริมทักษะดิจิทัล การส่งเสริมผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาค

    …

    กระทรวงการต่างประเทศ

    #อาเซียนบวกสาม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y19ioi5io1lV50JONBMd-

  • ไทยโดน 12.5%! สหรัฐเคาะภาษี ม.301 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ ปมแรงงานบังคับ

    ไทยโดน 12.5%! สหรัฐเคาะภาษี ม.301 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ ปมแรงงานบังคับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ค.69) ตามเวลาประเทศไทย ทำเนียบขาวเปิดเผยบันทึกประธานาธิบดีลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยเรียกเก็บภาษีสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับ

    บันทึกดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มการสอบสวนการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาว่า เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่

    ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของเขตเศรษฐกิจทั้ง 60 แห่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายที่สามารถดำเนินมาตรการได้ภายใต้มาตรา 301(b)(1)

    จากผลการวินิจฉัยดังกล่าว ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เสนอมาตรการภาษีตามมูลค่า หรือ Ad Valorem Tariff ต่อสินค้าทั้งหมดจากแต่ละเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน พร้อมกำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางรายการ

    สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า 1,600 รายการ และมีพยานมากกว่า 100 รายให้ถ้อยคำในการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว

    สำหรับมาตรการขั้นสุดท้าย ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10% ต่อสินค้าจาก 17 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร และตรินิแดดและโตเบโก

    ส่วนสินค้าจากสหภาพยุโรปและไต้หวัน หากอัตราภาษีภายใต้หลักชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ Most-Favored-Nation (MFN) ต่ำกว่า 10% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 10% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 10% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%

    สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ หากอัตราภาษี MFN ต่ำกว่า 12.5% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 12.5% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 12.5% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%

    ขณะที่สินค้าจากเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกสอบสวน จะถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5%

    ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวใช้กับสินค้าทั้งหมดจากเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกของบันทึกประธานาธิบดี

    สินค้าที่ได้รับการยกเว้นประกอบด้วย วัตถุดิบที่หากถูกเรียกเก็บภาษีอาจทำให้อุปทานภายในประเทศขาดแคลน สินค้าที่อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ สินค้าที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตได้ในปริมาณเพียงพอในสหรัฐฯ หรือไม่สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้ และสินค้าที่การเรียกเก็บภาษีอาจไม่มีประสิทธิผลในการขจัดการกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติที่ถูกวินิจฉัยว่าเข้าข่ายดำเนินมาตรการได้

    การยกเว้นยังครอบคลุมสินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจเหล่านี้ปฏิบัติตามคำมั่นเกี่ยวกับข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จัดทำโควตาภาษี หรือ Tariff-Rate Quotas (TRQs) สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางรายการจากบังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเชื่อมโยงกับการนำเข้าฝ้ายและสินค้าสิ่งทอจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้จัดตั้งโควตาดังกล่าว สินค้าที่เกี่ยวข้องจะยังถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10%

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บันทึกประธานาธิบดีที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวระบุชื่อประเทศไทยเป็นลำดับที่ 53 ในรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน ขณะที่ข้อกำหนดในบันทึกระบุให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% จากสินค้าของเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ไม่อยู่ในกลุ่มอัตรา 10% และกลุ่มที่ใช้อัตราสุทธิหลังหักภาษี MFN ดังนั้น สินค้าจากไทยจึงอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ 12.5% เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามภาคผนวก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/849124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kZsCGxurg7n4iEwnPcWQm

  • โบรกเกอร์ชี้หุ้นไทยครึ่งปีหลังเจอศึกหนัก เศรษฐกิจชะลอ-สงคราม-ภาษีทรัมป์ ฉุดตลาดผันผวน

    โบรกเกอร์ชี้หุ้นไทยครึ่งปีหลังเจอศึกหนัก เศรษฐกิจชะลอ-สงคราม-ภาษีทรัมป์ ฉุดตลาดผันผวน

    ตลาดหุ้นไทย ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังแรงส่งทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนตัว ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน นโยบายการค้าของสหรัฐ และข้อจำกัดด้านการคลังของไทย อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทุน ส่งผลให้นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นในระดับราคาปัจจุบัน

    ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในช่วงครึ่งหลังของปีมีความน่ากังวลในหลายประเด็น และคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นแรกการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งประเมินว่าได้ผ่านจุดสูงสุดของปีไปแล้วในไตรมาสแรก ทำให้การขยายตัวในช่วงไตรมาส 2-4 มีแนวโน้มชะลอลง และไม่น่าจะเติบโตได้ในระดับเดียวกับช่วงต้นปี

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ แรงส่งที่เคยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งตลาดอาจขาดปัจจัยบวกใหม่ที่จะสร้างความประหลาดใจเชิงบวก ให้กับนักลงทุน แตกต่างจากช่วงต้นปีที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง

    “ช่วงครึ่งปีแรก ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังหลายเรื่อง แต่เมื่อ GDP ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การเติบโตหลังจากนี้จะชะลอลง ทำให้ปัจจัยบวกใหม่ที่จะผลักดันตลาดมีน้อยลง”

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อราคาพลังงานในตลาดโลก

    นายธนเดช กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ หากสงครามหรือความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อกำลังซื้อ และผลประกอบการของภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังมากขึ้น หลังสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวเข้าใกล้กรอบเพดานที่รัฐบาลกำหนด ส่งผลให้ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โอกาสที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือใช้งบประมาณพิเศษในระดับหลายแสนล้านบาท เช่น วงเงินประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม อาจทำได้ยากขึ้นในปีถัดไป เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

    “ปีนี้อาจเป็นหนึ่งในช่วงท้าย ๆ ที่รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่ได้ หลังจากนี้ข้อจำกัดจะมีมากขึ้น เพราะระดับหนี้สาธารณะเริ่มเข้าใกล้เพดาน”

    ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตานโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะแนวคิดด้านภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีการพูดถึงมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% และมีแนวโน้มว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐอาจใช้มาตรการทางกฎหมายหรือกลไกด้านภาษีอื่นๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่า อัตราภาษีอาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และบรรยากาศการลงทุน

    สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน มองว่า ตลาดหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกหลายประเด็นไปล่วงหน้าแล้ว แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แต่ราคาหุ้นจำนวนมากได้ปรับขึ้นรับข่าวดีไปก่อนแล้ว ดังนั้น ภายใต้ภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตลงทุนมากกว่าการเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

    “หากนักลงทุนมีกำไรอยู่แล้ว และไม่ได้มีความจำเป็นต้องถือหุ้นเต็มพอร์ต การทยอยแบ่งขายทำกำไรบางส่วนถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง”

    ส่วนผู้ที่ยังไม่มีสถานะลงทุน หรือมีเงินสดรออยู่ แนะนำให้รอจังหวะที่ตลาดปรับฐานหรืออ่อนตัวก่อนเข้าซื้อ เพื่อเพิ่มส่วนต่างของผลตอบแทน และลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1244493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QT-ZB7cEDelbHRZO4y-rB

  • โทเคนเพื่ออากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

    โทเคนเพื่ออากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

    วันนี้ ความฝันเริ่มเป็นจริง…ความฝันว่าโครงการลงทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นทั้งธุรกิจและการลงทุนไปในตัวด้วย

    สิ่งเชื่อมโยงเช่นที่ว่านั้นก็คือ “คาร์บอน เครดิต โทเคน” (Carbon Credit Token) ซึ่งมีการนำโทเคนออกมาจำหน่ายแล้ว ใช้ชื่อว่า “บลู กรีน โทเคน” (Blu Green Token) หรือชื่อย่อ “BLU” โดยบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี (STCT) ในเครือของบมจ.DITTO

    ภายใต้การรับอนุญาตจากก.ล.ต.และอยู่ภายใต้เกณฑ์กำกับของก.ล.ต.และนับเป็นโทเคนสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย รับเมกะเทรนด์ “เศรษฐกิจสีเขียว”

    BLU ออกโทเคนเพื่อระดมทุนปลูกป่าและดูแลป่าชายเลนบนเนื้อที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยเปิดจำหน่าย “บลู” จำนวน 400 ล้านโทเคน โทเคนละ 1.20 บาท มูลค่ารวม 480 ล้านบาท ได้รับการต้อนรับจากตลาดอย่างอบอุ่นด้วยยอดจองเกินจำนวนเสนอขาย และเปิดซื้อขายนัดปฐมฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมานี้

    ราคาปิดวันแรก 1.30 บาท เหนือจองกว่า 8% และระหว่างวันทำราคาสูงสุดถึง 1.44 บาท การซื้อขาย 4วันที่ผ่านมา ราคาต่ำสุดยังไม่หลุดจาก 1.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 11 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็น “ตลาดใหม่” ที่ไม่เลวร้ายนัก

    กติกาผลตอบแทนต่อผู้ลงทุนในตลาดของ “บลู” ขึ้นกับผลงานในการดูแลและพัฒนาป่าชายเลนในพื้นที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยแบ่งเกณฑ์อัตราผลตอบแทนกรณีฐาน (Base Case) 10.35% กรณีเบสต์ เคส (Best Case) 20.04% และกรณีเวิร์สท์ เคส (Worst Case) 3.0%

    ช่วงปีที่ 1-4 ยังไม่มีการจ่ายผลตอบแทน ผลตอบแทนจะเริ่มคิดในปีที่ 5-7 ผู้ถือโทเคนจะได้รับคืนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7

    เกณฑ์ราคาคาร์บอน เครดิต คิดตามกรณี ได้แก่กรณีเบสต์ เคส ราคาอ้างอิงจะเพิ่มจาก 1,200 บาท/ตัน ณ วันระดมทุนเป็น 3,221 บาท ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 4,038 และ 4,240 บาท ในปี 2574-2575 ตามลำดับ

    กรณีฐาน (Base Case) ราคาอ้างอิงจะปรับเพิ่มเป็น 1,875 บาทในปี 2573 และเพิ่มเป็น 2,147-2,462 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1,351 บาทในปี 2573 และ 1,391-1,433 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ

    อัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลงานปลูกป่าจริง ๆ

    ข้างต้นคือกฎกติกาการลงทุนใน  “บลู กรีน โทเคน” โดยสังเขป ผมว่าก็แฟร์พอสมควร ที่คุณได้รู้ว่าจะได้อะไรและเสียอะไรนะ ซึ่งช่วงปีที่ 1-4 ผู้ลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร ได้แต่ซื้อขายโทเคนใน “ตลาดรอง” ผลตอบแทนจะเริ่มนับเอาตั้งแต่ปีที่ 5 และคืนเงินทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7

    ความเสี่ยง-ผลตอบแทน และความคุ้มค่า ก็มีกฎกติกาแน่ชัด ผู้ลงทุนได้เอาไปไต่ตรองดูกันเอาเอง

    จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้ข้อคิดน่าสนใจว่า การระดมทุนรูปแบบใหม่ผ่าน “ดิจิทัล โทเคน” กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโอกาสทางการเงินสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่…

    ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 5.3 ล้านคน และเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่แตกต่างจากกลุ่มนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เดิม

    คาร์บอนเครดิต คือสิทธิอ้างอิงที่แสดงถึงการลดหรือการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเป็น “หน่วยวัด” ซึ่งสามารถซื้อขายได้ และการลดก๊าซเรือนกระจก ก็ไม่จำกัดเพียงการปลูกป่าชายเลนเท่านั้น

    การปลูกป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างพลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะ และการขจัดก๊าซพิษมีเทนจากน้ำเสีย ก็สามารถตีเป็นมูลค่าทรัพย์สิน และตลาดการลงทุนได้

    ตลาดซื้อขาย “ดิจิทัล โทเคน” ในรายของ “บลู กรีน โทเคน” จุดติดขึ้นมาแล้ว พลังผนึกของเอกชนรายอื่น ๆ คงจะตามมาอีกมหาศาล ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มซีพี เจริญโภคภัณฑ์ ก็เปิดตัวโครงการ “Reforest Tokenization” ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ฟื้นฟูป่า 1 หมื่นไร่ในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และตากขึ้นมา

    ฟื้นฟูป่าและดูแลชุมชนผู้ฟื้นฟูป่าให้มีรายได้ขึ้นมาด้วย

    พลังจากภาคเอกชนในภารกิจลดก๊าซเรือนกระจก มีมากมายมหาศาลกว่าภาครัฐ ทั้งยังทำเป็นธุรกิจและเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งยังสร้างตลาดดิจิทัลเพื่อการลงทุนใหม่ขึ้นมาอีกด้วย

    เป้าหมาย Net Zero Carbon ประเทศไทยในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ใกล้เคียงความจริง วอนรัฐบาลเร่งคลอดพ.ร.บ.โลกร้อนเร็วหน่อยเถอะ..very very please

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/849080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw103FGTX73rYAg2VEefuqRs

  • สหรัฐฯ จ่อรื้อกำแพงภาษีรอบใหม่ เล็งเก็บ 10-12.5% ไทยติดโผ 60 ประเทศคู่ค้า

    สหรัฐฯ จ่อรื้อกำแพงภาษีรอบใหม่ เล็งเก็บ 10-12.5% ไทยติดโผ 60 ประเทศคู่ค้า

    วันนี้ (23 ก.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั่วโลกกำลังจับตาการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าพื้นฐานในอัตราร้อยละ 10 ที่ใช้กับหลายประเทศทั่วโลก กำลังจะสิ้นสุดลงตามกำหนด โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้แทนมาตรการเดิมที่กำลังหมดอายุ

    เบื้องต้นมีการประเมินว่า ประเทศคู่ค้าราว 60 ประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่

    ก่อนการประกาศมาตรการชุดใหม่ หลายประเทศได้เผชิญกับการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ แล้ว โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลในอัตราร้อยละ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมให้เหตุผลว่าบราซิลมีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐฯ

    ด้านประธานาธิบดีบราซิลยืนยันว่า ประเทศยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณความจริงใจจากอีกฝ่าย พร้อมประกาศเตรียมหาตลาดส่งออกใหม่รองรับสินค้าที่อาจไม่สามารถจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้

    ก่อนหน้านี้ไม่นาน สหรัฐฯ ยังประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน สะท้อนทิศทางการใช้นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น

    เปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 เป็นฐานกฎหมาย

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของมาตรการครั้งนี้ คือ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นเครื่องมือในการดำเนินมาตรการภาษีชุดใหม่ หลังมาตรการเดิมที่ใช้อำนาจตามกฎหมายอีกฉบับถูกศาลสหรัฐฯ วินิจฉัยให้เป็นโมฆะ

    มาตรา 301 ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบว่า ประเทศคู่ค้ามีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือไม่ หากพบการกระทำดังกล่าว รัฐบาลสามารถตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า หรือใช้มาตรการทางการค้าอื่นได้

    เครื่องมือนี้เคยถูกใช้มาแล้วในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และถูกมองว่า มีฐานกฎหมายที่แข็งแรงกว่าเดิม ลดความเสี่ยงที่จะถูกศาลเพิกถอน

    ไทยอยู่ในข่ายได้รับผลกระทบ

    รายงานระบุว่า มาตรการภาษีรอบใหม่อาจครอบคลุมประเทศในสหภาพยุโรป ประเทศในเอเชียตะวันออก รวมถึงหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน

    เบื้องต้นคาดว่า อัตราภาษีนำเข้าชุดใหม่จะอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 10-12.5 เพื่อใช้ทดแทนอัตราภาษีพื้นฐานเดิมที่ร้อยละ 10 ซึ่งกำลังจะหมดอายุ

    นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมองว่า การดำเนินมาตรการภาษีรอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นการเปิดฉากสงครามการค้าระลอกใหม่อย่างเป็นทางการ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อผลักดันนโยบาย America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน

    หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ส่งออกในหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน อีกทั้งยังซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อทิศทางการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    อ่านข่าว :

    ส.นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ห่วงใยสื่อมวลชนเผชิญภาวะเลิกจ้าง

    ป.ป.ส.-ตร.ปส. เร่งเจรจาเมียนมาตามตัว “โรสโรส” เครือข่าย “พ.อ.จะลอโบ่”

    กกพ.ตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 3.95 บาท ใช้เงิน Claw back 16,127 ล้าน อุ้มค่าเอฟที

    นายกฯ แถลงทลายเครือข่ายลอบใช้ไฟทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องกว่า 1,900 เครื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xthEn25QN9YXajmjUCvTH