Blog

  • กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    วันนี้ ( 18 ก.ย.2568 )นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า กยศ.การดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    โดย กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้แก่ประชาชนทั่วไปอายุ 18 – 60 ปี ด้วยหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill)

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผู้กู้ยืมเงินสามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับ กยศ. แล้วกว่า 720,783 ราย

    ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี และผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) ทั้งนี้ กยศ. ยังคงยืนยันเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการ 

    อ่านข่าว:

     เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้เงินเฟ้อยังคงสูง

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ 5 ปี ยุคแห่งความท้าทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356678&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kBZJeVuL6rMD0CKBt9qjw

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม แมทธิวดีน

    Home / Other / ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    วันที่ 18 กันยายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย
    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/other/397360.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28gcyWuN4eOSAWWF0whPZy

  • ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ


    ททท. จับมือ สทท. เดินหน้าโครงการ “ทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค” หนุนเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินสะพัดกว่า 24 ล้านบาทภายใน 2 เดือน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ร่วมกับ สภาอุตหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  จัดโครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระจายรายได้ปี 68 คาดงินสะพัดเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 24 ล้านบาทตลอดทั้งโครงการ 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค ทาง ททท. ได้ร่วมมื่อกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย ให้ออกมาท่องเที่ยวเมื่องน่าเที่ยว 5 ภูมิถาคทั่วประเทศไทย ผ่านการเดินทางเที่ยวเป็นหมู่คณะ ในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว  โดย ททท. สนับสนุนค่ารถบัสโดยสารให้กับผู้ประกอบการที่เสนอขายรายการนำเที่ยวที่มีการเดินทางพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 1 คืน (ระยะเวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน) และต้องเป็นการเดินทางพักค้างคืนข้ามจังหวัดและจากเมืองหลักสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) หรือเมืองรองสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) รวมถึงมีผู้ร่วมเดินทาง (ลูกทัวร์) ไม่น้อยกว่า 30 คน/คัน ซึ่ง ททท. จะสนับสนุนค่ารถบัสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบการขนส่งและประกันภัย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ในวงเงิน 10,000 บาท ต่อ/คัน/วัน ตามที่เดินทางจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/ทริป ภูมิภาค โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 

    ทั้งนี้ ททท.เชื่อมั่นว่า โครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ ผลักดันการกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นในเมืองน่าเที่ยว สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งรถบัส รถขนส่งสาธารณะไม่ประจำทาง บริษัทนำเที่ยว รวมถึงภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไม่น้อยกว่า 6,000 คน-ครั้ง และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท เกิดการจ้างงานแรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ คนขับรถโดยสารนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานบริการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและร้านของที่ระลึก สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการยังคงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e1_JPCEYurVnd06uI4KUg

  • สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า สมาคมได้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายครบวงจรเพื่อเสนอรัฐบาล เพื่อช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารและท่องเที่ยวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงในระยะยาว

    โดยรัฐควรใช้แพ็กเกจนโยบายที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 แกนหลัก

    แกนแรก คือ การเงินและภาษี (Cost Relief & Liquidity) โดยเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับร้านอาหารเหลือ 5% เป็นการชั่วคราว 12 เดือน สำหรับบริการอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และให้สินเชื่อซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 1–2% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อกิจการ

    โดยมี บสย. ค้ำประกัน 70% นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเว้นหรือปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบอนุญาตอาหาร สุขาภิบาล ดนตรีสด และสื่อโฆษณา ระหว่าง 50–100% เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายลงทุนยกระดับครัว ระบบความเย็น และพลังงานสะอาดแบบ Super Deduction 2.0 โดยสามารถหักเพิ่ม 1.5–2 เท่าของมูลค่าการลงทุน

    แกนที่สอง คือ การลดต้นทุนปฏิบัติการ (Operating Cost) ซึ่งเน้นการสนับสนุนค่าไฟและค่าน้ำในอัตราพิเศษสำหรับกิจการขนาดเล็กและกลาง พร้อมทั้งจัดตั้งตลาดกลางวัตถุดิบอาหารร่วมกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อตัดตัวกลางและลดราคาวัตถุดิบลง 5–10%

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    แกนที่สาม คือ แรงงานและทักษะ (Jobs & Skills) โดยเสนอให้รัฐอุดหนุนค่าจ้างชั่วคราวสำหรับพนักงานเดิมที่รักษาการจ้างงาน 6–12 เดือน ในอัตรา 1,500–2,000 บาทต่อหัวต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งการใช้ภาษา มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัยด้านอาหาร การตลาดดิจิทัล และการบริหารต้นทุน ผ่านอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเสนอช่องทางนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายแบบ Fast-Track สำหรับตำแหน่งขาดแคลน โดยควบคุมมาตรฐานค่าจ้างและสวัสดิการ

    แกนที่สี่ คือ การตลาดและการท่องเที่ยว (Demand Stimulus) โดยเน้นจัดเทศกาลอาหารในจังหวัดต่างๆ และเส้นทาง Food Tourism ตั้งแต่ Street Food ไปจนถึง Fine Dining เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พร้อมทั้งจัดแคมเปญ “Clean Food, Safe & Iconic” เพื่อผลักดันมาตรฐานร้านท้องถิ่น และสร้างคอนเทนต์หลายภาษา

    แกนที่ห้า คือ ดิจิทัลและนวัตกรรม (Digital Boost) โดยเสนอให้มินิแกรนท์มูลค่า 50,000–150,000 บาท สำหรับร้านอาหารในการจัดทำเมนูหลายภาษา ระบบจองอาหาร POS และ Inventory รวมถึงเดลิเวอรีและระบบ Loyalty/CRM เปิดเผยข้อมูลภาคท่องเที่ยวและอาหาร เช่น ความต้องการช่วงฤดูกาลและเทศกาล ให้ SMEs ใช้วางแผนธุรกิจ และจัดตั้งกองทุนสตาร์ทอัพด้าน FoodTech และ TravelTech เพื่อสนับสนุนโซลูชันลดต้นทุน ลดการสูญเสียอาหาร และใช้พลังงานสะอาด

    แกนที่หก คือ กฎหมาย มาตรฐาน และความยั่งยืน (Ease & Green) โดยเสนอระบบ One-Stop License สำหรับใบอนุญาตอาหาร ดนตรี ป้าย และสุรา ผ่านดิจิทัลเพื่อลดเวลาการดำเนินการจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน พร้อมสนับสนุน Green Restaurant/Hotel Program ด้วยเงินอุดหนุน 30–40% สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลาสติก และจัดการขยะอาหาร นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับปรุงผังเมืองและกฎระเบียบสถานที่ เพื่อส่งเสริมโซนอาหารกลางคืนที่ปลอดภัย มีมาตรฐานด้านเสียงและสุขอนามัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/639054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ePH_zInHA8cHA_6lCoDht

  • K

    K

    ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29%

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง Alipay Weixin Pay และ UnionPay ได้เป็นแอปพลิเคชันแรก พร้อมมอบ โปรโมชันพิเศษในการใช้จ่ายต่างประเทศ

    ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านการสแกนจ่ายต่างประเทศเติบโตกว่า 29%

    นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายในประเทศญี่ปุ่นผ่านเครือข่าย Alipay + ในร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 40 ร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสนามบิน ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เช่น Daimaru Takeya GU Bic Camera และ Don Quijote จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อชำระขั้นต่ำตามยอดซื้อและเงื่อนไขที่กำหนด (จำกัดสูงสุด 5 รายการต่อท่าน/ร้านค้า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 – 25 ตุลาคม 2568

    สำหรับลูกค้าที่นิยมพกเงินสด หรือเดินทางไปในประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก ก็สามารถแลกเงินได้สะดวก พร้อมรับโปรโมชันทุบเรทแลกเงิน ได้รับเรทพิเศษ เพียงสแกนจ่ายผ่าน K PLUS เพื่อแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งบูธในสนามบินและนอกสนามบินกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if060hamufputva17iasok99zfn1orj5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-3pRIPkhguEZ_zwzGEbI

  • ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่รัฐสภา นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าทาง กมธ. ได้ประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ย. เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายด้านกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งการประชุมครั้งดังกล่าว ได้รับเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ความท้าทายด้านสังคม ภาพลักษณ์ และผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดย กมธ. ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส (Wellness Tourism) โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

    “แต่การใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชน และภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากกลิ่นกัญชา ซึ่งแพร่กระจายในพื้นที่สาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว กลิ่นดังกล่าวไม่เพียงสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ สูญเสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลง และบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ทาง กมธ. ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว ดังนี้ 1.กำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เพื่อป้องกันมิให้การใช้กัญชาแพร่กระจายไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะโดยไม่เหมาะสม 2.จัดทำมาตรฐาน ด้านความปลอดภัย และการควบคุมกัญชาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนและปกป้องประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว 3.บริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของประเทศไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า 4.จัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจน ในการกำกับดูแลการใช้กัญชา โดยครอบคลุมถึงการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลพิษ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้จะส่งไปให้ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5124494/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BVHrVYJe7n-hwZW43d802

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย


    18/09/2568 | 85 |

    บ่ายนี้ (18 กันยายน 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี  สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี= พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yQQCn-YIDUlbiqM_TF1R9

  • Gother  ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    Gother ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

    นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Gother กล่าวว่า ในโอกาสที่ Gother ครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งเราพร้อมให้บริการที่เข้าถึงและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนไทยอย่างแท้จริง ภายใต้การสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกไปท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ผ่านการจองบริการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอแบบครบวงจร ทั้งบริการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก กิจกรรม รถเช่า แพ็คเกจทัวร์  Gother ได้จัดโปรโมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไปเที่ยวช่วงสิ้นปี หรือต้นปี 2569

    Gother ได้จัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนลดและรางวัลคุ้ม 3 ต่อ ให้ทั้งส่วนลด ตั๋วเครื่อง ที่พัก กิจกรรม และสิทธิ์จับฉลากมูลค่ารวมรางวัลกว่า 150,000 บาท และโค้ดส่วนลดพิเศษ 500 บาท สำหรับการจองครั้งถัดไป ระยะเวลาโปรโมชั่น: 18 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568

    ต่อที่ 1: ส่วนลดจองเที่ยวผ่าน Gother

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางในประเทศ ลด 6% สูงสุด 800 บาท ขั้นต่ำ 3,000 บาท

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางต่างประเทศ ลด 8% สูงสุด 4,500 บาท ขั้นต่ำ 15,000 บาท

    ที่พัก ในประเทศ ลดทันที 600 บาท ขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พัก ต่างประเทศ ลด 15% สูงสุด 2,000 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท

    กิจกรรมในประเทศ ลด 7% สูงสุด 350 บาท ขั้นต่ำ 1,500 บาท

    กิจกรรม ต่างประเทศ ลด 9% สูงสุด 899 บาท ขั้นต่ำ 3,500 บาท

    ต่อที่ 2: สิทธิ์จับฉลากรางวัลสำหรับทุกคนที่มียอดจองทุก 5,000 บาท

    รางวัลที่ 1 : ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ญี่ปุ่น ทุกเส้นทางบินที่ให้บริการจากสายการบิน EVA Air (Full Service)  1 รางวัล 2 ที่นั่ง มูลค่ารวม 75,000 บาท

    รางวัลที่ 2 :  ห้องพักหรู Studio Pool Villa โรงแรม Casa de La Flora 1 รางวัล เข้าพักได้ 2 ท่าน มูลค่า 20,000 บาท

    รางวัลที่ 3 :  ห้องพัก Sea View Deluxe โรงแรม Cape Sienna Gourmet Hotel & Villas 1 คืน มูลค่า 14,500 บาท

    รางวัลที่ 4 : ห้องพัก Deluxe Poolside โรงแรม La Vela Khaolak 1 คืน มูลค่า 12,194 บาท

    รางวัลที่ 5 : ห้องพัก Flora Room โรงแรม La Flora Khaolak 1 คืน มูลค่ากว่า 11,400 บาท

    รางวัลที่ 6 : Gother Voucher มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่า 30,000 บาท

    ต่อที่ 3: เมื่อจองครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับโค้ดส่วนลดสำหรับการจองครั้งถัดไปมูลค่า 500 บาท (ขั้นต่ำ 3,500 บาท)

    และโปรโมชั่นพิเศษสุด, ดีลพิเศษสายการบิน สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    วันที่ 25 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568

    ตั๋วเครื่องบิน ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 150 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    ที่พัก ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 250 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    สายการบิน EVA Air ลดทันทีเลย 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น

    สายการบิน All Nippon Airways ลดทันที 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินญี่ปุ่นเท่านั้น

    ทุกสายการบิน ลดทันทีเลย 1,000.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินไปฮ่องกงเท่านั้น

    ดีลพิเศษ 1 แถม 1 + ลดเพิ่มสูงสุด 899 บาท*  สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    ทัวร์ไหว้พระ-ทัวร์มูเตลู พระวัดดังที่ฮ่องกง (1 วัน) เริ่มต้นเพียง 2988.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 1 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 แพ็กเกจเกมกอล์ฟและความบันเทิงครบครัน ที่ Topgolf Megacity เริ่มต้นเพียง  149.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    บัตรโดยสารรถไฟ AREX Incheon Airport Express แบบเที่ยวเดียว (สนามบินอินชอน) เริ่มต้นเพียง 300.- ระยะเวลาจอง :  18 ก.ย. – 1 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 18 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    กระเช้า Ngong Ping 360, Hong Kong เริ่มต้นเพียง 1163.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 (ยกเว้น 2-16 ก.ย. 2568)

    บัตรเข้าชม Macau Tower (Macau Tower Sightseeing Ticket) เริ่มต้นเพียง 521.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    WoW Park – Buy 1 Get 1 Free Combo Ticket เริ่มต้นเพียง 792.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.- 5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย.- 31 ต.ค. 2568   

    บัตรเข้าสวนสนุก Ocean Park Hong Kong เริ่มต้นเพียง 2,139.- ระยะเวลาจอง :    25 ก.ย. – 5 ต.ค. 68 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 68

    บัตรสวนสนุก Disneyland Hong Kong ซื้อแพคเกจ 3 ใบ หรือ 4 ใบ ลด 15% ช่วงเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568

    เพื่อมอบความสุขให้ลูกค้าแบบจัดเต็ม ในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี Gother ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Hong Kong Tourism Board (HKTB) จัดโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มีแผนเที่ยวฮ่องกงโดยเฉพาะ

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางฮ่องกง (ไม่จำกัดสายการบิน) ลด 12% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พักในฮ่องกง ลด 15% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    รวมถึงส่วนลดพิเศษสำหรับกิจกรรมยอดนิยม เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษอย่างเต็มที่ เช่น ฮ่องกงบัสทัวร์ กระเช้านองปิง ทัวร์มูเตลู พีคแทรมและสกายเทอเรส และสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง

    (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เสิร์ชเอ็นจินอ็อปทิไมเซชั่น จำกัด กำหนด)

    นายอนุพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของGother ได้รับการสนับสนุนจาก บีคอน เวนเจอร์ส แคปิทัล บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ กรุงไทย เวนเจอร์ส บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกรุงไทย เพื่อเสริมศักยภาพและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันเปิดตัวมาแล้วกว่า 1 ปี มีความมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นแพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวที่ 1 ในใจของคนไทย ที่มีบริการการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจโปรโมชั่นสามารถดูรายละเอียดได้ที่ ข้อมูลเพิ่มเติม Link: https://www.gother.com/th-th/promotions/gother-birthday-2025

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/915125&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pvl0kzWq3_K3cxx8IXJfn

  • กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    นายเฉลิมพงษ์ แสงดี กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย เข้าร่วม
             
    นายเฉลิมพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า แม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว จากการใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชนและภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะผลกระทบจากกลิ่นกัญชาที่แพร่กระจายในที่สาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงจะสร้างความรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ เสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลงและบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ
             
    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมาย โดยขอให้รัฐบาลกำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกัญชา จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการใช้อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการบริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และสุดท้ายคือการจัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจนในการกำกับดูแลการใช้กัญชา ครอบคลุมการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลภาวะ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L4ZNFT5kW1VV4k3E8avY8

  • อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    ‘อนุทิน’ นำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ หารือสภาหอการค้าไทย รับฟังเอกชนทุกมิติ ย้ำเร่งเดินหน้าโรดแมปเศรษฐกิจ 4 เดือนแรก พร้อมรับ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ 

    วันที่ 18 ก.ย.ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมว่าที่รัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หารือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ “ทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า ส่วนตัวคือเจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่มาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว”

    ดังนั้น วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย ที่รัฐบาลกำลังจะเน้นการ “เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด 4 เดือน 

    อย่างไรก็ตาม การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ

    พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยืนยันพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ,ด้านความมั่นคงชายแดน ,แก้ปัญหาภัยธรรมชาติและภัยสังคม ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ 

    ขณะเดียวกัน ได้เสนอ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

    • เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 
    • เพิ่มสภาพคล่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 
    • ลดภาระค่าของชีพและต้นทุนประชาชน 
    • ส่งเสริมการค้าการลงทุน โลจิสติกส์ และการค้าที่เป็นธรรม รวมถึงสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SMEs
    • รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน
    • เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น เทรดวอร์ และกระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยวของไทย 

    หวัง ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายปี

    ส่วนนโยบายที่กำลังถูกจับตามองในแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนได้เสนอโครงการ ‘คนละครึ่ง’ , EASY E-Reciept และผลักดันโครงการใช้ของไทยฟื้น SMEs โดยขอให้จัดเป็นแคมเปญระดับชาติ 

    เบื้องต้นประเมินว่าหากมีโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะช่วยหนุนให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท

    อนุทิน เผยอีกว่า ขณะนี้ ได้มอบหมายงานให้กับว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระพาณิชย์ ให้เตรียมมาตรการเพื่อทำให้การค้าคล่องตัวและราบรื่นที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้ค้าเสียเปรียบ ทั้งการเจรจา FTA สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร 

    “ไม่เฉพาะค้าขายกับต่างประเทศเท่านั้น การค้าขายในประเทศก็ต้องทำ เพื่อให้มีความคล่องตัวที่สูงลดความเดือดร้อน ของผู้ประกอบการ”

    ปัจจุบัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ต้องทำงานควบคู่กัน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย SME เผชิญปัญหาหนี้เก่า เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) 

    อีกทั้ง ยังมีสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก และไม่สามารถผลิตต่อได้เนื่องจากขาดเงินทุนในการซื้อส่วนประกอบหรือวัตถุดิบ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจะหาแนวทางในการอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้พวกเขามีกระแสเงินสด (cash flow) 

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนนี้จะพิจารณาให้กับ “ลูกค้าชั้นดี” ที่มีความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าจริง ไม่ใช่เพียงนำเงินไปหมุนเวียนให้ผ่านไปวันๆ เป้าหมายคือการช่วยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถนำเงินทุนไปต่อยอดและทำการค้าต่อไปได้ในระยะยาว

    อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าวางรากฐานนโยบายระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลัง การดำเนินการจะครอบคลุมทุกมิติ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด 

    “ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว 

    ดังนั้น ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันได้ ก็วิน-วิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจว่าโครงการริเริ่มจากใคร”

    นอกจากนี้ ยังมีแผนในการลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโดยรวม สำหรับนโยบายโดยรวมนั้น ร่างนโยบายได้จัดทำเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีการปรับแก้รายละเอียดเล็กน้อยให้สอดคล้องกับข้อหารือต่างๆ 

    “การทำงานเราจะมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ โดยไม่ยึดติดว่านโยบายนั้นมาจากแนวคิดของใคร หรือใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเครดิต ทุกฝ่ายควรได้รับประโยชน์ หากนโยบายใดก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม กับประเทศ และกับประชาชน รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็ม” อนุทินกล่าว

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ อนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economic-team-4month-roadmap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XWHBwrbqWpKBCYv_BjDd