Blog

  • เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    ทีมวิจัยกรุงศรี มีมุมมองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 68 ว่า มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มหดตัว ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    วิจัยกรุงศรี จึงประเมินว่า หากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีปัจจัยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    1. ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย ซึ่งเพิ่มจากอัตรา 10% ในเดือนเม.ย. เป็นอัตรา 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก จึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 68 จะขยายตัวเพียง 3.5%

    1. การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 67 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    1. ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 68 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 67 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 64
    2. การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 69 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 68 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเปิดทางให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    น.ส.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) กล่าวว่า ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 68 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลพวงจากข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) และการเสนออัตราภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะ Twin Influx หรือการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะซ้ำเติมการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ไทย

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนในกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

              
    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน 2567 2568 (ครึ่งแรก) 2568 (ทั้งปี)
    GDP 2.5 3.0 2.1
    การบริโภคภาคเอกชน 4.4 2.3 2.4
    การบริโภคภาครัฐ 2.5 2.8 1.5
    การลงทุนภาคเอกชน -1.6 1.4 0.9
    การลงทุนภาครัฐ 4.8 17.5 4.7
    มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์) 5.9 15.0 3.5
    มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์) 5.5 12.0 5.0
    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) 35.5 16.7 34
    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.4 0.4 0.2
    อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (% ณ สิ้นปี) 2.25 1.75 1.25
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527399&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxCAY0H0-5kHSunM9aSnr

  • หอการค้าตรังจัดแฟร์ครั้งที่ 5 ดันท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    หอการค้าตรังจัดแฟร์ครั้งที่ 5 ดันท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    5 กันยายน 2568 12:48 น. ทองขาล กัณหาจันทร์ ข่าวทั่วไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงาน “หอการค้าแฟร์ @ ตรัง ครั้งที่ 5 โดยมี นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ส่วนราชการ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมงาน โดยหอการค้าจังหวัดตรังกำหนดจัดกิจกรรม หอการค้าแฟร์ @ ตรัง ครั้งที่ 5 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน 2568 บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ตรัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    ภายในงานมีการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าชุมชน  สินค้า OTOP ข้าวของเครื่องใช้จากผู้ประกอบการในจังหวัดตรังและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการแสดงยานยนต์รุ่นใหม่จากบริษัท ผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมร้านค้าทั้งสิ้นจำนวน 150 บูธ  โดยในงานได้ให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด อาหารปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ตลอดจนคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ที่มาเที่ยวงาน จึงได้จัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบและกว้างขวาง  มีโต๊ะรับประทานอาหารสามารถรองรับผู้ที่นั่งรับประทานอาหารได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้บนเวทีได้เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้แสดงความสามารถด้านต่างๆ  เป็นประจำทุกวัน

    ทั้งนี้ด้วยพันธกิจหลักของหอการค้าคือการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง และมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน  หอการค้าจังหวัดตรังจึงมีความมุ่งหวังว่าการจัดกิจกรรม หอการค้าแฟร์@ตรัง ในครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปในการเพิ่มโอกาสในการค้าขาย ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังภารกิจของหอการค้าที่มีว่า  ส่งเสริมการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าชีวิต คือภารกิจหอการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNRx2ErDmKdlwtrMYW4LG

  • ปักธงแดงเตือนแม่น้ำน่าน ล้นตลิ่งที่พิจิตร วางแนวป้องกันเขตเศรษฐกิจ

    ปักธงแดงเตือนแม่น้ำน่าน ล้นตลิ่งที่พิจิตร วางแนวป้องกันเขตเศรษฐกิจ

    กรมชลประทาน ปักธงแดงเตือนแม่น้ำน่าน ล้นตลิ่ง ที่ อ.บางมูลนาก พิจิตร นำเจ้าหน้าที่วางแนวกระสอบทราย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ป้องกันเขตเศรษฐกิจ

    วันที่ 5 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำ ในแม่น้ำน่าน บริเวณเขตเทศบาลเมืองบางมูลนาก จ.พิจิตร ขึ้นสูงเข้าสู่ช่วงวิกฤติ เนื่องจากรับปริมาณมวลน้ำทางภาคเหนือก้อนใหญ่ไหลลงมาสมทบจำนวนมาก ทำให้แม่น้ำน่านมีปริมาณน้ำสูง กรมชลประทานได้ปักธงแดงเตือน

    ซึ่งบางพื้นที่ในเขตเทศบาลบางมูลนาก มีมวลน้ำไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและสวนผลไม้ของประชาชน แถวชุมชนชูเชิดน่านใต้ ในเขตเทศบาลเมืองบางมูลนาก สูง 50 ซม. ส่วนย่านเศรษฐกิจตลาดบางมูลนากน้ำขึ้นสูงใกล้ล้นตลิ่ง 

    นายอรรณพ ตั้งกิติถาวร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบางมูลนาก ได้นำเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองบางมูลนาก ช่วยกันนำกระสอบทรายปิดท่อช่องน้ำทิ้งที่น้ำแม่น้ำไหลย้อนกลับเข้ามา พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำหลายตัว เพื่อสูบน้ำจากบ่อพักน้ำออกสู่คลองสาขา เพื่อให้ลงทุ่งพักน้ำป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจตลาดบางมูลนาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/north/2881051&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9Ec8k8nTX_T1LLsvPxih

  • เอกชนล็อกสเปคทีมเศรษฐกิจเน้นดี-เก่ง-มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ

    เอกชนล็อกสเปคทีมเศรษฐกิจเน้นดี-เก่ง-มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ

    เอกชนล็อกสเปคทีมเศรษฐกิจเน้นดี-เก่ง-มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า ภาคเอกชนคงไม่สามารถตอบแทนภาคการเมืองได้ว่าความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะต้องอยู่ในกรอบเวลาเมื่อใด 

    แต่สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายควรเร่งหาทางออกให้ประเทศเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจทางเศรษฐกิจ

    ขณะนี้แม้จะมีการหารือและการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างพรรคการเมืองเพื่อเสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีเงื่อนไขทางการเมืองหลายด้านที่ไม่สามารถตอบแทนได้ 

    เอกชนล็อกสเปคทีมเศรษฐกิจเน้นดี-เก่ง-มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ

    อย่างไรก็ดี จุดยืนของภาคเอกชนคือ ต้องการเห็นการเมืองมีเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อให้รัฐบาลใหม่สามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ทันเวลา

    หากถามว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลอาจทำให้นโยบายดี ๆ ทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้นั้น ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเสมอในอดีต เนื่องจากนโยบายขาดความต่อเนื่องเมื่อรัฐบาลเปลี่ยน จึงย้ำเสมอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี เสถียรภาพทางการเมือง เพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้สำเร็จ

    สำหรับคุณสมบัติคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดใหม่ ขอแค่แต่ละท่านต้องเป็น คนดี คนเก่ง มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ และทำงานได้รวดเร็ว เนื่องจากวันนี้โลกเผชิญการแข่งขันสูงและมีปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจหลายด้าน 

    หากไม่มีผู้นำเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ประเทศจะเสียโอกาสในการฟื้นตัว และรับมือกับการแข่งขันในระดับโลกยาก 

    และนี่คือวิกฤติที่ทุกฝ่ายต้องมีสติและร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจและทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VosaZYQxqL9ereFQDPecu

  • ปธ.เฟดนิวยอร์กคาดลดดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป หากเศรษฐกิจสอดคล้องเป้าหมาย : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดนิวยอร์กคาดลดดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป หากเศรษฐกิจสอดคล้องเป้าหมาย : อินโฟเควสท์

    จอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐกิจนิวยอร์ก (Economic Club of New York) ในวันพฤหัสบดี (4 ก.ย.) ว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากภาวะเศรษฐกิจเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ในปัจจุบันว่าการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า

    วิลเลียมส์กล่าวว่า การกำหนดนโยบายการเงินในปัจจุบันของเฟดอยู่ในระดับ “คุมเข้มเล็กน้อย” ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมเมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่แนวโน้มในวันข้างหน้านั้น หากเป้าหมาย Dual Mandate ของเฟดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ก็เป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับที่เป็นกลางมากขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยเขาไม่ได้ระบุว่าเฟดควรจะปรับลดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด

    ทั้งนี้ เป้าหมาย Dual Mandate ของเฟด คือการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

    วิลเลียมส์ยังกล่าวในการประชุมว่า เฟดกำลังเผชิญกับการรักษาสมดุลเพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่กระตุ้นให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเป็นเวลานานขึ้น ในขณะเดียวกันเฟดก็ต้องแน่ใจว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ถูกตรึงอยู่ในระดับสูงจนส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน

    วิลเลียมส์เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่เฟดคนท้าย ๆ ที่มีกำหนดแสดงความเห็นต่อสาธารณะก่อนที่เฟดจะเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่คณะกรรมการเฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 16-17 ก.ย.

    ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จากระดับปัจจุบัน 4.25%-4.50% ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากร

    ข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 237,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย

    ขณะที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 54,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง หลังจากพุ่งขึ้น 104,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l263n1zMmVIufh9_cpoLm

  • 4 เดือนพิสูจน์ฝีมือ! ส.อ.ท.จี้ทีมเศรษฐกิจ “อนุทิน” เร่งฟื้นเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    4 เดือนพิสูจน์ฝีมือ! ส.อ.ท.จี้ทีมเศรษฐกิจ “อนุทิน” เร่งฟื้นเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยมีวาระการทำงาน 4 เดือนว่า ก่อนอื่น ส.อ.ท. ต้องขอแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และยินดีที่ประเทศไทยมีความชัดเจนด้านผู้นำรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและภาคธุรกิจ หลังจากที่การเมืองมีความไม่แน่นอนมาระยะหนึ่ง

    “เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แม้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น ก็ควรรีบเร่งทำงานอย่างเต็มที่ทันที” นายเกรียงไกร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ระยะเวลา 4 เดือนนับว่าสั้นมาก สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบภาษี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายปีจึงเห็นผลชัดเจน ในระยะเวลาจำกัดนี้ รัฐบาลจึงควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นภายใน 4 เดือน ส.อ.ท. เสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

    1. บรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน ที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

    2. ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย

    3. เร่งรัดการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญ เพื่อไม่ให้การเจรจาสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    4. ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายแห่งอยู่ในภาวะ “wait and see” ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้เพียงประมาณ 50% ของเป้าหมาย ซึ่งกระทบต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างชัดเจน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศอาจหยุดชะงัก และการลงทุนใหม่ ๆ อาจล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนนี้

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้รัฐบาลถาวรในอนาคตมาสานต่อ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริง” นายเกรียงไกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kAHjO9eaFrlp8zMWs-Ixo

  • “ชาวเชียงใหม่”ขอให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนอีกเสียงขอให้เลือกตั้งใหม่หากรัฐบาลทำได้ไม่ดี | เดลินิวส์

    “ชาวเชียงใหม่”ขอให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนอีกเสียงขอให้เลือกตั้งใหม่หากรัฐบาลทำได้ไม่ดี | เดลินิวส์

    “ชาวเชียงใหม่”ขอให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนอีกเสียงขอให้เลือกตั้งใหม่หากรัฐบาลทำได้ไม่ดี

    ทุกวันนี้เศรษฐกิจแย่ แม้ว่าอู่ซ่อมรถจะมีรถเข้ามาซ่อม แต่ก็ไม่ได้ค่าซ่อมที่เยอะอไรมาก ของทุกอย่างมีการปรับขึ้น การจ้างพนักงานในอู่รถ รถบางคันใช้เวลาซ่อมหลายวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5085751/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wiSPLDBiP81BOiNg-Qcc9

  • รมว. คลัง เชื่อรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่อได้

    รมว. คลัง เชื่อรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่อได้

    รมว. คลัง เชื่อรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่อได้

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ส่วนตัวเชื่อว่าหากรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะพรรคไหนเข้ามาบริหารจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่อไปได้ ยังไม่มีนโยบายอะไรฝากรัฐบาลใหม่ เพราะที่ผ่านมาได้พูดบอกไปในหลายเวทีแล้ว แต่หากถามว่าเป็นห่วงเศรษฐกิจเรื่องอะไร ก็ขอบอกว่าห่วงทุกเรื่อง เพราะเป็นธรรมชาติของคนทำงาน

    ส่วนนโยบายการปรับโครงสร้างการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT และนโยบาย “โทเคนดิจิทัล” หรือ G Token ที่ยังคงค้างในรัฐบาลเพื่อไทยนั้น เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าต่อได้ เพราะรัฐบาลใหม่รู้ข้อมูลดีอยู่แล้วว่าแต่ละนโยบายมีข้อดีข้อเสียกับเศรษฐกิจและประเทศอย่างไร เป็นเทรนด์การเงิน – การลงทุนที่ทั่วโลกก็ทำกัน เช่นเดียวกับการลงทุนที่ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่ต้องหาวิธีการให้ได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นยังต้องดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างมั่นคง โดยเฉพาะทางการเงิน-การคลัง 
     

    การลงทุนรัฐบาลได้ทำต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ถ้ารัฐบาลใหม่ยังยืนยันที่จะให้การสนับสนุนทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจเข้ามาลงทุนแล้วทุกอย่างยังดำเนินการต่อไปได้ ก็เชื่อว่าจะมีการลงทุนเข้ามาต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มองว่าจะต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการทำให้ธุรกิจไทยเป็นส่วนหนึ่งของสายการผลิตจากการลงทุนต่างประเทศให้ได้เร็วและมากที่สุด 

    “ผมเชื่อว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือใครจะมาเป็นมาเป็น รมว.การคลังก็จะดูแลใช้นโยบายเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่วนเรื่องนโยบายภาษีแวต รัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจซึ่งเค้ารู้อยู่แล้วว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tDSAyfLTxo81RjiOm3Ubz

  • ทำความรู้จัก 3 รายชื่อคนนอก ที่ ‘ว่าที่นายกฯ อนุทิน’ ส่งเทียบเชิญมานั่งเก้าอี้ ครม. เศรษฐกิจรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’

    ทำความรู้จัก 3 รายชื่อคนนอก ที่ ‘ว่าที่นายกฯ อนุทิน’ ส่งเทียบเชิญมานั่งเก้าอี้ ครม. เศรษฐกิจรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’

    ในวันนี้ (5 กันยายน) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเข้าสู่วาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ภายหลังพรรคประชาชนลงนามข้อตกลงเงื่อนไขร่วมกับพรรคภูมิใจไทย แลกกับเสียงโหวตผลักดัน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

    ขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยยุติการทูลเกล้าฯ ยุบสภา พร้อมวางเงื่อนไขใหม่ หากพรรคประชาชนโหวตเลือก ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย จะเข้ามายุบสภาทันทีหลังการแถลงนโยบาย สถานการณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมชุดใหม่ยังคงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ

    แหล่งข่าวทางการเมืองยืนยันว่า 4 กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย กันโควตาไว้สำหรับคนนอกที่มีความเป็นมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเงื่อนไขการเป็นรัฐบาล 4 เดือน ถือเป็นความท้าทายหลักในการโน้มน้าวคนที่มีความเป็นมืออาชีพให้มาร่วมคณะรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ที่ถูกทาบทามให้เข้ามารับตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามมีรายงานระบุว่าไม่ตอบรับจากทั้ง 2 รายชื่อข้างต้น

    ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พรรคภูมิใจไทยทาบทาม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ เป็นอดีตซีอีโอของ ปตท. ซึ่งความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในภาคพลังงานที่ยาวนาน

    เปิดประวัติโผ ครม. เศรษฐกิจว่าที่นายกฯ ‘อนุทิน’

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ปัจจุบัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    การศึกษา

    • B.A. (Highest Honors) (Economics), Swarthmore College สหรัฐอเมริกา
    • M.Phil. (Economics), Yale University สหรัฐอเมริกา
    • Ph.D. (Economics), Yale University สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์

    • Business Analyst, McKinsey & Co , New York สหรัฐอเมริกา
    • ผู้อำนวยการร่วม สถาบันวิจัยนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง
    • Senior Economist, World Bank, Washington DC สหรัฐอเมริกา
    • ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    • อนุกรรมการจัดการลงทุน (Investment Committee) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
    • กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด
    • กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด
    • ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
    • Visiting Professor of Economics สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • กรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิแอดไวเซอร์ จำกัด
    •  ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา
    • กรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
    •  กรรมการอิสระ ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนและกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
    • กรรมการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
    • กรรมการ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปัจจุบัน อธิบดีกรมธนารักษ์

    การศึกษา

    • Ph.D. (Economics / Macroeconomics and International Finance), Claremont Graduate University, USA
    • M.S. (Economics / Policy Economics), University of Illinois at Urbana-Champaign, USA
    • เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประสบการณ์

    • กรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
    • อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
    • กรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
    • อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

    โดย ดร.เอกนิติ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบภาษีและนโยบายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

    การศึกษา

    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • Diploma of Petroleum Management, College of Petroleum Studies, Oxford University, UK (ได้รับทุนการศึกษาจาก British Council)

    ประวัติการทำงาน

    • ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-candidate-anutin-cabinet-appointments/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZQAgYRGtSOcq7In_pgGb2

  • “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันนี้ ที่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้น มองว่าโครงการต่างๆ ที่ค้างไว้ของกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องธรรมชาติที่งานต่างๆ ไม่ว่าตอนไหนก็จะมีงานค้างอยู่ เชื่อว่าเมื่อมีนโยบายชัดเจน งานก็จะสามารถดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

    สำหรับการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศจากนักลงทุน (FDI ) ต้องทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินต่อไปได้ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนและซัปพอร์ตนักลงทุนเข้ามา ซึ่งได้พูดมาเสมอว่าจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจ

    ส่วนเรื่อง G-Token และการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่า 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และจะกลับมาเก็บในอัตรา 10% จะมีการมีพิจารณาต่อหรือไม่นั้น นายพิชัย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ว่าใครจะดูแล ทุกคนก็ยังคงใช้หลักเดียวกัน ดูแลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมั่นคง ซึ่งความมั่นคงทางการเงินและการคลังเป็นสิ่งสำคัญในสายตาชาวโลก

    นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้คงไม่มีอะไรฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เพราะได้มีการฝากชัดเจนไปในทุกเวทีแล้ว และไม่ได้ห่วงอะไรเป็นพิเศษ เพราะปกติเป็นคนที่ห่วงทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประเทศไทยต้องเดินต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000085014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rMIZo1phNG2fboOaRWOFV