Blog

  • ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    โดย รศ.ดร.ณดา จันทร์สม
    ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Wisdom for Sustainable Development) ในบทความนี้ จะเจาะลึกถึงความสำคัญของ “ผลิตภาพแรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อน “การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย

    ผลิตภาพแรงงานคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อธิบายว่า ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) คือผลผลิตที่ได้จากแรงงานหนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ถ้าเราใส่เงิน 1 บาท แล้วสร้างผลตอบแทนได้ 100 บาท ย่อมต่างจากใส่เงิน 1 บาท แต่สร้างผลตอบแทนได้ 500 บาท ซึ่งในกรณีหลังถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

    ในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญคู่กับทุน แรงงานจึงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

    • รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานสร้างผลผลิตได้มากขึ้น รายได้ของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
    • ต้นทุนการผลิตลดลง: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
    • กำลังซื้อเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานมีรายได้สูงขึ้น การบริโภคในประเทศก็จะสูงขึ้นด้วย
    • รายได้รัฐเพิ่มขึ้น: เมื่อการผลิตและรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของประเทศโดยรวม

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานกว่า 35 ปี การจะก้าวข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูง (รายได้ต่อหัวมากกว่า 13,895 ดอลลาร์สหรัฐ) จำเป็นต้องมุ่งพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

    วิเคราะห์โครงสร้างผลิตภาพแรงงานไทย

    รศ.ดร. ณดา ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างผลิตภาพแรงงานของไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก ได้แก่

    • ภาคเกษตร: มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 30% แต่สร้างผลผลิต (GDP) ได้เพียง 8-10% ซึ่งถือว่ามีผลิตภาพต่ำที่สุด
    • ภาคอุตสาหกรรม: มีสัดส่วนแรงงานเพียง 14% แต่สร้างผลผลิตได้สูงถึง 46% เป็นภาคที่มีผลิตภาพสูงสุด
    • ภาคบริการ: มีสัดส่วนแรงงานประมาณ 46% และสร้างผลผลิตได้กว่า 50%

    ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศคือการยกระดับผลิตภาพแรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

    รศ.ดร. ณดา ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ดังนี้

    1. คุณภาพของแรงงาน: การเพิ่ม ความรู้และทักษะ (skill) ให้กับแรงงานผ่านการศึกษาและการอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการพัฒนา ทักษะใหม่ (reskill) และทักษะเพิ่มเติม (upskill) เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. เทคโนโลยี: การนำ เทคโนโลยี เช่น AI หรือระบบการจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เข้ามาใช้ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น
    3. โครงสร้างพื้นฐาน: การมี โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับแรงงานได้
    4. สุขภาพ: สุขภาพกาย ที่แข็งแรงของแรงงานเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ หากเจ็บป่วยบ่อยประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดลง
    5. ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ: ผู้นำองค์กรที่ดีควรสามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มที่ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
    6. ระบบแรงจูงใจ: ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ที่เหมาะสมและเป็นธรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอยากทำงานและพัฒนาตัวเอง

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนผลิตภาพแรงงานไทยเพื่อความยั่งยืน

    จากปัจจัยข้างต้น รศ.ดร. ณดา เสนอว่านโยบายภาครัฐไม่ควรจำกัดอยู่แค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น

    • พัฒนาทักษะแรงงาน: สนับสนุนการ upskill และ reskill อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ๆ
    • ยกระดับผู้ประกอบการ: สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ให้นำเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตและการบริหาร
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่: สร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) เพื่อดึงดูดแรงงานให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสาร
    • สร้างแรงจูงใจ: ปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งหมดนี้ควรเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาผลิตภาพแรงงานสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/labour-productivity-sustainable-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eOWNlf-fW1fLMgKMnzT3s

  • ทำความรู้จัก “กาไล” หมู่บ้านในทิเบต หลุดพ้นความยากจน ด้วยเศรษฐกิจดอกพีช (คลิป) | เดลินิวส์

    ทำความรู้จัก “กาไล” หมู่บ้านในทิเบต หลุดพ้นความยากจน ด้วยเศรษฐกิจดอกพีช (คลิป) | เดลินิวส์

    นครหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต มีหมู่บ้านห่างไกลชื่อ “กาไล” ที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช (Peach Blossom Economy)” 

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

    แม้จะมีประชากรเพียง 149 คน แต่ฤดูชมดอกพีชปีนี้ หมู่บ้านกาไลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวมากถึง 3.7 ล้านหยวน (ประมาณ 17 ล้านบาท)

    หมู่บ้านกาไล ในทิเบตที่มีประชากรเพียง 149 คน ได้รับฉายาว่า “หมู่บ้านดอกพีช”

    ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้เคยเผชิญความยากจน ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ถึง 2,000 หยวน (ประมาณ 9,200) จากการทำป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าวบาร์เลย์

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2015 เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากมณฑลกวางตุ้ง จับคู่ความร่วมมือ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวดอกพีช ผลลัพธ์ที่ได้คือ รายได้ต่อหัวของชาวบ้านในปี 2024 พุ่งสูงเกิน 40,000 หยวน (ประมาณ 184,000 บาท) และรายได้รวมของทั้งหมู่บ้านแตะ 14 ล้านหยวน (ประมาณ 64.4 ล้านบาท)

    Nyima Doje ชาวบ้านกาไล เล่าว่า “ในอดีต รายได้จากการท่องเที่ยวแทบไม่มี เส้นทางในหมู่บ้านก็เป็นเพียงถนนดินโคลน ตอนอายุ 5-6 ขวบ ยังต้องใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง แต่วันนี้ หมู่บ้านสว่างไสวด้วยไฟฟ้า และเส้นทางก็สะอาดน่าเดิน

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ฤดูชมดอกพีชปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน

    เดือนกรกฎาคม ปี 2021 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน

    ปีนี้ ชาวบ้านกาไลเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อรายงานความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในจดหมายตอบเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ประธานาธิบดีสีขอให้ชาวบ้านธำรงความสามัคคี มุ่งสร้างชีวิตที่ผาสุกงดงามยิ่งขึ้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติบนที่ราบสูง พัฒนาตราสินค้าการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ชายแดนที่มั่งคั่งและมั่นคง

    ทิเบตเคยเผชิญความยากจนอย่างรุนแรง และมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในจีน สามารถยกเลิกสถานะความยากจนของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ 628,000 คน ภายในปี 2019 

    ในปี 2024 รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อหัวของผู้ที่หลุดพ้นจากความยากจนในทิเบตเพิ่มขึ้นกว่า 12.5% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5051703/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xu1ITtXZP68jIRW76pkYQ

  • ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    โดย รศ.ดร.ณดา จันทร์สม
    ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Wisdom for Sustainable Development) ในบทความนี้ จะเจาะลึกถึงความสำคัญของ “ผลิตภาพแรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อน “การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย

    ผลิตภาพแรงงานคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อธิบายว่า ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) คือผลผลิตที่ได้จากแรงงานหนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ถ้าเราใส่เงิน 1 บาท แล้วสร้างผลตอบแทนได้ 100 บาท ย่อมต่างจากใส่เงิน 1 บาท แต่สร้างผลตอบแทนได้ 500 บาท ซึ่งในกรณีหลังถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

    ในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญคู่กับทุน แรงงานจึงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

    • รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานสร้างผลผลิตได้มากขึ้น รายได้ของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
    • ต้นทุนการผลิตลดลง: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
    • กำลังซื้อเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานมีรายได้สูงขึ้น การบริโภคในประเทศก็จะสูงขึ้นด้วย
    • รายได้รัฐเพิ่มขึ้น: เมื่อการผลิตและรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของประเทศโดยรวม

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานกว่า 35 ปี การจะก้าวข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูง (รายได้ต่อหัวมากกว่า 13,895 ดอลลาร์สหรัฐ) จำเป็นต้องมุ่งพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

    วิเคราะห์โครงสร้างผลิตภาพแรงงานไทย

    รศ.ดร. ณดา ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างผลิตภาพแรงงานของไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก ได้แก่

    • ภาคเกษตร: มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 30% แต่สร้างผลผลิต (GDP) ได้เพียง 8-10% ซึ่งถือว่ามีผลิตภาพต่ำที่สุด
    • ภาคอุตสาหกรรม: มีสัดส่วนแรงงานเพียง 14% แต่สร้างผลผลิตได้สูงถึง 46% เป็นภาคที่มีผลิตภาพสูงสุด
    • ภาคบริการ: มีสัดส่วนแรงงานประมาณ 46% และสร้างผลผลิตได้กว่า 50%

    ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศคือการยกระดับผลิตภาพแรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

    รศ.ดร. ณดา ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ดังนี้

    1. คุณภาพของแรงงาน: การเพิ่ม ความรู้และทักษะ (skill) ให้กับแรงงานผ่านการศึกษาและการอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการพัฒนา ทักษะใหม่ (reskill) และทักษะเพิ่มเติม (upskill) เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. เทคโนโลยี: การนำ เทคโนโลยี เช่น AI หรือระบบการจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เข้ามาใช้ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น
    3. โครงสร้างพื้นฐาน: การมี โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับแรงงานได้
    4. สุขภาพ: สุขภาพกาย ที่แข็งแรงของแรงงานเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ หากเจ็บป่วยบ่อยประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดลง
    5. ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ: ผู้นำองค์กรที่ดีควรสามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มที่ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
    6. ระบบแรงจูงใจ: ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ที่เหมาะสมและเป็นธรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอยากทำงานและพัฒนาตัวเอง

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนผลิตภาพแรงงานไทยเพื่อความยั่งยืน

    จากปัจจัยข้างต้น รศ.ดร. ณดา เสนอว่านโยบายภาครัฐไม่ควรจำกัดอยู่แค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น

    • พัฒนาทักษะแรงงาน: สนับสนุนการ upskill และ reskill อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ๆ
    • ยกระดับผู้ประกอบการ: สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ให้นำเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตและการบริหาร
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่: สร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) เพื่อดึงดูดแรงงานให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสาร
    • สร้างแรงจูงใจ: ปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งหมดนี้ควรเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาผลิตภาพแรงงานสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/labour-productivity-sustainable-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eOWNlf-fW1fLMgKMnzT3s

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 06.00 น. ณ บริเวณถนนอัษฎางค์ ด้านหน้ากระทรวงมหาดไทย นายเอกจิต ไชยวงศ์ เลขานุการกรม พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม Kick Off โครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” ส่งเสริมสุขภาพ และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย

    โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้จัดทำโครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพดี ผ่านการออกกำลังกาย ด้วยกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ อีกทั้งได้นำรายได้จากการดำเนินโครงการฯ หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบเป็นทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี แต่มีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ผ่านโครงการทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นอกจากนี้ยังได้ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด โดยจัดกิจกรรมวิ่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักผ่าน Social Media กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน

    #Kick_off
    #วิ่งไปเที่ยวไป
    #แม่บ้านมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย

    (Visited 1 times, 1 visits today)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/content/25082025-001&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KWKBmQKban17xEaTAHf1E

  • ถึงเวลารื้อระบบการศึกษาไทยพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ไม่ตอบโจทย์อนาคต | เดลินิวส์

    ถึงเวลารื้อระบบการศึกษาไทยพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ไม่ตอบโจทย์อนาคต | เดลินิวส์

    60 ปีผ่านไปวันนี้กระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีงบประมาณเกิน 500,000 ล้านบาท ไปแล้ว มากกว่าหลายประเทศในยุโรป และประเทศใน OECD ที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลก แต่คุณภาพการศึกษาไทยดิ่งเหวสวนทางกับงบประมาณที่สูงขึ้นทุกปี นี่ยังไม่นับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงเรื่อย ๆ การใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ เป็นแหล่งทุนสีเทาให้กับเหลือบไรที่เกาะกินระบบการศึกษาไทย เกิดคดีทุจริตประพฤติมิชอบมากมายอยู่ในศาล

    การศึกษาไทยที่ถอยหลัง มีผลให้คะแนน IMD ความสามารถการแข่งขันของชาติลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เพื่อนบ้านเร่งเครื่องพัฒนาทุนมนุษย์เป็นวาระเร่งด่วนของชาติ

    จีน เร่งการศึกษาด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ AI IOT สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตออกมามากมาย และพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ บวกกับพัฒนาการศึกษาด้านการเป็นพ่อค้าซึ่งเดิมดีอยู่แล้ว ให้ก้าวกระโดดด้วยหลักสูตรผู้ประกอบการดิจิทัล

    อินเดีย พัฒนาการศึกษาเรื่อง Digital กับ Global ให้กับเด็ก ๆ ยุคใหม่ให้ก้าวล้ำสู่ตลาดโลก ใช้แรงงานดิจิทัล ดึงดูดผู้ประกอบการ IT ทั่วโลกให้มาตั้งฐานในอินเดีย และส่งบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีจำนวนมากไปเป็น CEO และผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ทำงานได้ทั่วโลก บุคลากรดิจิทัลเก่ง ๆ ของบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย

    เวียดนาม ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการค้าขาย การเป็นผู้ประกอบการ สร้างนิสัยความขยันขันแข็ง มุมานะ อดทน แข่งขันกับเพื่อน ๆ และแข่งขันกับตัวเอง เด็ก ๆ ในเวียดนามตื่นแต่เช้าออกไปขายของก่อนไปโรงเรียน ในเวลาเรียนก็เสริมด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์ AI ที่ใช้งานจริงในการทำธุรกิจ ตกเย็นก็กลับมาช่วยพ่อแม่ขายของ พอค่ำ ๆ ยังเรียนพิเศษในสิ่งที่แต่ละคนสนใจด้วยทุนของตัวเองอีกด้วย ลองคิดดูซิว่าเวลาเท่ากันเด็กไทยทำอะไร

    สิงคโปร์ รัฐบาลพัฒนาเมืองให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เป็นแหล่งเรียนรู้ มีพิพิธภัณฑ์มากมาย มีสวนสาธารณะหลากหลายรูปแบบ มีกิจกรรมการเรียนรู้ตามพื้นที่สาธารณะ รัฐมนตรีศึกษาของเขาบอกว่า “ลดเวลาสอน เพิ่มเวลาเรียน” รัฐมนตรีศึกษาไทยในยุคนั้นบอกว่า “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” แต่คุณครูงง ๆ จะปล่อยเด็กกลับบ้านเร็วก็ไม่ได้ ในชุมชนก็ไม่มีแหล่งเรียนรู้ มีแต่ป้ายศูนย์เรียนรู้ที่รกร้างเต็มไปหมด และไม่ได้ออกแบบเพื่อการเรียนรู้อย่างจริงจังเหมือนสิงคโปร์

    มาเลเซีย มี Blueprint ด้านการศึกษาชัดเจน เน้นเทคโนโลยีล้วน ๆ Digital Transformation และ Technology Integration ทำแบบนั้นได้ต้องมีแผนทุ่มเทเรื่องพัฒนาครูดิจิทัลครั้งใหญ่ เขาเอาจริงเรื่องการเรียน STEM ทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เป็นเรื่องง่าย ได้ลงมือทำอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญเขาเน้นสหกิจศึกษา เชื่อมโยงอุตสาหกรรมกับอาชีวศึกษาผลิตคนให้ตรงโจทย์การขาดแคลนของอุตสาหกรรม

    ญี่ปุ่น ยังคงมุ่งเน้นการศึกษาที่วางรากฐานคุณธรรม จริยธรรม ให้เด็ก ๆ ในชาติ การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย ความพากเพียร ความอดทน แถมยังต่อยอดพัฒนาการศึกษาด้านนวัตกรรม และความยั่งยืน ให้เป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก

    กัมพูชา ให้ความสำคัญกับหลักสูตรประวัติศาสตร์ และชาตินิยม ถึงแม้ผู้รู้หลายท่านจะบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์
    ที่เขียนขึ้นเองไม่ตรงกับความเป็นจริงสวนทางกับไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ เด็ก ๆของเราแทบไม่รู้เลยว่าเรามีรากเหง้ามาอย่างไร ที่สำคัญกัมพูชาเคยคุยว่าเขาบรรจุวิชาความยั่งยืนเข้าไปในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาแล้ว เป็นประเทศแรกในอาเซียน ถ้าข่าวนี้ไม่ใช่ Fake News นักการศึกษาของเขาคงจะมีวิสัยทัศน์มากกว่าเรา

    เห็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของเพื่อนบ้านกันแล้วนะครับ แต่ละประเทศเขาให้ความสำคัญกับการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ มียุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณชัดเจน ถ้าเรายังใช้งบประมาณปีละ 500,000 ล้าน แบบสุรุ่ยสุร่าย มีวิธีคิดในกรอบเดิม ๆ มีเหลือบไรสีเทา คอยเกาะกินงบประมาณจนไม่เหลือคนไทยในอนาคต คงจะตามเพื่อนบ้านไม่ทัน

    ปฏิรูป หรือปฏิวัติ คงไม่พอถึงเวลาที่จะต้องรื้อระบบการศึกษาไทยใหม่ ให้ทันโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5050254/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ota-HX7ByTMezw8dBIQdp

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 06.00 น. ณ บริเวณถนนอัษฎางค์ ด้านหน้ากระทรวงมหาดไทย นายเอกจิต ไชยวงศ์ เลขานุการกรม พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม Kick Off โครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” ส่งเสริมสุขภาพ และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย

    โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้จัดทำโครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพดี ผ่านการออกกำลังกาย ด้วยกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ อีกทั้งได้นำรายได้จากการดำเนินโครงการฯ หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบเป็นทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี แต่มีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ผ่านโครงการทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นอกจากนี้ยังได้ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด โดยจัดกิจกรรมวิ่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักผ่าน Social Media กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน

    #Kick_off
    #วิ่งไปเที่ยวไป
    #แม่บ้านมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย

    (Visited 1 times, 1 visits today)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/content/25082025-001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KWKBmQKban17xEaTAHf1E

  • ปักธงปี 69 “สนข.” ลุยประมูล “แลนด์บริดจ์” 9 แสนล้าน เชื่อม2ท่าเรือ

    ปักธงปี 69 “สนข.” ลุยประมูล “แลนด์บริดจ์” 9 แสนล้าน เชื่อม2ท่าเรือ

    นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model)

    โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) นั้น

    ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มศักยภาพทางการค้าของประเทศ ตามแนวทางของรัฐบาล

    นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคภายใต้

    ทั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเส้นทางทางเลือกในการขนส่งสินค้าทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการค้าของประเทศไทย

    นางมนพร กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.SEC) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ต้องดำเนินการเพื่อผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (ชุมพร – ระนอง) หรือ แลนด์บริดจ์นั้น

    ทั้งนี้กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังได้มีการขอให้ทบทวนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากยังมีประเด็นเรื่องการตั้งกองทุนเพื่อชดเชยกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยบริษัทเอกชนจะต้องเข้ามาประมูลในรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding) ด้วย

    ปักธงปี 69

    สำหรับผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลในพื้นที่ต้องสมทบเงินเข้ากองทุน และนำเงินในกองทุนเพื่อไปใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนมีการพัฒนาโครงการ

    อย่างไรก็ดีได้มีการประชุมหารือกับทางกระทรวงการคลังแล้วเสร็จ ตามแผนจะต้องเสนอกลับไปที่กระทรวงคมนาคมพิจารณา ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนต.ค.นี้ และเสนอต่อสภาฯพิจารณาต่อไป

    นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสนข.ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาฯ

    นายปัญญา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันสนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 69 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 73

    “ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่ เหลือเพียง 3 ระยะ” นายปัญญา กล่าว

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    ด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี

    โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ปักธงปี 69

    อย่างไรก็ดีเอกชนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    ขณะที่นักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เช่น บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ,บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน),บริษัทดีพี เวิลด์ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

    บริษัททรานส์เวิลด์ จีแอสเอส (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัทมิตซุยแอนด์คัมปนี (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัทสหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน), European Association for Business and Commerce ฯลฯ

    นอกจากนี้ยังมีเอกชนผู้ประกอบการสายการเดินเรือที่ให้ความสนใจ เช่น บริษัท เมดิเตอร์เรเนียน ชิปปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัทเอชเอ็มเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด

    บริษัท เอเวอร์กรีน ชิปปิ้ง เอเยนซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัท อีสเทิร์น ซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ,สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ ฯลฯ

    ทั้งนี้จากผลการศึกษาของโครงการแลนด์บริดจ์พบว่า อัตราผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ 14.77%

    อัตราผลประโยชน์ทางด้านการเงิน อยู่ที่ 4.57% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 307,568 ล้านบาท และ อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) อยู่ที่ 1.18

    ปักธงปี 69

    สำหรับการการประมาณมูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์ วงเงินรวม 997,680 ล้านบาท แบ่งเป็น

    1.การก่อสร้างท่าเรือชุมพร วงเงิน 217,753 ล้านบาท 2.การก่อสร้างท่าเรือระนอง วงเงิน 216,793 ล้านบาท

    3.พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าฝั่งชุมพร (SRTO) วงเงิน 42,755 ล้านบาท 4.พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าฝั่งระนอง (SRTO) วงเงิน 40,024 ล้านบาท

    5.ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร วงเงิน 109,282 ล้านบาท 6.ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) วงเงิน 162,191 ล้านบาท

    และ 7.การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ฝั่งท่าเรือ วงเงิน 208,880 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/636979&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_a_hjY_VS90SYeNh0DHgN

  • เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 3/2568 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยภาพรวมของแผนบริหารหนี้มีกรอบวงเงินต่างๆไว้ใกล้เคียงกับแผนหนี้ปี 68 ซึ่งจะมีการเสนอเข้าครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้ 

    โดยในปี 69 คาดว่าจะมีการก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แผนการบริหารหนี้เดิมวงเงินประมาณ  1.7 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้มีวงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปี 69 แต่รัฐวิสาหกิจบางแห่ง อาจพิจารณานำรายได้มาชำระหนี้เงินกู้เพิ่มเติมได้ 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าติดตาม คือ การประเมินตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ปีงบ 69 คาดว่าจะพุ่งขึ้นสูงเกิน 69% ใกล้ชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ 70% เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเติบโตต่ำกว่าคาดมาตั้งแต่ปี 68 ที่อาจเติบโตประมาณ 2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3% ขณะที่ประมาณการปี 69 ก็คาดว่าจะโตในระดับต่ำเช่นกัน 

    “ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะมีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ 70% ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีพีดี ล่าสุด ณ วันที่ 25 ส.ค.68 มีหนี้รวมอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.2% ของจีดีพี”

    ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 69 –72 ล่าสุด คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวในกรอบ 2.3 – 3.3% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.8% โดยแผนการคลังระยะปานกลางของไทยนั้น ยังเป็นแผนการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยรัฐบาลพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง และควบคุมให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 70% ที่เป็นเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้  

    โดยมีรายละเอียดของกรอบงบประมาณระยะปานกลางของประเทศดังนี้

    ปีงบประมาณ 2569

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 4.3% ของจีดีพี
    • ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 67.3%

    ปีงบประมาณ 2570

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.86 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.6% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 68.5%

    ปีงบประมาณ 2571

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.97 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.3% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 69.2%

    ปีงบประมาณ 2572

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 4.09 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.0 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.1% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่  69.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RU_A5-4oJHU2chZTy3XRj

  • ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEM🔥 ร้อนปรอทแตก ดี๊ด๊ารับ20บ.ตลอดสาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEM🔥 ร้อนปรอทแตก ดี๊ด๊ารับ20บ.ตลอดสาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    151

    🔥BEM🔥 ดี๊ด๊าส์!!! รถไฟ 20 บาทตลอดสาย พร้อมดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ อัพไซต์กำไร Q4/68 พร้อมดีดแรง และยังเข้าไฮซีซั่นท่องเที่ยว หนุนการเดินทางคึกคัก

    โบรกคาดรัฐควักกระเป๋าจ่ายค่าชดเชยให้เต็ม 100% เชียร์ซื้อ เคาะราคาเป้าหมาย 9.05 บาท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/25/572226/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pDkcTkyBAy38VrmuU_vX2

  • ‘ทวี’ รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’

    ‘ทวี’ รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’ ช่วยให้ผู้ต้องราชทัณฑ์พัฒนาศักยภาพ ได้เรียนรู้ และกลับคืนสู่สังคมในฐานะ ‘คนที่มีคุณภาพ’

    วันนี้ (25 สิงหาคม 2568) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางชลบุรี พบปะและให้กำลังใจผู้ต้องราชทัณฑ์ และเยี่ยมชมสถานีเรียนรู้ โดยมี นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายนายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาวนิสา แก้วแกมทอง รองผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ร่วมให้การต้อนรับ ณ เรือนจำกลางชลบุรี ถนนพระยาสัจจา ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    ภายในงาน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เยี่ยมชม “สถานีการเรียนรู้ ห้องเรียนแห่งโอกาส” ซึ่งจัดแสดงกิจกรรมการเรียนรู้และฝึกอาชีพของผู้ต้องราชทัณฑ์ อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การทำอาหาร และการเสริมความงาม ภายใต้ความร่วมมือจากกรมราชทัณฑ์และ กสศ. เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหลังพ้นโทษ จากนั้นได้มีการแสดง “ระบำ 4 ภาค” โดยผู้ต้องราชทัณฑ์ทัณฑสถานหญิงชลบุรี ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยจากทุกภูมิภาค สร้างบรรยากาศอบอุ่นและความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    หลังจากนั้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการนักจัดการเรียนรู้ในกระบวนการยุติธรรม หลักสูตร “นวัตกรรมการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงบูรณาการ” พร้อมทั้งมอบวุฒิการศึกษาแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่สำเร็จการศึกษาตามโครงการ “เรือนจำต้นแบบการศึกษา” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมราชทัณฑ์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีความร่วมมือทางวิชาการ ในการนี้ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้แทนในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    โอกาสนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการนักจัดการเรียนรู้ในกระบวนการยุติธรรม หลักสูตร “นวัตกรรมการเรียนรู้และการเชื่อมโยงบูรณาการ”และพิธีมอบวุฒิการศึกษาผู้สำเร็จ การศึกษาเรือนจำต้นแบบการศึกษาการปฏิรูปราชทัณฑ์ : เรือนจำในฐานะสถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต ทัณฑสถานหญิงกลางชลบุรี กรมราชทัณฑ์ได้กำหนดแนวทางการปฏิรูปราชทัณฑ์ที่สำคัญ คือ การทำให้เรือนจำมิใช่เพียงสถานที่คุมขัง แต่ต้องเป็น “สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต” ที่ช่วยให้ผู้ต้องราชทัณฑ์พัฒนาศักยภาพ ได้เรียนรู้ และกลับคืนสู่สังคมในฐานะ “คนที่มีคุณภาพ” ตามหลักการพัฒนาพฤตินิสัย และโครงการที่มุ่งเป้ามีประสิทธิภาพ อาทิ “โครงการโคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวังกรมราชทัณฑ์ ขณะนี้ ผู้พ้นโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ประจำปี 2568 จากเรือนจำ/ทัณฑสถาน จำนวน 132 แห่ง เข้ารับการอบรมจำนวน 11,584 คน โครงการสร้างงาน สร้างอาชีพ ฝึกทักษะในภาคอุตสาหกรรม (การพักโทษกรณี มีเหตุพิเศษ) การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือการรับจ้างแรงงานในเรือนจำ/ทัณฑสถาน เป็นต้น ความสำเร็จของภารกิจนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม รวมถึงครอบครัวของผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยกรมราชทัณฑ์ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเชื่อมโยง เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้ต้องราชทัณฑ์จาก “ผู้ก้าวพลาด” ให้กลับมาเป็น “พลเมืองที่มีคุณภาพดี”

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องราชทัณฑ์ส่วนใหญ่กว่า 60% มีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมปลาย การปฏิรูประบบราชทัณฑ์จึงเริ่มต้นจากการสร้างโอกาสทางการศึกษา ตั้งแต่การรู้หนังสือ การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาวิชาชีพ ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรม ยังริเริ่ม “โครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ (Read for Release)” โครงการเรือนจำต้นแบบการศึกษาได้พิสูจน์แล้วว่า “การศึกษาและการฟื้นฟูพฤตินิสัยสามารถดำเนินควบคู่กันได้” ผู้ต้องราชทัณฑ์ไม่เพียงได้รับวุฒิการศึกษา แต่ยังได้พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ ซึ่งจะเป็นทุนชีวิตสำคัญเมื่อกลับสู่สังคม ในขณะเดียวกัน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนขับเคลื่อนแนวคิด “บ้านกึ่งวิถี (Halfway House)” เพื่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษปรับตัวและสร้างอนาคตใหม่ ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสร้างสังคมที่มั่นคง ปลอดภัย และเต็มไปด้วยพลเมืองคุณภาพ

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวยังกล่าวขอบคุณผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงชลบุรีที่เป็นต้นแบบของการสร้างคนในวันนี้ ขอบคุณที่เปลี่ยนมนุษย์จากคนไม่รู้ให้เป็นคนรู้เปลี่ยนมนุษย์จากคนไม่มีจริยธรรมให้มีจริยธรรมเปลี่ยนมนุษย์จากคนรุนแรงให้เป็นคนมีเหตุผล ที่พึ่งสุดท้ายของสังคมในยุคการเปลี่ยนแปลง คือ คนหลังกำแพงและคนหลังกำแพง ต้องมีสะพาน และสะพานในที่นี้ คือ ความรู้สะพานเพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    ความสำเร็จของการจัดงานฯ ในวันนี้ เกิดจากความคิดริเริ่มของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำผ่านการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพถ้วนหน้า รวมทั้งการยกระดับคุณภาพการศึกษา ด้วยการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย มีการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียน และ เพิ่มการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/mr-G9Abqo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ccj0677xjOFjCIJA5ddJm