Blog

  • “

    “ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ตรวจติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟื้นฟูป่าชายเลนพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน


    26/08/2568 | 75 |

    วันนี้ (26 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน โดยมีผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นางสาวเกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นางภัสรา นทีทอง ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน นายณทศพล จันทร์ลอย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบระบายน้ำ การสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ สะพานรักษ์ทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ

    โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ดำเนินการโดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน เพื่อป้องกันและรักษาพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งได้มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559 อาทิ การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ปักเสาไฟฟ้ากันคลื่น และปลูกต้นโกงกางกว่า 107,000 ต้น ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้กว่า 200 ไร่ พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรม “กระบอกไม้ไผ่ 3Rs” เพื่อนำเศษไม้ไผ่มาใช้ซ้ำและลดปัญหาขยะ

    นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม โดยการปลูกกล้าต้นโกงกางด้วยการใช้ท่อซีเมนต์สูง 2 เมตร ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดและสะสมตะกอนดินมากขึ้น รวมทั้งจัดกิจกรรมการดูแลชายฝั่ง เช่น การปลูกต้นโกงกางกว่า 110,000 ต้น การเก็บขยะทะเล การปั่นจักรยานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างยั่งยืน

    กองสารนิเทศ สป.มท.

    ครั้งที่ 587/2568

    วันที่ 26 ส.ค. 2568


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/418190&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IwNKhKgseqvXzB2nDNz9L

  • เทรนด์ ‘คูลเคชั่น’ ทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย?

    เทรนด์ ‘คูลเคชั่น’ ทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย?

    เศรษฐกิจ

    เทรนด์ ‘คูลเคชั่น’ ทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย?

    27 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    ดูเหมือนว่าความหวังที่เราอยากให้ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” กลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิดราวๆ 40 ล้านคนต่อปี จะเลือนรางออกไปไกลมากขึ้น เพราะ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศ หลายเมือง พุ่งสูงขึ้น บีบให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องปรับตัว

        เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มเลี่ยงจุดหมายปลายทางที่ “อากาศร้อน” และหันไปมองหาประเทศที่มีอากาศเย็นสบายแทน จนกลายเป็นเทรนด์ “คูลเคชั่น” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
        สื่อต่างประเทศรายงานว่า กระแสคูลเคชั่นทำให้นักท่องเที่ยวพากันเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ร้อนระอุ หันไปพักผ่อนในภูมิภาคที่อากาศเย็นสบายกว่า เช่น สแกนดิเนเวีย ซึ่งมียอดจองการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 27% โดยเฉพาะสวีเดนที่พุ่งสูงถึง 47% ขณะที่อิตาลีเพิ่มขึ้นเพียง 3% สะท้อนถึง “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

        สำหรับประเทศไทย ช่วงที่ผ่านมาเราเผชิญปัญหาที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลงไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นข่าวการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน ข่าวแผ่นดินไหว ตึกถล่ม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงจำนวนมาก แต่ก็พอมีนักท่องเที่ยวระยะไกลจากฝั่งยุโรปมาชดเชย อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์ “คูลเคชั่น” ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากน้อยเพียงใด

        ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์คูลเคชั่นสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนของนักท่องเที่ยวยุโรปและเอเชียที่ต้องการหลบหนีความหนาวเหน็บมาท่องเที่ยวพักผ่อน แต่เมื่อโลกเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงมากขึ้น นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศร้อนชื้นอย่างไทย ซึ่งสภาพอากาศของไทยอย่างที่เราทราบกันว่าร้อนระอุตลอดทั้งปี โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

        อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ยังอาจมี “โอกาส” อยู่ หากเราสามารถปรับตัวได้โดยเรียนรู้จากโมเดลต่างประเทศ หลายแห่งพยายามส่งเสริมเรื่อง Green Infrastructure เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นสีเขียว สร้างทางเดินเท้าที่ร่มรื่น เพิ่มระบบน้ำพุกลางเมืองเพื่อลดอุณหภูมิช่วงกลางวัน หรือแม้แต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนที่อากาศเย็นสบายกว่าช่วงกลางวัน เช่น เปิดโบราณสถานหรือวัดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวไทย ยังไงก็ยังมีเสน่ห์ในตัวเองไม่น้อย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1195963&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LCOB0612C9kxmNdtKCIKn

  • ‘มอเตอร์เวย์ M81’ วิ่งฟรี 13 วัน เริ่ม 29 ส.ค.นี้

    ‘มอเตอร์เวย์ M81’ วิ่งฟรี 13 วัน เริ่ม 29 ส.ค.นี้

    กรมทางหลวง เปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (มอเตอร์เวย์ M81) ระยะทาง 96 กิโลเมตรตลอดสาย โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ไปจนถึง วันพุธที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. รวมทั้งสิ้น 13 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 9 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว)

    สำหรับด่านที่เปิดให้บริการมีจำนวนทั้งสิ้น 7 ด่าน ได้แก่ ด่านบางใหญ่, ด่านนครชัยศรี, ด่านนครปฐมฝั่งตะวันออก, ด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก, ด่านท่ามะกา, ด่านท่าม่วง และด่านกาญจนบุรี ยกเว้นด่านศีรษะทอง ทั้งนี้ เปิดทดลองให้บริการจำกัดเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และกำหนดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการใช้เส้นทาง

    การเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M81 ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้เดินทางเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่สร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทย

    นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ การขนส่งและโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันตก อีกทั้งยังเป็นทางเลือกในการเดินทางสู่ภาคใต้ สอดคล้องกับนโยบายคมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีมาตรฐาน สร้างโอกาสและการเข้าถึงให้กับประชาชนในทุกมิติ รวมถึงเพื่อบรรเทาความหนาแน่นของการจราจรบนเส้นทางหลัก โดยเฉพาะบริเวณถนนกาญจนาภิเษกและถนนเพชรเกษม มอเตอร์เวย์ M81 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้ใช้ทาง

    ทั้งนี้  ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดศึกษาข้อมูลการเดินทาง ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งาน และปฏิบัติตามกฎจราจร ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดตลอดการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-motorway-free-road&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00IgJ1V-t0wjKqM3MxV7uO

  • นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ ยังคงอยู่ในความสนใจของประชาชนและนักลงทุน หลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดอ่านคำวินัจฉัยในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตัวเพียงด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และรายเล็ก

    ในมุมของธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายรายต้องจับตาดูว่าการลาออก การรอดคดี หรือการถูกพักการเล่นการเมืองของนายกรัฐมนตรี จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย

    นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด หรือแบรนด์ ‘ศรีฟ้า’ เบเกอรี่กาญจน์ หนึ่งในภาคธุรกิจเอกชน ที่สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองของไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หากนายกรัฐมนตรีชิงลาออกก่อนที่ศาลจะตัดสิน แม้เหตุการณ์ทางการเมืองจะมีความสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจของเราโดยตรงนั้นแทบไม่ส่งผลกระทบใด ๆ เนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ที่เน้นทำตลาดกับผู้บริโภคโดยตรง ราคาสินค้าเข้าถึงง่ายและไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐหรือใช้อำนาจทางราชการในการดำเนินธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม ในมุมของเศรษฐกิจโดยรวม การลาออกของนายกรัฐมนตรีก่อนศาลตัดสินอาจส่งผลต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติลดลง เพราะนักลงทุนมักจับตาสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

    นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์

    ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีรอดคดี แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเรา แต่การรอดคดีจะช่วยให้ความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐยังไม่เกิดการสะดุด ส่งผลให้การวางแผนลงทุนของนักลงทุนต่างชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นใจ

    ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีถูกลงโทษและต้องพักการเล่นการเมือง ความเสถียรของการเมืองจะลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างชาติ นักลงทุนอาจชะลอหรือย้ายการลงทุนไปประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่า ขณะเดียวกันภาคธุรกิจที่พึ่งพานโยบายรัฐหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากขึ้น

    นายพีรวัสกล่าวต่อว่า การเมืองไม่เสถียรภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี และส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง แม้ผลกระทบนี้อาจไม่ชัดเจนกับธุรกิจที่ทำตลาดตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐ แต่ธุรกิจที่ต้องพึ่งพารัฐบาลหรือสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่า

    การเมืองที่ไม่มั่นคงยังทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงการสนับสนุนการลงทุนหรือสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ นักลงทุนจึงอาจมองหาประเทศอื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่า

    ในด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองใด ผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดเล็กยังต้องปรับตัวอยู่เสมอ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ธุรกิจเล็กหรือใหญ่ควรไม่ยึดติดกับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมพัฒนา ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

    ดังนั้น เหตุการณ์ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการลาออก การรอดคดี หรือการถูกพักเล่นการเมืองของนายกรัฐมนตรี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมและความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างชัดเจน แต่สำหรับธุรกิจที่ทำตลาดตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐ ผลกระทบอาจน้อยมาก

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการทุกระดับควรเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/637054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZEitvvLaJ_k02R1BMatFF

  • การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    ทั่วไป

    26 ส.ค. 2025 เวลา 16:32 น.

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    อัปเดตล่าสุด การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 นั่งรถไฟเที่ยว ขบวนรถนำเที่ยว KIHA 183 สัมผัสวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รีบจองตั๋วด่วน ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

    อัปเดตล่าสุด โปรแกรมท่องเที่ยว นั่งรถไฟเที่ยว ไปกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟสุดพิเศษ ขบวนรถไฟนำเที่ยว KIHA 183 เดือนกันยายน 2568 ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ จองตั๋วด่วน ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

    การรถไฟฯ อัปเดต โปรแกรมเที่ยวไทย เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริปเด็ดห้ามพลาด

    • วันที่ 6 และ 7 กันยายน 2568 (One Day Trip) ทริป ‘ตะลุยล่องเรือคลองมหาสวัสดิ์ ชมศิลปะเมืองไม้ สักการะพระปฐมเจดีย์’ ราคา 1,599 บาท
    • วันที่ 13-14 กันยายน 2568 (2 วัน 1 คืน) ทริป ‘เที่ยวเมืองโคราช ดินแดนมหัศจรรย์ โคราช จีโอพาร์ค’ ราคา 4,099 บาท
    • วันที่ 20 และ 21 กันยายน 2568 (One Day Trip) ทริป ‘สืบสานวัฒนธรรม ไทยทรงดำ มหัศจรรย์ถ้ำเขาย้อย’ ราคา 1,599 บาท
    • วันที่ 27 และ 28 กันยายน 2568 (One Day Trip) ทริป ‘พาเที่ยวเมืองแปดริ้ว ทางสายสุข วันสบายๆ ที่จิมมี่ฟาร์ม’ ราคา 1,599 บาท

    ราคานี้รวมค่าโดยสารรถไฟปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งประกันอุบัติเหตุเรียบร้อยแล้ว ที่นั่งมีจำนวนจำกัด! อย่ารอช้า รีบชวนเพื่อน จูงมือแฟน ควงแขนครอบครัว มาสร้างความทรงจำดีๆ ด้วยกัน

    จองตั๋ว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง ระบบ D-Ticket : https://www.dticket.railway.co.th/ , Call Center : 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือติดตามข่าวสารทริปอื่นๆ ได้ที่ Website : www.railway.co.th

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว เดือนกันยายน 2568 จัดเต็ม 4 ทริป จองตั๋วด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1195939&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21Yph1x19phyt3gl77Pb8c

  • จ.สุรินทร์ จัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ ๓) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ อ.ท่าตูม – สุรินทร์  (บ.ตาฮะ – อ.ท่าตูม)

    จ.สุรินทร์ จัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ ๓) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ อ.ท่าตูม – สุรินทร์  (บ.ตาฮะ – อ.ท่าตูม)

    จ.สุรินทร์ จัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ ๓) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ อ.ท่าตูม – สุรินทร์  (บ.ตาฮะ – อ.ท่าตูม)


    26/08/2568 | 36 |

    จ.สุรินทร์ จัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ ๓) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ อ.ท่าตูม – สุรินทร์  (บ.ตาฮะ – อ.ท่าตูม)

    วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายชำนาญ  ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้ นายวีระชัย ประเสริฐโส  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เป็นประธานการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ ๓) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ อ.ท่าตูม – สุรินทร์  (บ.ตาฮะ – อ.ท่าตูม) ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลท่าตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์  เพื่อรับทราบการนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการและการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการศึกษาโครงการ สำหรับนำไปพิจารณาประกอบการศึกษาออกแบบรายละเอียดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการนี้มีผู้แทนกรมทางหลวง ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ร่วมประชุม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/417983&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U1cmU7kmlwEeG73RqugrW

  • “ธีรรัตน์”  ติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

    “ธีรรัตน์”  ติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

    การเมือง

    “ธีรรัตน์”  ติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

    วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน โดยมีผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นางสาวเกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นางภัสรา นทีทอง ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน นายณทศพล จันทร์ลอย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบระบายน้ำ การสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ สะพานรักษ์ทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
     
    โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ดำเนินการโดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน เพื่อป้องกันและรักษาพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งได้มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559 อาทิ การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ปักเสาไฟฟ้ากันคลื่น และปลูกต้นโกงกางกว่า 107,000 ต้น ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้กว่า 200 ไร่ พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรม “กระบอกไม้ไผ่ 3Rs” เพื่อนำเศษไม้ไผ่มาใช้ซ้ำและลดปัญหาขยะ
     
    นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม โดยการปลูกกล้าต้นโกงกางด้วยการใช้ท่อซีเมนต์สูง 2 เมตร ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดและสะสมตะกอนดินมากขึ้น รวมทั้งจัดกิจกรรมการดูแลชายฝั่ง เช่น การปลูกต้นโกงกางกว่า 110,000 ต้น การเก็บขยะทะเล การปั่นจักรยานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/443836&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nYDNdhS0EUZkwmnnPmts3

  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทย สู่ “เศรษฐกิจเอไอ”

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทย สู่ “เศรษฐกิจเอไอ”

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Technology) คือคานงัดสร้างจุดหักเห (Turning Point) สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ. (AI Economy) ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆ เช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอร์รัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำ โตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง พร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง


    AI ในองค์กร
    เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอัตโนมัติ (Automation) เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วน เช่น รัฐบาลเอไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์ (AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและการพัฒนานโยบายสาธารณะ
    หลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน (Transformation) ศักยภาพประเทศใหม่ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิตอล เช่น ประเทศเดนมาร์ก จัดตั้ง Agency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลก ในด้านรัฐบาลดิจิตอล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างโครงสร้างเครือข่าย Government Superhighway Network (GSN) บริการภาครัฐอย่างทั่วถึง ประเทศเอสโตเนีย เปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99% ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์ อัพเกรด 70% ระบบราชการบนคลาวด์ และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า “Smart Nation” สหราชอาณาจักร จัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ “Digital Skills Partnership“
    สำหรับประเทศไทย ต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนา AI และเทคโนโลยีดิจิตอล ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก AI สู่ Generative AI, Agentic AI และปีนี้ AGI (Artificial General Intelligence) มาแล้ว หากเราตื่นรู้ ตื่นตัว สามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วย

    AI มือขวาผู้บริหาร

    AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือทรงพลัง

    คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวา ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Trip เป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3) Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Power โดยระบุว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
    AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในทุกมิติ ทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ เป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    ลงทุนใน AI เพิ่ม Productivity 32-40%

    รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย แสดงความคิดเห็นว่า ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ “Being Digital” ไปสู่ “Being Digital-Driven” โดยต้องคำนึงถึง “Human Loop” ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็น Controller เสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%

    ตลาดเอไอเติบโต 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวว่า ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริงๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่ๆ” และงานใหม่ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา

    AI-Augmented Software

    4 ด้านเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้วยเอไอ

    คุณอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ คุณคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่
    1) Smart Design : AI ช่วยในการออกแบบ ลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ
    2) Digital Manufacturing : การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
    3) Intelligent Equipment : การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
    4) Safety & Security : ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่างๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น

    นโยบาย A.I.

    จากยุค E-commerce สู่ AI Commerce

    คุณพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd. นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce ว่า ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย

    3 ปัจจัยที่ควรใช้ประโยชน์จากเอไอ

    คุณสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officer บริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
    1) ลดต้นทุน : โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
    2) ทำงานได้เร็วขึ้น : AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
    3) เพิ่มยอดขาย : การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน โดยได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    ข้อมูล : งานสัมมนา FKII National Forum หัวข้อ “AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย” โดย สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation : FKI Thailand)


    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์


    Post Views: 158

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/26/thailand-ai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EjmIUZwNshpOOFiW4AdUR

  • ทลฉ.มอบทุนการศึกษาอย่างยั่งยืนแก่เยาวชนรอบท่าเรือแหลมฉบัง ปีงบประมาณ 68 ครั้งที่ 2 กว่า 6 แสนบาท | TOPNEWS

    ทลฉ.มอบทุนการศึกษาอย่างยั่งยืนแก่เยาวชนรอบท่าเรือแหลมฉบัง ปีงบประมาณ 68 ครั้งที่ 2 กว่า 6 แสนบาท | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 26/08/2025 14:37

    ท่าเรือแหลมฉบังมอบทุนการศึกษาอย่างยั่งยืนแก่เยาวชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี หวังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ศึกษาจนสำเร็จถึงระดับปริญญาตรี ประจำปีงบประมาณปี 2568 ครั้งที่ 2 จำนวน 30 ทุน

    เรือโทยุทธนา กล่าวว่า โครงการทุนการศึกษาอย่างยั่งยืน สำหรับเยาวชนในชุมชนรอบท่าเรือแหลมฉบังเป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้ในกรอบการดำเนินกิจกรรมด้านสวัสดิการสังคม คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคณะอนุกรรมการพัฒนาชุมชนและสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งประกอบด้วยภาคประชาชนและหน่วยงานของรัฐฯ โดยได้พิจารณาร่วมกันอย่างต่อเนื่องมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557

    ต

    CHINA-JIANGXI-TCM-SMART DEVELOPMENT (CN)

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักวิจัยจีนพบ ‘พะยูน’ ใกล้แนวปะการังในทะเลจีนใต้

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) น้ำลายสอ! ‘เชฟหุ่นยนต์’ ประชันฝีมือปรุงอาหารในปักกิ่ง

    รองผู้ว่าเมืองคอน ลงพื้นที่เตรียมจัดแถลงข่าวงานใหญ่ประจำปี

    ปกครองบางละมุง วางแผนล่อซื้อ รวบผู้ค้า 2 ราย พร้อมของกลางหลายร้อย

    สมน้ำหน้ากัมพูชา “สวีเดน” ไม่แคร์คำ “ฮุน เซน” ตอบชัดเหตุขาย “กริพเพน E/F” ให้ไทย

    ผวจ.เพชรบุรี คนใหม่ เดินทางถึงเพชรบุรี เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดเพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1289107&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w5N95tEwbqjlOWTuSjBL5

  • รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2568 มีประชากรกว่า 295 ล้านคน เผชิญ ‘ความหิวโหยขั้นรุนแรง’ จากเหตุความขัดแย้ง เศรษฐกิจถดถอย และการพลัดถิ่น | SDG Move

    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2568 มีประชากรกว่า 295 ล้านคน เผชิญ ‘ความหิวโหยขั้นรุนแรง’ จากเหตุความขัดแย้ง เศรษฐกิจถดถอย และการพลัดถิ่น | SDG Move

    Skip to content

    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลก ฉบับปี 2568 (Global Report on Food Crises :GRFC 2025) เปิดเผยว่าในปี 2567 มีประชากรกว่า 295.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.6% ใน 53 ประเทศและดินแดนเผชิญกับความหิวโหยขั้นรุนแรง โดยตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 14 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งสาเหตุหลักเป็นผลมาจากความขัดแย้ง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว และการพลัดถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลก

    รายงานประจำปีของ Global Network Against Food Crises จัดทำ โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) โครงการอาหารโลก (World Food Program: WFP) และสหภาพยุโรป ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2567 ความไม่มั่นคงทางอาหารและภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) ในเด็กเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีที่หกติดต่อกัน และใน 26 ประเทศและดินแดนที่เผชิญวิกฤตโภชนาการ มีเด็กอายุ 6–59 เดือน ประมาณ 37.7 ล้านคน ประสบภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในซูดาน เยเมน มาลี และฉนวนกาซา เป็นพื้นที่ที่มีวิกฤตโภชนาการรุนแรงที่สุด 

    นอกจากนี้ ยังพบว่ามีจำนวนผู้ที่เผชิญความหิวโหยจากการพลัดถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีประชากรเกือบ 95.8 ล้านคนในปี 2567 ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น ทั้งผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ผู้ขอลี้ภัย และผู้ลี้ภัย ต้องอาศัยอยู่ในประเทศที่เผชิญวิกฤตอาหาร เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โคลอมเบีย ซูดาน และซีเรีย จากจำนวนประชากรทั่วโลกที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น ทั้งหมด 128 ล้านคน

    ภาพจาก : fsinplatform.org

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อาหารโลก ได้แก่

    • ปัญหาความขัดแย้ง ยังคงเป็นเป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ผผู้คน 140 ล้านคน ใน 20 ประเทศและดินแดน เผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยมีการยืนยันว่าเกิดความหิวโหยรุนแรงในซูดาน ขณะที่พื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ที่ประชากรประสบความหิวโหยขั้นวิกฤต ได้แก่ ฉนวนกาซา ซูดานใต้ เฮติ และมาลี
    • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (economic shocks) เช่น ภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินลดค่า เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความหิวโหยใน 15 ประเทศ ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 59.4 ล้านคน ซึ่งยังสูงเกือบสองเท่าของระดับก่อนโควิด-19 แม้ว่าจะมีจำนวนประชากรลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 พื้นที่ที่ประสบวิกฤตอาหารรุนแรงและยาวนานที่สุดหลายแห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากช็อกทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ซูดานใต้ ซีเรีย และเยเมน
    • เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ 18 ประเทศ ต้องเผชิญวิกฤตอาหารส่งผลกระทบให้ประชากรมากกว่า 96 ล้านคน โดยเฉพาะใน แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ และบริเวณแอฟริกาตะวันออก (Horn of Africa)

    ความไม่มั่นคงด้านอาหารขั้นรุนแรงและภาวะทุพโภชนาการทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เงินทุนและแรงสนับสนุนทางการเมืองกำลังลดลง การหยุดยั้งวงจรความหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน โดยต้องมุ่งเน้นการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มุ่งเน้นผลลัพธ์ รวมทรัพยากรที่มีอยู่ ขยายผลโครงการที่ได้ผลจริง และให้ความสำคัญกับความต้องการและเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2567 เผยโลกเผชิญกับ ‘ความไม่มั่นคงทางอาหาร’ เหตุจากความขัดแย้ง – สภาพอากาศสุดขั้ว – เศรษฐกิจย่ำแย่
    – วิกฤตราคาอาหารพุ่งในศรีลังกา สู่ความโกรธาจากใจประชาชน 
     เมื่อความหิวโหยจุดชนวนเหตุขัดแย้ง: Timeline ความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกา 
    – World Economic Forum เผยเหตุการณ์ ‘สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว’ ติดอันดับหนึ่ง ความเสี่ยงโลกในทศวรรษหน้า 
    – วิกฤติทางการเมืองในเมียนมาทำให้ประชากรอีก 3.4 ล้านคนต้องเผชิญกับ ‘ความหิวโหย’ 
    – การปฏิรูประบบอาหารให้เป็นการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน หัวใจที่ UN Food Systems Summit เรียกร้องให้ลงมือทำ 
    – SDG Updates | โลกไม่อาจยุติความหิวโหยได้ หากไม่สามารถยุติความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ขจัดความยากจน
    – (1.5) ภายในปี 2573 สร้างภูมิต้านทานให้แก่คนยากจนและคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางและลดการเผชิญหน้าและความเสี่ยงต่อเหตุการณ์รุนแรง/ภัยพิบัติอันเนื่องมาจากภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    – (2.1) ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีอาหารตามหลักโภชนาการ และมีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี 2573
    – (2.4) ทำให้เกิดความมั่นใจในระบบการผลิตอาหารและการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพผลผลิตและผลผลิตที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในศักยภาพในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ภูมิอากาศที่เลวร้าย, ความแห้งแล้ง, น้ำท่วม และความเสียหาย และเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและที่ดินอย่างก้าวกระโดด ภายในปี 2573
    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
    – (10.7) อำนวยความสะดวกในการโยกย้ายถิ่นฐานและเคลื่อนย้ายของคนให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย ปกติ และมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายด้านการอพยพที่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.b) ส่งเสริมกลไกที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการวางแผนและการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิผลในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และให้ความสำคัญต่อผู้หญิง เยาวชน และชุมชนท้องถิ่นและชายขอบ
    #SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
    – (16.1) ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการตายที่เกี่ยวข้องในทุกแห่งให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    – (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

    แหล่งที่มา:  Acute food insecurity and malnutrition rise for sixth consecutive year in world’s most fragile regions (FAO)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 105

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/08/26/global-report-on-food-crises-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sv7yZqp_Y4tB3Ta8FTjcf