Blog

  • รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมติรับทราบการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หรือ ‘งบกระตุ้นเศรษฐกิจ‘ ส่วนที่เหลือ วงเงิน 26,000 ล้านบาท โดยโอนไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทน เพราะไม่สามารถใช้ได้ทันตามกำหนดนั้น 

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า แม้ว่ามติครม.จะให้โอนงบกลางก้อนดังกล่าวไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้เฉพาะเรื่องที่มีความฉุกเฉินเท่านั้น เช่น การช่วยเหลือน้ำท่วม การบรรเทาผลกระทบจากความเดือดร้อนของประชาชน 

    แต่ครั้งนี้ กระทรวงการคลัง ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโนบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้นำเสนอรายละเอียดต่อครม. เพื่อรับทราบมติคณะกรรมการฯ ซึ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายงบกลางส่วนที่เหลือ 26,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลางนี้

    ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย

    ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัติต่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 

    ทั้งนี้ในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ก็สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 เพื่อไปดำเนินโครงการได้

    ปัจจุบัน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวน 96,556 ล้านบาท และหากมีการโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ มาสมทบอีกจำนวน 26,000 ล้านบาท จะทำให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีจำนวน 122,556 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ด้วยเงินงบกลางที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DGN3DoiHs-32s6eQ05bFp

  • จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16


    28/08/2568 | 7 |

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    วันที่ 28 ส.ค. 2568 นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ภายใต้ “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ปีการศึกษา 2568 รุ่นที่ 14 – 16 จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยนางสาวณัฐริการ์ สุโข โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, นางสาวอาทิตย์ตยา แก้วอยู่ โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นางสาวสุริศา ทาแกง วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 3 นางสาวพัชรินทร์ นิลบรรพต โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นายเมธาวัฒน์ เก่งวงษ์ โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นายศุภรักษ์ เขียวสุขศรี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนท่ามะขามวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนางสาวพิชญานันท์ เกตุเตียน มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ซึ่งทั้งหมดมีความประพฤติดี ผลการเรียนเฉลี่ยระดับดีมาก

    ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2552 และจัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) ในปี 2553 โดยทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสามเณรทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม แต่ขาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช./ปวส. จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง ตามความสามารถของแต่ละคน

    การดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จากทุกจังหวัด ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปแล้ว รวม 16 รุ่น

    /////////////////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/418932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zku7uhi1UMJ2-0SNOvWeV

  • สถาปัตย์ จุฬาฯ เจ้าภาพ ICRP2025

    สถาปัตย์ จุฬาฯ เจ้าภาพ ICRP2025

    Skip to content

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ CU-D4S  ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 7th International Conference on Rebuilding Place (ICRP2025) หัวข้อ “Rebuilding Built Environment Towards Sustainable Cities and Communities” ระหว่างวันที่ 27 – 28 กันยายน 2568 ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

    การประชุมวิชาการครั้งนี้เป็นเวทีของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยมีเครือข่ายสถาบันชั้นนำร่วมจัดการประชุม อาทิ Syiah Kuala University, Institut Teknologi Sumatera, Institut Teknologi Bandung (ITB), Universitas Indonesia และ Universiti Sains Malaysia (USM)

    บทความที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการตีพิมพ์ใน IOP Proceedings (Scopus) และบทความที่โดดเด่นจะได้รับเชิญเพื่อตีพิมพ์ใน Nakhara: Journal of Environmental Design and Planning (Scopus Q1)

    กำหนดการสำคัญ

    • ส่งบทคัดย่อภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2568
    • ส่งบทความฉบับเต็มวันที่ 5 กันยายน 2568
    • ลงทะเบียน ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2568
    • ลงทะเบียนล่าช้า ระหว่างวันที่ 5–20 กันยายน 2568

    ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://icrp2025.chula.ac.th/

    ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่ https://icrp2025.meeting.in.th/
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : icrp2025bkk@gmail.com

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/256990/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05ghIgN1Y29dsvVPRWMvIo

  • ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

    ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

    Tag :

    เทศบาลนครเชียงรายเจ๋ง! คว้าถ้วยพระราชทานฯ หลังทำผลงานยอดเยี่ยม ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดสกลนคร หลังจากเทศบาลนครเชียงรายทำผลงานโดดเด่น คว้าอันดับ 1 ของประเทศ ในการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568

    เทศบาลนครเชียงรายส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 และสามารถคว้าคะแนนสูงสุดจากการประกวดและการแข่งขันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของท้องถิ่น

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาวเชียงราย และเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910321&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17anDHY1tyXV38L28lQxQ9

  • เบื้องหลัง World ID โปรเจคสแกนม่านตา ยืนยันความเป็นมนุษย์

    เบื้องหลัง World ID โปรเจคสแกนม่านตา ยืนยันความเป็นมนุษย์

    [เปิดเบื้องหลัง] หลากหลายคำถามเกี่ยวกับ World หรือ World ID ระบบยืนยันความเป็นมนุษย์ ว่าแท้จริงแล้วมัน ‘ปลอดภัย’ หรือไม่ จะโดนเอาข้อมูลชีวมาตร (Biometrics) ไปใช้ในทางมิชอบหรือไม่ และ Worldcoin (WLD) สกุลเงินดิจิทัลที่ได้มา ก็มี ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ อะไรให้น่ากังวลไหม ล่าสุดทาง World Thailand ได้ส่งรายงานชี้แจ้งถึงเบื้องหลังของระบบยืนยันตัวตนดังกล่าว โดยยืนยันถึงมาตรการด้านความปลอดภัยไว้ตามนี้

    รหัสตัวเลข “Iris Code”

    อย่างแรกคือการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ทาง World ระบุเลยว่า ‘ไม่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล’ อาทิ ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน และไม่มีการซื้อ เก็บ หรือขายข้อมูลชีวมิติ อย่างไรก็ตาม World ID ก็มีการขอสแกนม่านตาผ่านเครื่องกลม ๆ ที่เรียกว่า Orb ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูล Biometrics ที่สำคัญมาก ในจุดนี้ทาง World เผยมีการใช้ Iris Code คือเปลี่ยนภาพม่านตาให้เป็นรหัสตัวเลขแทน ซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นภาพต้นฉบับได้ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปในอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเท่านั้น หลังจากนั้น Orb จะลบภาพทั้งหมดออกทันที

    ส่วนประกอบตัว Orb ทั้งหมด

    เพื่อเป็นการยืนยันว่า ‘ลบจริง’ กับข้อมูลถูกแปลงแบบ ‘ย้อนกลับไม่ได้’ จริง ทาง World ก็มีการเปิดเผยซอร์สโค้ดสาธารณะ ผ่านเว็บ Github ที่สามารถเข้าดูได้อย่างละเอียด และตรวจสอบได้ พร้อมระบุว่าผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยแล้ว ซึ่งตรวจสอบโดยบุคคลที่สามที่เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก ซึ่งจริงแท้แค้ไหนนั้น ก็ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://world.org/th-th/open-source

    Worldcoin โทเคนแจกฟรี

    สำหรับผู้ที่ไปสแกนม่านตาผ่านเครื่อง Orb ที่ประจำอยู่ตามห้างดังหรือร้านค้าไอทีมากมายในไทยนั้น หลายคนก็ทราบกันดีว่า “สแกนแล้วได้เงิน” แต่การในเงินในที่นี้คือ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิตอลในชื่อว่า Worldcoin ซึ่งหากได้มาแล้ว ก็ต้องเอาไปแปลงเป็นเงินสดเอาเอง แปลงเป็นเงินบาทได้เฉพาะผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ทาง World จึงยืนยันเลยว่าไม่มีการแจกเงินสด

    อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิตอลก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า (ตามแต่สกุลเงินดิจิตอลนั้น ๆ) สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ แม้จะกล่าวว่า “ไม่แจกเงินสด” แต่ก็มีผลตอบแทนจริง ๆ ใครที่มีแอปฯ แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล ก็สามารถรับเงินสดได้ในภาย 1 – 2 วัน โดย ณ ปัจจุบัน (28/08/68) ก็มี Worldcoin ถูกแจกไปแล้วถึง 1,885,777,242 WLD และคงเหลือที่ 8,114,222,758 WLD ผ่านผู้ใช้ที่ยืนยันตัวตนถึง 33,337,696 ราย เท่ากับว่าทาง World มีการกำหนดจำนวนเงินดิจิตอลไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงมองได้ว่านี่คือการ “ซื้อผู้ใช้” ด้วย WLD ส่วนผู้ใช้ก็ให้ข้อมูลที่ถูกแปลงเป็น Iris Code กลับมา หวังว่าข้อมูลที่ถูกแปลงนี้ จะไม่ถูกเอาไปขายต่อหรือแสวงกำไร และยืนยันความปลอดภัยได้จริง

    ตัวอย่างการใช้งาน World ID

    สุดท้ายนี้คือการนำ World ID มาใช้กับบริการเด่น ๆ ในไทย ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็มีการใช้งานแล้วตามนี้

    • Pantip.com ที่จะช่วยให้การถาม-ตอบข้อมูลภายในอินเทอร์เน็ตน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น
    • แอปฯ Whoscall (Gogolook) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์เป็นบุคคลจริงๆ ช่วยลดปัญหามิจฉาชีพและการหลอกลวงต่างๆ
    • ระบบจองตั๋ว Eventpop ป้องกันบอทในจองตั๋ว เช่น การกดบัตรคอนเสิร์ต , แฟนมีตติ้ง , เวิร์กช็อป , งานสัมมนา และคอร์สเรียน
    • เกม (ที่เรารัก…) Ragnarok (Zentry) ทำให้การเล่นเกมกลับมาสนุกอีกครั้ง ขจัดการใช้บอทโกงในการเล่นเกมให้หมดไป แข่งขันกับมนุษย์จริง

    และยังมีอีกหลายบริการในอนาคต ที่อยู่ระหว่างดำเนินการนำ World ไปร่วมใช้งาน กับขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคล เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ (แต่ในแอปฯ มีการใช้นะเออ) ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัส OTP และไม่มีการว่าจ้างบุคคลที่สาม เพื่อจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว พร้อมขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างชื่อของ World ด้วย

    แม้ทาง World จะมีการชี้แจงมาตรการด้านความปลอดภัย แต่สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนใช้ ‘วิจารณญาณ’ ด้วยตนเอง โดยบทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้นำหรือแนะนำ หากใครอยากยืนยันหรือไม่ยืนยัน ก็สุดแต่วิจารณญาณเลย เพราะอย่างไรก็ตามข้อมูลชีวมาตร (Biometrics) ก็เป็นข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญยิ่ง

    ที่มา : World ID Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/world-id-in-sign/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vlUkN7krjwTesJq8l0OTB

  • เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านการลงทุน เนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่วแต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายประเทศลังเลที่จะรับเป็นเจ้าภาพ ทว่าประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    วอลเลย์บอล: กีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะแสดงความกังวลต่อกระแสวอลเลย์บอลหญิงไทยที่อาจซบเซาลงจากผลงานใน Volleyball Nations League (VNL) ที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ได้ลบล้างความกังวลเหล่านั้น เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า การแข่งขันนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนการจัดงานเพียง 1,124 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะยังไม่สิ้นสุดลง

    มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากหลายส่วน ได้แก่

    • ด้านการประชาสัมพันธ์: สร้างมูลค่าสูงถึง 5,596.5 ล้านบาท จากยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน
    • ด้านการท่องเที่ยว: สามารถสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติกว่า 768.3 ล้านบาท
    • ด้านเศรษฐกิจโดยรวม: กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่การจัดงานสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,070.9 ล้านบาท

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแคมเปญ “Sport Tourism” โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรเข้าชม สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    “หัวใจสีเขียว” สู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานกีฬาให้เป็นแบบ “Green & Sustainable” หรือ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” ตามนโยบายของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นแนวคิดนี้ให้เป็นหัวใจหลักของการจัดงาน

    การแข่งขันจึงยึดตามหลักการ Green Heart Event Criteria ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการจัดงานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนร่วม การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวและยกระดับมาตรฐานการจัดงานของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์: พลังของกองเชียร์ชาวไทย

    สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่น คือพลังของ “กองเชียร์ชาวไทย” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความกระตือรือร้นและพลังบวก นักกีฬาระดับโลกหลายคนต่างกล่าวว่าการแข่งขันในประเทศไทยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง ยิ่งในแมตช์ที่ทีมไทยลงแข่งขัน บัตรเข้าชมถูกจองเต็มทุกที่นั่ง และแม้ในเกมที่ไม่มีทีมไทย กองเชียร์ก็ยังคงเข้าชมอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอลอย่างแท้จริง

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    พลังของกองเชียร์ไทยไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดนักกีฬา แฟนคลับจากทั่วโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ให้มอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าทีมใดที่ได้แข่งขันในประเทศไทย ก็จะรู้สึกราวกับได้เล่นอยู่ในบ้านของตนเอง

    ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ได้ยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งวอลเลย์บอล” และลูกรัก FIVB (สหพันธ์วอลเลย์บอลนานานชาติ) แห่งศตวรรษนี้อย่างสมศักดิ์ศรี เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1ewvs2GRHXSyAAScndsf

  • หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    ดังนั้นการขอสินเชื่อต่างๆมีโอกาสถูกปฏิเสธได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถมือ1 สำหรับใครที่อยากมีรถสักคันท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้อาจต้องปรับแผนมายังขอสินเชื่อรถมือ2 แทน โดย นายคงสิน คงคา ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทำให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อรถมือ1 ได้ยากขึ้น และกรุงศรี ออโต้ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงสินเชื่อรถมือสองได้ง่ายขึ้นผ่าน GO Auto Station ซึ่งเป็นโซลูชันเรื่องเงิน เรื่องรถ ครบจบในที่เดียว จะเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อผู้ใช้รถทั่วไทย

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    ทั้งนี้คาดการณ์มูลค่าตลาดสินเชื่อรถมือสองในปี2568จะอยู่ที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท และตลาดรถมือสองโดยรวมประมาณ 600,000 – 700,000 คัน โดยกรุงศรี ออโต้มีพอร์ตสินเชื่อรถมือสองคิดเป็น 15% ของสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ในส่วนของมูลค่าตลาดสินเชื่อยานยนต์รวมคาดว่าจะอยู่ที่ 377,000 ล้านบาท และคาดว่าจะลดลง 5% ในปีนี้  สำหรับรถมือสองใน GO Auto Station ปี2567 ที่ผ่านมามีรถมือสองทั้งสิ้น 130,000 คัน โดยปีนี้เติบโตเป็น 218,000 คัน และได้รับความสนใจจากดีลเลอร์ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนด้าน Online Marketplace และสามารถเข้าถึงฐานผู้ใช้รถในแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ กว่า 5 ล้านคน

    นอกจากนี้ยังพบว่า ราคารถยนต์มือสองยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น เพราะ Supply ต่ำและ Demand ยังคงมีอยู่โดยในปีนี้รถมือสองรุ่นใหม่ๆ หรือรถขนาดใหญ่ราคาปรับตัวขึ้นประมาณ 3-5% ในขณะเดียวกันสัดส่วนยอดสินเชื่อรถมือสองดิจิทัลอยู่ที่ 45% และคาดว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเกิน 50% ภายในสิ้นปีนี้ โดย Approval rate ของสินเชื่อรถมือสองปัจจุบันอยู่ที่ 80%

    นายคงสิน กล่าวอีกว่า กรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพลิกฟื้นตลาดรถยนต์มือสอง เนื่องจากในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์มือสองลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าราว 5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกรุงศรี ออโต้ ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์มือสองมาอย่างยาวนาน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันมากถึง 1 ใน 3 ของสินเชื่อรถยนต์มือสองทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งในฐานะผู้กำหนดทิศทางตลาด (Market Shaper)

    โดย กรุงศรี ออโต้ พร้อมที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ผ่าน ‘GO Auto Station ตลาดรถมือสอง’ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายรถยนต์มือสองในรูปแบบ One-Stop Solution แห่งแรกของประเทศไทย ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ให้บริการสินเชื่อไว้ในที่เดียว ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็ว และได้เลือกซื้อรถยนต์มือสองที่มีคุณภาพ ขณะที่พันธมิตรดีลเลอร์จะมีโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์มือสองและเศรษฐกิจไทยเติบโตไปข้างหน้าต่อไป” นายคงสิน กล่าวเพิ่มเติม

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    สำหรับใครที่อยากทราบว่า GO Auto Station ตลาดรถมือสอง บนแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ ดีอย่างไร คำตอบ คือ

    • สะดวก ด้วยระบบการค้นหาข้อมูลรถที่ครบถ้วน ฟังก์ชันตัวกรองที่หลากหลาย และการเปรียบเทียบ ข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับพฤติกรรมผู้ใช้รถยุคใหม่ที่นิยมซื้อรถมือสองผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
    • รวดเร็ว เช็กวงเงินหรือขอสินเชื่อยานยนต์จากนวัตกรรม ‘พร้อมสตาร์ท’  ผ่าน ‘GO Auto Station ตลาดรถมือสอง’ จากกรุงศรี ยูสด์ คาร์ (Krungsri Used Car) บนแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ คำนวณค่างวด และรับการอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 30 นาที ครบทุกขั้นตอนแบบดิจิทัล
    • ครบจบ ด้วยการเป็นแหล่งซื้อขายรถยนต์มือสองที่มีจำนวนรถหมุนเวียนมากที่สุดในตลาดกว่า218,000 คัน ซึ่งผ่านการคัดสรรมาจากอีโคซิสเต็มของกรุงศรี ออโต้ ทั่วประเทศ โดยมีรถที่ผ่านการตรวจสภาพและจัดเกรดรถยนต์ (Car Grading) จากพันธมิตรมืออาชีพ พร้อมยังเชื่อมต่อกับบริการสินเชื่อ ประกันภัย การดูแลรักษารถ ไปจนถึงบริการสำหรับลูกค้าปัจจุบัน เช่น การชำระค่างวดรถต่อ พ.ร.บ. และสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ครบวงจรในแอปเดียว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37KzwaxhvIdwT7BoB9AYr-

  • ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตานายกแพทองธาร สะเทือนเศรษฐกิจไทย!

    ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตานายกแพทองธาร สะเทือนเศรษฐกิจไทย!

    สุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ถ้าศาลตัดสินออกมาเป็นโทษกับนายกรัฐมนตรี ก็จะเกิดสุญญากาศช่วงสั้นๆ กับนักลงทุนที่ต้องรอดูความแน่นอนหรือดูการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ก่อนตัดสินใจลงทุนต่อไป

    แต่หากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ข้อดีที่จะเกิดขึ้น คือ การใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้งที่จะย้ายจากการเมืองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศ และยิ่งความหวังในการเมืองต่ำลง การยุบสภาก็อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ตัวได้

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสถียรภาพทางการเมือง เพราะหากไม่มีเสถียรภาพทำให้นโยบายต่างๆ ที่จะขับเคลื่อนทำได้ยาก ไม่ว่าจะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ผ่านมาโครงการที่พรรคเพื่อไทยจะขับเคลื่อนหลายโครงการก็ไปไม่ได้ และเมื่อการเมืองยังไม่นิ่ง การลงทุนจากต่างชาติก็จะชะลอตัว 

    ในทางตรงกันข้าม หากศาลวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่ขาดคุณสมบัติ ก็ต้องมาดูแล้วนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีจะมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร หรือถ้าจะมีการดึงพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง แต่ก็ต้องเน้นการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่ดำเนินนโยบายสร้างความนิยมระยะสั้นเพื่อหวังผลทางการเมือง 

    เช่นเดียวกันกับกระแสนายกฯ คนนอก เพราะอาจจะทำให้เกิดภาพลบหรือต่างชาติก็อาจจะเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยของไทย และยิ่งส่งผลต่อการลงทุน แต่หากเข้ามาในระยะสั้น มีเป้าหมายชัดเจนในการแก้เศรษฐกิจก่อนก็อาจจะมีความเป็นไปได้

    อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหานี้ และการพัฒนาสินค้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว การเพิ่มศักยภาพของสินค้าไทยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่น อัญมณี เกษตรแปรรูป เป็นต้น ลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

    ทั้งนี้ในสภาวะที่มีความไม่แน่ไม่นอน ประชาชนควรเก็บเงิน ลดค่าใช้จ่าย ใช้โซเชียลมีเดียในการหาตลาดใหม่ และลดต้นทุน แต่ในเรื่องของการลงทุนเพิ่มเติมต้องแนะนำว่า Wait & See ควรหยุดดูสถานการณ์ก่อน เพราะนอกจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองแล้ว ยังมีเรื่องนโยบายภาษีทรัมป์ และการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ทำให้ไทยเสียรายได้ไปพอสมควร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/859503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F4t4PU6Sjn3_kuFHcGc07

  • ทส.ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ​ สร้าง​เศรษฐกิจชุมชน

    ทส.ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ​ สร้าง​เศรษฐกิจชุมชน

    อุบลราชธานี​ 27 ส.ค.​ – รมว.ทส. เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ​ เสริมความมั่นคงน้ำ หนุนภาคการเกษตร​พร้อมเศรษฐกิจชุมชนในจังหว​ัดอุบลราชธานี

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารหน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่ร่วมในพิธี​ นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำกล่าว​รายงาน

    รมว.ทส. กล่าวเน้นย้ำว่า การพัฒนาแหล่งน้ำต้องดำเนินควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมดูแลรักษาแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านอุปโภค–บริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในระยะยาว

    ด้านนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 มีการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับครัวเรือนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ ให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่ยังสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง

    อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ยังระบุว่า ในปี 2569 กรมฯ มีแผนขุดลอกแหล่งน้ำเพิ่มเติมและติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์อีกหลายแห่ง คาดว่าจะเพิ่มปริมาณน้ำได้กว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมดำเนินการฟื้นฟูและปรับปรุงแหล่งน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน, เลิงสะปรัง, หนองขโหมย, บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนในวงกว้าง. -512-สำนักข่าว​ไทย​

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]

    ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]

    กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย

    ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    สุรินทร์ 28 ส.ค.-รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เผยเด็กชายวัย 13 ปี กลับกัมพูชาพร้อมแม่แล้ว หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าน้องเป็นคนไทย น้องยังต้องได้รับสิทธิตามอนุสัญญาหลักสิทธิเด็ก เข้ารับการศึกษาต่อไป นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยกับสำนักข่าวไทยว่า ขณะนี้ พมจ.สุรินทร์ ตม.สุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำลังดูแลน้องอายุ 13 ปี ที่มีแม่เป็นชาวกัมพูชาและทั้งคู่ถูกแจ้งจับเนื่องจากเป็นคนต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาต ได้รับรายงานว่า เด็กชาย อายุ 13 ปีรายนี้ เกิดที่ จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ส่วนแม่ทำงานในบ่อนการพนันที่ช่องสะงำ จากนั้นก็ได้เดินทางกลับประเทศโดยถูกกฎหมาย และคลอดน้องที่ประเทศกัมพูชา ก่อนจะกลับมาประเทศไทยอีกครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต และลอบอยู่ในประเทศไทย โดยน้องได้รับการศึกษาในประเทศไทยตั้งแต่ ป.1 จนกระทั่งปัจจุบันคือ ม.1 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการพาน้องอายุ 13 ปี ตรวจดีเอ็นเอ เนื่องจาก พมจ.สุรินทร์ ได้รับข้อมูลจากฝ่ายแม่เด็กว่า พ่อที่แท้จริงของน้องคือ ชายไทยที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันความจริงได้ นอกจากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพื่อดำเนินการทางกฎหมายในขั้นตอนต่อไป เช่น หากพิสูจน์ได้ว่า น้องมีบิดา […]

    28 ส.ค. – สภาฯ ถกญัตติด่วน “MOU 43-44” เพื่อไทยขอประชุมลับ หวั่นอภิปรายเนื้อหาล้ำเส้น กังวลกัมพูชารู้ทาง ด้านฝ่ายค้านยันต้องเปิดเผย ไม่ใช่ปิดหูปิดตาประชาชน สุดท้ายเปิดเผยเฉพาะผู้เสนอญัตติ ส่วนผู้อภิปรายเป็นประชุมลับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่หนึ่งเป็นประธานการประชุม หลังพิจารรณากระทู้ถามทั่วไปแล้วได้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา 5 ฉบับ ได้แก่ 1. น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใทย เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญบันทึกความเข้าใจ MOU43 และ44 ระหว่างไทยกัมพูชา 2.นายกรวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เสนอให้สภาฯทำการศึกษาบันทึกความเข้าใจ MOU43 และ44 แก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย กัมพูชา 3.นายสฤษพงศ์ ​เกี่ยวข้องสส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าเนื่องจากตนได้เสนอญัตติดังกล่าวเป็นหนังสือไว้แล้ว ก็ขอให้นำมาอยู่ในวาระด่วนเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน 4.นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอเรื่องขอให้สภาฯพิจารณาศึกษMOU 43 และ44 […]

    แม่ฮ่องสอน 28 ส.ค. – เส้นทางหลวง 108 ขุนยวม-แม่ฮ่องสอน ถูกตัดขาด คอสะพานห้วยโป่งถูกน้ำป่าซัดเสียหายกว้างกว่า 80 เมตร คาด 1 ก.ย.นี้ สามารถเปิดเส้นทางสัญจรได้ สภาพความเสียหายของพื้นที่ริมทางหลวง 108 บริเวณห้วยบ้านตำข่อน บ้านแม่จ๋า บ้านผาบ่องเหนือ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน หลังระดับน้ำลดลงเป็นปกติ ยังคงมีท่อนไม้ ต้นไม้กองทับถมอยู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนำรถและเครื่องจักรใหญ่เข้าเคลียร์ท่อนไม้ เศษไม้ที่กีดขวาง สามารถเปิดให้รถสัญจรไปมาได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลาก เส้นทางหมายเลข 108 บริเวณสะพานห้วยโป่ง ต.ห้วยโป่ง ข้ามลำน้ำแม่จ๋า ซึ่งคอสะพานถูกน้ำป่าซัดได้รับความเสียหายเป็นแนวกว้าง ทำให้การสัญจรถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง จึงประสานศูนย์สร้างและบูรณะสะพานจังหวัดพิจิตร เพื่อขอสนับสนุนสะพานแบริ่ง หรือสะพานเหล็กสำเร็จรูป สำหรับใช้งานชั่วคราว ขณะที่วิศวกรจากศูนย์ฯ จะเข้าตรวจสอบความเสียหายของสะพานห้วยโป่ง เพื่อดำเนินการติดตั้งสะพานแบริ่ง หากไม่มีอุปสรรคคาดว่าสะพานจะพร้อมใช้งานและเปิดให้สัญจรได้อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 1 กันยายนนี้ น้ำที่ท่วม 13 หมู่บ้านรวมทั้งตัว อ.แม่แจ่ม เริ่มลดลงส่วนที่ จ.เชียงใหม่ […]

    สระแก้ว 28 ส.ค. – คนไทยรวมพลบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงพลังปกป้องแผ่นดินไทย เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังเข้ม หวั่นเหตุเผชิญหน้า หลังชาวกัมพูชาท้าทาย ขณะที่ “กัน จอมพลัง” ขนรถดูดส้วม 14 คัน เสิร์ฟเขมร.-สำนักข่าวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/agriculture-1577991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x0_vDkhEm7sgY92NZdRyk

  • ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ยังรับอานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ส่วนลงทุน-ท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มแผ่ว แจงดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคชะลอ โอดเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า-ค่าครองชีพสูง กังวลความขัดแย้ง พร้อมเกาะติดทิศทางส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรมครึ่งปีหลัง จากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มมีผล ส.ค.

    28 ส.ค. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 2568 ว่า ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวม อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขณะที่การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทย อย่างสหรัฐฯ จีน และและญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพรวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -4.3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัญญาณชะลอตัวลงด้วย โดยในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย รวม 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -15.9% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.5% แ

    “จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ก.ค. 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 7.8% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น ส่วนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ -0.70% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 64.2% ต่อจีดีพี ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/851665/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dz329dfqPKlNMmgSulZ76