Blog

  • พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ในการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ส่งผลให้อุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 (QoQ) ทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า โดยมีจำนวน 77,343 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.5%

    จากการโอนในไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 65,276 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 210,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% จากยอดการโอนในไตรมาส 1 ที่มีมูลค่า 181,545 ล้านบาท

    แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 ปี 2568 ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 142,619 หน่วย ลดลง -10.7% และมีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ลดลง -13.3% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 2 ปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยคาดว่ากำลังซื้อชาวจีนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2568

    ขณะที่เมียนมามีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 533 หน่วย เพิ่มขึ้น 119.3% มีมูลค่า 1,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.9% และคาดว่ากำลังซื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ที่อยู่อาศัยในพม่าได้รับความเสียหาย
    นายกมลภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจ ลูกจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนมีแนวโน้มลดลง

    สำหรับอุปทานโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ- ปริมณฑล พบว่า ผู้ประกอบการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในไตรมาสนี้เพียง 6,165 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนการเปิดขายที่น้อยที่สุด นับตั้งแต่ที่มีการสำรวจข้อมูลเป็นรายไตรมาส คือ เป็นการลดลง 6 ไตรมาสต่อเนื่องโดยที่อยู่อาศัยแนวราบ เปิดขายลดลง -59.7% และอาคารชุด เปิดขายลดลง -70.4% ซึ่งช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีการเปิดขายโครงการใหม่ รวม 17,988 หน่วย ลดลง -46.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขายลดลง -58.1% และอาคารชุดเปิดขายลดลง -34.1% REIC คาดว่าทั้งปี 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลจะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ จำนวน 52,000 หน่วย ลดลง -17.2% จากปี 2567 หรือลดลงไปใกล้เคียงกับปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ที่คาดว่าจะมีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประมาณ 390,000 ล้านบาท ลดลง -22.2% จากปี 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/255891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Lp9Ozp-SWo4cr9YQP1xq

  • เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    ‘ธปท.’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ชะลอตัวลง จากภาคบริการท่องเที่ยว-การผลิตภาคอุตสาหกรรม-การลงทุนภาคเอกชนแผ่ว พร้อมจับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ-สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองกระทบเศรษฐกิจไม่มาก

    29 ส.ค. 2568 – นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2568 ขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งจากภาคบริการที่ลดลงตามกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ 9.7% โดยการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ด้านการนำเข้าขยายตัว 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวลดลงจากเดือนก่อน ในทุกหมวดสินค้า จากสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดเชื้อเพลิง เป็นต้น

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบ ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลก เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อหน้า จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลงจากหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา ลาว ลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ค.อยู่ที่ ติดลบ 0.7% ติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 0.25% จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดลดลงตามราคาผลิตไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชั่น

    “กิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง” นางสาวชญาวดี กล่าว

    นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้าจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาคท่องเที่ยวที่การแข่งขันในภูมิภาครุนแรงขึ้น ด้านการบริโภค ขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตาม ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ด้านปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะการตัดสินคดีคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฮุน เซน มองว่า ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการที่วางไว้ว่าจะต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2569 ได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หากกิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินการไปได้ ผลกระทบอาจไม่ได้มากนัก แต่เรื่องความเชื่อมั่นอาจจะส่งผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ คือ เรื่องของความชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา คนอาจชะลอการตัดสินใจในการลงทุนได้

    “ภาพวันนี้ ธปท. ยังมองว่า เศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่หากมีอะไรที่เกินกว่านั้น ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการและนโยบายต่าง ๆ ยังเดินหน้าต่อไปได้ ก็คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีกระทบบ้างต่อความเชื่อมั่น”นางสาวชญาวดี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/852370/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VTB3QRj907-fPVSyCWLYe

  • ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    29 สิงหาคม 2568 ทำเอาแฟนๆ ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดังถึงกับใจหาย เมื่อเฟซบุ๊กของร้านก๋วยเตี๋ยวอนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ‘เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า’ ได้แจ้งว่า ประกาศปิดกิจการ ทางไหม (หลาน) ขอเป็นตัวแทน ขอขอบคุณจากใจจริงแทนคุณย่าและอากง ที่คุณลูกค้าร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนาน หากถ้ามีโอกาส หวังว่าเราจะพบพบกันใหม่นะคะ ขอบพระคุณค่ะ  เปิดขายวันที่ 31สิงหาคมเป็นวันสุดท้าย #ปิดกิจการ #ปิดตํานาน #ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

    โดยภายในภาพ ระบุข้อความว่า “เรียนลูกค้าที่เคารพรักทุกท่าน ทางร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในรสชาติและบริการของเรามาโดยตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้ทุ่มเมอย่างเต็มความสามารถเพื่อมอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน 

    เนื่องด้วยสถานการณ์ท่านเศรษฐกิจ และยอมขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางร้านจึงขอแจ้งปิดกิจการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป พวกเราขอขอบคุณทุกกำลังใจและความทรงจำดีๆ ที่ได้มีร่วมกันและรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารของทุกท่านตลอดมา ด้วยความเคารพ ครอบครัวสิงห์สมบุญ”

    ขอบคุณภาพ : เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/910586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fPe_6ZxJ32QNFt0t0NrKT

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลสั่ง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลสั่ง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ

    วันนี้ (29 ส.ค.2568) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และ ครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว 

    ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่

    สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    อ่านข่าว : พ้นเก้าอี้นายกฯ ! ศาล รธน. วินิจฉัย “แพทองธาร” ปมคลิปเสียง “ฮุนเซน”

    กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 เตือน “พายุดีเปรสชัน” ฝนตกหนักถึงหนักมาก

    สารทจีน 2568 ความเชื่อโบราณบอกเล่าเรื่องราวผ่าน “ของไหว้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G57rPwRqUQ2IgiSFxBOYV

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI

  • มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลมาเลเซียประกาศปราบปรามแท็กซี่โกงค่าโดยสาร ชี้เป็นการหลอกลวงนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี และกำลังทำลายชื่อเสียงของประเทศ

    แอนโทนี โลค รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การโก่งราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว และกำลังบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศ

    รมว.คมนาคมกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสำรวจมาเลเซียอย่างกระตือรือร้น แต่กลับต้องถูกหลอกตั้งแต่ทางออกสนามบิน โดยคิดค่าโดยสารไปกัวลาลัมเปอร์ 300-400 ริงกิต (2,300-3,000 บาท) ในขณะที่ค่าโดยสารจริงไม่ถึง 100 ริงกิต (ราว 750 บาท)

    “เมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่พอใจและโพสต์ประสบการณ์ลงบนโซเชียลมีเดีย สุดท้ายภาพลักษณ์ของประเทศก็แปดเปื้อน และนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ อาจลังเลที่จะมาเที่ยวมาเลเซีย” โลคกล่าว พร้อมเผยว่า ตนได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการกับแท็กซีโกงค่าโดยสารด้วยการออกหมายเรียก ยึดรถ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrceaD3sC81guXR4aoDgj

  • ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ภูมิภาค

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวภาคตะวันออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 51.02 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 10.08% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างรายได้กว่า 534,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 58.87%

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สร้างรายได้กว่า 405,904 ล้านบาท เติบโตถึง 105.82% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสร้างรายได้ 128,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.77% โดยมีนักท่องเที่ยวไทยรวม 34 ล้านคน-ครั้ง และต่างชาติ 17 ล้านคน-ครั้ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70.90% จากจำนวนห้องพักรวมกว่า 137,000 ห้อง

    ชลบุรีครองแชมป์ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ เนื่องจากมีพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยม รองลงมาคือ ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และนครนายก ขณะที่ต่างชาตินิยมมากที่สุดได้แก่ สมุทรปราการ ระยอง ตราด และจันทบุรี โดยตราดยังคงเป็นจุดหมายเด่นจากเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ตราดมีนักท่องเที่ยวรวม 1.27 ล้านคน-ครั้ง (ไทย 1.07 ล้าน ต่างชาติ 2 แสน) สร้างรายได้รวมกว่า 18,820 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนคนไทยส่วนใหญ่เดินทางมาจากจันทบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E359_cZ4U-ntZpBrMGgTD

  • ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง  สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากผู้บริโภคภายในประเทศ

    หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถตั้งเสร็จและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนภายใน 60 วัน หรือไม่ทำการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทยและธุรกิจบริการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไตรมาสสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงทองของเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่ถ้าไม่มีมาตรการออกมา ธุรกิจรากหญ้าและ SMEs จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รายได้จะลดลงกว่า 50% ในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงอยู่ การฟื้นตัวในช่วงหลังการปรับเปลี่ยนรัฐบาลจะยากขึ้น เพราะทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่” 

    หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ไม่ต่างจากปีที่แล้ว ซึ่งได้ประสบกับการชะลอตัวในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs

    การขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาเช่นนี้ จะทำให้ธุรกิจในภาคการบริการและการท่องเที่ยวประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังซื้อจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งภาระหนี้สินที่ยังคงสูง และรายได้ที่ลดลงจากการขาดตลาด

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    ในระยะสั้น หากยังไม่มีรัฐบาลใหม่และไม่มีการออกมาตรการ กระทบต่อภาคธุรกิจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นซีซันท่องเที่ยวที่สำคัญ ส่วนในระยะกลางและระยะยาว หากรัฐบาลใหม่ไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการที่จะออกมาอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อไป

    “ธุรกิจรากหญ้าเช่นร้านอาหารได้รับผลกระทบโดยตรงจากการไม่มีมาตรการสนับสนุน เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบมากพอที่จะให้ผู้บริโภคใช้จ่าย การขาดมาตรการเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น” นายสรเทพกล่าว

    ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการ 

    นายสรเทพยังได้ยกข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการร้านอาหารที่หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากนี้ โดยมีข้อเรียกร้องหลักๆ ดังนี้

    • ลดหย่อนภาษีให้กับลูกค้าร้านอาหาร – เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหาร
    • ควบคุมราคาค่าไฟและวัตถุดิบ – ลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาไฟฟ้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบทั้งธุรกิจและประชาชน
    • ลดภาระประกันสังคม – สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
    • กระตุ้นการท่องเที่ยว – วางแผนระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/637427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0erwkT7mn8d8BfbJUkh5nU

  • ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ล่าสุดวันนี้ (วันที่ 29 สิงหาคม 2568) มติศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ผิดจริยธรรมร้ายแรง พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และครม.พ้นทั้งคณะขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยากให้มีการตั้งครม.ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ดำเนินการทางนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง

    โดยการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่อยากให้โฟกัส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผ่านมารัฐบาลชุดที่ผ่านมา ก็ออกโครงการต่างๆกระตุ้นท่องเที่ยว ก็อยากให้เดินต่อ และอยากให้มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง

    ธนพล ชีวรัตนพร

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า จากนี้ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยากให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และครม.ใหม่โดยเร็ว เพื่อมาบริหารประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง ผู้นำรัฐบาลที่จะต้องมีความคิดในการเสียสละเพื่อส่วนรวมช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    เบื้องต้นต้องยอมรับว่าประเทศไทยต้องกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีการคาดว่าจะโตเพียง 1% อาจโตต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ โดยคาดหวังว่าการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1-2 เดือนควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมตัวลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทุกอย่างซึมลงจากการที่นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

    เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวในประเทศที่คาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เกิดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสุดท้ายของปี 2568 ที่ปกติมักเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางลดน้อยลง ส่วนตลาดต่างประเทศ นโยบายการกระตุ้นตลาด หรือการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวที่ต้องใช้งบประมาณ

    อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกในเมืองรอง หรือโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มคงต้องหยุดชะงัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ผลกระทบจึงมีในส่วนของการตัดสินใจลงทุนจากเอกชนแน่นอน เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาก่อน

    ทั้งการค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศทางการเมือง ที่ต้องรอรัฐบาลเต็มอำนาจใหม่อีกครั้ง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัวลง ทั้งไทยเที่ยวช่วงที่เหลือของปีนี้ และตลาดต่างชาติที่ชะลอตัวอยู่แล้ว จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก โดยช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นไฮซีซั่น สิ่งที่ทำไปแล้ว การกระตุ้นท่องเที่ยวต่างๆ ยังสามารถไปได้ แต่อาจไม่ได้ดีเท่าที่คาดไว้

    เพราะหากมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะสามารถออกมาตรการเติมส่วนที่ขาดไปได้ จากการพิจารณาทั้งปี 2568 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำสุดแล้ว

    สำหรับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ประเทศไทยควรใช้โอกาสภายในสองหรือสามปีนี้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ แทน อาทิ ญี่ปุ่นและเวียดนาม นอกจากนี้ ต้องอาศัยเป็นจังหวะในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ใช้จ่าย เพราะไทยยังมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและการเดินทางระยะสั้นจากจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

    นโยบายการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวต้องได้รับการให้ความสำคัญมากที่สุดเพราะเหลือเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเครื่องเดียวที่ดันเศรษฐกิจของประเทศที่เดินหน้าได้ การปรับโครงสร้างการพัฒนาในทุกมิติในการรองรับ การแข่งขันของโลกในยุค AI รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาคน และ เทคโนโลยี ไปพร้อมเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ (ไทยเวียตเจ็ท) กล่าวว่า ภาคเอกชนสนใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐตลอด แต่เรื่องใครจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความมีเสถียรภาพของนโยบาย เราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในมุมนักลงทุนต่างชาติอาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ

    วรเนติ หล้าพระบาง

    สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดคือเรื่องของความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่บ่อยครั้งจนเกินไป สำหรับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้ เราคงเอาใจช่วยทุกพรรคการเมือง โดยอยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก เมื่อพรรคการเมืองนั้นๆ เข้ามาบริหารประเทศแล้วก็อยากให้ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ

    ที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพราะตอนนี้เราต้องดูคู่แข่งรอบด้าน ยกตัวอย่าง เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพด้านการเมือง และมีนโยบายผลักดันการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o5nSCzwZ3iH6ierESbdFB

  • “พัชรินทร์-อัญชิสา” ยังแรง! ลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวเทนนิส ITF นครปฐม

    “พัชรินทร์-อัญชิสา” ยังแรง! ลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวเทนนิส ITF นครปฐม

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช และ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ ยังคงอยู่ในเส้นลุ้นแชมป์หญิงเดี่ยว เทนนิสไอทีเอฟ จี เฮช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิล์ด เทนนิส ทัวร์ 2025 สัปดาห์ที่ 2 ที่นครปฐม หลังทุบคู่แข่งจากญี่ปุ่น และจีน ตามลำดับ ในการลงสนามรอบ 8 คนสุดท้าย

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม สัปดาห์ที่ 2 รายการ จี เฮช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิล์ด เทนนิส ทัวร์ 2025 (2) ซึ่งมีเทนนิสหญิง W35 ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ และชาย M15 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 2 รายการ เป็นเงินไทยประมาณ 1,525,050 บาท เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 ในประเภทเดี่ยวเป็นรอบก่อนรองชนะเลิศ

    รอบนี้สองนักหวดสาวไทย “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช และ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ ยังอยู่ในเส้นทางการแข่งขันของประเภทหญิงเดี่ยว ดับเบิลยู 35 หลังจากคว้าชัยได้ทั้งคู่ โดย พัชรินทร์ มือ 475 โลก และแชมป์สัปดาห์ที่แล้ว ออกแรงหวดถึง 3 เซต กว่าจะปราบ ฮิคารุ ซาโตะ สาวญี่ปุ่น มือ 426 โลก ด้วยการเฉือนชนะ 2-1 เซต 6-1, 4-6 และ 6-4 ในเวลา 2.29 ชั่วโมง พัชรินทร์ ทะลุรอบรองชนะเลิศ พบ เอริ ชิมิสึ จากญี่ปุ่น มือ 392 โลก ที่ชนะ ลี อึนฮเย มือวาง 7 จากเกาหลีใต้ และมือ 366 โลก 2-0 เซต 7-5, 6-2

     ด้าน อัญชิสา มือ 745 โลก พบ เทียน ฟรางหราน สาวจีน มือ 593 โลก โดยเซตแรก อัญชิสา พลิกจากที่ตามถึง 2-5 เกม กลับมาเป็นฝ่ายชนะ 7-5 เซตสอง สถานการณ์เหมือนเซตแรก อัญชิสา ตาม 1-4 ก่อนฮึดสู้จนทำได้ 5 เกมรวด แซงเอาชนะอีกครั้ง สรุป อัญชิสา ชนะ 2-0 เซต 7-5, 6-4 ทะลุตัดเชือกกับ จาง กาอึล จากเกาหลีใต้ มือ 965 โลก ที่ชนะ ชิโฮะ อาคิตะ จากญี่ปุ่น มือ 498 โลก 2-0 เซต 6-0, 6-3

     ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ แพ้ โดมินิค ปาแลน (วาง 3-เช็ก) 1-6, 1-6 และ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ (วาง 5) แพ้ ศศิกุมาร์ มุกุนด์ (วาง 1-อินเดีย) 3-6, 0-6

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/88998/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qkgvf-aYMcJKyYZsfpmlN