Blog

  • คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    Montage showing a frog on a bamboo stick, a separate frog skeleton, and a countdown clock

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

      • Author, คริส บารานิวก์
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

    เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นตายลงเมื่อใดกันแน่

    อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

    ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน

    ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • แพทองธาร ชินวัตร เดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ หลังการฟังการอ่านคำวินิจฉัย

    • พระองค์ภา

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ

    ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ

    พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที

    เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศพหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงเท่านั้น

    “จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ตามลำดับเวลา”

    เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960

    อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

    Fragment of the Dead Sea Scrolls showing ancient Hebrew text

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, ชิ้นส่วนของม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) เป็นโบราณวัตถุชิ้นแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14

    ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า

    “ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”

    ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย

    ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด

    เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า

    การตรวจหาอายุกระดูก

    ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว

    เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

    เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975

    ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศพนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศพจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศพดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศพนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย

    ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960

    การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

    ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

    ควันหลงจากการล่าช้างเอางา

    ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่ตายลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที

    นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

    Man writing a date on ivory

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิธีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่า งาช้างมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

    เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก

    การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่

    ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    “การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว

    นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่

    การเจือจางของคาร์บอน-14

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย

    เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ตายลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง

    ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

    Smoke rising from chimneys burning coal or fossil fuels

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเจือจางความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลกได้

    แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด

    ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้

    กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง

    บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgn04ll8xjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s93xpc1smBpzNlAQ4MPDU

  • 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/729566&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2siqydLEmozwCv_UEQPaxh

  • กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    ครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชน ยกระดับการทำงานและการให้บริการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐาน การอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย

    ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/859524&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hbZpZPzygWiZ7y6nQLmYo

  • อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก คุณประพัชร์สร มีปา ผู้ก่อตั้งเทวาลัยฯ ในโอกาสนี้ คณะฯ ได้ร่วมสักการะ องค์พระพิฆเนศ ปางดั๊กดูเศรษฐ์ เนื่องในเทศกาล คเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2568 โดย บริษัท ภูเก็ตไนน์ จำกัดนายยุทธศักดิ์ สุภสร ได้กล่าวชื่นชมความงดงามของสถานที่ พร้อมแสดงความยินดีกับภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและแสดงความเชื่อมั่นว่า เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ จะกลายเป็น แลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรม ที่สำคัญอีกแห่งของภูเก็ต ซึ่งไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ เทวาลัยแห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่ง สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ซึ่งมีรากฐานความเชื่อและศรัทธาในองค์พระพิฆเนศร่วมกัน โดยกิจกรรมในเทศกาลคเณศจตุรถีครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ผ่าน พลังแห่งความศรัทธา ที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้งจิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khrwf8Xpppwx44j1JYXZh

  • การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    image.png

    ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการรักษาพยาบาล ทั้งการผ่าตัด (Surgery) และไม่ผ่าตัด (Non-surgery) จากการสำรวจของบริษัท Grand View Research พบว่ามูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกอาจสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 15 – 25 สำหรับเวียดนาม มูลค่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อยู่ที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2576 ในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 18

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health: MOH) และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (Ministry of Culture, Sports and Tourism: MOCST) ได้ร่วมกันจัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จังหวัด Lam Dong ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. Tran Van Thuan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเวียดนามเป็นแนวโน้มการพัฒนาใหม่ที่ผสานระหว่างบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงกับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้รัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศในภูมิภาคและระดับโลก 

    เวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายประการในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดความสนใจบนแผนที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงความสามารถด้านเทคนิคทางการแพทย์สูง อาทิ การทำหัตถการหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) และทันตกรรมเพื่อความงาม ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ นอกจากนี้ การแพทย์แผนโบราณของเวียดนามที่มีวิธีการบำบัดและการพักฟื้นสุขภาพ ถือเป็นจุดแข็งอีกหนึ่งด้าน นักท่องเที่ยวสามารถรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในเมืองใหญ่ จากนั้นเดินทางไปพักผ่อนที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหรือภูเขาที่ราบสูงได้

    ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Viet Nam National Authority of Tourism) ให้ความเห็นว่า เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดความสนใจ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติ อาทิอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) ถ้ำฟองญา–แก๋บ่าง (Phong Nha – Ke Bang Cave) ชายหาดดานัง (Da Nang Beach) เมืองทะเลญาจาง (Nha Trang) รวมถึงแหล่งโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองหลวง กรุงฮานอย (Ha Noi) และ เมืองเว้ (Hue) เป็นต้น ขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ 

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เนื่องจากทั้งประเทศยังมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากล อาทิ การรับรองคุณภาพ Joint Commission International (JCI) จึงยังไม่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้ นอกจากนี้ กฎระเบียบบางประการเกี่ยวกับการร่วมทุน ความร่วมมือทางธุรกิจ และรูปแบบการจัดการทางการเงิน ยังไม่เอื้อให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถพัฒนาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงได้

    ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องศึกษาต้นแบบความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยประเทศไทยสร้างรายได้ถึงปีละ 600–700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคหัวใจ ขณะที่เกาหลีใต้สร้างรายได้ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคมะเร็ง

    ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีแผนจัดทำ “โครงการพัฒนาบริการตรวจรักษาพยาบาลคุณภาพสูงและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ระยะปี 2568 – 2573มีเป้าหมายมุ่งสู่การยกระดับเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ด้วยคุณภาพบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งพัฒนาสถานพยาบาลที่ทันสมัย มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับและให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเร่งดำเนินนโยบายต่างๆ ในโครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โรงพยาบาลในเวียดนามสามารถดึงดูดทั้งผู้ป่วยภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการ

    (จาก https://vnexpress.net/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ปัจจุบันมีรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์พื้นฐานอยู่ ประเภท ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวเพื่อการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ (2) การท่องเที่ยวเพื่อการรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น (3) การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ และ (4) การท่องเที่ยวเพื่อรักษาพยาบาลแบบแผนโบราณและสมัยใหม่

    ดร. Vu Nam จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติ (National Economic University: NEU) ยอมรับว่า ในบรรดารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดังกล่าว เวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับไทยและเกาหลีใต้ในด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ อย่างไรก็ตาม สำหรับอีก รูปแบบที่เหลือ เวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ อาทิ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรสมุนไพรที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของแพทย์เวียดนาม ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศเวียดนามส่วนใหญ่เน้นใช้บริการด้านทันตกรรม การรักษาภาวะมีบุตรยาก การตรวจคัดกรองโรคด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การตรวจสุขภาพทั่วไป การแพทย์แผนโบราณ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงการพักผ่อนเพื่อการดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบการแพทย์เวียดนามที่ผสมผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนโบราณ

    จากข้อมูลสถิติของกระทรวงสาธารณสุข นาย Duong Huy Luong รองอธิบดีกรมการบริการทางการแพทย์ (Department of Medical Service Administration) ให้ข้อมูลว่าชาวเวียดนามใช้จ่ายถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับการรักษาพยาบาล และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3,000–4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ ค่ารักษาพยาบาลในเวียดนามถูกกว่าหลายประเทศ เช่น ค่าบริการทันตกรรมในเวียดนามถูกกว่าสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลียถึง 6–10 เท่า และยังถูกกว่าประเทศไทยและมาเลเซียร้อยละ 30–50

    ดังนั้น เพื่อต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องมุ่งเน้นการพัฒนาในหลายประการ ได้แก่ (1) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ให้มีคุณภาพสูง (2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (3) การต่อยอดบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง (4) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนโบราณ (5) การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) (6) การปรับปรุงขั้นตอนและเอกสารทางการปกครองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfcfi2d0d7r5hy70bpkbtih8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Qfh9HKaTMuBUKlknc6zK

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI

  • อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    ประชาสัมพันธ์

    29 ส.ค. 2025 เวลา 13:41 น.

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 และ Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัล ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

    องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ดันชุมชนท่องเที่ยว กวาดรางวัล PATA Grand Award 2025 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ระดับ Grand Award 1 รางวัล และอีก 5 รางวัลระดับ Gold Awards จาก 10 ประเภทรางวัล รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ในปี 2568 เข้าร่วมพิธีรับมอบรางวัลในงาน PATA Travel Mart 2025 จัดโดยสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และภาพลักษณ์ประเทศไทยผู้นำการพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า ในนามทีมงาน อพท. นักพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของอพท. ที่ได้รับรางวัลทั้งระดับ Grand และ Gold Awards ของสมาคม PATA ประจำปี 2568 รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่กันมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ปีนี้นับเป็นปีแรกของการได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือ PATA Grand Award 2025 และได้รับรางวัลระดับ PATA Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัลจาก 10 ประเภทรางวัล รวมได้รางวัลทั้งสิ้น 6 รางวัล 

    ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้ร่วมแสดงความยินดีกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ได้รับ 2 รางวัล PATA Gold Awards 2025 ในด้านการส่งเสริมการตลาด ประเภทการตลาดดิจิทัลแบบบูรณาการที่ดีที่สุด (แหล่งท่องเที่ยว) Best Integrated Digital Marketing Campaign (Destination) “Love Season” Initiative และประเภทสุดยอดภาพถ่ายการท่องเที่ยว Best Travel Photography “The Hidden Romance of Sam Roi Yot”

    นายศิริปกรณ์ กล่าวเพิ่มว่า ถือเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ได้รับการยอมรับถึงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนของ อพท. ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอพท. ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาการทำงาน Co-Creation ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมเป็นเจ้าของ ตามแนวทางเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษ กระบวนการทำงานและชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลนี้ จะได้เป็นต้นแบบในการขยายผลองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อพัฒนาจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุ่งเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    สำหรับรางวัลที่ อพท. ได้รับในปีนี้ ประกอบด้วย 1.) รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainability and Social Responsibility: SSR) ในผลงาน “การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise)” 2.) รางวัล PATA Gold Awards 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 1. ประเภท การริเริ่มด้านการปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดีที่สุด (ระดับแหล่งท่องเที่ยว) (Best Climate Action Initiative (Destination) ในผลงาน “ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปลดปล่อยคาร์บอนอย่างสมดุล (Carbon Neutral Community-based Tourism Prototype)” 2. ประเภท การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All: Best Inclusion and Diversity Initiative) ในผลงาน “การริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มและความแตกต่างหลากหลายที่ดีที่สุด (Community-based Tourism for All : CBT for All)” 3.) ประเภท การปรับตัวและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว (ทุกพื้นที่) (Destination Resilience (All Destinations)) ในผลงาน “พื้นที่สร้างสรรค์ สู่การพลิกฟื้นคืนเมืองเก่าสงขลา สู่ย่านเมืองเก่าที่มีชีวิต (Creative Spaces Revitalizing the Old Town into a Lively Heritage District)” 4.) ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทสตรีที่ดีที่สุด (Best Women Empowerment Initiative) ในผลงาน “พลังสตรีกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน: กรณีศึกษา บ้านสันทางหลวง จังหวัดเชียงราย (Women’s Empowerment in Driving Community-Based Tourism: A Case Study of Ban San Thang Luang, Chiang Rai Province)” 5.) ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทเยาวชนที่ดีที่สุด (Best Youth Empowerment Initiative) ในผลงาน “กลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” (องค์กรสาธารณประโยชน์) SE For Youth in Thailand – Loei Youth Saving Group / SE For Youth in Thailand

    พร้อมกันนี้ อพท. ได้เข้าร่วมนำเสนอนิทรรศการผลการดำเนินงานและเครื่องมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากลและเกิดผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับหน่วยงานภาคีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และนำชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบในพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้าเข้าร่วมสาธิตกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดหัวโขนบนพัด การทำเครื่องประดับจากขยะพลาสติก และการนวดด้วยลูกประคบธัญพืช ได้รับความสนใจอย่างดียิ่งจากผู้เข้าร่วมงานซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน PATA Travel Mart 2025 ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมงานทั้งผู้ซื้อและผู้ขายกว่า 1,200 ราย จาก 55 ประเทศ จึงนับเป็นความสำเร็จในการส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญ ดังนั้น การเข้าร่วมงานดังกล่าวจึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1196429&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mVgNOJ6UjcobgwNLXYMdb

  • “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    สงขลา, วันที่ 28 สิงหาคม – นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รมต.นร.) เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดในภาคใต้ และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ลาน Creative Market (ลานจอดรถเทศบาลฯ) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา โดยมี ผวจ.สงขลา นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทุนวัฒนธรรมอันโดดเด่น ธรรมชาติที่งดงาม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หลากหลาย ทั้งการออกแบบ สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สงขลาและเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำบนเวทีโลก โดยเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาเซียนและนานาชาติอย่างเต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้ การจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในชื่องาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการจัดเทศกาลดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของภาคใต้ แต่ยังต่อยอดแนวคิด “South Paradise  มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ที่นำเสนอโมเดล “De-Stress Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เปลี่ยนความสุขให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความสงบ ความผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความท้าทายรอบด้าน

    “รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายโอกาสและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกภูมิภาค ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกเสริมศักยภาพนักออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยในภาคใต้จะมี TCDC แห่งใหม่ 2 จังหวัด ได้แก่ TCDC ภูเก็ต และ TCDC ปัตตานี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 นี้“ นางสาวจิราพร กล่าว

    ปัจจุบัน CEA จัดเทศกาลงานออกแบบประจำปีใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ 1) เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) 2) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) 3) เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) และ 4) เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ซึ่งทุกเทศกาลล้วนเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ โดยเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว การลงทุน และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) มีมูลค่าสูงถึง 2,913.2 ล้านบาท และคาดว่าการจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 และเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ในระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,469.2 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238259&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O6pHTlETiPpzK0mAjck7y

  • พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดใช้งาน ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. เริ่ม 3 กันยายน 2568

    ชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวเตรียมปักหมุดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ เมื่อโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) ได้ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยว่า “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” พร้อมเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสความมหัศจรรย์ในวันที่ 3 กันยายนนี้

    สวนดำเนินการโดย บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok และผู้พัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ที่ดีที่สุดใน Super Core CBD ตั้งใจปั้นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” เป็นสัญลักษณ์แห่งแสงรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ และประเทศไทย

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ” ได้รับการคัดเลือกจากผู้ส่งเข้าประกวดกว่า 2,200 ชื่อ โดยมีความหมายที่ลึกซึ้ง คำว่า “ดุสิต” ไม่เพียงสื่อถึงโรงแรมดุสิตธานีที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบและร่มเย็น ส่วนคำว่า “อรุณ” หมายถึงแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่และความสดใส

    ชื่อนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของ “วัดอรุณราชวราราม” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ โดยแรงบันดาลใจนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในโครงการที่ถอดแบบมาจากยอดพระปรางค์วัดอรุณอีกด้วย

    เซ็นทรัลพาร์ค สวนดุสิตอรุณ ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 7 ไร่ พร้อม 8 ไฮไลต์น่าสนใจ ชวนคุณมาสัมผัสธรรมชาติและวิวเมืองมุมใหม่ เปิด 3 ก.ย. นี้

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    ภายในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ถึง 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) ได้รับการออกแบบให้มีมุมพักผ่อนและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

    1. จุดชมวิวระเบียงรังนก (Bird Nest Viewpoint): ชวนคุณมานั่งชมวิวเมืองแบบพาโนรามา เชื่อมต่อทิวทัศน์ระหว่างสวนดุสิตอรุณกับสวนลุมพินีได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติสีเขียว

    2. ม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513): นำสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 กลับมาอีกครั้ง ม่านน้ำตกแห่งนี้จะถูกล้อมรอบด้วยพรรณไม้น้ำนานาชนิด สร้างความสงบและร่มเย็น

    3. อัฒจันทร์ดุสิตพินี (Dusitpini Amphitheatre): พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม นั่งพักผ่อน หรือเป็นจุดนัดพบ เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ให้คุณสัมผัสความเขียวขจีของสวนทั้งสองแห่งและความเป็นเมืองได้พร้อมกัน

    4. จุดชมวิวสวัสดีบางกอก (Sawasdee Bangkok Viewpoint): เปลี่ยนบรรยากาศมาชมความสวยงามของสวนดุสิตอรุณจากมุมสูง มองเห็นเส้นสายทางเดินที่ทอดยาวท่ามกลางต้นไม้นานาพันธุ์ และเปิดมุมมองใหม่ของกรุงเทพฯ

    5. ดี การ์เด้น (D Garden): พื้นที่สำหรับคนรักดอกไม้ ที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางความสดชื่นและกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

    6. เดอะ เทอเรส (The Terrace): พื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนและศูนย์การค้า ตั้งอยู่บริเวณ Food Passage เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างวัน

    7. เดอะ พลาซ่า (The Plaza): สนามหญ้าสีเขียวเปิดโล่งสำหรับทำกิจกรรมและพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ใกล้กับบริเวณม่านน้ำ 2513 จึงให้ความรู้สึกเย็นสบาย

    8. เดอะ คอร์ดยาร์ด (The Courtyard): อีกหนึ่งพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ ตั้งอยู่บริเวณ D Garden เปิดให้สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างลงตัว

    “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยของเราจะเปิดให้บริการในวันที่ 3 กันยายน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. สำหรับท่านที่ต้องการใช้บริการสวนดุสิตอรุณสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง

    Facebook: www.facebook.com/dusitcentral และ Instagram: www.instagram.com/dusitcentralpark

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    เปิดเบื้องหลังจากปากผู้บริหาร กว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวแห่งใหม่

    คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงที่มาของชื่อสวนลอยฟ้าแห่งใหม่ว่า มาจากการจัดแคมเปญประกวด “The Landmark of Thai Pride: Roof Park Naming Campaign” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ส่งชื่อเข้าร่วมประกวดมากกว่า 2,200 ชื่อ

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย

    • กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
    • บริษัท วิมานสุริยา จำกัด
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
    • กรุงเทพมหานคร
    • ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์
    • บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)
    • บริษัท Landscape Collaboration จำกัด

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

    ความหมายของชื่อ “สวนดุสิตอรุณ”

    คุณศุภจี อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง ดุสิต ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อโรงแรม แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบ ร่มเย็น และงดงามเหมือนสรวงสวรรค์ อรุณ คือแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ช่วงเวลาที่ธรรมชาติและผู้คนตื่นขึ้นมารับชีวิตที่สดใส

    ดังนั้น ‘สวนดุสิตอรุณ’ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่สีเขียว แต่เป็นพื้นที่แห่งชีวิตที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ความสดใส และความหวัง ให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสความสงบและเติมพลังใจเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีพลัง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1449189/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AOPx5_DtEo734EgAEvOOR

  • ‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ไม่ยาก

    ‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ไม่ยาก

    พิชัย รมว.คลัง เปิดเผยแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ชี้ต้องเพิ่มการลงทุนรวมเป็น 30-35% ต่อ GDP เร่งฟื้น FDI ดึง Know-How จากต่างชาติ เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ได้ไม่ยาก

    วันนี้ (29 สิงหาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน FPO Symposium 2025 ภายใต้หัวข้อ ‘Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน’ 

    เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางการคลัง พิชัยเสนอว่า ต้องเริ่มจากแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางการคลังที่เป็นอยู่ โดยสังเกตได้จากพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่หดแคบลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี จากจำนวนหนี้สาธารณะที่ก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ปัจจุบัน ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ 65% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้อยู่ที่ 70% ของ GDP หมายความว่าเหลือพื้นที่ว่างในการก่อหนี้ได้อีกเพียง 5% ของ GDP หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเหลือช่องว่างน้อยมาก

    ทั้งนี้ พิชัยเน้นว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทย ควรเน้นที่ปัจจัยภายใน (Internal Factors) ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขและควบคุมได้ แทนที่จะให้น้ำหนักมากกับปัจจัยภายนอก (External Factors) เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องปรับตัว

    ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ภายใน 2570

    สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยมีภาวะการคลังไม่สมดุล และมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากระดับ 48% เป็น 65% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท เป็นเพราะรายได้และรายจ่ายของภาครัฐไม่สมดุลกัน 

    ไทยประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลงบประมาณราว 4.25% ของ GDP หรือประมาณ 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งพิชัยมีเป้าหมายต้องการที่จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือประมาณ 3% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผ่านวิธีการคุมรายจ่าย เพิ่มรายได้การคลัง

    ตั้งเป้าเพิ่มรายรับภาครัฐอีก 600,000 ล้านบาท

    สำหรับรายรับภาครัฐ พิชัยระบุว่า ไทยยังมีการจัดเก็บภาษีสุทธิ (ไม่รวมรายได้อื่นๆ) อยู่ที่ประมาณ 15% ของ GDP เท่านั้น ขณะที่พิชัยมองว่า รายรับภาษีของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 18% หรือสูงกว่า ซึ่งเท่ากับว่า ไทยต้องหารายได้เพิ่มอีก 600,000 ล้านบาทต่อปี

    พิชัยจึงเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ทั้งการขยายฐานภาษี และเพิ่มการจัดเก็บในส่วนที่ควรเก็บได้ เช่น พิจารณาปรับแผนรายได้จากการลงทุน (Investment Income) เนื่องจากผลตอบแทนจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ (รวมถึงกองทุนบางชนิด) มี ROA ไม่ถึง 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก  

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนมานานแล้ว เช่น ทางด่วน และสายส่งไฟฟ้า ผ่านการจัดโครงสร้างราคาหรือนำมาจัดตั้งกองทุน Security เพื่อลดภาระหนี้ ถือเป็นการสร้างรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม (Monetization) ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังอาจร่วมมือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง

    ปฏิรูประบบราชการ เพิ่มรายจ่ายการลงทุน

    พิชัยชี้ว่า งบประมาณรายจ่ายภาครัฐประจำปีทั้งหมดราว 3.8 ล้านล้านบาท ยังมีข้อกังวลอยู่มาก เนื่องจากงบส่วนใหญ่เกือบ 3 ล้านล้านบาทเป็นรายจ่ายประจำ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการและการอุดหนุนต่างๆ

    ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีเพียง 500,000 ล้านบาทโดยประมาณ หรือราว 2.5% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำมาก

    ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงเงินอุดหนุนต่างๆ เพื่อช่วยควบคุมรายจ่ายประจำ และนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายได้อย่างตรงจุด

    ลงทุนน้อย ทำเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 

    พิชัยระบุอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพไว้เป็นเพราะว่า ไทยหันไปพึ่งการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth Engine) จากเดิมที่เคยเน้นการลงทุน

    โดยสัดส่วนการลงทุนรวมระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทยเคยสูงถึง 51% ต่อ GDP ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 24% เท่านั้น ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นจากระดับ 46% มาเป็น 73% ต่อ GDP

    แม้การลงทุนภาครัฐยังคงที่ แต่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แผ่วลงอย่างมาก ทำให้ไทยขาดการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงขาดโอกาสในการทำความเข้าใจตลาดแห่งอนาคต (Future Market)

    ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดึงดูด FDI เพื่อดึงองค์ความรู้ (Know-How) จากต่างประเทศ มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการผลิตสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล, AI 

    ปลดล็อก 4 ข้อจำกัด เร่งดึง FDI

    ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ พิชัยชี้ว่า จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายกฎระเบียบเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเอื้อให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกมากขึ้น ดังนี้

    • ที่ดิน: สร้างความมั่นใจในการใช้ที่ดินระยะยาว เสนอให้มีการใช้สิทธิ 99 ปี สำหรับที่ดินรัฐ หรือโอนที่ดินเอกชนให้กรมธนารักษ์แล้วให้สิทธิใช้ 99 ปี แทนการซื้อขาด
    • พลังงาน: เพิ่มปริมาณไฟฟ้าให้เพียงพอ และมีราคาเหมาะสม ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) และพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ และไบโอแก๊ส  
    • น้ำ : ต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งจากภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลแหล่งน้ำ และรัฐวิสาหกิจ หรือการนิคม ที่รับผิดชอบดูแลการจัดส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
    • ความสะดวกในการทำธุรกิจ (Easing of Doing Business): ต้องลดความซับซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุมัติต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงการทำงานของกรมศุลกากรและการอนุญาต

    ตั้งเป้าลงทุนรวม 35% ของ GDP

    ทั้งนี้ พิชัยตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนรวมให้ถึง 30-35% ของ GDP จากระดับ 24% ในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าเมื่อมีการลงทุนจาก FDI เพิ่มมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องของคนในประเทศเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

    หากการลงทุนรวมอยู่ในระดับ 30-35% ต่อ GDP พิชัยเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตที่ 4-5% ได้ไม่ยาก และนำมาซึ่งรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น บริหารจัดการหนี้สาธารณะได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

    อยู่ระหว่างพิจารณาปรับ VAT

    สำหรับการพิจารณาปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) พิชัยยอมรับว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกล่าวว่าไทยมีอัตรา VAT ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก 

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับ VAT จำเป็นต้องพิจารณาบริบทรายล้อมของไทยอื่นๆ ด้วย เช่น ประเด็นมาตรการภาษี ซึ่งคลี่คลายแล้วว่าไทยได้เรตที่พอแข่งขันได้ แต่อาจต้องหาเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่การค้าสะดุดไป 

    ทั้งนี้ สำหรับความกังวลเกี่ยวกับภาระภาษีที่อาจกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย พิชัยเสริมว่า หากภาครัฐนำเงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้น ไปส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งช่วยให้การจ้างงานดีขึ้น สุดท้ายแล้วผลดีจะกลับไปสู่ประชาชนรายย่อยได้เช่นกัน

    ส่วน Negative Income Tax ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กำลังพิจารณาให้เหมาะกับบริบทของไทย โดยภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบให้รองรับผู้คนที่อาจไม่พร้อมยื่นภาษี และจำเป็นต้องรอข้อมูลจากผู้ยื่นภาษี เพื่อนำมาพิจารณานโยบายช่วยเหลือให้เหมาะสม

    เชื่อภาษี Transhipment ไม่รุนแรง แต่บอกไม่ได้ว่าเท่าไร

    สำหรับประเด็นการเจรจาสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อบรรเทาผลกระทบของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment Tax) พิชัยชี้ว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ย้ำว่ามีสัญญาณเชิงบวก 

    โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจไม่ได้กำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) สูงถึง 50% ซึ่งทำให้ข้อเสนออาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ยังบอกตัวเลขที่สหรัฐฯ เสนอไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fiscal-transformation-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35enkg6nQwuK4BEQiykZKi