Blog

  • รวบ 5 ชาวจีน ลอบข้ามแดนมาจากเขมร พกบัตรเครดิต 20 ใบ

    รวบ 5 ชาวจีน ลอบข้ามแดนมาจากเขมร พกบัตรเครดิต 20 ใบ

    (3 พ.ค. 69) ทหารพราน ฉก.อรัญประเทศ ลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ก่อนจับกุมชาวจีน 5 ราย อายุระหว่าง 29 – 33 ปี ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย บริเวณเส้นทางธรรมชาติ ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมตรวจยึดบัตรเครดิต/เดบิต 20 ใบ (ในกระเป๋ากางเกงหนึ่งในผู้ต้องหา) ตรวจค้นทั้งหมดไม่พบหนังสือเดินทางหรือโทรศัพท์มือถือ

    ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การ (ผ่านล่าม) สอดคล้องกันว่า เดินทางจากประเทศจีนไปท่องเที่ยวในกัมพูชาตั้งแต่ช่วงปี 2568 ต่อมาเพื่อนชาวจีนชักชวนไปยังกรุงปอยเปต จากนั้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 69 ได้เดินเท้าท่องเที่ยวบริเวณชายแดน อ้างว่า เห็นเจ้าหน้าที่จำนวนมากในพื้นที่ จึงพากันเดินออกนอกเส้นทาง โดยเดินไปพบลำคลองแห่งหนึ่งไม่ทราบพิกัดแน่ชัด ก่อนลัดเลาะตามเส้นทางธรรมชาติ และถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตรวจพบและควบคุมตัวดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อพิรุธหลายอย่าง ทั้งการลักลอบเข้าประเทศโดยไม่มีเอกสาร การไม่มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึงการพกพาบัตรเครดิตจำนวนมาก จึงเชื่อว่า อาจมีความเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเครือข่ายลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน เตรียมขยายผลตรวจสอบที่มาของบัตรเครดิต/เดบิตทั้งหมด รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N9xJ1ewe8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HKQlBHWA7kh8H2vaJRqN2

  • 34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผสานพลัง IP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกเกม SMEs ไทยก้าวผ่านความท้าทาย สู่โอกาสเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผสานพลัง IP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกเกม SMEs ไทยก้าวผ่านความท้าทาย สู่โอกาสเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญ โดยผสาน “3 พลังทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถ SMEs ไทยให้ก้าวผ่านความท้าทาย ภายใต้ “แนวทางขับเคลื่อน 4 มิติ” ได้แก่ มิติการเสริมแกร่ง-สร้างโอกาสทางการค้า มิติการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มิติการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ท่องเที่ยว ตลอดจนมิติการประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน โดยเน้นย้ำบทบาท IP เป็นเครื่องมือสำคัญในเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจยุคใหม่มุ่งไปที่คุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ ไม่เพียงในมิติของการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (10 Plus) และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขัน เติบโตได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ในเวทีโลก ผ่านบริการดิจิทัลภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว

    นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยยึดกรอบการประสาน “3 พลัง IP” ให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย พลังแห่งการสร้างสรรค์ (Creation) ในการเปลี่ยนไอเดียความคิดและผลงานสร้างสรรค์ให้เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีมูลค่า ช่วยสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ (Protection & Enforcement) ยกระดับระบบการจดทะเบียนให้ความคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมาย IP อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิทั้งในและต่างประเทศ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การสร้างแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

    ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนภารกิจตลอดปีที่ 34 นี้ กรมฯ มุ่งมั่นผสาน 3 พลัง IP ดังกล่าว เพื่อนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการใน 4 มิติเร่งด่วน ดังนี้

    มิติที่ 1 เสริมแกร่ง สร้างโอกาสการค้า มุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจและศักยภาพในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงนักลงทุนและโอกาสทางธุรกิจ โดยมีแผนจัดงานสำคัญ อาทิ งาน Thailand Character & Content Expo (TCEX) ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2569 งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair) ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 เป็นต้น ตลอดจนเสริมสร้างสถานะความเชื่อมั่นด้าน IP ของไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกและสำนักงาน IP ระหว่างประเทศ ควบคู่กับการดำเนินโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังต่างชาติฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ

    มิติที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยขั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยโดยแท้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเร่งผลักดันการสร้างนวัตกรรมในสาขาที่มีศักยภาพตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ผ่านบริการ Fast Track ได้แก่ สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร (นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (ด้านนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และชิ้นส่วนยานยนต์) รวมทั้งเครื่องหมายการค้า (ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อให้นวัตกรรมการสร้างสรรค์ของไทยได้รับการคุ้มครองอย่างรวดเร็วและทันต่อการแข่งขัน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานขับเคลื่อน IP ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมฯ จะเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้าน IP ให้ทันสมัยสอดรับกับบริบทการค้าในปัจจุบัน ควบคู่กับการยกระดับบริการด้าน IP สู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ตามแนวทางราชการทันใจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    มิติที่ 3 เพิ่มมูลค่าภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง” ที่เน้นการสร้างคุณภาพ มาตรฐาน และรักษาภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน ควบคู่กับการจัดทำระบบควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างโอกาสในการยกระดับสินค้า GI เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมแหล่งผลิต GI ที่มีอยู่
    ในทุกจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผู้ผลิตอย่างยั่งยืน

    มิติที่ 4 ประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เร่งขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการเงิน หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม และภาคธุรกิจ ร่วมกำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายสร้างความเชื่อมั่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทั้งในด้านการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินมูลค่า และการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการเงิน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ
    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1016690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0orou_drMrLKg1_ys5hH4G

  • หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    By

    พฤษภาคม 3, 2026

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    สรุปข่าว
    • หมอปลาย พรายกระซิบ ทำนายปี 2569 ไว้ว่า ทองคำจะแตะ 100,000 บาทภายในปีนี้ โดยคาดว่าหลังกลางปีจะแตะ 90,000 บาทก่อน และในมุมมองระยะยาว “ท่านยม” บอกว่าภายใน 3 ปีมีสิทธิ์ถึงแสน ปัจจุบัน ทองแท่งอยู่ที่ 72,200 บาท ณ วันที่ 25 เมษายน 2569 ขึ้นมาแล้วกว่า 3,200 บาทจากต้นปี ยังเหลือระยะห่างอีกราว 28,000 บาท
    • หมอปลายทำนายว่า ปี 2569 เป็นปีม้าลุยไฟ เศรษฐกิจทรุด “หนักกว่านี้” ชะงักบ้างแต่ก็รอดและภัยพิบัติจะน่ากลัวที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐฯ-อิหร่าน, ตลาดหุ้นผันผวน และ SET Index ร่วงอยู่ที่ 1,461 จุด
    • หมอปลายเตือนให้ซื้อทองจริงไม่ใช่หุ้นทอง เก็บสะสมด้วยเงินเย็น ไม่ต้องรีบขาย คำแนะนำนี้ส่งผลดีมากสำหรับผู้ที่ถือทองแท่งตั้งแต่ต้นปี เพราะราคาปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

    คำทำนายหมอปลายที่ถูกต้องเรื่องทองสะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศความไม่แน่นอนของโลกยังดำเนินต่อ ซึ่งเอื้อต่อการขึ้นราคาของสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ Bitcoin ยังแกว่งในกรอบรอปัจจัยกระตุ้น

    ย้อนรอยนักพยากรณ์คนดัง: หมอปลาย พรายกระซิบ กับดวงเมืองปี 2569

    เมื่อช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 “หมอปลาย พรายกระซิบ” หรือ ณวรชา หมอดูชื่อดังที่มีผู้ติดตามนับล้าน ได้ออกมาทำนายดวงเมืองและทิศทางสินทรัพย์สำคัญหลายอย่างไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด ทั้งเรื่องทองคำ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก สงคราม และภัยพิบัติ วันนี้เราลองมารีวิวกันว่าสิ่งที่เธอทำนายไว้นั้น ณ วันที่ 25 เมษายน 2569 เป็นจริงไปแล้วแค่ไหน

    คำทำนายที่เป็นจริงแล้ว

    1. ทองคำขึ้นต่อเนื่อง ตกน้อย ไม่ต้องรีบขาย

    หมอปลายทำนายเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ตกก็ตกแค่หลักพัน แล้วขึ้นไปใหม่” และแนะนำว่าแม้ราคาจะอยู่ในระดับเลข 7 หมื่นก็ยังน่าเก็บ เพราะหลังกลางปีมีโอกาสแตะ 90,000 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ราคาทองคำโลกในตลาด Spot ปัจจุบันอยู่ที่ $4,830/ออนซ์ ซึ่งพุ่งขึ้นมาจากระดับ $2,974 ในเดือนเมษายน 2568 ส่วนราคาในประเทศ วันที่ 25 เมษายน 2569 สมาคมค้าทองคำรายงานว่า ทองคำแท่งขายออก 72,200 บาท ทองรูปพรรณขายออก 73,000 บาท ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางที่หมอปลายทำนายไว้

    2. เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ดอลลาร์สูญเสียความเชื่อมั่น

    หมอปลายเตือนว่าทั่วโลกไม่เชื่อมั่นเงินดอลลาร์ ทำให้หลายประเทศเทดอลลาร์ทิ้งและแห่กัระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ซื้อทองเก็บ และราคาทองทะลุ ATH ใหม่ที่ $4,830/ออนซ์

    3. ปีนี้หนักกว่าปีที่แล้ว เศรษฐกิจชะงัก

    หมอปลายระบุว่า “ปี 2569 บาดเจ็บนิดหน่อย แต่ก็รอด ใช้เวลาในการวิ่งนิดหนึ่ง ชะงักบ้าง แต่ยังไงก็รอด” ซึ่งสอดคล้องกับสภาพตลาดหุ้นไทยที่ SET Index ทรุดลงมาที่ 1,461 จุด ตลาดมีความผันผวนสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ

    4. สถานการณ์สงครามดุเดือด

    หมอปลายและนักพยากรณ์ท่านอื่นเน้นย้ำว่าปี 2569 จะมีสถานการณ์ที่ดุเดือดและรุนแรงกว่าปีก่อน โดยมีการทำนายถึงวิกฤตสงครามที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับรากหญ้า เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นจนกระทบช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งและตลาดการเงินโลกผันผวนอย่างหนัก

    คำทำนายที่ยังรอการพิสูจน์

    1. ทองแตะ 90,000–100,000 บาทภายในปีนี้

    หมอปลายฟันธงว่าหลังกลางปี 2569 ราคาทองจะขยับสูงถึง 90,000 บาท และในที่สุดจะแตะ 100,000 บาท ณ ปัจจุบัน ราคาทองแท่งอยู่ที่ 72,200 บาท ยังเหลือระยะห่างถึงเป้า 90,000 บาทอยู่ราว 17,800 บาท หรือ 25% เวลายังเหลืออีกกว่าครึ่งปี เป็นไปได้แต่ต้องติดตามต่อ

    2. Bitcoin จะมีข่าวดี ราคาฟื้นตัวรอบใหม่

    จากการทำนายที่ผ่านมา หมอปลายเคยทำนายว่า Bitcoin จะมีข่าวดีในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตรงเป๊ะกับที่ BTC แตะ ATH ที่ $126,000 ปัจจุบัน Bitcoin อยู่ที่ราว $77,000–$78,362 ซึ่งถือว่าฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในปี 2569 ที่เคยร่วงลงมา แต่ยังไม่กลับสู่ระดับ ATH คำทำนายรอบนี้สำหรับปี 2569 ยังรอการพิสูจน์

    3. การเมืองไทยกับการเลื่อนการเลือกตั้ง อนุทินยังเป็นนายกฯ

    หมอปลายเตือนว่าปี 2569 อนุทินยังเป็นนายกฯ เพราะจะเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าครั้งใหญ่ และต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงปลายปี ยังต้องรอดูว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

    ไม่ว่าจะเชื่อในเรื่องนิมิตหรือไม่ก็ตาม ต้องยอมรับว่าคำทำนายของหมอปลายปี 2569 มีหลายข้อที่ตรงกับความเป็นจริงอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะทิศทางทองคำและภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่สั่นคลอน

    ในมุมมองส่วนตัว คำทำนายที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องทองแตะแสนบาท ณ วันนี้ที่ 72,200 บาท ยังเหลืออีกกว่า 38% กว่าจะถึงเป้า แต่ด้วยราคาทองโลกที่พุ่งถึง $4,830/ออนซ์ และปัจจัยเรื่องสงครามที่ยังคุกรุ่น ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลยถ้าราคาทองโลกยังคงขึ้นต่อ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่าการลงทุนต้องอิงกับข้อมูลและการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่แค่คำทำนาย แต่ถ้าทั้งสองทิศทางชี้ไปทางเดียวกัน ก็อาจน่าสนใจไม่น้อย

    ที่มา: Manager Online, Khaosod, Bangkok Biz News, Investing.com, PPTVHD36

    บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คำทำนายเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจเสมอ

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/03/siam-monk-fortune-telling-2025-economy-gold-bitcoin-prediction/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y9Mqjiyijawkhk3s6yDFC

  • รองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ เยือนสหรัฐ วันนี้ เร่งเจรจาข้อกังวล ม.301

    รองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ เยือนสหรัฐ วันนี้ เร่งเจรจาข้อกังวล ม.301

    03 พฤษภาคม 2569, 12:01น.

              นางศุภจีน สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ และสภาหอการค้าไทย  โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์  นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยเข้าร่วม

              การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทยในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

              ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

              โดย นางศุภจี มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3-6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

              นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

    #เจรจาสหรัฐ

    #ศุภจีเยือนสหรัฐ

    แฟ้มภาพ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04IyNnRGh19Uc6SLXKgrCF

  • แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล  โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    Loading…

    แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-61J-cVTQHvPWy_hFcISk

  • จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยนักปั่นจากประเทศไทยกว่า 350 คน จากมากกว่า 8 จังหวัด และนักปั่นจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว อีกประมาณ 150 คน  สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม  ชมรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ จังหวัดนครพนม  และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม–คำม่วน” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

    เส้นทางใน สปป.ลาว นักปั่นได้เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กำแพงยักษ์ ถ้ำช้าง และเมืองเก่าท่าแขก พร้อมแวะสักการะ พระธาตุสีโคดตะบอง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องชาวลาว สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองฝั่งโขง

    ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกำชับให้นักปั่นไทยทุกคนปฏิบัติตนเป็น “ทูตของประเทศไทย” เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความประทับใจแก่พี่น้องชาวลาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5830352/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BQ6KBJ-VqenzkgwfYt7gD

  • สะเดา | ผู้ประกอบการร้องแก้ปัญหาคิวข้ามด่านไทย-มาเลเซีย หลังนักท่องเที่ยวรอนาน 3-4 ชั่วโมง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    สะเดา | ผู้ประกอบการร้องแก้ปัญหาคิวข้ามด่านไทย-มาเลเซีย หลังนักท่องเที่ยวรอนาน 3-4 ชั่วโมง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ 3 พ.ค. 69 ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ได้สะท้อนปัญหารอข้ามด่านไทย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไทยแลนด์ ออนลี่ผมได้รับร้องเรียนตลอดทั้งวันนี้ ทั้งจากผู้ประกอบการทัวร์ ร้านค้า และนักท่องเที่ยวว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย หลายคนใช้เวลาทำเรื่องข้ามด่าน นานกว่า 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงก็มี

    เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานเราก็สะท้อนตลอดแต่ยังไม่มีการแก้ไข ระบบพังๆแบบนี้จะค่อยๆกัดกินทำลายการท่องเที่ยวสงขลาให้พังในระยะยาวปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มันเรื้อรังมานานแล้ว

    ถ้าไม่แก้ไข เป็นระบบยื่นเอกสารถยนต์ออนไลน์ปัญหานี้จะอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปและไม่นานการท่องเที่ยวสงขลา คงจะเจ็งจากระบบแบบนี้ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ที่ทุ่มเทเปิดช่องตรวจทุกช่องเต็มที่แล้ว

    (แฟ้มภาพ)

    เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่ต้องปรับให้ทันยุตสมัย และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ทั้งหากยังปล่อยให้ยื่นเอกสารหน้าเคาเตอร์อยู่แบบนี้อนาคตคงเจอรอสี่ชั่วโมงห้าชั่วโมง หรือไม่มีเลยเพราะนักท่องเที่ยวหายหมดแล้ว

    (แฟ้มภาพ)

    เรื่องนีอภาครัฐควรปรับรูปแบบให้สามารถยื่นเอกสานออนไลน์ล่วงหน้าได้ จะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนหน้าด่านจาก สามชั่วโมงจะเหลือสามนาที การท่องเที่ยวสงขลาจะสดใสแน่นอน เรื่องนี้คงต้องฝากรัฐบาลหรือผู้แทนในเขต หวังว่าท่านคงจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ไปถึงรุ่นลูหรุ่นหลาน ปัญหานี้จะต้องสะท้อนและได้รับการแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30845/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ITGc6vj3dpFglHjGCDHU

  • ชวนดู นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล สำรวจวิกฤตโลกใต้ทะเลผ่านงานศิลป์

    ชวนดู นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล สำรวจวิกฤตโลกใต้ทะเลผ่านงานศิลป์

    พาดำดิ่งสำรวจโลกใต้ทะเลที่ “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” (The SEA-NEMA Experience) ณ พิพิธภัณฑ์จุฬาฯ นิทรรศการศิลปะสุดอาร์ตสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม เข้าชมฟรีถึง 12 พ.ค. 2569 ดูวิธีเดินทางที่นี่

    ชวนเที่ยวนิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล (The SEA-NEMA) ณ พิพิธภัณฑ์จุฬาฯ สัมผัสวิกฤตสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะร่วมสมัย ชมนิทรรศการภาพยนตร์ใต้ทะเลสุดอาร์ต เข้าชมฟรี ถึง 12 พ.ค. 2569 นี้

    ทำความรู้จัก “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล”

    “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” หรือ The SEA-NEMA Experience เป็นนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวของทรัพยากรทางทะเลและวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ข้อมูลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า นิทรรศการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะร่วมสมัย โดยเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ใต้ทะเล เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกร้อน มลพิษจากขยะพลาสติก และปัญหาความเปราะบางของแนวปะการัง ซึ่งในมิติทางประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา (Historical Context) ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของมนุษย์โดยตรง

    ไฮไลต์น่าสนใจใน The SEA-NEMA Experience มีอะไรบ้าง?

    การจัดแสดงภายในนิทรรศการดึงดูดผู้ชมด้วยการใช้สื่อเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Media) และมุมถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยความหมาย โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้

    สำรวจวิกฤตปะการังฟอกขาวและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

    ผู้ชมจะได้เห็นภาพจำลองของระบบนิเวศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น พร้อมทั้งได้สัมผัสตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทางทะเลและทรัพยากรของจริงอย่างใกล้ชิด เช่น ปะการัง กัลปังหา หอยมือเสือ ปลาดาว ปลากระเบน ปลิงทะเล และหอยเม่น ซึ่งช่วยให้ผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชนเข้าใจถึงความสมดุลของธรรมชาติได้ง่ายขึ้น

    ภารกิจกู้คืนทะเล เสียงสะท้อนผ่านงานศิลป์

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University

    นิทรรศการไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความสูญเสีย แต่ยังถ่ายทอด “ภารกิจฟื้นฟูทะเล” โดยนำเสนอบทบาทของนักวิจัยและนักอนุรักษ์ที่พยายามเยียวยาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจและมอบรหัสสัญญาณเตือนให้ผู้เข้าชมตระหนักว่า อนาคตของมหาสมุทรขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ทุกคนในวันนี้

    นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เก่าแก่และรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตหายากไว้มากมาย ผู้ที่สนใจสามารถเดินเชื่อมโยงความรู้และท่องเที่ยวเชิงสาระในบริเวณใกล้เคียงกันได้อย่างคุ้มค่า

    ข้อมูลการเข้าชม นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล

    • สถานที่จัดแสดง: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Museum)
    • ระยะเวลาจัดแสดง: ตั้งแต่วันนี้ – 12 พฤษภาคม 2569
    • เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.30 น. (ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
    • อัตราค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

    วิธีการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    • รถไฟฟ้า BTS: ลงสถานีสยาม หรือ สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ จากนั้นต่อรถ Shuttle Bus ของจุฬาฯ (MuvMi / ป๊อบ) หรือเดินเท้าเข้ามาในบริเวณมหาวิทยาลัย
    • รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT: ลงสถานีสามย่าน (ทางออก 2) แล้วต่อรถ Shuttle Bus ของจุฬาฯ
    • รถยนต์ส่วนตัว: สามารถจอดรถได้ที่อาคารจอดรถภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือบริเวณรอบสยามสแควร์ (มีค่าบริการจอดรถตามปกติ)

    “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” (The SEA-NEMA Experience) ไม่เพียงแต่เป็นจุดเช็กอินและนิทรรศการศิลปะที่ถ่ายรูปสวยสำหรับสายคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อมหาสมุทร ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์ทั้งความเพลิดเพลินและปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกได้อย่างลงตัว

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2930431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AY87kSdeuxbrAfuZv7nok

  • กัมพูชาผุดแคมเปญ “ฤดูสีเขียว” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวช่วงหน้าฝน | เดลินิวส์

    กัมพูชาผุดแคมเปญ “ฤดูสีเขียว” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวช่วงหน้าฝน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่านายฮวด ฮัก รมว.การท่องเที่ยวกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในงานเปิดตัวแคมเปญ “เที่ยวกัมพูชาในฤดูสีเขียวปี 2026” (Visit Cambodia in the Green Season Campaign 2026) ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าโครงการริเริ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ต.ค. ให้กลายเป็นฤดูท่องเที่ยวที่คึกคัก

    แคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนฤดูฝน ให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวา ทรงคุณค่า และยั่งยืน

    รัฐบาลกัมพูชายังขอให้โรงแรม ร้านอาหาร ตลอดจนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริษัททัวร์ต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวในราคาโปรโมชัน และจัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยประเทศแห่งนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 5.57 ล้านคน เมื่อปี 2568.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832699/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tzqhb_SsQOyzc0I7xDfjJ

  • เอกชนสงขลาจี้แก้ไขระบบ นักท่องเที่ยวมาเลย์เสียเวลารอข้ามด่าน 3 ชั่วโมง

    เอกชนสงขลาจี้แก้ไขระบบ นักท่องเที่ยวมาเลย์เสียเวลารอข้ามด่าน 3 ชั่วโมง

    ภาคการท่องเที่ยวสงขลา”โวย” รอข้ามด่านมาเที่ยวไทย ใช้เวลา ชั่วโมง นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียความรู้สึก ผู้ประกอบการไทยเสียหาย “วอน”ภาครัฐก้ไขจากเอกสารเป็นยื่นออนไลน์ ลดเวลาที่ด่านได้หลายชั่วโมง เสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    3 พฤษภาคม 2569 รายงานว่าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวได้รับร้องเรียนจากผู้ประกอบการทัวร์ ร้านค้า และนักท่องเที่ยวว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย หลายคนใช้เวลาทำเรื่องข้ามด่าน นานกว่า 3 -4 ชั่วโมง   เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไข ระบบพังๆแบบนี้จะค่อยๆกัดกินทำลายการท่องเที่ยวสงขลาให้พังในระยะยาว 

    รายงานว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด  แต่มันเรื้อรังมานานแล้ว   วิธีการแก้ไข คือ รัฐจะปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำรถยนต์เข้าไทยจากรูปแบบเอกสาร เป็นระบบยื่นออนไลน์ล่วงหน้าได้ถ้าหากไม่ปรับแก้ปัญหานี้จะอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป และไม่นานการท่องเที่ยวสงขลา คงจะเจ็งจากระบบแบบนี้

    “การปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องรอถึง สามชั่วโมงเพื่อเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ส่งผลต่อความรู้สึกแย่ๆกับนักท่องเที่ยว ขณะที่บางรายตัดสินใจเดินทางกลับประเทศมาเลเซียทันที  ขณะเดียวกัน การใช้เวลาข้ามประเทศนานเช่นนี้ ส่งผลต่อการใช้จ่ายในพื้นที่อีกด้วย แทนที่นักท่องเที่ยวจะสามารถเข้าประเทศไทยได้ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ไปกินข้าวท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ต้องถูกยกเลิกไป ผู้ประกอบการก็ขาดรายได้”

    คงต้องแก้ที่ระบบ เพราะเจ้าหน้าที่เองก็ปฎิบัติตามกฎหมาย ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ที่ทุ่มเทเปิดช่องตรวจทุกช่องเต็มที่แล้ว   เจ้าหน้าที่ไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่ต้องปรับให้ทันยุคสมัย และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ทั้งหากยังปล่อยให้ยื่นเอกสารหน้าเคาเตอร์อยู่แบบนี้ อนาคตคงเจอรอ 4-5 ชั่วโมง หรือไม่มีเลยเพราะนักท่องเที่ยวหายหมดแล้ว

    นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา  นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา กล่าวว่า ภาครัฐควรปรับรูปแบบให้สามารถยื่นเอกสารออนไลน์ล่วงหน้าได้ จะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนหน้าด่านจาก สามชั่วโมงจะเหลือ 3 นาทีการท่องเที่ยวสงขลาจะสดใสแน่นอน เรื่องนี้คงต้องฝากรัฐบาลหรือผู้แทนในเขต หวังว่าคงจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ปัญหานี้จะต้องสะท้อนและได้รับการแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ จ.สงขลา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/989726/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eSGtpwfqSWTJ_w-eBsUgs