Blog

  • ผู้ค้าจี้ ‘กขค.’ เอาผิดแพลตฟอร์มเจ้าดัง ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม | เดลินิวส์

    ผู้ค้าจี้ ‘กขค.’ เอาผิดแพลตฟอร์มเจ้าดัง ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เข้ายื่นเรื่องทวงถามความคืบหน้าต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ขอให้ตรวจสอบเอาผิดกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ผสมรูปแบบการค้าชื่อดัง โดยเห็นว่าพฤติกรรมการล็อกขนส่งยังเหมือนเดิม อาจเข้าข่ายขัดต่อแนวทางการแข่งขันทางการค้าที่สำนักงาน กขค. ประกาศใช้ แม้สำนักงาน กขค. จะประกาศแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการไม่กีดกันการแข่งขัน การไม่บังคับใช้บริการของตนเอง และการไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ แต่สภาพตลาดที่พบยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ของประกาศ แพลตฟอร์มยังปิดกั้นในการเลือกขนส่ง และผูกขาดเพียงรายเดียวเช่นเดิม อีกทั้งการขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งในแพลตฟอร์มก็ดำเนินการได้ยากหรืออาจถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายผู้ประกอบการต้องก้มหน้าทนใช้ขนส่งที่ไม่มีศักยภาพเหมือนเดิมจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งที่ไม่ได้รับโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีศักยภาพการให้บริการที่พร้อมมากกว่าก็อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายรายกังวลว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเลิกจ้างพนักงาน และความมั่นคงของพนักงานในธุรกิจขนส่งทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้า แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภค เพราะเมื่อต้นทุนของร้านค้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่ง ร้านค้าจำนวนหนึ่งย่อมต้องปรับราคาสินค้า ลดการจัดโปรโมชั่น หรือรับกำไรที่น้อยลงเพื่อประคองธุรกิจ

    ทั้งนี้ นายอนันต์ชัย ทนายความ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแข่งขันในตลาดลดลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกน้อยลง และต้นทุนการขายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายผู้ที่ต้องรับภาระอาจไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    ประเด็นที่สังคมจับตาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของกฎหมาย แต่คือ การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะหากข้อร้องเรียนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจำกัดทางเลือกด้านขนส่ง และภาระค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการระบุว่าเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซก็อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

    โดยผู้รับเรื่องครั้งนี้ คือ นายธีรวัฒน์ ทิพย์รัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นผู้แทนสำนักงาน กขค. รับหนังสือร้องเรียนและข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

    ทั้งนี้ ผู้ร้องขอให้ กขค. ตรวจสอบพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียน ว่าเข้าข่ายจำกัดการแข่งขัน หรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหรือไม่ รวมถึงขอให้เร่งดำเนินการหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6079813/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WEQYxmqH0x6Fxs4B_fdDw

  • นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดฯ ชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับหุ้นส่วน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดฯ ชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับหุ้นส่วน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia)

    นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและอินโดนีเซีย ยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่–หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล และจากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต วานนี้  ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    “ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก

    นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่การค้า แต่ต้องไปสู่การลงทุนร่วม–เทคโนโลยี–มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่

    1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก

    2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย

    3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay–QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ต้องวัดจากสิ่งที่สร้างร่วมกัน ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้าแต่คือ อุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น

    “ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    โอกาสนี้ ภาคเอกชนกล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี พร้อมกับเห็นด้วยกับผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  

    สำหรับภาคธุรกิจ ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชน-เอกชน รวมทั้ง ประชาชน-ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร 

    พร้อมกับเชื่อมั่นว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซียจะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย

    *ไทย-อินโดฯ แลกเปลี่ยน MOU 4 ฉบับ

    ภายหลังการกล่าว ปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) เปิดงาน Business Forum นายอนุทิน เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่

    1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)

    2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)

    3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย

    * Maspion Bank เปลี่ยนชื่อเป็น PT Bank Kasikorn Indonesia

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ก.ค.69 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค  

    การเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ทั้ง 4 ฉบับ และพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อ PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การค้า การเงินและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/625618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dvz98m23ObAuxfCYV9DPR

  • ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลปรีซีซันนัดกระชับมิตรธรรมดาๆ ระหว่างเจ้าบ้าน ปัตตานี เอฟซี และมหาอำนาจฟุตบอลไทยอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เท่านั้น

    แต่นี่คือ “ปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนให้เห็นว่า กีฬาสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    คำถามที่น่าสนใจคือ “จังหวัดปัตตานี ได้อะไรมากกว่าผลการแข่งขัน 0-1 บนสกอร์บอร์ด?”

    1.การปักหมุดยุทธศาสตร์ “Sport Tourism” อย่างเป็นรูปธรรม

    การที่ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินหน้าดันกิจกรรมกีฬาใหญ่ระดับประเทศ ถือเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่ตรงจุด

    ฟุตบอลนัดนี้กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดทั้งแฟนบอลในพื้นที่ ประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยวและบุคคลสำคัญระดับประเทศ ให้เข้ามาในพื้นที่พร้อมๆ กัน

     ช่วยลบภาพจำเดิมๆ และส่งสารไปยังคนภายนอกว่า ปัตตานีมีความพร้อมและปลอดภัยสำหรับการจัดงานอีเวนต์ระดับใหญ่

    2.แรงกระตุ้นและอัดฉีดเม็ดเงินสู่ “เศรษฐกิจฐานราก”

    กิจกรรมที่มีผู้คนเข้าร่วมชมแน่นสนาม ส่งผลกระทบเชิงบวกทันทีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงระดับจังหวัด:

    ร้านค้า/พ่อค้าแม่ค้า: ร้านอาหาร สตรีทฟู้ด และสินค้าชุมชนรอบสนามได้รับอานิสงส์อย่างมาก

    ธุรกิจบริการ: โรงแรม ที่พัก การเดินทาง และขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้รับการกระตุ้น

    การพัฒนาต่อยอด: รายได้จากการจัดงานการกุศลครั้งนี้ จะถูกส่งต่อไปเป็นกองทุนเพื่อพัฒนากีฬาของจังหวัดปัตตานีในทุกระดับ สร้างความยั่งยืนให้กับวงการกีฬาในพื้นที่ต่อไป

    3.การสร้าง “พื้นที่แห่งความสุข” และสะพานเชื่อมความสามัคคี

    รูปเกมที่สู้กันอย่างสนุกตลอด 3 Periods และการที่ปัตตานี เอฟซี สามารถต่อกรกับทีมระดับแชมป์ได้อย่างสูสีจนถึงนาทีที่ 89 ได้สร้างทั้งความภาคภูมิใจ และ รอยยิ้ม ให้กับแฟนบอลในพื้นที่

    กิจกรรมเช่นนี้ทำหน้าที่เป็น “ภาษาสากล” ที่ไร้พรมแดน ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค (อีสาน-ใต้) และสร้างพื้นที่ตรงกลางให้ผู้คนได้มาร่วมสนุก มอบพลังบวกให้แก่ชุมชน

    4.นิมิตหมายทางนโยบายและการสนับสนุนระดับชาติ

    การปรากฏตัวของระดับผู้บริหารประเทศและรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งด้านคมนาคมและยุติธรรม พร้อมด้วยผู้นำการเมืองในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า ปัตตานีอยู่ในสปอตไลต์ของการพัฒนา

    นี่ย่อมส่งผลดีต่อการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยุทธศาสตร์กีฬา และงบประมาณเชิงพื้นที่ในอนาคต ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง

    แม้ว่าในเกมการแข่งขัน ปัตตานี เอฟซี จะพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 0-1 แต่ในมุมมองเชิงการพัฒนา “ปัตตานี ได้ชัยชนะนอกสนามไปอย่างเต็มๆ”

    ศึกมิตรภาพครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “กีฬา” คือเครื่องมือทรงพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนภาพลักษณ์ และสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างแนบเนียน

    หากจังหวัดปัตตานีสามารถถอดบทเรียนและต่อยอดจาก “ศึกมิตรภาพอีสาน-ใต้” ครั้งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง การก้าวไปสู่การเป็นเมืองศูนย์กลาง Sport Tourism ในชายแดนใต้ คงไม่อยู่ไกลเกินจริง”

    ครับ..ในฐานะคนปัตตานี อ่านแล้วให้รู้สึกฮีลใจมากเลย ก็ต้องขอบคุณคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

    ที่นอกจากจะนุ่งขาสั้นลงไปสร้างความสุขด้านกีฬา (ฟุตบอล) ให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว..

    ยังได้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนภาพลักษณ์ปัตตานีให้ดูคึกคัก สดใส มีชีวิตชีวา และสามารถ “หยุด” เสียงระเบิดลงได้แม้จะชั่วครู่ยาม!

    เออ..อย่าเปลี่ยน “นุ่งสนับเพลาขายาว” เสียล่ะ!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1043970/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hJp7yFQQf-eQlnEj3ej1u

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ และความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น สำหรับราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นหลังปัญหาการตรวจเข้มสารปนเปื้อนก่อนส่งออกไปจีนปีก่อนคลี่คลาย

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว

    rn

    จากการผลิตน้ำมันปาล์มที่ลดลงตามผลผลิต จากผลของสภาพอากาศร้อนแล้ง และการผลิตไม้ยางพาราหดตัวตามการส่งออกไม้แปรรูปไปตลาดจีน และไม้ไฟเบอร์บอร์ดไปตลาดตะวันออกกลางที่ลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี การผลิตยางพาราแปรรูปขยายตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    rn

    จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวโดยรวมหดตัว

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว

    rn

    จากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวเล็กน้อย จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐในเดือน มิ.ย. 69

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    rn

    การลงทุนหมวดยานพาหนะขยายตัวตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ ด้านการก่อสร้างหดตัวจากการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ทั้งกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากบ้านเดี่ยว หมวดเครื่องจักรหดตัวตามการนำเข้าสินค้าทุน

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    rn

    มูลค่าการส่งออก หดตัว ตามการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผลผลิตที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าส่งออกยางแปรรูปปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น

    rn

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์ ตามการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีของประเทศที่ขยายตัว

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว ทำให้เงินเฟ้อหมวดพลังงาน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่นปรับเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    rn

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ทรงตัว ตามการจ้างงานนอกพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทรงตัว ส่วนความต้องการแรงงานลดลงทั้งสาขาการค้า การผลิต อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 3/2569

    rn

    คาดว่า “ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน” จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคขยายตัว สำหรับรายได้ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมามากขึ้น ด้านการผลิตและส่งออกคาดว่าทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    5 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-e39f8580d6″>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ และความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น สำหรับราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นหลังปัญหาการตรวจเข้มสารปนเปื้อนก่อนส่งออกไปจีนปีก่อนคลี่คลาย

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว

    จากการผลิตน้ำมันปาล์มที่ลดลงตามผลผลิต จากผลของสภาพอากาศร้อนแล้ง และการผลิตไม้ยางพาราหดตัวตามการส่งออกไม้แปรรูปไปตลาดจีน และไม้ไฟเบอร์บอร์ดไปตลาดตะวันออกกลางที่ลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี การผลิตยางพาราแปรรูปขยายตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้น

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวโดยรวมหดตัว

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว

    จากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวเล็กน้อย จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐในเดือน มิ.ย. 69

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    การลงทุนหมวดยานพาหนะขยายตัวตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ ด้านการก่อสร้างหดตัวจากการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ทั้งกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากบ้านเดี่ยว หมวดเครื่องจักรหดตัวตามการนำเข้าสินค้าทุน

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    มูลค่าการส่งออก หดตัว ตามการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผลผลิตที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าส่งออกยางแปรรูปปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์ ตามการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีของประเทศที่ขยายตัว

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว ทำให้เงินเฟ้อหมวดพลังงาน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่นปรับเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ทรงตัว ตามการจ้างงานนอกพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทรงตัว ส่วนความต้องการแรงงานลดลงทั้งสาขาการค้า การผลิต อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 3/2569

    คาดว่า “ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน” จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคขยายตัว สำหรับรายได้ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมามากขึ้น ด้านการผลิตและส่งออกคาดว่าทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    5 สิงหาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-q2-69.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j46Qi4t1yWWu7YAkQGv2

  • บอร์ด EEC จ่อเคาะสิทธิประโยชน์ลงทุนครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการใหญ่แสนล้าน

    บอร์ด EEC จ่อเคาะสิทธิประโยชน์ลงทุนครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการใหญ่แสนล้าน

    การลงทุน อีอีซี

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนภายใต้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีเป็นครั้งแรก รวม 8 โครงการ วงเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ

    ดร.จุฬา กล่าวว่า ที่ผ่านมา EEOC ได้จัดเตรียมเรื่องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ของสำนักงานเอง ตั้งแต่การพิจารณาว่ามีเขตส่งเสริมที่ไหนเหมาะสมกับการลงทุนอะไรไปบ้าง และพยายามให้เห็นว่าการมี One Stop Service ช่วยสนับสนุนจะช่วยให้นักลงทุนได้รับความสะดวกในการเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง พรัอมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมในแต่ละรายด้วย

    “เราพยายามแนะนำคนที่อยากมาลงทุนตั้งแต่ชวนเข้ามาจนถึงให้เขาประกอบกิจการได้จริงๆ โดยจะบอกว่า ลงทุนแบบนี้ควรจะอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจในโซนไหน แล้วเตรียมให้สิทธิประโยชน์ อย่างเช่น การก่อสร้าง การตั้งโรงงานต่าง ๆ แต่ในขั้นตอนที่ผ่านมา เรายังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อย่างจริงจัง เนื่องจากไปเตรียมเรื่องเชิงกฎหมาย เพราะสิทธิประโยชน์ EEC ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งสิทธิประโยชน์ในเชิงภาษีต้องคุยกับสรรพากร คุยกับศุลกากร หรือเรื่องใบอนุญาติ หรือวีซ่าต่าง ๆ ด้วย” ดร.จุฬา กล่าว

    สำหรับการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ดร.จุฬา กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กพอ. ครั้งนี้ จะเป็นการอนุมัติสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งแต่ละรายจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เหมือนกัน เพราะจะมีการประเมินเป็นรายโครงการ และนำเสนอเข้ามายัง กพอ. พิจารณา ส่วนใหญ่จะครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าการลงทุน กว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการประเมินกันว่า จะมีการเสนอทางเลือกให้บอร์ด กพอ. พิจารณาว่าจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี นั้น ล่าสุด ดร.จุฬา ยอมรับว่า กรณีโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่ได้เสนอรายละเอียดเข้ามายังที่ประชุมครั้งนี้ได้ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wJvBLH7Rr0ABtHqZ-fPrB

  • จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์ : อินโฟเควสท์

    จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์ : อินโฟเควสท์

    China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้อ่อนค่าลง 0.0019 หยวน แตะที่ระดับ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

    ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/625351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mqjIv3kKkXwVtRxIuH5EJ

  • วิ่งฉลุย เปิดใช้ถนน ตง.3012 ตรัง ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-หนุนเที่ยวอันดามัน

    วิ่งฉลุย เปิดใช้ถนน ตง.3012 ตรัง ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-หนุนเที่ยวอันดามัน

    กรมทางหลวงชนบท เปิดใช้ถนนสาย ตง.3012 อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ระยะทาง 3.6 กม. อย่างเป็นทางการ หนุนขนส่งยางพารา-ปาล์มน้ำมัน พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอันดามัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    กรมทางหลวงชนบท เปิดถนนสาย ตง.3012 อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินงานตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงถนนให้มีความมั่นคงแข็งแรง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับการคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวบนพื้นฐานของความปลอดภัย สำหรับพื้นที่ภาคใต้นั้น ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.3012 แยก ทล.404 – บ้านหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ระยะทางรวม 3.600 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ และพร้อมเปิดให้ประชาชนสัญจรเรียบร้อยแล้ว 

    ขยายถนน-สร้างสะพานใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 38.990 ล้านบาท โดยใช้วิธีการปรับปรุงชั้นทางเดิมแบบ Pavement In-Place Recycling พร้อมเสริมผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต ซึ่งสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่:

    • ช่วงที่ 1 ระยะทาง 3.200 กิโลเมตร (กม.ที่ 2+150 – 5+250 และ กม.ที่ 5+650 – 5+750) ขยายความกว้างถนนจาก 8 เมตร เป็น 12 เมตร พร้อมไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร

    • ช่วงที่ 2 ระยะทาง 0.225 กิโลเมตร (กม.ที่ 5+250 – 5+475) ปรับปรุงผิวทางความกว้าง 8 เมตร

    • ช่วงที่ 3 ระยะทาง 0.175 กิโลเมตร (กม.ที่ 5+475 – 5+650) ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบใหม่ทดแทนโครงสร้างเดิม ความยาว 20 เมตร ผิวจราจรกว้าง 12 เมตร พร้อมยกระดับถนนทางเข้าสะพาน

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจร ป้ายเตือน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้เส้นทาง

    หนุนขนส่งยางพารา-ปาล์มน้ำมัน เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวอันดามัน

    นอกจากนี้ ถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.3012 ยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากแยก ทล.404 ผ่านพื้นที่ตำบลย่านตาขาวและตำบลใกล้เคียงเข้าสู่จังหวัดตรัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร สามารถขนส่งผลผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน เข้าสู่อำเภอเมืองตรังได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุนในการขนส่ง พร้อมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามัน อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางสู่สถานที่สำคัญ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง น้ำตกโตนเต๊ะ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางไปยังศาสนสถานอย่างวัดถ้ำเขาปินะ และวัดเขาช่อง ซึ่งเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมสายรองที่สมบูรณ์แบบในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กระจายรายได้ให้กับชุมชน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดตรังให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2950564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v10dYwoTiLha2qkhcsZby

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 5 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 5 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GYxTY4iAhizuaf8DDp8Ch

  • “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน – ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน – ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน–ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    (2 ส.ค.69) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดยโสธร เพื่อติดตามการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยมอบนโยบายและพบปะผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ณ หอประชุมอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จังหวัดยโสธรมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างมีศักยภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาและบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ และการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    จากนั้น เวลา 15.30 น. คณะได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์มาลัยข้าวตอก แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าของจังหวัดยโสธร ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมพบปะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและประชาชน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชน

    ต่อมา เวลา 16.30 น. นายสุรศักดิ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังตำบลบากเรือ อำเภอมหาชนะชัย เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของ บ้านสวนเพิ่มสุข ฟาร์มสเตย์ ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพด้านการบริการ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มสเตย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชุมชนสู่การท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1epI7Xih69eaDI70X1gweP

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.09 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T1nNOQhw5nN9FFsYfd2bs