Blog

  • พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    ภูมิภาค

    พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายมวลชน กัลป์ตินันท์ ประธานสภาอบจ.อุบลราชธานี เป็นตัวแทนนายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายกอบจ.อุบลราชธานี เข้าร่วมพิธีบวงสรวงพญานาคตระกูลฉัพยาปุตตะ (พญานาคสีรุ้ง) ณ วัดพระธาตุหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี
                
    โดยนางสาววิสสุตา เรืองรังษีดิษกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยมี สส.วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต1 จังหวัดอุบลฯ และร้อยตรีสรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีจัดพิธีพร้อมเข้าร่วมกิจกรรม “บวงสรวงพญานาคสีรุ้ง 9 เดือน 9” เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวสายศรัทธาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
                   
    ภายในงานมีกิจกรรม วันเดย์ทริป ซึ่งมีการนำเสนอเส้นทางจากพระธาตุหนองบัว พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดมหาวนาราม วัดป่าปากโดม วัดหลวง พร้อมพิธีบวงสรวงพญานาค และกิจกรรม “ปล่อยปลาต่อชีวิต” ริมแม่น้ำมูล
                   
    การเปิดเส้นทางสายศรัทธาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมไหว้พระหรือเสริมมงคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเล่าเรื่อง “อุบลราชธานี” ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และพลังแห่งศรัทธา

    Cr : คุณ Book อบจ.อุบลฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445767&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-blXnt6g7fU6mo6ysnOO

  • ต่างชาติแห่เที่ยวไทยพุ่ง 22 ล้านคน หนุนรายได้ทะลุ 1 ล้านล้าน

    ต่างชาติแห่เที่ยวไทยพุ่ง 22 ล้านคน หนุนรายได้ทะลุ 1 ล้านล้าน

    ‘ท่องเที่ยว’ เปิดตัวเลข นทท.ต่างชาติทะลุ 22 ล้านคน มาเลเซียครองแชมป์เข้าไทยสูงสุด ขณะที่ตลาดสิงคโปร์พุ่ง 47.27% ขณะที่รายได้จากท่องเที่ยวแตะ 1.03 ล้านล้านบาท

    9 ก.ย. 2568 – นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวประเทศไทยเบื้องต้นว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 กันยายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 22,387,817 คน โดยสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกว่า 1,037,239 ล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 1 – 7 ก.ย. 2568มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยรวม 508,341 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,226 คน หรือร้อยละ 0.44 คิดเป็นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยวันละกว่า 72,620 คน โดยมี 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย 85,639 คน 2.จีน 67,545 คน 3.อินเดีย 48,580 คน  4.เกาหลีใต้ 23,254 คน และ 5.สิงคโปร์ 21,348 คน

     ทั้งนี้ พบว่า ตลาดสิงคโปร์และอินเดียมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 47.27% จากการเดินทางในช่วงปิดภาคเรียน ทำให้ขยับจากอันดับ 9 ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ส่วนตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น 29.89% จากผลของวันหยุดยาวต่อเนื่องภายในประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 14.87, 6.04 และ 4.66 ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) เริ่มฟื้นตัวด้านการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยในสัปดาห์นี้คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ วันหยุดยาวในมาเลเซีย การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกของรัฐบาล เช่น การยกเว้นบัตร ตม.6 และการผลักดันให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (1 ม.ค. – 7 ก.ย. 2568) ได้แก่จีน 3,163,562 คน มาเลเซีย 3,135,600 คน อินเดีย 1,612,386 คน รัสเซีย 1,211,616 คน เกาหลีใต้ 1,059,615 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทย ทั้งจากตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกล ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญให้ประเทศไทยในปี 2568

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/858795/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJ2JNaujC6a7Zsablou7b

  • ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    Traveloka เผยไทยและอินโดนีเซียขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยอดนิยม กรุงเทพฯ และบาหลีติดโผ สะท้อนศักยภาพผู้นำด้าน Wellness Tourism ในภูมิภาค

    ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka ชี้คนไทยนิยมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศเป็นหลัก โดยมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองยอดนิยม ขณะที่อินโดนีเซียตามมาติดๆ โดยมีบาหลีเป็นจุดหมายหลัก สะท้อนศักยภาพของไทยและอินโดนีเซียในการเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism
     

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ‘ไทยแลนด์แดนสปา’ และ ‘บาหลี’ ครองแชมป์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยอดนิยมของคนไทย

    ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka แพลตฟอร์มด้านการเดินทางครบวงจร เผยให้เห็นว่าประเทศไทยและอินโดนีเซียกลายเป็นสองสุดยอดจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มองหาการพักผ่อนและเติมพลังกายใจในแบบ Wellness Tourism

    โดยจากข้อมูลการค้นหาบนแพลตฟอร์ม Traveloka ประเทศไทยครองส่วนแบ่งการค้นหากว่า 50% ของบริการเชิงสุขภาพทั้งหมด ในขณะที่อินโดนีเซียตามมาด้วยสัดส่วนกว่า 30% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภูมิภาคนี้

    ไทยครองใจนักเดินทางด้วยหลากหลายบริการด้านสุขภาพ
    ประเทศไทยยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักเดินทางชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยข้อมูลจาก Traveloka ชี้ว่าความต้องการหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของคนไทยมีดังนี้:

    สปาและนวดไทย: บริการนวดไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO รวมถึงสปาในเมือง ถือเป็นบริการยอดนิยมที่ครองใจนักเดินทางที่ต้องการผ่อนคลายความเครียดอย่างรวดเร็ว

    ออนเซ็นและบ่อน้ำพุร้อน: วัฒนธรรมออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมในไทยมากขึ้น โดยมีตัวเลือกให้เลือกมากมายทั้งแบบส่วนตัวและแบบรวมกลุ่ม

    ร้านเสริมสวยและคลินิกความงาม: การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น การทำเล็บ ต่อขนตา หรือบริการด้านความงามอื่นๆ กลายเป็นกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสำคัญ ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    คลินิกแพทย์และความงาม: ด้วยมาตรฐานระบบสาธารณสุขของไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ทำให้คลินิกเหล่านี้เป็นที่นิยมทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและบริการเสริมความงามต่างๆ

    นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Traveloka ยังสอดคล้องกับรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่าในปี 2567 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสร้างรายได้มหาศาล และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 1.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาด Wellness กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    บาหลีขับเคลื่อนตลาด Wellness ในอินโดนีเซีย
    สำหรับอินโดนีเซีย ชื่อของ บาหลี คือจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นอย่างมาก ด้วยชื่อเสียงด้านรีสอร์ตสปาที่หรูหรา การบำบัดแบบองค์รวม โยคะรีทรีต และการฟื้นฟูร่างกายท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้บาหลีกลายเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เมืองใหญ่อย่างจาการ์ตาและสุราบายาก็ได้รับความนิยมในด้านบริการนวดกดจุดและสปาในตัวเมืองด้วยเช่นกัน

    ประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

    ถึงแม้ไทยและอินโดนีเซียจะเป็นผู้นำ แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม ที่มีรีสอร์ตสปาริมชายหาดในเมืองญาจาง หรือ มาเลเซีย ที่มีบริการนวดสมุนไพรแบบดั้งเดิม ส่วน ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว อย่างออนเซ็นและบริการด้านความงามระดับมืออาชีพ

    การเติบโตของเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลจาก Traveloka ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยกำลังมองหาการเติมพลังให้ชีวิต ไม่ใช่แค่ในโอกาสพิเศษ แต่รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตคนยุคใหม่ และ Traveloka กำลังมีส่วนช่วยผลักดันให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้นในทุกๆ วัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/730104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QGHE0Zu6lvqwluaUhx9Oo

  • “สุเชษฐ์” มอง SET แนวโน้มสดใส แนะเก็บ PTTEP-SCC-BDMS

    “สุเชษฐ์” มอง SET แนวโน้มสดใส แนะเก็บ PTTEP-SCC-BDMS

    นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าดัชนี SET Index มีแนวต้านรับดับที่ 1,270–1,283 จุด และแนวรับที่ 1,250 จุด โดยภาพการเมืองไม่กดดันตลาดหลังการจัดทัพ “ขุนพลเศรษฐกิจ” ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้รับการตอบรับเชิงบวก ทั้งยังเป็นช่วง ก.ย.–ต.ค. ที่มักมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายและการท่องเที่ยว คาดเห็นผลชัดใน ไตรมาส 4/68 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/69

    ด้านต่างประเทศยังหนุนบรรยากาศการลงทุน โดยฮ่องกงและไต้หวันปรับขึ้นราว 1.4% กลุ่มอสังหาฯ ฮ่องกงบวกประมาณ 2% ขณะที่ยุโรปปิดบวกรวมถึงดัชนีล่วงหน้าหลายตลาดปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับมุมมองเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยปลายปี ซึ่งเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    เชิงกลยุทธ์ แนะนำเน้นหุ้นพื้นฐานใหญ่ที่ได้รับอานิสงส์วงจรดอกเบี้ยขาลงและนโยบายรัฐ ได้แก่

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แนวรับ 110 บาท ส่วนแนวต้านแรก 115-120 บาท หากผ่านไปได้มีโอกาสทดสอบต้านใหม่ 125 บาท

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แนวรับ 220 บาท ส่วนแนวต้านกลางทาง 230–250 บาท

    บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แนวรับ 20.50–20.80 บาท ส่วนแนวต้าน 21.00–21.30 บาท

    หุ้นที่เหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ได้แก่

    บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA แนวรับ 4.32-4.34 บาท ส่วนแนวต้าน 4.50–4.60 บาท

    บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART แนวรับ 9.80 บาท ส่วนแนวต้าน 10.50–11.00 บาท

    ส่วนมุมมองการเมือง นายสุเชษฐ์ประเมินว่า ประเด็นที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ไม่น่ากระทบต่อตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลโดยตรง ขณะที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ช่วยเสริมความเชื่อมั่น และจังหวะ High season การท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย หนุนกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ

    ด้านมุมมองอุตสาหกรรม ไตรมาส 4/68 ต่อเนื่องไตรมาส 1/69 คาด กลุ่มบริโภค ค้าปลีก ท่องเที่ยว และโรงแรม โดดเด่น ส่วน ธนาคาร ลีสซิ่ง และอสังหาริมทรัพย์ รอตัวกระตุ้นจากนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่อยู่อาศัยซึ่งหากชัดเจนจะช่วยขับเคลื่อนกลุ่มได้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/781160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdvUmpiLwxDvi6G7o_Z9r

  • เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    ส่วน กระทรวงคมนาคม น่าจะหนี้ไม่พ้น ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ว่าที่ รมว.คมนาคม อดีต รมว.แรงงาน รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ‘นภินทร ศรีสรรพางค์’ ว่าที่ รมช.คมนาคม อดีต รมช.พาณิชย์ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่า ‘ธนกร หวังบุญคงชนะ’ อดีต รมต.ประจำสำนักนายก จะมานั่งในตำแหน่งนี้ ทางด้านกระทรวงแรงงาน ‘ตรีนุช เทียนทอง’ ว่าที่ รมว.แรงงาน ในอดีตเคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ มาก่อน  ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ อดีต รมว.เกษตรฯ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

    ส่วนที่ฮือฮากันมากในตอนนี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ ในตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอนุทิน ได้ทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซีอีโอ ดุสิตธานี มานั่งในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ และล่าสุด ศุภจีได้ตอบรับแล้ว  อย่างไรก็ตามทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ 3 แกนหลัก ได้แก่

    1. ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ พลังงาน เดินทาง และค่าขนส่ง

    2. แก้หนี้สิน เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

    3. เพิ่มรายได้ฐานราก ผ่านการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    มาฟังความเห็นจากภาคเอกชนที่มีมุมมองต่อทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลใหม่ โดย #ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เขากล่าวว่า นโยบายที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศออกมา 4 ด้าน ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน และหนี้ 2.การแก้ปัญหาปากท้องและสวัสดิการ 3.การแก้ปัญหาด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ และ 4.การปรับระบบราชการ เหล่านี้ ถือว่าครอบคลุมโจทย์ใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งเรื่องค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือน ปัญหาต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้เอกชน มองว่า สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก ไม่เพียงพอสำหรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลเลือกทำมาตรการที่เร่งด่วนและจับต้องได้ก็ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ และสิ่งที่เอกชนต้องการเห็น คือ การบรรเทาภาระพลังงาน และค่าครองชีพ การช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสภาพคล่อง รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ให้สะดุด นอกจากนี้จะต้องเร่งปรับกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อเอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ทิศทางที่นายกฯ วางไว้ถือว่าถูกต้อง แต่ต้องทำให้เฉพาะเจาะจงและทันทีเพื่อให้เห็นผลจริงในช่วงเวลาจำกัดนี้

    นอกจากนี้เอกชนเห็นว่า 3 เรื่องหลัก ที่รัฐบาลควรเดินหน้าให้เร็วภายใน 4 เดือน คือ

    • ตั้งทีมเศรษฐกิจที่ดี เก่ง มีความเป็นมืออาชีพ และตัดสินใจได้เร็ว เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ค่าเงิน หรือความผันผวนจากต่างประเทศ
    • เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ที่ยังติดขัดอยู่ ถ้าเงินไม่ลงสู่ระบบ เศรษฐกิจก็จะไม่หมุน เงินงบประมาณเป็นกลไกหลักที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุน การเร่งเบิกจ่ายจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญมาก
    • เร่งเดินหน้าท่องเที่ยวเชิงรุก เพราะนี่คือ Quick win ที่สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ทันที โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน และต้องไม่ลืมที่จะกระจายรายได้ไปยังเมืองรอง ไม่ใช่เพียงจังหวัดหลักเพียง 4–5 จังหวัด เพราะเมืองรองอีกจำนวนมาก ที่เป็นทั้งธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก หรือกิจการที่เป็นของคนไทย 100% ไม่ค่อยได้อานิสงส์ ดังนั้น ต้องกระจายให้ทุกจังหวัดได้รับประโยชน์ และลงให้ลึกที่สุดไปถึงระดับรากหญ้า

    อย่างไรก็ตามครม.ใหม่ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นก็คือ ทีมเศรษฐกิจที่ทำงานเป็นทีม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ประเทศต้องการตอนนี้ เนื่องจากประเด็นเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ เกษตรฯ และการท่องเที่ยวด้วย สามารถบูรณาการการทำงานได้อย่างจริงจัง ทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า จึงต้องการเห็นทีมที่ทั้งรู้ลึก รู้จริง และพร้อมตัดสินใจอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน

    พร้อมกันนี้ยังเสนออีกว่า โครงการ “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่ดีและเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล อีกทั้งแอปพลิเคชันนี้ก็มีพร้อมแล้ว ระบบมีความแม่นยำ โปร่งใส ใช้งานได้สะดวก รวดเร็วและประชาชนได้รับประโยชน์ทั่วถึง น่าจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจได้เร็วในสถานการณ์เช่นนี้ และย้ำว่าทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า รัฐบาลต้องรีบเร่งในการแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นความเชื่อมั่น เพราะถ้าเศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่านี้ การประคองก็จะยากขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NvIKDSnfLjF7KMpXSUA2x

  • มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี

    บางคนอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีสำหรับผู้นำเข้า(Import) หรือนักลงทุนต่างชาติในบางกรณี แต่ในระดับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโดยรวม จะมีผลเสียจะมีค่อนข้างชัดเจน และหลายด้านดังนี้

    1. กระทบการส่งออก (Export)

    • สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
    • ผู้ซื้อสินค้าไทย จากต่างประเทศอาจหันไปเลือกสินค้าจากคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ค่าเงินอ่อนกว่า
    • ภาคการส่งออก (Export) ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 60% ของ GDP ที่อาจจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว

    2. กระทบการท่องเที่ยว

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะลดอันดับทางเลือกในการท่องเที่ยวของไทยไปอยู่อันดับรองลงไป หากเงินบาทแข็งค่า โดยรู้สึกว่า “ไทยแพงขึ้น” เพราะเมื่อแลกเงินเป็น “เงินบาท” แล้วใช้จ่ายได้ลดลง
    • รายได้การท่องเที่ยว ถือเป็นตัวขับหลักของเศรษฐกิจไทย หลังจบปัญหาโควิดมีความเสี่ยงที่อาจจะเติบโตช้าลง

    3. รายได้ภาคการเกษตรและผู้ประกอบการรายเล็ก

    • สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ซึ่งขายเป็นเงินดอลลาร์ แต่เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทจะได้น้อยลง ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ที่พึ่งพาการส่งออกจะถูกกดดันหนัก และอาจกระทบผลประกอบการในไตรมาส 3/68

    4. ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ในส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

    • ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการชะลอคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ ทำให้โรงงานต้องกำลังการผลิต เสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน หรือลดค่าล่วงเวลา และอื่นๆ

    5. การไหลออกของเงินทุน

    • แม้ค่าเงินบาทแข็งอาจดึงดูดเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไร แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากเศรษฐกิจชะลอลงทั้งจากการส่งออกและท่องเที่ยวที่อ่อนลง เงินทุนก็อาจจะไหลออกในที่สุด ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ

    6. กระทบต่อ GDP โดยรวม

    • ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูง เมื่อ 2 ภาคส่วนนี้ชะลอตัว จะทำให้การเติบโตของ GDP ถูกกดดันให้ลดลง และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
    • “ความแข็งแรง” ของ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงตามไปด้วย หากแต่เสี่ยงที่จะเป็นตัวกดดันเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยได้

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJvUoEU9rAxKcuMFx95oc

  • From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    โดย อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งมั่นตามพันธกิจ “Wisdom for Sustainable Development” หรือ “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยนำความรู้ทางวิชาการมาขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่สำคัญและใกล้ตัวที่สุดคือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDG 12): การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    การบริโภคที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า SDG 12 เป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะในฐานะ “ผู้บริโภค” เราใช้ทรัพยากรโลกตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ การเดินทาง การซื้อกาแฟ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เราเลือกสวมใส่ ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ตัวอย่างใกล้ตัว เช่น แก้วกาแฟพลาสติก ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ขยะพลาสติกที่เหลืออยู่กลับต้องใช้เวลากว่า 400 ปีในการย่อยสลาย หรือ เสื้อผ้า fast fashion ที่ผลิตเร็ว ราคาถูก ใช้ไม่กี่ครั้งก็ถูกทิ้ง ส่งผลให้เกิดขยะมหาศาล และสร้างก๊าซเรือนกระจกกว่า 10% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก

    ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาเรา

    ผลจากการบริโภคที่ขาดความรับผิดชอบส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารที่ถูกคุกคาม พื้นที่เพาะปลูกกาแฟและชาอาจลดลงอย่างมากในอนาคต ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคเองก็ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง

    การสร้างพฤติกรรมใหม่อย่างรับผิดชอบ

    อ.ดร.อัจฉรา ชี้ว่า การแก้ปัญหาเริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

    • พกแก้วน้ำหรือกล่องข้าวส่วนตัว
    • คิดก่อนซื้อเสื้อผ้า เลือกใช้ให้นานและคุ้มค่า
    • ลดการใช้ทิชชู่เปียก หรือหากใช้แล้วควรซักตากเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ
    • แยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท

    หัวใจสำคัญคือ การมีสติและความรับผิดชอบ (responsible consumption) ทุกครั้งที่ตัดสินใจบริโภคหรือใช้ทรัพยากร

    แนวโน้มใหม่ของคนรุ่นใหม่

    ปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมคือ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พวกเขาเติบโตมาท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤติขยะและการบริโภคเกินจำเป็น ทำให้หันมาสนใจการใช้ชีวิตเรียบง่าย (minimal lifestyle) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพกถุงผ้า กระบอกน้ำ และการออมอย่างมีสติ แนวโน้มนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเอง แต่ยังสอดคล้องกับ SDG 12 ในการลดการใช้ทรัพยากรโลก

    สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจาก “พฤติกรรมเล็ก ๆ” ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกการตัดสินใจบริโภคอย่างมีสติ คือก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งต่อทรัพยากรให้กับคนรุ่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/from-zero-to-hero/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T5QAL2Nu0qgc1BE7kKYZ7

  • หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าที่เร็วและแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมองว่า “สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริง” และส่งผลเสียโดยตรงต่อภาคธุรกิจสำคัญของประเทศ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ต่อไปนี้
    • การส่งออก ราคาสินค้าไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ขายยากและรายได้หด
    • การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าไทยแพงขึ้น ลดแรงจูงใจเดินทางมา
    • การเกษตร เกษตรกรที่ส่งออกพืชผล เช่น ข้าวและพืชไร่ ได้รับผลกระทบหนัก รายได้ไม่สมดุลกับต้นทุน

    ดร.พจน์ ยังชี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงกว่าประเทศอื่นครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เพราะตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย, ราคาทองคำสูงขึ้น ทำให้มีการขายทองแลกเงินต่างประเทศแล้วแปลงกลับเป็นเงินบาท ทำให้มีความต้องการเงินบาทมากขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้า (fund flow) ทั้งจากนักลงทุนทั่วไปและการลงทุนในคริปโท

    นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากภายนอก เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ ของประเทศคู่ค้า และข้อจำกัดในการแทรกแซงค่าเงิน เพราะหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลมากเกินไป อาจถูกสหรัฐฯ มองว่าไทย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

    ข้อเสนอจากหอการค้าไทย

    • แยกบัญชีดุลทองคำ ออกมาให้ชัดเจน เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อค่าเงินอย่างตรงจุด
    • ให้ ธปท. จัดการดูแลค่าเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    ดร.พจน์ ย้ำว่า หากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ การใช้ทุนสำรองเข้ามาพยุงค่าเงินอาจสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและ ธปท. เร่งหามาตรการที่เหมาะสมโดยเร็ว เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “เงินบาทแข็งเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจริง แต่กลับทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทย รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขก่อนสายเกินไป”

    — ดร.พจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-baht-overvalued-severely-impacted-businesses&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMgJPIpODwICYVeYJVShX

  • “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย

    ไทยพีบีเอสร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพา 10 คู่ผู้โชคดีจากรายการทั่วถิ่นแดนไทย ร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ เมืองต้องห้ามพลาด สวนสวรรค์ ร้อยพันธุ์ผลไม้ จังหวัดจันทบุรี

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และรายการ “ทั่วถิ่นแดนไทย” ได้พาผู้ชมจากทางบ้าน คณะสื่อมวลชน ผู้แทนจาก ททท. และผู้แทนจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ร่วมเดินทางไปท่องเที่ยว จังหวัดจันทบุรี กับกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของหมู่บ้านชาวประมง ธรรมชาติป่าชายเลนขลุง ชิมผลไม้สดจากสวน ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เดินเล่นถ่ายรูป สัมผัสวิถีไทย ณ ชุมชนริมน้ำจันทบูร และเรียนรู้หัตถกรรมชุมชนเสื่อจันทบูร

    ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเรียนรู้ในชุมชน ปลูกฝังการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น เป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนและผู้ไปเยือนให้เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน กระทั่งเกิดแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนแคมเปญ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” และ “เมืองต้องห้ามพลาด”

    ติดตามชมรายการทั่วถิ่นแดนไทย ตอน กิจกรรมทั่วถิ่นแดนไทย “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2558 เวลา 14.05 – 14.30 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

    #แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/gallery/623/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mA6RPI–MKrC5SZRD97cl

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งต้องมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง โดยเริ่มในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ฯ ถูกบั่นทอนลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/09/576676/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ea49nkbQ5s0KAr6t2a9Fg