Blog

  • “จ๊อบ-นิธิ” 20 ปีธุรกิจสื่อ ถึงวันที่ต้องเลือก สานต่อฝันหรือหยุดเดิน

    “จ๊อบ-นิธิ” 20 ปีธุรกิจสื่อ ถึงวันที่ต้องเลือก สานต่อฝันหรือหยุดเดิน

    “จ๊อบ-นิธิ” 20 ปี บนเส้นทางโคจรธุรกิจผลิตสื่อ ถึงจุดต้องเลือกระหว่างสานต่อฝัน หรือหยุดเดิน ก้าวจากเซฟโซน ปั้นธุรกิจสื่อครบวงจรด้วยแรงหนุน SME D Bank

    คนส่วนใหญ่มักรู้จักและคุ้นเคยกับ “จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร” ในฐานะนักแสดง นายแบบ และพิธีกรชื่อดังที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมายาวนาน แต่ในอีกบทบาทหนึ่ง เขาคือผู้ชายที่สร้างฝันให้เป็นจริง ด้วยการพาผู้ชมไปสัมผัสโลกกว้างใหญ่ผ่านรายการท่องเที่ยว ชื่อ “สมุทรโคจร” ผลิตภายใต้ บริษัท สานฟ้า จำกัด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์มายาวนานกว่า 20 ปี 

    การเดินทางในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์เข้ามาดิสรัปชันสื่อยุคเก่าอย่างรุนแรงในฐานะผู้นำองค์กร เพื่อจะพาธุรกิจให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องออกจากเซฟโซน ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่การเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ และเอเจนซี่ ผลิตสื่อครบวงจร  โดยมี SME D Bank เป็นแรงหนุน ช่วยให้กล้าสานต่อความฝันอย่างมั่นใจ

    “จ๊อบ-นิธิ” 20 ปีธุรกิจสื่อ ถึงวันที่ต้องเลือก สานต่อฝันหรือหยุดเดิน

    จุดเริ่มต้นสมุทรโคจร

    จ๊อบ-นิธิ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ เกิดจากความหลงใหลการเดินทางท่องเที่ยวและเมื่อวันหนึ่งได้ดูรายการ “Lonely Planet” จากต่างประเทศ แล้วหันกลับมามองที่ประเทศไทยยังไม่มีใครทำรายการทีวีลักษณะนี้เลย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “สมุดโคจร” รายการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่ไม่ได้แค่พาไปชมสถานที่ แต่เชิญชวนมองลึกลงไปถึงรากของวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน และเปิดโลกให้คนไทยได้เห็นสิ่งดีงามในมุมต่าง ๆ ของโลกที่อาจเชื่อมโยงให้นำมาใช้สร้างโอกาสหรือประโยชน์ในเมืองไทยได้ 

    บริษัท สานฟ้า จำกัด เริ่มเปิดเมื่อปี 2548  ในช่วงแรก รายการประสบความสำเร็จเกินกว่าฝันที่วางไว้เสียอีก เพราะหลังออกอากาศได้เพียงปีกว่า ๆ มีมากกว่า 30 ประเทศยื่นข้อเสนอให้รายการไปถ่ายทำรีวิว นอกจากนั้น ต่อยอดขยายผลิตรายการโทรทัศน์อื่นๆ  อีกกว่า 10 รายการ 

    “จ๊อบ-นิธิ” 20 ปีธุรกิจสื่อ ถึงวันที่ต้องเลือก สานต่อฝันหรือหยุดเดิน

    จากช่วง 10 ปีแรก ที่ธุรกิจเติบโตด้วยดีเสมอ กระทั่งในช่วง 10 ปีหลังจากเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์เริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการทีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมผู้บริโภคหันไปชมผ่านช่องทางอื่นทดแทน  ซึ่งในมุมมองของจ๊อบยอมรับว่า เป็นเรื่องความยากมากที่ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ซึ่งคุ้นเคยและชำนาญในวิธีการเดิม ๆ จะกล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย หรือ “เซฟโซน” ของตัวเอง เพื่อจะก้าวไปสู่โลกใบใหม่ที่สุดแสนจะท้าทาย

    “ผมมีความสุขและภาคภูมิใจกับการผลิตรายการโทรทัศน์มาก แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่สื่อใหม่ได้รับความนิยมมากกว่าเราก็ต้องปรับตัว ซึ่งความยากที่สุดของการปรับเปลี่ยน คือการออกจากเซฟโซนของตัวเอง และด้วยกลุ่มผู้ชมหลักของผม ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป การปรับตัวของเราจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ Content ของเราไปอยู่บนสื่อใหม่ และได้รับความนิยมเหมือนเดิม” จ๊อบ ระบุ

    ถึงจุดต้องเลือกระหว่างสานต่อฝัน หรือหยุดเดิน 

    ไม่เท่านั้นบริษัท สานฟ้า จำกัด ยังปรับตัว ด้วยการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ยกระดับจากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สู่การเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ และเอเจนซี่ครบวงจร เช่น รับจัดอีเวนต์ งานประชาสัมพันธ์ ซื้อโฆษณา และทำแคมเปญที่ให้แก่องค์กรต่าง ๆเป็นต้น โดยมีลูกค้าหลักคือ หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม ด้วยขั้นตอนการรับงานลักษณะนี้ บริษัทจำเป็นต้องลงทุนแทบทุกอย่างก่อน แล้วเก็บเงินทีหลังเมื่องานเสร็จ ซึ่งการเป็นผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีที่มีสายป่านสั้น แม้จะมีงานเข้ามาจำนวนมาก แต่ธุรกิจต้องเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง จนถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างจะ “สานต่อความฝัน” หรือ“หยุดเดิน” 

    จนเมื่อได้พบกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bankมาช่วยเติมทุนเสริมสภาพคล่อง เสมือนน้ำมันที่ผลักดันให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้  สามารถรับงานต่าง ๆ ที่เข้ามาได้อย่างไม่มีปัญหา และต่อเนื่องนอกจากนั้น  ยังเป็นพันธมิตรคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้ บริษัท สานฟ้า จำกัดกล้าจะสานต่อความฝันสู่การเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ และเอเจนซี่ครบวงจร  ที่พร้อมยืนหยัดบนโลกของสื่อยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ

    ในโลกของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน จ๊อบ นิธิ ได้พาธุรกิจ บริษัท สานฟ้า จำกัดโคจรผ่านช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์มานานกว่า 20 ปี การปรับตัวถึงจะยาก หากแต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าสู่การเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ และเอเจนซี่ครบวงจรที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ด้วยทีมงานเปี่ยมศักยภาพเพื่อคว้าเป้าหมายสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง สามารถฝ่าพันทุกอุปสรรคและพร้อมเขียนเรื่องราวการโคจรสู่เส้นทางธุรกิจสายใหม่ ลงในสมุดบันทึกแห่งความสำเร็จต่อไปอีกนานเท่านาน   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/730159&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J2HjBD1LraOOEqucgjf6_

  • ตร.เกาะพะงันจับ2เมียนมา เสพยาบ้าในบ้านพัก วิ่งหนีไม่คิดชีวิต

    ตร.เกาะพะงันจับ2เมียนมา เสพยาบ้าในบ้านพัก วิ่งหนีไม่คิดชีวิต

    วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.01 น.

    10 กันยายน 2568 ภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้วิ่งไล่จับสองวัยรุ่นสัญชาติเมียนมาเสพยาเสพติดประเภทยาบ้า โดยเหตุเกิดที่บ้านพักไม่มีบ้านเลขที่ ม.1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน ทั้งสองเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิ่งหนี้เข้าป่าบอนหลังบ้าน โดยมีตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันวิ่งไล่ตามหลังอย่างกระชั้นชิด และสามารถควบคุมตัววัยรุ่นเมียนมาทั้งสองคนได้

    ทราบชื่อผู้ต้องหาทั้งสองคนได้แก่ นาย อัง ปิ เต๊ะ (Mr.Aung Pyae Htay) อายุ 19 ปี และนายลา ปิ อาว ปี (Mr.La Pyae Aung Pee) อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา จับได้พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 18 เม็ด โดยพฤติกรรมทั้งสองก่อนเข้าจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีกลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมา รวมกลุ่มเสพยาเสพติดภายในบ้านพักไม่มีเลขที่แทบทุกวัน ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นเมียนมาเมื่อเข้าไปในบ้านพักก็จะปิดประตู พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนลำคาญให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมาก

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนำโดย พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ซุ่มดูพฤติกรรมอยู่ภายในรถ พบว่านายลา ปิ อาว ปี นั่งอยู่หน้าบ้านลักษณะกวาดสายตาสอดส่องบริเวณรอบๆ ลักษณะเป็นการดูต้นทาง และมีนายอัง ปี เต๊ะ นั่งอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อนายลา ปิ อาว ปี และ นายอัง ปิ เต๊ะ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้รีบวิ่งหลบหนีออกทางหลังบ้านทั้งสองคนได้วิ่งหนีตำรวจชุดจับกุมสุดชีวิตเข้าไปในป่าบอน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วิ่งติดตาม จนสามารถควบคุมตัวได้ทั้งสองคน และได้นำตัวมาตรวจค้นภายในบ้านพักพบยาบ้านจำนวน 18 เม็ด

    จากการสอบถามนายลา ปิ อาว ปี ให้การยอมรับว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนทั้งสอง จริง และได้สอบถามนายอัง ปิ เต๊ะ ให้การยอมรับว่า ยาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนทั้งสอง โดยตนได้รวมเงินกันซื้อกับนายลา ปิ อาว ปีฯ ซื้อมาจากนายตาน ซอ อู ชาวเมียนมาร์ ในราคาเม็ดละ 50 บาท ซื้อมาทั้งหมด 20 เม็ด โดยขณะที่ตนกำลังเสพยาเสพติด ได้ให้นายลา ปิ อาว ปีฯ ทำหน้าที่ดูต้นทางในระหว่างที่ตนกำลังเสพ โดยจะสลับกันทำหน้าที่ดูต้นทางและสลับกันเสพ โดยขณะที่ตนกำลังเสพ นายลา ปิ อาว ปีฯ ได้วิ่งมาพร้อมตะโกนว่าตำรวจมา พวกตนจึงได้วิ่งหลบหนีไปพร้อมกัน

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหาวัยรุ่นเมียนมาได้แก่ นายอัง ปิ เต๊ะ อายุ 19 ปี สัญชาติเมียนมา จำนวน 2 ข้อหาคือ เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย และนายลา ปิ อาว ปี อายุ 22 ปี สัญชาติ เมียนมา แจ้ง1ข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การเจ้าจับกุมครั้งเป็นไปตามนโยบาย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/913367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XzlFf8zjrPe-wS9i5zoxj

  • รับหนังสือมัคคุเทศก์ เสนอ 4 ปัญหาเร่งด่วนด้านท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    รับหนังสือมัคคุเทศก์ เสนอ 4 ปัญหาเร่งด่วนด้านท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OvyQAo3n2xsRU5JpSlOb2

  • เชียงใหม่ จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ การท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์

    เชียงใหม่ จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ การท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์

    จังหวัดเชียงใหม่ แถลงกิจกรรมสร้างการรับรู้ การท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์ CHIANG MAI FESTIVAL CITY : 12 เดือน 12 เทศกาล ภายใต้โครงการยกระดับเชียงใหม่เมืองสร้างสรรค์ด้วย Soft Power ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อใช้ “เทศกาล” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการท่องเที่ยว และส่งต่อความสุขให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    วันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ ห้องธาราทอง จังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าว กิจกรรมสร้างการรับรู้ การท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์  CHIANG MAI FESTIVAL CITY : 12 เดือน 12 เทศกาล ภายใต้โครงการยกระดับเชียงใหม่เมืองสร้างสรรค์ด้วย Soft Powerโดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ TCEB องค์กรพันธมิตร ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนแขกผู้มีเกียรติ

    นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “เชียงใหม่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือ แต่ยังเป็นเมืองวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี ปัจจุบันเชียงใหม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ World Festival and Event City จากสมาคมงานเทศกาลนานาชาติ (IFEA) และวันนี้ เรากำลังต่อยอดจุดแข็งนี้ผ่านปฏิทิน ‘12 เดือน 12 เทศกาล’ ที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี”

    โครงการ “12 เดือน 12 เทศกาล” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง City Branding ของเชียงใหม่ โดยรวบรวมเทศกาลเด่นตลอด 12 เดือน อาทิ เทศกาลดอกไม้เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลสงกรานต์ล้านนาในเดือนเมษายน เทศกาลยี่เป็งเดือนพฤศจิกายน และ Chiang Mai Countdown เดือนธันวาคม ตลอดจนกิจกรรมด้านอาหาร สุขภาพ กีฬา และวิถีชีวิตชุมชน ที่จะสลับหมุนเวียนตลอดปี เพื่อสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่ากิจกรรม Chiang Mai Festival 12 เดือน 12 เทศกาล เป็นหนึ่งในกิจกรรมขับเคลื่อนของ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ การสร้างการรับรู้การท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์ และกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็น เมืองเทศกาลโลก (World Festival Destination)โครงการนี้เราไม่ได้เพียงจัดกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้าง Soft Power ผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตล้านนา นำเสนอในรูปแบบที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเชียงใหม่ได้ทั้งปี

    สำหรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นนั้น มีทั้งกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด อาทิกิจกรรม Kick Off เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ การออกแบบจุดถ่ายรูปสร้างสรรค์ จำนวน 12 จุดกระจายทั่วเมือง เช่น ประตูท่าแพ ถนนคนเดิน ศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ “แชะ & แชร์” สร้างกระแสบนโลกออนไลน์Passport to Chiang Mai & E-Passport หนังสือและสมุดอิเล็กทรอนิกส์แนะนำเทศกาลทั้ง 12 เดือน

    พร้อมกิจกรรมสะสมตราประทับ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวซ้ำและการใช้จ่ายในพื้นที่ สื่อประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ ทั้งวีดิทัศน์ความยาว 5 นาที และ Teaser 12 ตอน สำหรับเผยแพร่บน YouTube, TikTok, Instagram และ Facebook โดยร่วมกับ Influencers ที่มียอดติดตามสูง
    กิจกรรม “แชะ เช็ค แชร์” แจกของที่ระลึกและบัตรกำนัล ที่จะเกิดขึ้นตลอดการจัดกิจกรรมกิจกรรมสรุปผลและสำรวจการรับรู้ของนักท่องเที่ยว เพื่อประเมินผลและต่อยอดการพัฒนาในอนาคต

    นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงกับปฏิทินกิจกรรมสำคัญของเชียงใหม่ อาทิ เทศกาลดอกไม้เชียงใหม่ (กุมภาพันธ์), สงกรานต์ล้านนา (เมษายน), ยี่เป็งโคมไฟ (พฤศจิกายน), และ Chiang Mai Countdown (ธันวาคม) รวมทั้งเทศกาลใหม่ ๆ เช่น Wellness & Wellbeing, Food Fun Fashion & Music และ Craft & Creative Design ที่จะช่วยเพิ่มสีสันและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

    การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่เพียงสร้าง ปฏิทินเทศกาลต่อเนื่อง แต่ยังสร้างเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งด้านอัตลักษณ์เมืองล้านนา เชียงใหม่จึงพร้อมนำเสนอ “365 วันพันประสบการณ์” แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งในมิติศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์
    ขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ “เชียงใหม่ 12 เดือน 12 เทศกาล” เพื่อร่วมกันผลักดันเชียงใหม่สู่ เมืองเทศกาลโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3765197/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lplp_j32ljeF6w2zTW46O

  • สำนักการศึกษาประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ปรับตัวก้าวทันโลกยุคใหม่ | เดลินิวส์

    สำนักการศึกษาประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ปรับตัวก้าวทันโลกยุคใหม่ | เดลินิวส์

    สำนักการศึกษาประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ปรับตัวก้าวทันโลกยุคใหม่

    กทม. ก้าวไว ปรับโรงเรียนหมุนตามโลกยุคใหม่ (Bangkok Future School) เพื่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองทุกบริบทของโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5101742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HpYMzTq8Au1aHWHLEsWSP

  • ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว

    ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว

    10 กันยายน 2568 16:25 น. สยามรัฐออนไลน์ วัฒนธรรม

    สวธ.จับมือนิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    9 ก.ย. 68 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย โอกาสนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “Smart Tourism and Soft Power Synergies: Advancing Sustainable Development through Cross-Sector Collaboration” โดยมีหม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย มุ่งเน้นการร่วมมือกันในด้าน การศึกษา วิจัย การพัฒนาบุคลากร การบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนะรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย ด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านของเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาหาความรู้จากภายนอกห้องเรียน การเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเรามีบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากการทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกันในวันนี้ ทางคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยังจัดโครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 และมอบรางวัล “เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” (GSTM-X) (GSTM Award for Collaborative Tourism Development) ให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมเพื่อการท่องเที่ยว

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การแข่งขันตอบคำถามระดับชาติภาคบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน ครั้งที่ 9 2) การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยว ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” และ 3) การมอบรางวัล GSTM NIDA AWARDS ประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการใช้ Soft Power ด้านภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” โดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพลิกโฉมประเทศไทยด้วย Soft Power: เส้นทางสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” (Transforming Thailand through Soft Power: Pathways to Sustainable Prosperity) รวมถึงการเสวนา โดย Influencer/KOL ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650348&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kl8jbe1JW_RePdAToZ-E5

  • เจาะลึก “สายสื่อสาร” ภาคเหนือภัยใกล้ตัว ที่รัฐยังแก้ไม่สำเร็จ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เจาะลึก “สายสื่อสาร” ภาคเหนือภัยใกล้ตัว ที่รัฐยังแก้ไม่สำเร็จ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เจาะลึก “สายสื่อสาร” ภาคเหนือภัยใกล้ตัว ที่รัฐยังแก้ไม่สำเร็จ

    เจาะลึกปัญหา สายสื่อสาร ภาคเหนือ ภัยใกล้ตัวที่กระทบทุกคน หากไม่เร่งแก้ไขอาจจะกระเทือนต่อประชาชนทั่วประเทศ หวังภาครัฐเร่งแก้ จัดตั้งกองทุนเยียวยา

    ทุกวันนี้ประชาชนในหลายจังหวัดภาคเหนือยังเผชิญกับปัญหา “สายสื่อสารมรณะ” ที่ห้อยต่ำ รกรุงรัง และไม่ได้ใช้งาน ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านความปลอดภัยสาธารณะ แม้ที่ผ่านมาจะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งจัดระเบียบสายสื่อสารมาตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยหากผลักดันแก้ไขร่วมกันในระดับประเทศ จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในระยะยาว

    ลาภิศ ฤกษ์ดี หัวหน้าหน่วยงานเขตพื้นที่ภาคเหนือ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ภาพรวมปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย ได้รับข้อมูลสะสมจากการร้องเรียนทั้งทางแอปพลิเคชัน การไฟฟ้า และการแจ้งผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพบปัญหาในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งน่าน พะเยา เชียงราย ลำปาง ลำพูน และ เชียงใหม่ ที่มีการร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2566-30 เม.ย.2568 รวม 339 เรื่อง รวมถึงผลการสำรวจรับฟังความคิดเห็นผลกระทบของปัญหาสายสื่อสารที่ละเมิดสิทธิประชาชน ภาคเหนือที่มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1,229 ราย มีผู้ตอบปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ได้รับการจัดระเบียบส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค คือ อุบัติที่เกิดจากสายสื่อสารที่ห้อยต่ำ มากถึง 92.1% รองลงมาคือความสวยงามของเมือง 55.5% ลำดับที่สาม คือสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ 38.4%

    สำหรับปัญหาหลักในพื้นที่ภาคเหนือที่พบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1. การพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ขัดขวางถนนและทางเดิน 2. สายสื่อสารพาดผ่านบ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาต และ 3. สายสื่อสารไม่ได้ใช้งาน ถูกทิ้งไว้ ไม่เก็บกวาด ทำให้กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน นอกจากเสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว จากการติดตามของประชาชนที่เข้าไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานยังใช้เวลานาน 29–101 วัน และเมื่อเกิดความเสียหาย ประชาชนได้รับค่าชดเชยเพียง 10,000–20,000 บาท ทั้งที่หลายกรณีต้องพักรักษาตัวนาน ทำให้ค่าเยียวยาไม่มีความเหมาะสมแต่อย่างใด

    ขณะเดียวกันจากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกปัญหาในภาคเหนือ ต่างมีปัญหาและข้อเสนอรายจังหวัดและแนวทางเสนอให้ภาครัฐร่วมแก้ไขหลากหลาย ประกอบด้วย 5 จังหวัด

    จังหวัดน่าน สายพาดผ่านบ้าน–สายเก่าถูกทิ้งกลางเมือง

    จังหวัดน่านถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประชาชนสะท้อนปัญหาสายสื่อสารไม่ปลอดภัยมากที่สุดในภาคเหนือ จากข้อมูลการร้องเรียนที่สภาผู้บริโภคได้รับ ซึ่งมีปัญหาหลักเกิดขึ้นทั้งในเขตเมืองและชุมชน โดยเฉพาะสายสื่อสารที่พาดผ่านบ้านของประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดความรำคาญ แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้อยู่อาศัยในบ้าน หากสายเกิดชำรุดหรือเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงมีสายเก่าที่เลิกใช้งานแล้วแต่ถูกปล่อยทิ้งไว้ ไม่เก็บกวาด ส่งผลให้เส้นทางสัญจรในเมือง โดยเฉพาะถนนสายหลักและชุมชนหนาแน่นไปด้วยสายระโยงระยาง

    ขณะเดียวกันมีเสียงสะท้อนจากประชาชนหลายพื้นที่ระบุว่า สายที่พาดผ่านหลังคาบ้านหรือระเบียง สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน รวมถึงสายที่ไม่ได้ใช้งานแล้วยังถูกแขวนค้างอยู่บนเสาไฟฟ้า กลายเป็น “กับดัก” ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เช่น การห้อยต่ำจนเกี่ยวรถจักรยานยนต์ หรือการหล่นลงมากลางถนนเมื่อสายเสื่อมสภาพ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน แต่ส่งผลให้ทัศนียภาพของเมืองเสียหาย และกระทบต่อการท่องเที่ยวที่จังหวัดน่านพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    ทางด้านข้อเสนอของสภาผู้บริโภคจังหวัดน่าน คือ การให้หน่วยงานที่ดูแลในพื้นที่ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกมาตรการเข้มงวดรื้อถอนสายไม่ใช้งาน พร้อมจัดตั้ง คณะกรรมการระดับจังหวัด ที่มีสภาผู้บริโภคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมติดตาม เพื่อให้การแก้ไขมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างผลดีต่อประชาชนมากที่สุด

    จังหวัดเชียงราย สายชำรุด–เสื่อมสภาพ เสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซาก

    เชียงรายเป็นอีกจังหวัดที่ประชาชนสะท้อนปัญหาสายสื่อสารไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะสายสื่อสารที่เสื่อมสภาพ ชำรุด และห้อยต่ำในเขตเมือง หลายเส้นขาดความมั่นคงแข็งแรง แต่กลับยังคงถูกแขวนไว้บนเสาไฟฟ้า รวมถึงสายที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังไม่ถูกรื้อถอน ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้สัญจรอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ได้ส่งผลให้ประชาชนหลายรายประสบเหตุรถจักรยานยนต์เกี่ยวสายห้อยต่ำจนล้มได้รับบาดเจ็บ และแม้จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาก็มักได้รับการแก้ไขล่าช้า

    สำหรับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคเชียงราย คือ การผลักดันให้มี ฐานข้อมูลจุดเสี่ยง (Hotspot) และจัดทำแผนที่ระบบข้อมูลสารสนเทศ (GIS) ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ แจ้งเหตุ และติดตามการแก้ไขได้ทันที

    จังหวัดพะเยา อุบัติเหตุจากสายห้อยต่ำในเขตเทศบาล

    จังหวัดพะเยาพบการร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชน โดยเฉพาะในเขตเทศบาล ที่สายสื่อสารรกรุงรังเต็มเสาไฟ และห้อยต่ำจนเกิดอุบัติเหตุจริงกับประชาชน เช่น รถจักรยานยนต์ล้มจากการเกี่ยวสาย

    ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทัศนียภาพเมือง แต่เป็นภัยที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง

    สำหรับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคจังหวัดพะเยา คือ การบังคับให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต้องทำ สัญญาประกันความเสียหายหากสายก่ออันตรายต่อประชาชน พร้อมกับเร่งรื้อถอนสายไม่ได้ใช้งานออกจากเสาไฟฟ้าให้หมดไป

    จังหวัดลำพูน สายชำรุด ภาพลักษณ์เมืองเสียหาย

    ลำพูนเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเชิงภาพลักษณ์อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีมรดกทางวัฒนธรรม แต่เต็มไปด้วยสายสื่อสารที่ชำรุดและทิ้งค้างไว้โดยไม่มีการเก็บกวาด สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่น่ามอง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ผลกระทบจากปัญหานี้ไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนเท่านั้น แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    สำหรับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคลำพูน คือ การให้ กฟภ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับผู้ประกอบการ ดำเนินการวางแผนเก็บสายปีละไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร และต้องเปิดเผยแผนงานต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดการแก้ไขจริง

    จังหวัดลำปาง สายพาดขวางถนน เป็นจุดเริ่มต้นเหตุอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

    จังหวัดลำปางพบปัญหาสายสื่อสารจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้งานแต่ยังแขวนไว้ รวมถึงบางเส้น พาดขวางถนนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลต่อความปลอดภัย และตั้งคำถามถึงมาตรการบำรุงรักษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการแก้ไขบ้างเป็นกรณี แต่ยังไม่เป็นระบบหรือมาตรฐานที่ชัดเจน ส่งผลให้ความเสี่ยงยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้สัญจร

    สำหรับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคลำปาง คือ การให้ กฟภ. เร่งแก้ไขระเบียบ พร้อมบังคับผู้ประกอบการตรวจสอบและรื้อถอนสายไม่ได้ใช้งาน รวมถึงให้มีการทำสัญญาประกันภัยความรับผิดชอบ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสายสื่อสาร

    อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินภาพรวม 5 จังหวัด ต่างมีปัญหาใหญ่คือ สายไม่ได้ใช้งานยังถูกแขวนไว้บนเสาไฟฟ้าและกลายเป็นต้นตอของอันตราย ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ของเมือง โดยสภาผู้บริโภคจึงเสนอแนวทางเชิงระบบ ได้แก่ ทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการจังหวัดที่มีผู้แทนประชาชนร่วมกำกับ การจัดทำกองทุนเยียวยาจากผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุสายสื่อสาร การบังคับทำสัญญาประกันภัยความเสียหายต่อประชาชน การกำหนดโควตาเก็บสายประจำปี พร้อมเปิดเผยแผนต่อสาธารณะ การจัดทำฐานข้อมูลจุดเสี่ยง (Hotspot) และจัดทำแผนที่ระบบข้อมูลสารสนเทศ (GIS) ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายอย่างสะดวกที่สุด

    “จากการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีข้อเสนอแนะว่าควรมีคณะกรรมการกำกับเร่งรัดการจัดระเบียบสายสื่อสารระดับจังหวัด ที่มี 21 ตัวแทนจาก สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสภาองค์กรของผู้บริโภค ปรับปรุงระบบสายสื่อสาร ของผู้ประกอบกิจการให้มีสายสื่อสารปลายทางเพียงรายเดียว (Single Last Mile) ขอให้ผู้ประกอบการแก้ไข จัดเก็บสายที่ถูกยกเลิกแล้วทันทีหลังที่ลูกค้ายกเลิก และควรมีกองทุนสำหรับการเยียวยา กรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากสายสื่อสาร” ลาภิศ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2564 ในเรื่อง การจัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า มาจากมีการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการแก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้นทุกพื้นที่ทั้ง กทม. และต่างจังหวัด ส่งผลให้มีการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มีความหนาแน่นและไม่เป็นระเบียบ รวมทั้งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง ครม. จึงมีมติมอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. ดำเนินการร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนบูรณาการสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าในเส้นทางหลัก ทั้งในพื้นที่ กทม. และต่างจังหวัด แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สภาผู้บริโภคตรวจสอบพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมถึงบางส่วนอาจต้องใช้เวลานาน และสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ได้จัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงาน กสทช. กฟน.  และ กฟภ. เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหา สายสื่อสารที่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค พร้อมเสนอให้มีการจัดทำกองทุนขึ้นมาเพื่อร่วมเยียวยาภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    ลาภิศ กล่าวเสริมว่า ปัญหาเรื่องสายสื่อสารเป็นภัยใกล้ตัวของทุกคน ที่อาจประสบได้ทั้งหมด เพราะเมื่อไปสำรวจข้อมูลในแต่ละจังหวัดต่างมีปัญหาในระดับแตกต่างกัน และมีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานต่างๆ มาตลอด โดยหากสามารถผลักดันร่วมแก้ไขปัญหานี้ได้ในระดับประเทศ เชื่อว่าจะสร้างผลดีต่อคนไทย ร่วมสร้างความปลอดภัยและร่วมยกระดับคุณภาพชีวิต

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/communication-cable/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j0a3R2l0Y5tS2tToUzwUq

  • การประชุมสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 40 (6/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 40 (6/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qtxabgtKyVxy3eZu7YkkK

  • อินฟลูฯ อ้างจริงใจ แต่ทำไม “โฆษณาเกินจริง” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    อินฟลูฯ อ้างจริงใจ แต่ทำไม “โฆษณาเกินจริง” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    อินฟลูฯ อ้างจริงใจ แต่ทำไม “โฆษณาเกินจริง”

    อินฟลูฯ ทำเงินมหาศาลจากการโฆษณาเกินจริงของอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในขณะที่กฎหมายหลายฉบับยังตามไม่ทันทำให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้เท่าทันมีอันตรายถึงชีวิต ถึงเวลาชำระกฎหมาย สกัดอิทธิพลอินฟลูฯ ไทย

    ไม่เพียงในประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว แต่ในนานาประเทศเองต่างก็พยายามหามาตรการเพื่อวางกรอบป้องกันในเรื่องนี้ เพื่อต้องวิ่งแข่งให้ทันกับอำนาจเงิน และอิทธิพลทางความคิดของ ดารา อินฟลูฯ รวมถึงแพทย์นักโฆษณา

    บทเรียนจากนานาประเทศ

    จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในหลายประเทศ พบว่า หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคือการที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ “อาหาร” ไม่ใช่ “ยา” สถานะทางกฎหมายที่แตกต่างนี้ทำให้การกำกับดูแลหย่อนยานกว่าที่ควร  เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเหมือนยา ผู้ผลิตเพียงแค่รับรองว่ามีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนเอง ทำให้สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย

    ในสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ 2 หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ได้แก่ FDA (สำนักงานอาหารและยา) และ FTC (สำนักงานคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา)  ซึ่ง FDA มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยและการติดฉลาก ในขณะที่ FTC รับผิดชอบการโฆษณา โดยระบุว่าการโฆษณาต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ เช่น ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน และการกล่าวอ้างสรรพคุณต้องมีหลักฐานสนับสนุนตามข้อกำหนดของ FTC และ FDA

    แต่จุดอ่อนสำคัญ คือ ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลความปลอดภัยก่อนวางตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  ทำให้ FDA ไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์นับพันที่ใช้ช่องโหว่กฎหมายดังกล่าวได้ ทำให้ประชาชนแทบไม่ได้รับการคุ้มครองจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ปลอดภัยเหล่านี้

    ในสหราชอาณาจักร มีกรณี MedExpress ซึ่งเป็นร้านขายยาออนไลน์ในลอนดอน ถูกสอบสวนเรื่องการพยายามใช้อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบการโฆษณาและกฎระเบียบทางการแพทย์ของสหราชอาณาจักร ส่วนในเยอรมนี พบงานวิจัยเรื่อง “การให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยอินฟลูเอนเซอร์ชาวเยอรมันบน Instagram” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplements – NEM) ที่โฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์ชาวเยอรมัน บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อินฟลูเอนเซอร์โปรโมทจำนวนมากมีปริมาณวิตามินและแร่ธาตุเกินปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่เป็นพิษต่อร่างกายต่อผู้บริโภค  

    อินฟลูฯ ทรงพลังในยุคการตลาดบอกต่อ 

    “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูง และเติบโตเร็วทั่วโลก แบรนด์ต่างๆ ก็เชื่อมั่นในพลังนี้ เห็นได้จาก 82% ของแบรนด์ที่ระบุว่าการใช้อินฟลูเอนเซอร์ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการโฆษณาแบบอื่น และ 69% ได้เพิ่มงบประมาณสำหรับการตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง

    มีการกล่าวกันว่าอินฟลูเอนเซอร์ของไทยสร้างรายได้ตั้งแต่ 800-700,000 บาทต่อโพสต์ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม ซึ่งหากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระดับแม็คโคร-อินฟลูเอนเซอร์ มีผู้ติดตามประมาณ 5 แสนจนถึง 1 ล้านคน มีเรทรายได้ประมาณ 3 หมื่นบาท จนถึงหลักแสนบาท หต่อโพสต์

    ซึ่งจากงานวิจัย “อนาคตอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย พ.ศ. 2578” โดยบริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ร่วมกับศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales LAB) และสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) เมื่อปี 2567 เผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรม Content Creators / Influencers ระบุว่า ประเทศในอาเซียน (AEC) มีอินฟลูเอนเซอร์รวมกันถึง 13.5 ล้านคน โดยในประเทศไทย มีอินฟลูเอนเซอร์ 2 ล้านคน และหากรวมผู้ที่ทำเป็นอาชีพเสริมจะอยู่ที่ 9 ล้านคน ซึ่งสร้างมูลค่าตลาดสูงถึง 45,000 ล้านบาทในไทย และทั่วโลกอยู่ที่ 5.5 ล้านล้านบาท ในปี 2024 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 20-30% ต่อปี หรือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030

    จากภาพรวมเหล่านี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าตลาดและเม็ดเงินมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้ เป็นอย่างดี  

    บทเรียนการควบคุมที่จริงจังขึ้นจากต่างประเทศ

    การเพิ่มขึ้นของการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องปรับตัว โดยต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น

    สหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้อาหารเสริมจัดอยู่ภายใต้กฎหมายอาหาร โดยมีการควบคุมสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์และการโฆษณาด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น Regulation (EC) no. 1924/2006 ที่เกี่ยวกับข้อเรียกร้องด้านโภชนาการและสุขภาพ เพื่อป้องกันโฆษณาที่ผิดกฎหมายและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    ในออสเตรเลีย สำนักงานบริหารผลิตภัณฑ์เพื่อการบำบัดรักษา (TGA) ได้ออกกฎที่เข้มงวดขึ้น โดยห้ามอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับค่าตอบแทนใช้การรับรองผลิตภัณฑ์ (testimonials) ในการโฆษณา และกำหนดให้การกล่าวอ้างต้องมีหลักฐานที่ถูกต้องและไม่ทำให้เข้าใจผิด  โดย TGA ระบุชัดเจนว่า “ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบำบัดรักษาบนพื้นฐานของความจำเป็นทางคลินิก ไม่ใช่จากการโน้มน้าวใจของผู้มีอิทธิพล”

    ขณะที่ หน่วยงานอย่าง MHRA และ ASA ในสหราชอาณาจักร มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการตรวจสอบและออกกฎที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้แบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องรับผิดชอบต่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ

    ในโปแลนด์ สำนักงานการแข่งขันและคุ้มครองผู้บริโภค (UOKiK) ได้ออกคำแนะนำในปี 2022 ให้มีการติดฉลากเนื้อหาโฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจนและมองเห็นได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและการทำให้ผู้รับชมเข้าใจผิด

    ขณะที่ในจีน ทางรัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายเพื่อควบคุมเนื้อหาที่อินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การแพทย์และการเงิน โดยยังห้ามแบรนด์สินค้าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่มีพฤติกรรมผิดศีลธรรมหรือทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา  นอกจากนี้มีการมีการกำหนดจรรยาบรรณ หรือ code of conduct สำหรับพิธีกรออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ ในอินเดีย ต้องมีการกำหนดหรือระบุว่าเป็นโฆษณาหรือได้สปอนเซอร์อย่างชัดเจน วางไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ทันที เช่น Advertisement Ad Sponsored Collaboration Partnership Employee Free gift

    กฎหมายเอาผิด “อินฟลูเอนเซอร์” ยังเบาบาง

    แม้ว่ากฎหมายไทยจะมีบทลงโทษสำหรับการโฆษณาเกินจริงและจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย แต่บทลงโทษดังกล่าวยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากค่าปรับที่เบาบางเมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลที่ผู้กระทำผิดได้รับ ทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำซ้อน เพราะพวกเขามองว่าค่าปรับเป็นเพียง “ต้นทุนในการทำธุรกิจ” เท่านั้น

    ตัวอย่างบทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522: กำหนดโทษปรับสูงสุด 30,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับการโฆษณาเท็จ

    พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522: กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการโฆษณาที่เป็นเท็จ

    จะเห็นได้ว่าโทษปรับส่วนใหญ่อยู่ในหลักหมื่นถึงหลักแสน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะยับยั้งอินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการที่ทำรายได้หลักล้านจากโฆษณา ทำให้ปัญหานี้ยังคงเป็นวัฏจักรที่แก้ไม่ตก

    ในไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  เคยมีการเปิดเผยรายงานเรื่อง “Influencer : เมื่อทุกคนในสังคมล้วนเป็นสื่อ” โดยระบุว่าการขยายตัวของอินฟลูเอนเซอร์ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านเนื้อหา ซึ่งนำไปสู่การมุ่งสร้างเนื้อหาให้เป็นกระแสโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและเหมาะสมเท่าที่ควร และอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมรวมทั้งบางกรณียังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

    สภาผู้บริโภคเร่งเสนอแก้กฎหมาย หลังกรณี The iCon Group

    จากกรณี The iCon Group เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันกับยุคการขายตรงและการโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบัน

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้ให้สัมภาษณ์กับ เดอะแอคทีฟ (The Active) โดยชี้ว่ากฎหมายที่ใช้เอาผิดได้ในปัจจุบันมีเพียง 2 ฉบับคือ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลบิดเบือนและเท็จเท่านั้น แต่กฎหมายที่สำคัญอย่าง พ.ร.บ. อาหาร กลับไม่มีการนำมาใช้อย่างเต็มที่ ทำให้บทลงโทษเบาและไม่สามารถเอาผิดไปถึงตัว พรีเซนเตอร์ ได้ จึงมีข้อเสนอเพื่อการแก้ไขกฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมายทั้ง 3  ฉบับได้แก่

    การเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับสภาผู้บริโภค เน้นการปรับปรุงสิทธิผู้บริโภคให้ครอบคลุมรูปแบบการซื้อขายออนไลน์

    การเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.อาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค เสนอให้เพิ่มมาตรการควบคุมความปลอดภัยทางอาหาร และปรับปรุงข้อกำหนดการอนุญาตและการโฆษณาอาหารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

    การเสนอร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ เลมอน ลอว์ (Lemon Law)

    มุ่งแก้ปัญหาสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง โดยร่างกฎหมายนี้จะระบุถึงความรับผิดชอบของผู้ขายและสิทธิของผู้บริโภคไว้อย่างชัดเจน

    การแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมพฤติกรรมการโฆษณาในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและทันการณ์มากขึ้น

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/influencer-review/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F49HBoZMYmbGnrHt3S6Ai

  • น้ำป่าทะลักน้ำตกแม่สา อช.ดอยสุเทพฯ สั่งปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว

    น้ำป่าทะลักน้ำตกแม่สา อช.ดอยสุเทพฯ สั่งปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว

    วันที่ 10 กันยายน 2568 เชียงใหม่นิวส์ Chiang Mai News ข่าวเชียงใหม่ ได้รายงานว่า ช่วงสายของวันนี้ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ประกาศปิดการท่องเที่ยวน้ำตกแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หลังจากช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักนานเกือบสองชั่วโมง ส่งผลให้น้ำป่าจากดอยสูงหลากลงสู่น้ำตก ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นฉับพลันและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก โดยระหว่างนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เบื้องต้นไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับอันตรายจากน้ำป่าไหลหลากและทรัพย์สินของทางราชการยังไม่พบความเสียหายแต่อย่างใด

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนให้ชาวบ้านในที่ลุ่มต่ำตลอดสองฝั่งลำน้ำแม่สาให้เฝ้าติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำ ที่อาจจะล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนริมสองฝั่งลำน้ำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57023&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ynH41dA0IEXuld77CoSDi